| 5. ผลกระทบของการตกสะสมของกรด ฝนกรดเมื่อตกลงมาในแหล่งน้ำและผืนดิน
ก็จะทำให้น้ำและดินมีความเป็นกรดมากขึ้น เกิดความเสียหายกับพืช สัตว์ มนุษย์ และระบบนิเวศวิทยา
รวมทั้งก่อให้เกิดการสึกกร่อนของวัสดุต่างๆ โดยมีรายละเอียดดังนี้ 5.1
ผลกระทบของการตกสะสมของกรดต่อวัสดุ สารประกอบซัลเฟอร์สามารถกัดกร่อนวัสดุและสิ่งก่อสร้างต่างๆ
ได้ เป็นตัวเร่งให้เกิดการกัดกร่อนของโลหะ การลดความเข้มข้นของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในบรรยากาศจาก
0.15 ppm ไปที่ 0.05 ppm จะสามารถลดอัตราการกัดกร่อนของสังกะสีลงได้สี่เท่า ส่วนอลูมิเนียมค่อนข้างจะคงทนต่อก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์
อย่างไรก็ตามที่ความชื้นสัมพัทธ์สูงกว่า 70% อัตราการกัดกร่อนจะเพิ่มสูงขึ้น ละอองกรดซัลฟูริคยังสามารถกัดกร่อนวัสดุก่อสร้างอื่น
ๆ ได้อีกหลากหลายชนิด รวมทั้งหินปูน หินอ่อน หินชนวน กระเบื้องหลังคา และปูนซิเมนต์
โดยเมื่อทำปฏิกริยาจะกลายเป็นสารละลายแคลเซียมซัลเฟตเกิดการสึกกร่อนขึ้น เมื่อถูกฝนชะล้างออกไปพื้นผิวหน้าวัสดุถูกเปิดการกัดกร่อนก็จะกินลึกลงไปเรื่อยๆ
นอกจากนี้ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์และกรดซัลฟูริคจะทำให้เส้นไนล่อนลดความแข็งแรงลงด้วย 5.2
ผลกระทบของการตกสะสมของกรดต่อป่าไม้และธาตุอาหารพืช ฝนกรดเป็นเป็นพิษต่อพืชโดยตรง
พืชที่ไวต่อกรด เมื่อถูกฝนกรดจะไหม้เป็นแผลและตายไป ส่งผลให้ป่าไม้ถูกทำลาย ปฏิกิริยาของฝนกรดที่ส่งผลกระทบต่อพืช
มีดังนี้ - ฝนกรดมีผลเสียหายโดยตรงต่อพืชและการสังเคราะห์แสง
- ฝนกรดมีผลต่อการแลกเปลี่ยนไอออน
(Ion Exchange) มีผลต่อการสูญเสียธาตุอาหาร ที่เป็นแคทไอออนเบส เช่น แคลเซียม (Ca)
แมกนีเซียม (Mg) โปแตสเซียม (K) ของพรรณไม้ในป่าและมีผลต่อการลดลงของธาตุฟอสฟอรัส
(P) และไนโตรเจน (N) ในต้นไม้ในป่าด้วย การสูญเสีย Ca และ Mg มีผลต่อผนังเซลล์ในคอร์เท็กซ์
มีผลต่อการส่งลำเลียงน้ำ ซึ่งกระทบต่อการเจริญเติบโตของไม้ยืนต้น
- กรดกำมะถันทำให้อะลูมิเนียมและธาตุโลหะหนักในดินละลาย
และเป็นอันตรายต่อรากฝอยในพืช ทำให้การดูดน้ำและการเจริญเติบโตของพืชลดลง และทำให้พืชอ่อนแอ
เกิดการทำลายโดยโรคราและแมลงได้มากขึ้น
- ทำให้การทดแทนของพรรณไม้ในป่าลดลง และเกิดการยืนตายของต้นไม้จากบนลงล่าง
(dieback) ของพรรณไม้ในป่า
- ฝนกรดมีผลให้ผลิตผลของพืชเศรษฐกิจเช่น ถั่วเหลือง
ลดลง
นอกจากนี้ SO2 ที่อยู่ในบรรยากาศยังไปปิดปากใบทำให้การสังเคราะห์แสงลดลง
ใบเหลือง และร่วงหล่นลงในที่สุด ยิ่งกว่านั้น SO2 , NH3 และ
O3 ในบรรยากาศทำให้ความต้านทานต่อความหนาวเย็นของพืชพรรณใน เขตอบอุ่นและเขตหนาวลดลง 5.3
ผลกระทบของการตกสะสมของกรดต่อดิน การตกสะสมของกรดมีผลกระทบต่อสมบัติของดินและสภาพแวดล้อมในดิน
โดยมีผลทำให้ดินมีความเป็นกรดมากขึ้น ทำให้ธาตุอาหารพืชบางชนิด เช่น Ca , Mg และ
