การจัดการปัญหามลพิษทางเสียงจากยานพาหนะ


คำถาม-คำตอบ ที่เกี่ยวกับโครงการรณรงค์ และการดำเนินงานจัดการปัญหามลพิษทางเสียงจากการจราจรชองหน่วยงานต่างๆ

เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2549 กองทุนสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม มูลนิธิสิ่งแวดล้อมไทย ได้จัดสัมมนา “รักหูสักนิด ใส่ใจมลพิษทางเสียง” ณ โรงแรมแอมบาสเดอร์ ในงานดังกล่าวผู้เข้าร่วมสัมมนาได้ถามคำถามเกี่ยวกับโครงการรณรงค์ฯ และการดำเนินงานจัดการปัญหามลพิษทางเสียงจากการจราจรของหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งปัญหามลพิษทางเสียงอื่นๆ ดังนี้

1. Q :

เสียงที่ดังเป็นระยะ ๆ แต่ไม่ติดต่อกันและมีคนทำงานอยู่ในบริเวณนั้นมีวิธีการวัดเสียงอย่างไร และจะทราบระยะเวลาการทำงานที่ปลอดภัยได้อย่างไร มีเกณฑ์มาตรฐานหรือไม่

  A :

- ตรวจวัดเสียงโดย ให้ตั้งเครื่องวัดระดับเสียงบริเวณที่คนทำงานอยู่ เก็บค่าระดับเสียงเทียบเท่า (Equivalent  Sound Level, Leq)่  ต่อเนื่องตลอดเวลาที่คนทำงาน แล้วนำไปเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานตามกฎกระทรวง (กระทรวงแรงงาน) กำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียง พ.ศ. 2549

- มาตรฐานในกฎกระทรวงแรงงานดังกล่าว กำหนดมาตรฐานระดับเสียงที่ยอมให้ลูกจ้างได้รับตลอดเวลาการทำงานในแต่ละวัน   (Time Weighted Average-TWA)  เป็นตารางเปรียบเทียบเวลาการทำงานที่ได้รับเสียงและระดับเสียงเฉลี่ยตลอดเวลาการทำงาน ทั้งหมด 10 ค่า ได้แก่ 1/4 ชั่วโมงหรือน้อยกว่า, 1/2,  1,  1 1/2  ,2 , 3 , 4 , 6 , 8 และ 12 ชั่วโมง ตลอดเวลาทำงานจะต้องได้รับระดับเสียงไม่เกิน 115 , 110 , 105 , 102 , 100, 97, 95, 92, 90 และ 87 เดซิเบลเอ ตามลำดับ หรือให้คำนวณโดยใช้สูตร

T = 8/2(L-90)/5

เมื่อ
T หมายถึง เวลาการทำงานที่ยอมให้ได้รับเสียง (ชั่วโมง)
L หมายถึง ระดับเสียง (เดซิเบลเอ) ในกรณีค่าระดับเสียงเฉลี่ยตลอดเวลาการทำงาน ที่ได้จากการคำนวณมีเศษทศนิยมให้ตัดเศษทศนิยมออก

2. Q :

มีมาตรการควบคุมการปรับแต่งรถทั้งจักรยานยนต์และรถยนต์อย่างไร และมีมาตรการควบคุมควันไอเสียจากรถเมล์ร่วมบริการอย่างไร

  A :

- การควบคุมการปรับแต่งรถจักรยานยนต์และรถยนต์ สำหรับผู้ขับขี่ ดำเนินการโดยใช้ข้อบังคับทางกฎหมาย ซึ่งเจ้าพนักงานจราจร มีอำนาจจับปรับผู้ขับขี่ที่เจตนาปรับแต่งท่อไอเสียโดยถอดเครื่องระงับเสียงออก จะมีโทษปรับในอัตราสูงสุดไม่เกิน 500 บาท ข้อหานำรถที่มีเครื่องอุปกรณ์และหรือส่วนควบไม่ครบถ้วนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์มาใช้ในทาง ตามมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 และมีโทษปรับในอัตราสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท ตามมาตรา 10 ทวิ แห่ง พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 ข้อหานำรถที่เครื่องยนต์ก่อให้เกิดเสียงเกินเกณฑ์ที่กำหนดมาใช้ในทางเดินรถ 
- การควบคุมการปรับแต่งรถ สำหรับร้าน/อู่ซ่อมปรับแต่งรถ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ได้ดำเนินการทางกฎหมายเช่นเดียวกัน โดยเป็นการสุ่มตรวจ และร่วมกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล จับกุมผู้จำหน่ายท่อไอเสียรถจักรยานยนต์ที่ไม่ได้มาตรฐานอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันบทลงโทษ คือ จำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับตั้งแต่ 5,000 – 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และยึดท่อไอเสียที่ไม่ได้มาตรฐานไปทำลาย  
 

