| "การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยเรื่องสิ่งแวดล้อมของมนุษย์
(UN Conference on Human Environment, Stockholm Conference) " พ.ศ. 2515 กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน
 |
การประชุมดังกล่าวได้หยิบยกปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมขึ้นเจรจาและเรียกร้องให้ทุกประเทศตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือยและเกินขีดจำกัดของทรัพยากรธรรมชาติ ในขณะที่ประชากรในประเทศยากจนยังคงมีความเป็นอยู่อย่างขาดแคลน ซึ่งจากผลการประชุมดังกล่าวก่อให้เกิดการจัดตั้งหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมที่มีบทบาทสำคัญ เช่น
- โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งประชาชาติ (United Nations Environment Programme - หรือที่เรียก สั้นๆ ว่า UNEP) โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อประเมินสถานการณ์และทิศทางของสิ่งแวดล้อมทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ
ตลอดจนเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม และการอำนวยความสะดวกในการ ถ่ายทอดเทคโนโลยีและความรู้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
|
UNEP ทำงานร่วมกับพันธมิตรหลายองค์กรภายในสหประชาชาติและรัฐบาลในแต่ละประเทศ
องค์กรระหว่างประเทศและองค์กรเอกชน หน่วยงานเอกชนและชุมชน โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ กรุงไนโรบี สาธารณรัฐเคนยา และสำนักงานภูมิภาคอีก 6 แห่ง ในแอฟริกา เอเซียตะวันออก เอเซียและแปซิฟิก อเมริกาเหนือ ละตินอเมริกาและแคริบเบียน รวมทั้งในยุโรป โดยมีกรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเซียและแปซิฟิก
- ตีพิมพ์เอกสาร "OUR COMMON FUTURE" เผยแพร่คำนิยามของการพัฒนาที่ยั่งยืนและ
เรียกร้องให้ประชาคมโลกเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติเพื่ออนาคตของคนในรุ่นต่อไป
| | |
|
 |
"การประชุมสุดยอดของโลก (Earth Summit, Rio Conference) หรือ การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยเรื่องสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (UN Conference on Environment and Development; UNCED)" พ.ศ. 2535 กรุงริโอ เดอ จาเนโร สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล
 |
วัตถุประสงค์ของการประชุมเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา ซึ่งนับเป็นการประชุมครั้งแรกที่ได้กำหนดแนวทางการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่จะต้องดำเนินการพัฒนาให้ครอบคลุม 3 เสาหลักของการพัฒนาที่ยั่งยืน
คือ สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม
- ที่ประชุมได้มีมติให้จัดตั้งคณะกรรมาธิการว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (Commission on Sustainable Development; CSD) ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 53 ประเทศ รับผิดชอบเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน และติดตามกำหนดแนวทางในการนำผลการประชุม
WSSD ไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม โดย CSD จะรายงานผลต่อสมัชชาสหประชาชาติ (UN. General Assembly) โดยผ่านคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ (Economic and Social Council - ECOSOC)
| |
- ที่ประชุมได้ให้การรับรองเอกสาร 3 ฉบับและอนุสัญญา 2 ฉบับ ได้แก่
 |
1) ปฏิญญาริโอ (Rio Declaration on Environment and Development)
เป็นหลักการเกี่ยวกับสิทธิและความรับผิดชอบของสหประชาชาติในการดำเนินงานพัฒนาเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชน
2) แถลงการณ์เกี่ยวกับหลักการด้านป่าไม้ (Statement of Forest Principle) เป็นแนวทางสำหรับการจัดการทรัพยากรป่าไม้อย่างยั่งยืน
3) แผนปฏิบัติการ 21 (Agenda 21) เพื่อเป็นแผนแม่บทของโลกในการดำเนินงานเพื่อการพัฒนายั่งยืน ทั้งทางสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม
4) อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไทยให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2537
5) อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ไทยให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2547
| |
|
|
|
|
 |
|
"การประชุมสุดยอดของโลกว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน
(World Summit on Sustainable Development; WSSD)" 26 สิงหาคม - 4 กันยายน พ.ศ. 2545
นครโจฮันเนสเบอร์ก สาธารณรัฐแอฟริกาใต้
 |
ที่ประชุม WSSD เน้นย้ำความจำเป็นที่ประชาคมโลกจะดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อผลักดันแผนปฏิบัติการ 21 และข้อตกลงอื่นๆ ให้สามารถดำเนินการไปสู่ผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ซึ่งผู้นำทั่วโลกได้เห็นพ้องและให้การรับรองพันธกรณีทั้ง 2 ฉบับ ได้แก่
1) ปฏิญญาโจฮันเนสเบอร์ก (Johannesburg Declaration on Sustainable Development)
2) แผนการดำเนินงานโจฮันเนสเบอร์ก (Johannesburg Plan of Implementation: JPOI) |
|
แผนการดำเนินงานโจฮันเนสเบอร์ก คืออะไร
แผนงาน JOPI เป็นกรอบแนวทางการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ 21 และข้อตกลงอื่นๆ
โดยอาศัยหลักการการพัฒนาอย่างมีบูรณาการด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และหลักการความรับผิดชอบร่วมกัน ทั้งนี้
การดำเนินการดังกล่าวต้องได้รับความร่วมมือระหว่างภาครัฐและกลุ่มต่างๆ ในสังคม และการมีธรรมาภิบาลทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ โดยร่างกรอบการดำเนินงานในประเด็นต่างๆ ดังนี้
- การขจัดความยากจน (Poverty Eradication)
- การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการผลิตและการบริโภคที่ไม่ยั่งยืน (Changing unsustainable patterns of consumption and production)
- การคุ้มครองและการจัดการฐานทรัพยากรธรรมชาติสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม (Protection and
managing the natural base of economic and social development)
 |
- การพัฒนาที่ยั่งยืนในกระแสโลกาภิวัฒน์ (Sustainable development in globalizing world)
- สุขภาพอนามัยและการพัฒนาที่ยั่งยืน (Health and Sustainable development)
- การพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับประเทศที่เป็นเกาะขนาดเล็ก (Sustainable development of small island developing
States)
- การพัฒนาที่ยั่งยืนในแอฟริกา (Sustainable development for Africa)
- ความร่วมมือในภูมิภาคอื่น (Other regional initiatives)
- วิธีการดำเนินงาน (Means of Implementation)
- โครงสร้างองค์กรเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Institutional Framework for sustainable development)
| |
| |
|
|
 |
|
"การประชุมคณะกรรมาธิการว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน CSD ครั้งที่ 11" วันที่ 28 เมษายน - 9 พฤษภาคม 2546 นครนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา
ผลการประชุมได้ตอกย้ำประชาคมโลกอีกครั้งให้ร่วมมือกันอย่างจริงจังเพื่อการอนุวัต JOPI ให้เป็นผลสำเร็จ โดยเน้นการทำงานร่วมกันอย่างจริงจังระหว่างประเทศสมาชิก หน่วยงานสหประชาชาติ องค์การและสถาบันระหว่างประเทศ
ที่ประชุมได้ให้การรับรองข้อมติการกำหนดแผนการดำเนินงานของ CSD (Multi - Year Programme of Work of the CSD) ให้ครอบคลุม 6 หัวข้อหลัก (Thematic Cluster) ระยะเวลา 14 ปี (2547-2560) โดยแต่ละรอบการดำเนินงานปีแรกจะเป็นการทบทวนการดำเนินงาน (Review year) และในปีที่ 2 จะเป็นปีที่พิจารณากำหนดนโยบายการดำเนินงาน (Policy Year) โดยกำหนดแผนการดำเนินงานของ CSD แต่ละรอบให้มีสาระครอบคลุมกลุ่มหัวข้อหลัก (Thematic Cluster) ดังนี้
- รอบที่ 1 (พ.ศ. 2547 - 2548) เรื่อง น้ำ สุขอนามัย และการตั้งถิ่นฐานมนุษย์
- รอบที่ 2 (พ.ศ. 2549 - 2550) เรื่อง พลังงานเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน การพัฒนาอุตสาหกรรม มลพิษ ทางอากาศ/บรรยากาศ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