K สูญเสียไปเนื่องจากถูกทำให้เคลื่อนที่ลงไปในดินชั้นล่างนอกบริเวณรากพืชโดยกระบวนการทางเคมี
ซึ่งมีผลทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินลดลง นอกจากนั้นทำให้ธาตุโลหะหนักในดิน เช่น แคดเมียม
(Cd) ตะกั่ว (Pb) และปรอท (Hg) และธาตุโลหะหนักอื่นๆ ละลายออกมาได้มากขึ้น ทำให้ดินมีแนวโน้มที่เกิดมลพิษเนื่องจากการปนเปื้อนของโลหะหนักมากขึ้น
มีผลต่อเนื่องให้พืชที่ปลูกในบริเวณดังกล่าวดูดโลหะหนักขึ้นไปสะสมไว้ในต้นและผลผลิตซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคได้
ความเป็นกรดของดินที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากการตกสะสมของกรดมีผลกระทบต่อจำนวนและ กิจกรรมของจุลินทรีย์ดินบางชนิด
ทำให้การย่อยสลายวัสดุอินทรีย์และวัฎจักรของธาตุอาหารบางชนิดเปลี่ยนแปลงไป การลดลงของจำนวนจุลินทรีย์ในดินมีผลต่อวัฏจักรคาร์บอน
และวัฏจักรไนโตรเจน การตรึงไนโตรเจนของสาหร่าย และดินจะลดลง การลดลงของค่า
pH ในดินที่ได้รับฝนกรดจะไม่เท่ากัน ขึ้นกับชนิดของดินและการแลกเปลี่ยนของแคทไอออน
(Cation Exchange Capacity, CEC) ดินที่มีความไวต่อฝนกรด จะมีค่า pH ลดลงตามค่า CEC
คือ CEC ต่ำมีความไวต่อฝนกรดมาก ธาตุอาหารในดินจะถูกชะล้างไป อะลูมิเนียม (Al) จึงถูกปล่อยเป็นอิสระและเป็นธาตุที่เป็นพิษ
เมื่อถูกรากพืชดูดขึ้นไปแทนที่ Ca และ Mg จะมีผลทำให้พืชขาดธาตุอาหารเหล่านี้แล้วตายไปในที่สุด 5.4
ผลกระทบของการตกสะสมของกรดต่อแหล่งน้ำ เมื่อฝนกรดตกลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติจะทำให้แหล่งน้ำมีสภาพเป็นกรดมากขึ้น
ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของปลาเป็นอย่างมาก ปลาบางชนิดจะมีความไวต่อค่า pH
ต่ำ ปลาหลายชนิดจะหยุดขยายพันธุ์เมื่อค่า pH ต่ำกว่า 5.5 นอกจากนั้นปริมาณของแพลงตอนจะลดลงเมื่อค่า
pH ของน้ำต่ำลงและจะมีผลต่อเนื่องถึงปลาและสัตว์น้ำต่างๆ เพราะแพลงตอนเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของปลาและสัตว์น้ำต่าง
ๆ และในที่สุด ห่วงโซ่อาหารจะถูกทำลายไป 5.5 ผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ส่งผลกระทบต่อสุขภาพในด้านของระบบทางเดินหายใจเป็นหลัก
ผลกระทบมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในอากาศ ปฏิกริยาและความไวในการรับก๊าซนี้ของแต่ละบุคคลไม่เท่ากัน
ผู้ที่ไวต่อสิ่งกระตุ้นในสิ่งแวดล้อม เช่น เป็นโรคหอบ หืด จะได้รับผลกระทบจากก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในระดับที่สูงกว่าผู้ที่มีสุขภาพปกติ ผลกระทบของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ต่อสุขภาพของประชาชนมีทั้งที่เป็นผลกระทบเฉียบพลันและเรื้อรัง ผลกระทบเฉียบพลัน
- อาการระคายเคืองเยื่อบุต่างๆ ได้แก่ เยื่อบุตา เยื่อบุคอและเยื่อบุทางเดินหายใจ