- การควบคุมควันไอเสียจากรถเมล์ร่วมบริการ ปัจจุบัน กรมการขนส่งทางบก อยู่ระหว่างดำเนินงานตามแผนงานตรวจความมั่นคงแข็งแรงและเครื่องอุปกรณ์ส่วนควบรถโดยสารประจำทางขนาดใหญ่ร่วมบริการ ขสมก. ร่วมกันระหว่าง กองบังคับการตำรวจจราจร กรุงเทพมหานคร และกรมควบคุมมลพิษ โดยกำหนดจุดตรวจสอบตรวจจับ และออกคำสั่งห้ามใช้รถโดยสารประจำทางฯ ที่ไม่มีความมั่นคงแข็งแรงและเครื่องอุปกรณ์ส่วนควบฯ ซึ่งรวมถึงรถที่มีควันดำเกินมาตรฐานมาใช้ในทาง   การตรวจสภาพรถทุก 6 เดือน  การตรวจบริการที่อู่ รวมทั้งการจัดการกรณีร้องเรียนรถควันดำ ที่ โทร. 1584

3. Q :

การวัดการได้ยินใช้เครื่องมืออะไรในการวัดและวัดเป็นหน่วยเดซิเบลใช่หรือไม่

  A :

เครื่องมือที่ใช้ในการตรวจการได้ยิน

     1. ส้อมเสียง (Tuning Fork) เป็นอุปกรณ์ที่ทำจากอลูมิเนียมหรือเหล็ก ใช้เพื่อทดสอบการได้ยินในเบื้องต้น ที่มีสะดวกในตรวจและทราบผลได้อย่างรวดเร็ว
ส้อมเสียงที่ใช้มีหลายความถี่ เช่น 256, 512, 1,024 เฮิรทซ์ เป็นต้น แต่ไม่นิยมใช้ความถี่ 256 เฮิรทซ์ เนื่องจากมีปัญหาเรื่องการสั่นสะเทือนมาก การทดสอบการได้ยินด้วยส้อมเสียงเป็นการตรวจสอบชนิด Qualitative test คือ บอกได้ว่ามีการได้ยินผิดปกติแบบใด เช่น เสียที่ระบบนำเสียง หรือที่ประสาทการได้ยิน แต่ไม่สามารถแบ่งระดับความบกพร่องของการได้ยินหรือกี่เดซิเบล หรือไม่สามารถบอกได้ว่าการได้ยินมีความผิดปกติมากน้อยเพียงใด 

     2. เครื่องตรวจการได้ยิน (Audiometer) เป็นเครื่องมือตรวจการได้ยินที่ใช้ทั่วไปในคลินิกตรวจการได้ยิน เพื่อช่วยโสต ศอ นาสิกแพทย์ในการวินิจฉัยชนิดของการสูญเสียการได้ยิน การรักษา ตลอดจนนำมาประกอบการพิจารณาปัญหาด้านการศึกษา สังคม รวมทั้งสภาพจิตใจของผู้ป่วยด้วย โดยการตรวจต้องทำในห้องเงียบ (sound proof room) เครื่องตรวจการได้ยินต้องได้รับการปรับ ตรวจตราความแม่นยำ และผู้ทำการตรวจต้องได้รับการฝึกปฏิบัติมาอย่างดี