- รอบที่ 3 (พ.ศ. 2551 - 2552) เรื่อง การเกษตรกรรม การพัฒนาชนบท ที่ดิน การขาดแคลนน้ำและ ความแห้งแล้ง
- รอบที่ 4 (พ.ศ. 2553 - 2554) เรื่อง การคมนาคม เคมี การจัดการของเสีย เหมืองแร่ และกรอบ 10 ปี สำหรับการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน
- รอบที่ 5 (พ.ศ. 2555 - 2556) เรื่อง ป่าไม้ ความหลากหลายทางชีวภาพ เทคโนโลยีชีวภาพ การ ท่องเที่ยว และภูเขา/ที่สูง
- รอบที่ 6 (พ.ศ. 2557 - 2558) เรื่อง มหาสมุทรและทะเล ทรัพยากรทางทะเล และการจัดการเตือนภัยทางธรรมชาติ
- รอบที่ 7 (พ.ศ. 2559 - 2560) เรื่อง การประเมินโดยรวมตามการอนุวัตแผนปฏิบัติการ 21 และ JPOI และ The Programme for Further Implementation of Agenda 21
ประเทศสมาชิกมีพันธกรณีข้อผูกพันอย่างไร
แต่ละประเทศจะต้องปฏิบัติตามพันธกรณีที่ได้กำหนดไว้ในปฏิญญาโจฮันเนสเบอร์ก และดำเนินตามแผนการดำเนินงานโจฮันเนสเบอร์ก ซึ่งกำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องจัดทำแผนกลยุทธ์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนระดับประเทศ (National Sustainable Development Strategies) ให้แล้วเสร็จ และดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (National Council for Sustainable Development) เพื่อดำเนินการดังกล่าว
|
|
|
|
 |
|
ประเทศไทยกับการดำเนินการตามพันธกรณีเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ประเทศไทยได้ดำเนินการใน 2 ระดับ คือ
| 1. ความร่วมมือกับเวทีโลก กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประสานกับกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้แทนของรัฐบาลไทยเข้าเป็นสมาชิกของคณะกรรมาธิการโลกว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ CSD
2. ระดับประเทศ ประเทศไทยได้จัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (National Council for Sustainable Development) โดยมี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานและมีสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นเลขานุการ เพื่อกำกับดูแลการอนุวัตตามผลการประชุมสุดยอดโลกว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน และจัดทำกลยุทธ์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (National Sustainable Development Strategiesโดยใช้แผนการดำเนินงานโจฮันเนสเบอร์กมาเป็นกรอบในการจัดทำกลยุทธ์ของประเทศไทย
|  |
เนื่องจากการอนุวัตแผนปฏิบัติการ 21 และ JPOI ประกอบด้วยประเด็นหลากหลาย มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน
คณะกรรมการระดับชาติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนจึงได้จัดตั้ง คณะกรรมการเพื่ออนุวัตตามแผนปฏิบัติการ
21 และการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธานกรรมการ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน ต่างๆ เป็นกรรมการ มีหน้าที่เสนอแนะ แนวทางและมาตรการการดำเนินงานตามพันธกรณีภายใต้แผนปฏิบัติการ
21 ตลอดจนจัดเตรียมข้อมูลสำหรับการประชุมคณะกรรมาธิการว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ
ที่ผ่านมาประเทศไทยได้มีการรายงานผลการดำเนินงาน
(Review Session) ในรอบที่ 1 (พ.ศ. 2547 - 2548) เรื่อง น้ำ สุขอนามัย และการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แล้ว
โดยคณะกรรมาธิการว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืนจะได้จัดให้มีการประชุม
CSD ครั้งที่ 13 ในเดือนเมษายน 2548 นี้ ซึ่งประเทศไทยก็จะรายงานผลการดำเนินงานเพิ่มเติมและนำเสนอนโยบายของประเทศเกี่ยวกับการดำเนินงานด้าน น้ำ สุขอนามัย และการตั้งถิ่นฐานมนุษย์
ประเทศไทยได้ประโยชน์อะไรในการเข้าร่วมพันธกรณีนี้
การที่ประเทศไทยเข้าร่วมในพันธกรณีดังกล่าว ส่งผลให้ไทยได้เรียนรู้ เทคนิควิชาการ องค์ความรู้ใหม่ ๆ ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม
และเป็นจุดเริ่มต้นให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ
ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมได้มีการประสานร่วมมือหารือกันเพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อมที่มีประเด็นคาบเกี่ยวมากมายได้อย่างเป็นระบบและมีรูปแบบชัดเจนขึ้น
 |
นอกจากนี้ยังทำให้ประเทศไทยมีฐานะในการเจรจาเท่าเทียม หรือเกือบเท่าเทียมในการเจรจาในเวทีการค้า ซึ่งนับวันบทบาทของสิ่งแวดล้อมกับการค้าแทบจะไม่สามารถแยกได้ชัดเจนอีกต่อไป และยังเป็นการเตรียมการในเชิงรุกเพื่อสนับสนุนการผลิตของประเทศให้มีความสอดคล้องกับการต้องการของตลาดโลกอีกด้วย
ประเทศไทยยังได้รับสิทธิประโยชน์จากความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ เช่น UNEP หรือ World Bank ที่มีภาระผูกพันที่จะต้องให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการแก่ประเทศที่กำลังพัฒนาเพื่อเตรียมความพร้อมในการอนุวัติตามอนุสัญญา หรือข้อตกลงระหว่างประเทศต่างๆ
| การจัดทำกลยุทธ์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย
 |
สำหรับการดำเนินการในการจัดทำกลยุทธ์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สำนักปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ว่าจ้างสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยจัดทำร่างกรอบแผนยุทธศาสตร์ในแต่ละหัวข้อหลัก
โดยคณะผู้ศึกษาได้ทบทวนการดำเนินงานของประเทศไทย พร้อมทั้งวิเคราะห์ความพร้อมของประเทศไทยในการอนุวัตตาม JPOI ตลอดจนสภาพปัญหาอุปสรรค จากนั้นนำมากำหนดเป็นยุทธศาสตร์ โดยระบุวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และแนวทางเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
|
ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเตรียมการสำหรับรอบที่ 2 (พ.ศ. 2549 - 2550) ในหัวข้อเรื่องที่ 2 พลังงานเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน การพัฒนาอุตสาหกรรม มลพิษทางอากาศ/บรรยากาศ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีกระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นหน่วยงานหลัก
|
|
|
|
 |
|
กรมควบคุมมลพิษกับการพัฒนาที่ยั่งยืน
กรมควบคุมมลพิษได้ดำเนินการสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการจัดการมลพิษมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินงานภายใต้ภารกิจของ กรมควบคุมมลพิษหรือดำเนินโครงการความร่วมมือกับต่างประเทศ หรือองค์กรระหว่างประเทศ การดำเนินการตามพันธกรณี โดยสรุปผลงานที่เด่นๆ มีดังนี้
การดำเนินการโครงการความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ
 |
- การติดตามตรวจสอบการตกสะสมของกรดในภูมิภาคเอเชียตะวันออก
กรมควบคุมมลพิษได้ทำหน้าที่เป็น focal point ของประเทศไทยในการดำเนินโครงการเครือข่ายการติดตามตรวจสอบการตกสะสมของกรดในภูมิภาคเอเชียตะวันออก (Acid Deposition Monitoring Network in East Asia : EANET) โดยมีประเทศต่างๆ ร่วมดำเนินการ 11 ประเทศ ได้แก่ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น มองโกเลีย รัสเซีย เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และกัมพูชา เพื่อร่วมมือกันจัดตั้งเครือข่ายการติดตามตรวจสอบการตกสะสมของกรด ทั้งนี้ UNEP Regional Resource Center for Asia and the Pacific (RRC.AP) ทำหน้าที่เป็น secretariat ของ EANET
|
- การศึกษาเกี่ยวกับมลพิษจากแผ่นดินที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเล
กรมควบคุมมลพิษได้ดำเนินโครงการ UNEP/GEF Project on Reversing Environmental Degradation Trends in the South China Sea and Gulf of Thailand (2545-2549) มีเป้าหมายหลักเพื่อสนับสนุนให้มีการประสานความร่วมมือของประเทศในภูมิภาค และการเสริมสร้างศักยภาพในการวางแผนและการจัดการสิ่งแวดล้อมทางทะเลแบบบูรณาการ โดยได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environmental fund GEF) โดยประเทศที่เข้าร่วมโครงการประกอบด้วยประเทศ จีน กัมพูชา ไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย
การดำเนินการพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อมภายในประเทศ
ปัจจุบันกรมควบคุมมลพิษได้ดำเนินการประกาศเขตควบคุมมลพิษและประกาศมาตรฐานคุณภาพน้ำจากแหล่งกำเนิดต่างๆ