ทำให้มีอาการแสบ คัน เคืองและอาจตามมาด้วยการติดเชื้อภายหลังจากการระคายเคือง
- อาการผิดปกติต่อทางเดินหายใจทำให้เกิดการบีบรัดตัวของท่อทางเดินหายใจทั้งส่วนปลายและหลอดลมขนาดเล็ก
ทำให้มีอาการหายใจลำบากมีอาการหอบหืด แน่นหน้าอก
- สมรรถภาพการทำงานของปอดลดลง
- อาการระคายเคืองต่อผิวหนัง
- มีอาการใจสั่น หัวใจเต้นเร็วขึ้น หายใจเร็วขึ้น
วิงเวียนศีรษะรบกวนประสาทสัมผัสและอาจมีอาการซึมเศร้าได้
ผลกระทบเรื้อรัง
ทำให้ทางเดินหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่างอักเสบเรื้อรัง และมีโอกาสติดเชื้อทางเดินหายใจบ่อยขึ้นและง่ายขึ้นแต่ยังไม่พบว่ามีความสัมพันธ์ที่ชัดเจนกับมะเร็งปอด 5.6
กรณีตัวอย่างปัญหาการตกสะสมของกรดในประเทศไทยในพื้นที่แม่เมาะ โรงไฟฟ้าแม่เมาะ
ตั้งอยู่ที่อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง มีหน่วยผลิตกระแสไฟฟ้า 13 หน่วย มีกำลังผลิตทั้งหมด
2,625 เมกกะวัตต์ และมีการใช้ถ่านลิกไนต์ที่มีกำมะถันสูงในการผลิตกระแส ไฟฟ้า (มีกำมะถันเฉลี่ยร้อยละ
3 โดยน้ำหนัก) ในปี 2535 โรงไฟฟ้าแม่เมาะได้ปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในปริมาณสูง
ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอนามัยของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าแม่เมาะ
และจากการสะสมของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในบรรยากาศ ทำให้ประชาชนมีอาการเจ็บป่วยทางด้านระบบทางเดินหายใจ
เช่น แสบคอ แสบตา ไอ และหายใจลำบาก โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคหอบหืดอยู่แล้วจะมีอาการรุนแรงมากกว่าคนที่มีสุขภาพปกติและยังมีผลกระทบทำให้พืฃผลการเกษตรเสียหาย
โรงไฟฟ้าแม่เมาะต้องจ่ายค่าชดเชยต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ รวมมากกว่า
50 ล้านบาท จากปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษดังกล่าวทั้งระยะสั้นและระยะยาว
โดยในระยะยาวให้มีการติดตั้งระบบกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ที่เรียกว่า Flue Gas
Desulfurization หรือ FGD ในหน่วยผลิตกระแสไฟฟ้าที่ 4-13 และงานติดตั้งทั้งหมดแล้วเสร็จในเดือนกุมภาพันธ์
2543 รวมเงินลงทุนทั้งหมดมากกว่า 6 พันล้านบาท FGD นี้สามารถลดการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ได้มากกว่าร้อยละ
90 คือจะมีปริมาณการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ลดลงจาก 150 ตัน/ชั่วโมง เหลือประมาณ
15 ตัน/ชั่วโมง ส่วนการแก้ไขปัญหาระยะสั้นในช่วงที่อยู่ระหว่างการติดตั้ง FGD นั้นได้กำหนดให้โรงไฟฟ้าแม่เมาะใช้ถ่านลิกไนต์ที่มีกำมะถันต่ำและลดกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าลง
เพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ให้ต่ำลง |