การตรวจการได้ยินที่ใช้ประจำในคลินิก เช่น

1) การตรวจการได้ยินโดยใช้เสียงบริสุทธิ์ (pure-tone audiometer) ส่วนใหญ่จะทดสอบด้วยความถี่ เช่น 250  500  1,000  2,000  4,000 และ 8,000 เฮิรทซ์ วิธีการนี้สามารถบอกได้ทั้ง ความผิดปกติของการได้ยินว่าเป็นแบบใด เช่น ผิดปกติที่ระบบนำเสียง หรือผิดปกติที่ประสาทการได้ยิน และสามารถแบ่งระดับความบกพร่องของการได้ยินได้ด้วย หน่วยของการตรวจวัดการได้ยิน คือ dB Hearing Loss (dBHL) หมายถึง หน่วยของระดับการได้ยินเมื่อตรวจวัดด้วยเครื่องตรวจการได้ยิน (Audiometer) หรือ สามารถเรียกย่อๆ ว่า dB (เดซิเบล) ก็ได้โดยผู้ที่มีการได้ยินปกติจะต้องมีระดับการได้ยินเสียงที่เบาที่สุดไม่เกิน 25 เดซิเบล

2) การตรวจโดยใช้คำพูด (speech audiometry) เป็นการทดสอบความสามารถในการจำแนกแยกเสียงคำพูด ภายหลังจากหาระดับการรับฟังเสียงพูดที่เบาที่สุดที่ผู้ป่วยสามารถฟังและพูดตามออกมาได้ถูกต้องแล้ว หน่วยที่ตรวจวัดเป็น %SDS (Speech discrimination scores) และระดับความสามารถในการจำแนกแยกเสียงคำพูดของคนปกติจะมีค่า %SDS อยู่ในช่วง 90-100

**โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม ที่ http://www.hic.co.th/Report_Health_AUDIO3.htm และตำราโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

4. Q :

ปัญหาโรงโม่หินหรือสัมปทานโรงโม่หินนั้นอยู่ในข่ายก่อมลพิษทางเสียงหรือไม่

  A :

-โรงโม่หิน เป็นกิจกรรมหนึ่งของการประกอบกิจการเหมืองหินที่ก่อให้เกิดมลพิษทางเสียง และเหมืองหินถูกประกาศเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่จะต้องควบคุมระดับเสียงและความสั่นสะเทือน ตั้งแต่ปี 2539 ตามประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ต่อมามีการยกเลิกประกาศดังกล่าว และใช้ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2548 แทน โดยกำหนดให้ตั้งเครื่องวัดระดับเสียงบริเวณขอบประทานบัตรหรือเขตประกอบการ หรือขอบด้านนอกของเตกันชัน (Buffer Zone) และในเขตที่มีการร้องเรียน และกำหนดค่ามาตรฐานดังนี้

- ค่าระดับเสียงสูงสุดต้องไม่เกิน 115 เดซิเบลเอ (ขณะระเบิดหิน)
- ค่าระดับเสียงเฉลี่ย 8 ชั่วโมง ไม่เกิน 75 เดซิเบลเอ (ตลอดเวลา 8 ชั่วโมงที่มีการโม่ บด และย่อยหิน)
- ค่าระดับเสียงเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ไม่เกิน 70 เดซิเบลเอ (ต่อเนื่องตลอดเวลา 24 ชั่วโมงใด ๆ)

5. Q :

อยากทราบว่าระดับเสียงจากยานพาหนะมาตรฐานที่ใช้ 95 เดซิเบล แต่ทำไมกรมการขนส่งทางบกใช้เกณฑ์ 100 เดซิเบล (ในการตรวจสภาพรถ) ทำไมมาตรฐานจึงไม่เท่ากัน

  A :

- ปัจจุบันมาตรฐานระดับเสียงจากยานพาหนะ (รถใช้งาน) มีข้อกำหนดเป็น 2 ประเภท คือ รถจักรยานยนต์ และรถยนต์  กรณีวัดที่ระยะ 0.5 เมตร จากปลายท่อไอเสียของรถจักรยานยนต์ต้องไม่เกิน 95 เดซิเบลเอ ส่วนรถยนต์ต้องไม่เกิน 100 เดซิเบลเอ ซึ่งเป็นค่าของรถแต่ละประเภทที่ไม่เท่ากันและสอดคล้องเป็นไปตามมาตรฐานของรถใหม่ที่ออกจากโรงงาน ซึ่งกำหนดโดย สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม

- ในส่วนของการตรวจสภาพรถนั้น ปัจจุบัน ประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง กำหนดค่าระดับเสียงและวิธีการตรวจวัดระดับเสียงรถจักรยานยนต์ ลงวันที่ 26 กันยายน 2548 และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 122 ตอนที่ 94ง วันที่ 3 พฤศจิกายน 2548 โดยมีการปรับปรุงค่ามาตรฐานระดับเสียงรถจักรยานยนต์จากเดิมต้องไม่เกิน 100 เดซิเบลเอ ลดลงเหลือไม่เกิน 95 เดซิเบลเอ เมื่อตรวจวัดที่ระยะห่าง 0.5 เมตร จากปลายท่อไอเสียรถจักรยานยนต์ ซึ่งสอดคล้องกับประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดระดับเสียงของรถจักรยานยนต์ ลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2546 ส่วนรถยนต์ประเภทต่าง ๆ ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงคือ ต้องไม่เกิน 100 เดซิเบลเอ ที่ระยะห่าง 0.5 เมตร  จากปลายท่อไอเสียรถยนต์ และในทางปฏิบัติ กรมการขนส่งทางบก และสถานตรวจสภาพรถเอกชน ใช้ค่ามาตรฐานและวิธีการตรวจวัดเหมือนกัน

6. Q :

คลินิกไอเสียคือหน่วยงานใด ทำหน้าทีอะไร

  A :

-คลินิกไอเสีย หมายถึง อู่ หรือสถานบริการ หรือศูนย์บริการที่ให้บริการซ่อมบำรุงรักษา และปรับแต่งเครื่องยนต์เพื่อลดมลพิษทางอากาศและเสียงและมีช่างเทคนิคประจำผ่านการอบรมการปรับแต่งเครื่องยนต์ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ และได้รับป้ายสัญลักษณ์ “คลินิกไอเสีย” ออกให้โดย กรมควบคุมมลพิษ ตั้งแต่ปี 2538

***สามารถค้นรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.emissionclinic.com/

7. Q :

อยากทราบว่าเสียงดังที่เกิดจากยานพาหนะบนถนนในพื้นที่ กทม. จะมีวิธีการแก้ไขอย่างไร นอกจากวิธีการจับ-ปรับท่อไอเสียที่ไม่ได้มาตรฐาน

  A :

-การจัดการปัญหามลพิษทางเสียงจากยานพาหนะ สามารถดำเนินการได้ตามมาตรการต่าง ๆ ดังนี้

1. มาตรการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ โดยการเผยแพร่ความรู้ด้านมลพิษทางเสียง กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และส่งเสริมการใช้ท่อไอเสียที่ได้มาตรฐาน เช่น ผู้ขับขี่ควรหมั่นบำรุงรักษารถให้อยู่ในสภาพดีอยู่เสมอ ไม่ขับรถด้วยความเร็วสูงกว่าที่กฎหมายกำหนด และไม่ดัดแปลงท่อไอเสีย ก่อนนำไปใช้งานบนท้องถนน ก่อนต่อทะเบียนประจำปีจะต้องนำรถไปตรวจสภาพโดยให้มีการตรวจวัดมลพิษทางอากาศและเสียงด้วย เป็นต้น ซึ่งมีหน่วยงานที่ร่วมกันรณรงค์ประชาสัมพันธ์ เช่น กรุงเทพมหานคร กองบังคับการตำรวจจราจร สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กรมประชาสัมพันธ์ สำนักพัฒนาสมรรถนะครูและบุคคลากรอาชีวศึกษา สมาคมผู้ประกอบการรถจักรยานยนต์ไทย มูลนิธิสิ่งแวดล้อมไทย กรมควบคุมมลพิษ เป็นต้น

2. มาตรการบังคับใช้กฎหมาย ได้แก่

    - การตรวจสอบตรวจจับยานพาหนะเสียงดัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ กองบังคับการตำรวจจราจร กรมการขนส่งทางบก กรุงเทพมหานคร และกรมควบคุมมลพิษ

