หลักการและเหตุผล
รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะที่สำคัญของประชาชนในกลุ่มที่มีรายได้น้อยถึงรายได้ปานกลาง
โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่มีการจราจรคับคั่งอย่างเช่นกรุงเทพมหานคร เนื่องจากมีความคล่องตัวในการใช้งาน เพื่อการขนส่งซึ่งตอบสนองต่อการดำเนินธุรกิจในทุกระดับ เมื่อปี 2547 รถจักรยานยนต์ที่จดทะเบียนในเขตกรุงเทพมหานครมี 1,593,685 คัน (คิดเป็นร้อยละ 37 ของจำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่จดทะเบียนในเขตกรุงเทพมหานคร) โดยเป็นรถจักรยานยนต์ใช้งานที่มีอายุมากกว่า 10 ปี มีปริมาณ 518,330 คัน (คิดเป็น
ร้อยละ 33 ของจำนวนรถจักรยานยนต์ที่จดทะเบียนในเขตกรุงเทพมหานคร) ปริมาณรถจักรยานยนต์ที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้การใช้น้ำมันเบนซินมีปริมาณเพิ่มตามไปด้วย ในปี 2547 การใช้น้ำมันเบนซินในภาคการขนส่ง มีจำนวน 7,635 ล้านลิตร แบ่งเป็นน้ำมันเบนซินออกเทน 91 จำนวน 5,296 ล้านลิตร และน้ำมันเบนซินออกเทน 95 จำนวน 2,667 ล้านลิตร
รถจักรยานยนต์เป็นแหล่งระบายก๊าซไฮโดรคาร์บอนสูงสุดถึงร้อยละ 70 เมื่อเปรียบเทียบกับ
ยานพาหนะประเภทอื่น ๆ นอกจากนี้การระบายก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์มาจากแหล่งกำเนิดเคลื่อนที่ ประมาณร้อยละ 75 ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 25 มาจากแหล่งกำเนิดพื้นที่และอยู่กับที่ โดยรถจักรยานยนต์เป็นแหล่งระบายก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ถึงร้อยละ 32 เมื่อเปรียบเทียบกับยานพาหนะประเภทอื่น ๆ
ปัจจุบันรถจักรยานยนต์ที่เก่าและปล่อยมลพิษสูง ยังคงวิ่งใช้งานบนท้องถนนอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งส่ง
ผลกระทบให้เกิดปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะก๊าซไฮโดรคาร์บอนและก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ และ
สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง อันเนื่องมาจากประสิทธิภาพการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ลดลงและการขาดการบำรุง
ดูแลรักษาเครื่องยนต์ที่เหมาะสม
จากการประมาณการประสิทธิภาพรถจักรยานยนต์ใช้งานที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 5 ปี มีอัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 18 กิโลเมตร/ลิตร (หรือ 0.045 ลิตร/กิโลเมตร) ในขณะที่รถจักรยานยนต์ใหม่
(ระดับที่ 5) มีอัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ย 50 กิโลเมตร/ลิตร (หรือ 0.02 ลิตร/กิโลเมตร) ดังนั้น
หากมีการใช้งานรถจักรยานยนต์ใหม่ ในระยะทาง 1 กิโลเมตร จะสามารถประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้ถึง
0.025 ลิตร/คัน ในปี 2547 รถจักรยานยนต์รับจ้าง 1 คัน วิ่งในเขตกทม.และปริมณฑล ประมาณ 67 กิโลเมตร/วัน ดังนั้น หากเปลี่ยนมาใช้รถจักรยานยนต์ใหม่ จำนวน 6000 คัน จะสามารถประหยัดน้ำมันเบนซินจำนวน
3 ล้านลิตร/ปี คิดเป็นเงินประมาณ 79 ล้านบาท/ปี (น้ำมันเบนซินออกเทน 91 ราคา 26.14 บาท/ลิตร
ณ วันที่ 23 ตุลาคม 2548) นอกจากนี้ยังสามารถประหยัดค่าซ่อมแซมและบำรุงรักษาของรถในหนึ่งคัน ประมาณ 200 บาทต่อเดือนต่อคัน หรือคิดเป็นเงิน 14,400,000 ล้านบาท หากเปลี่ยนมาใช้รถจักรยานยนต์ใหม่ จำนวน 6,000 คัน
เมื่อคิดค่าการสูญเสียอันเนื่องมาจากปริมาณมลพิษที่สูงขึ้นโดยประเมินจากหลักแนวความคิดที่ว่า
ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pay Principal) โดยใช้อัตรา Emission charge and taxs จะเป็นตัวแทนมูลค่าผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่มีสาเหตุมาจากปริมาณการปล่อยมลพิษทางอากาศ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับปริมาณการใช้พลังงานจากน้ำมันเชื้อเพลิง พบว่ารถจักรยานยนต์ที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 5 ปี จำนวน 1 คัน
จะปล่อยก๊าซไฮโดรคาร์บอน 8.76 g/km และก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ 9.43 g/km ในขณะที่รถจักรยานยนต์ใหม่ปล่อยก๊าซไฮโดรคาร์บอน 0.36 g/km และก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ 1.93 g/km ดังนั้นหากเปลี่ยนมาใช้
รถจักรยานยนต์ใหม่ แทนรถจักรยานยนต์ใช้งานเดิม เป็นจำนวน 6,000 คัน จะทำให้สามารถลดปริมาณก๊าซไฮโดรคาร์บอน 1,013 ตัน/ปี และก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ 904 ตัน/ปี ซึ่งจะทำให้ลดผลกระทบต่อ
สิ่งแวดล้อมที่เกิดจากก๊าซไฮโดรคาร์บอนและก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ คิดเป็นมูลค่า 2,554,280 บาท/ปี
และ 685,684 บาท/ปี ตามลำดับ (ที่มา : Strategies and policies for air pollution abatement , United Nations , 1999)
โครงการนี้เป็นโครงการที่ได้รับความร่วมมือร่วมใจกันระหว่างหน่วยงานทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนโดยจะดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2548 – 16 ธันวาคม 2548 ซึ่งเป็นช่วงที่ใกล้เทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ มีวันหยุดติดต่อกันหลายวัน ประชาชนมีการเดินทางกลับภูมิลำเนา การเดินทางท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ใช้รถจักรยานยนต์เก่าที่หมดสภาพแล้ว สามารถตรวจเช็ค ปรับแต่งรถจักรยานยนต์เก่าทั้ง 2 จังหวะและ 4 จังหวะ สามารถเปลี่ยนท่อไอเสียที่ได้มาตรฐาน รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้ใช้รถจักรยานยนต์เก่าที่หมดสภาพแล้วได้มีโอกาสเปลี่ยนรถจักรยานยนต์คันใหม่ ได้สะดวกขึ้น ซึ่งจะช่วยทำให้คุณภาพอากาศและเสียงในเขตกรุงเทพมหานครดีขึ้น ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง ประหยัดค่าการบำรุงรักษาเครื่องยนต์ รวมทั้งประชาชนยังสามารถที่ซื้อหมวกนิรภัยในราคาพิเศษ เพื่อให้ประชาชนสวมหมวกนิรภัยทุกครั้งเมื่อเดินทางไปในที่ต่าง ๆ ซึ่งจะสามารถช่วยลดการสูญเสียทั้งทางด้านชีวิต ทรัพย์สินส่วนตัว รวมถึงการสูญเสียทางเศรษฐกิจได้ถึงปีละประมาณ 3,000-6,000 ล้านบาทต่อปี
|
| | | | |