    - การตรวจสอบตรวจจับร้านผลิต จำหน่าย ซ่อม และดัดแปลงท่อไอเสียรถจักรยานยนต์ที่ไม่ได้มาตรฐาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ กองบัญชาการตำรวจนครบาล สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กรุงเทพมหานคร และกรมควบคุมมลพิษ

    -การตรวจสภาพรถประจำปีก่อนต่อทะเบียน ซึ่งรถที่จะผ่านการตรวจสภาพได้จะต้องมีการระบายมลพิษทางอากาศและเสียงอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบคือ กรมการขนส่งทางบก

    - การจำกัดความเร็วของยานพาหนะ หน่วยงานที่รับผิดชอบ คือ กองบัญชาการตำรวจนครบาล
    - การกำหนดและปรับปรุงมาตรฐานระดับเสียงของยานพาหนะ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม  สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย สมาคมผู้ประกอบการรถจักรยานยนต์ไทย และกรมควบคุมมลพิษ

3. มาตรการจำกัดจำนวนยานพาหนะ   
    - การจัดระบบบริการรถแท็กซี่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมไปรษณีย์โทรเลข กรมการขนส่งทางบก สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร และกรุงเทพมหานคร

    - การกำหนดอายุการใช้งานรถรับจ้างทุกประเภท หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมการขนส่งทางบก และกรมควบคุมมลพิษ

    - การจัดเก็บค่าธรรมเนียมเข้าพื้นที่การจราจรแออัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร และกรุงเทพมหานคร

    - การส่งเสริมให้ประชาชนลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่  สำนักงานนโยบายพลังงานแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร และกรมควบคุมมลพิษ
4. มาตรการด้านบริหารจัดการ 
    - การรับแจ้งเรื่องร้องเรียนยานพาหนะเสียงดัง และร้านผลิต จำหน่าย ซ่อม และดัดแปลงท่อไอเสียรถจักรยานยนต์ที่ไม่ได้มาตรฐาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมควบคุมมลพิษ

    - การพัฒนาระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนกรุงเทพ องค์การรถไฟฟ้ามหานคร การทางพิเศษแห่งประเทศไทย

    - การปรับปรุงสภาพพื้นผิวถนน/มาตรฐานสำหรับถนนที่ตัดใหม่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร กรมทางหลวง กรมโยธาธิการและผังเมือง สำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร สำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม

    - การส่งเสริมการศึกษาพัฒนาวิจัยและใช้เทคโนโลยีควบคุมมลพิษ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมการขนส่งทางบก  กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม  กรมควบคุมมลพิษ  กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ และสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

    - การสนับสนุนการใช้มาตรการด้านผังเมือง  หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ สำนักผังเมือง กรุงเทพมหานคร กรมโยธาธิการและผังเมือง และกรมควบคุมมลพิษ

8. Q :

มีการควบคุมอู่ซ่อมรถยนต์และรถจักรยานยนต์อย่างไรเกี่ยวกับมลพิษทางเสียงและทางอากาศ

  A :
  1. ปัจจุบันกิจการเกี่ยวกับยานยนต์ เครื่องจักร หรือเครื่องกล ซึ่งมีไว้บริการหรือจำหน่าย และในการประกอบกิจการธุรกิจนั้น มีการซ่อมหรือปรับปรุงยานยนต์ เครื่องจักรหรือเครื่องกลดังกล่าวด้วย มีการควบคุมทางกฎหมายโดยถูกกำหนดให้เป็นกิจการที่ต้องควบคุมตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ซึ่งจะต้องได้รับอนุญาตให้ดำเนินกิจการจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น


  2. ราชการส่วนท้องถิ่นที่ออกข้อกำหนดประเภทกิจการเกี่ยวกับยานยนต์ฯ เป็นกิจการที่ต้องควบคุมตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 เช่น กรุงเทพมหานคร ซึ่งออกข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ พ.ศ. 2544 และกำหนดให้ผู้ที่จะประสงค์ประกอบกิจการนี้ จะต้องยื่นขออนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น และต้องปฏิบัติและจัดสถานที่สำหรับกิจการนั้นให้ถูกต้อง คือ ต้องจัดให้มีการป้องกันเสียงที่อาจเป็นเหตุรำคาญหรืออาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพผู้ปฏิบัติงานในสถานประกอบการหรือผู้อยู่อาศัยใกล้เคียงหรือมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามหลักเกณฑ์ที่กรุงเทพมหานครกำหนด หากผู้ใดฝ่าฝืนข้อบัญญัตินี้มีโทษตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535


  3. บทลงโทษ กรณีที่ดำเนินกิจการเกี่ยวกับยานยนต์ เครื่องจักร หรือเครื่องกล ซึ่งมีไว้บริการหรือจำหน่าย และในการประกอบกิจการธุรกิจนั้น มีการซ่อมหรือปรับปรุงยานยนต์ เครื่องจักรหรือเครื่องกลดังกล่าวด้วย โดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีบทลงโทษ คือ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และในกรณีไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ในการระงับเหตุรำคาญที่เกิดขึ้นในสถานที่สาธารณะหรือเอกชน โดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร หรือขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานท้องถิ่น มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- การควบคุมอู่ซ่อมรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ที่ กรมควบคุมมลพิษ ดำเนินการอย่างต่อเนื่องคือ การพัฒนาเครือข่ายและคุณภาพการให้บริการคลินิกไอเสีย โดยรณรงค์ส่งเสริมให้ภาคเอกชน ได้มีบทบาทและส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหามลพิษจากยานพาหนะ โดยจัดฝึกอบรมช่างเทคนิคให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหามลพิษทางอากาศและเสียง เทคนิคการปรับแต่งเครื่องยนต์ให้มีมลพิษอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด รวมทั้งสร้างจิตสำนึกและความตระหนักต่อปัญหามลพิษจากยานพาหนะ  และมีการตรวจประเมินคุณภาพสถานประกอบการ “คลินิกไอเสีย” ตามเกณฑ์ที่กำหนดขึ้น 6 ด้าน ประกอบด้วย บุคลากร การจัดสถานประกอบการ การจัดการสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการงานซ่อม การประกันและควบคุมคุณภาพของงาน และความพร้อมของเครื่องมือและอุปกรณ์ ปัจจุบันมีสถานประกอบการที่ผ่านการตรวจประเมินเป็นเครือข่ายการให้บริการ คลินิกไอเสียมาตรฐานและ คลินิกไอเสียมาตรฐานดีเด่น จำนวนทั้งสิ้น 263 แห่ง ใน 9 พื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ปทุมธานี เชียงใหม่ ชลบุรี นครราชสีมา และสงขลา  

9. Q :

หน่วยงานใดเป็นผู้ดำเนินการจัดการกับผู้ก่อมลพิษทางเสียงให้เกิดผลได้

  A :

การจัดการกับผู้ก่อมลพิษทางเสียง ในแต่ละอย่างจะมีหน่วยงานที่ดำเนินการ ดังนี้

  1. การตรวจสอบตรวจจับรถเสียงดังเกินมาตรฐาน มีหน่วยงานที่ปฏิบัติงานร่วมกัน ได้แก่ กองบังคับการตำรวจจราจร กรมการขนส่งทางบก กรุงเทพมหานคร และกรมควบคุมมลพิษ และหน่วยงานท้องถิ่น ได้แก่ สำนักงานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมจังหวัด สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค เทศบาล สถานีตำรวจภูธร สถานีตำรวจอำเภอ เป็นต้น
  2. การจัดการเรื่องร้องเรียนกิจการที่ก่อให้เกิดเหตุรำคาญเรื่องเสียงรบกวน  มีหน่วยงานที่รับผิดชอบ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร กรมโรงงานอุตสาหกรรม และกรมควบคุมมลพิษ รวมทั้งหน่วยงานท้องถิ่น ได้แก่ สำนักงานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมจังหวัด สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค เทศบาล
- การจัดการมลพิษทางเสียงสำหรับกิจการที่ต้องปฏิบัติตามมาตรการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม เช่น สนามบิน การสร้างทางพิเศษ โรงงานขนาดใหญ่ มีหน่วยงานที่รับผิดชอบ ได้แก่ สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม

10. Q :

ภาครัฐมีแนวทางการจัดการปัญหามลพิษทางเสียงใดที่ใช้ไปแล้วประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

  A :

- การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ความรู้ด้านมลพิษทางเสียง กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และส่งเสริมการใช้ท่อไอเสียที่ได้มาตรฐาน

- การตรวจสอบตรวจจับร้านที่ผลิต จำหน่าย ซ่อมและดัดแปลงท่อไอเสียรถจักรยานยนต์ที่ไม่ได้มาตรฐาน

11. Q :

ในการก่อสร้างและต่อเติมบ้าน ภาครัฐมีแนวทางการจัดการปัญหาอย่างไรบ้าง

  A :

- พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 กำหนดไว้ในมาตรา 21 ว่าผู้ใดจะก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเคลื่อนย้ายอาคาร ต้องได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น หรือ แจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น รวมทั้งต้องดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด เช่น แจ้งข้อมูลและยื่นเอกสารต่าง ๆ เป็นต้น ตามมาตรา 39ทวิ และมาตรา 46 กำหนดว่า ในกรณีที่อาคารซึ่งก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเคลื่อนย้าย โดยได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้ หรือได้ก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเคลื่อนย้ายก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มีสภาพหรือมีการใช้ที่อาจเป็นภยันตรายต่อสุขภาพ ชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน หรืออาจไม่ปลอดภัยจากอัคคีภัย หรือก่อให้เกิดเหตุรำคาญหรือกระทบกระเทือนต่อการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้ดำเนินการแก้ไขตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง ในกรณีที่ไม่มีการปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานดังกล่าวข้างต้น ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้รื้อถอนอาคารนั้นได้

- พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 บทลงโทษจะเกี่ยวข้องกับกรณีที่มีเหตุอันอาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ ซึ่งใช้บทลงโทษเดียวกับการฝ่าฝืนคำสั่งพนักงานท้องถิ่นในเรื่อง กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

  • ประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ในการก่อสร้างอาคารและสาธารณูปโภค พ.ศ.2539 ซึ่งกำหนดไว้ดังนี้


  • - การก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคาร จะกระทำให้เกิดเสียงดังเกินกว่า 75 เดซิเบลเอ ในระยะระหว่าง 30 เมตร ไม่ได้
    - ห้ามก่อสร้างหรือกระทำการใด ๆ ในบริเวณที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคาร ซึ่งก่อให้เกิดเสียง แสง และมลภาวะรบกวนต่อสุขภาพชีวิตของผู้อาศัยข้างเคียงระหว่าง 22.00 น. ถึง 06.00 น. เว้นแต่จะมีมาตรการป้องกันเป็นอย่างดีและได้รับความเห็นชอบจากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแล้ว
    - ผู้ฝ่าฝืนประกาศกรุงเทพมหานคร ต้องได้รับโทษที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติฉบับต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางเสียง คือ พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535
12. Q :

มีการดำเนินคดีกับร้านขายท่อไอเสียที่เสียงดัง มีการดำเนินการมากน้อยเพียงใด

  A :
- สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ได้ดำเนินงานสุ่มตรวจร้านจำหน่ายท่อไอเสียรถจักรยานยนต์ที่ไม่ได้มาตรฐาน และร่วมกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล ในปี 2548 มีการดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้จำหน่ายท่อไอเสียรถจักรยานยนต์ที่ไม่ได้มาตรฐาน จำนวน 25 ราย รวมทั้งเก็บรวบรวมท่อไอเสียที่ไม่ได้มาตรฐานไปทำลาย  สำหรับบทลงโทษ คือ จำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับตั้งแต่ 5,000 – 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

ส่วนมลพิษทางเสียงและความสั่นสะเทือนสำนักจัดการคุณภาพอากาศและเสียง
กรมควบคุมมลพิษ

โทรศัพท์ 0 2298 2372-75 โทรสาร 0 2298 2392
E-mail : noise(at)pcd(dot)go(dot)th


 #cfhttp.FileContent#
หน้าแรก | เกี่ยวกับคพ. | ข้อมูลและบริการ | ประชาสัมพันธ์ | ดาวน์โหลด | ติดต่อเรา | Site Map Switch to PCD English home page
Copyright © 2004 by Pollution Control Department. All rights Reserved.