และสร้างความตระหนักในการระวังรักษาคุณภาพน้ำ โดยการสร้างเครือข่ายของประชาชนตลอดลำน้ำสำหรับเฝ้าระวังและดูแลรักษาแม่น้ำลำคลอง
 |
สำหรับการจัดการมลพิษทางทะเล กรมควบคุมมลพิษได้ดำเนินการจัดการมลพิษทางน้ำที่เกิดจากกิจกรรมบริเวณชายฝั่งทะเล
และมีแผนการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่งเป็นประจำทุกปี
ปีละ 1-2 ครั้ง โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการปรับปรุงค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำทะเล
และการแบ่งประเภทการใช้ประโยชน์ นอกจากนั้นกรมควบคุมมลพิษยังรับผิดชอบเป็นหน่วยสนับสนุนในการดำเนินการตามแผนป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำมันแห่งชาติอีกด้วย
|
|
สำหรับการจัดการน้ำเสียในเขตเมือง กรมควบคุมมลพิษได้จัดทำแผนจัดการมลพิษทางน้ำ
โดยกำหนดให้ในปี 2549 แหล่งน้ำเสื่อมโทรมมีคุณภาพดีขึ้น
แม่น้ำสายหลักทุกสายมีค่าออกซิเจนไม่ต่ำกว่า 2 ppm
และ BOD ไม่เกิน 4 ppm และแผนระยะยาวกำหนดให้ในปี
2559 คุณภาพน้ำอยู่ในระดับมาตรฐานเหมาะสมสำหรับการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน
และยังได้จัดทำแผนฟื้นฟูระบบบำบัดน้ำเสียในเขตเมืองทั่วประเทศ
โดยได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว จำนวน 25 แห่ง ตั้งแต่ปี
2546 เป็นต้นมา |

คลิกที่นี่เพื่อขยายรูป |
การยกเลิกการใช้น้ำมันที่มีสารตะกั่ว กรมควบคุมมลพิษได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เช่น กลุ่มบริษัทผู้ค้าน้ำมัน จัดทำแผนงานลดและยกเลิกการใช้น้ำมันทุกชนิดที่มีสารตะกั่วตั้งแต่ปี
2527 และสามารถยกเลิกการใช้น้ำมันทุกชนิดที่มีสารตะกั่วได้เป็นผลสำเร็จในปี
พ.ศ.2538
|
|
การลดปริมาณของคาร์บอนมอนอกไซด์และสารประกอบไนโตรเจนออกไซด์
โดยกรมควบคุม มลพิษได้ประสานกับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ
และบริษัทกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ให้ร่วมกันรณรงค์ในการลดสารมลพิษดังกล่าว
โดยการปรับมาตรฐานรถยนต์โดยสารสาธารณะจาก
EURO I เป็น EURO II การลดมลพิษโดยการปรับปรุงมาตรฐานรถมอเตอร์ไซด์
จากเดิม 2 จังหวะเป็น 4 จังหวะและติดตั้งอุปกรณ์
(Catalytic converter) สำหรับช่วยในการกรองสารมลพิษ
ไนโตรเจนออกไซด์จากรถยนต์
|
- ด้านความปลอดภัยด้านสารเคมีและสิ่งแวดล้อม
 |
อนุสัญญารอตเตอร์ดัม
(Rotterdam Convention) และอนุสัญญาสตอกโฮล์ม
(Stockholm Convention) กรมควบคุมมลพิษได้ดำเนินการเตรียมการเพื่อการอนุวัตอนุสัญญารอตเตอร์ดัม
(Rotterdam Convention) และอนุสัญญาสตอกโฮล์ม
(Stockholm Convention) โดยอนุสัญญารอตเตอร์ดัม
เป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศในการควบคุมการนำเข้าและส่งออกสารเคมีอันตรายต้องห้ามหรือจำกัดการใช้อย่างเข้มงวด
ซึ่งอนุสัญญาดังกล่าวมีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่
24 กุมภาพันธ์ 2547
|
|
อนุสัญญาสตอกโฮล์มเป็นอนุสัญญาว่าด้วยสารพิษที่ตกค้างยาวนาน
มีจุดประสงค์เพื่อคุ้มครองสุขภาพอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน
จำนวน 12 ชนิด ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติ
(National Implementation Plan) และอนุสัญญาดังกล่าวมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่
17 พฤษภาคม 2547 โดยประเทศไทยให้สัตยาบันเมื่อวันที่
31 มกราคม 2548 |
 |
 |
สารปรอทและสารตะกั่ว
กรมควบคุมมลพิษได้มีส่วนร่วมในการ ติดตามตรวจสอบปัญหาสาร
ปรอท และการ กำหนดมาตรการระยะสั้นและระยะยาวในการจัดการ
ปํญหาสารปรอทจากกิจกรรมการขุดเจาะและผลิตปิโตรเลียม
และการมี ส่วนร่วมในคณะทำงาน Global Mercury
Assessment ซึ่งจะดำเนิน ประเมินสถานการณ์การใช้สารปรอทและสารประกอบในแต่ละประเทศ
|
 |
การจัดการขยะที่มีสารตะกั่ว
ปัจจุบันกรมควบคุมมลพิษได้มีการใช้มาตรการทางภาษีในการป้องกันปํญหามลพิษจากการประกอบกิจการโรงงานหลอมตะกั่วจากแบตเตอรี่เก่าโดยโรงงานที่มีการจัดการสิ่งแวดล้อมที่มีมาตรฐานจะได้รับการลดอัตราภาษีสรรพสามิตจากร้อยละ
10 เป็นร้อยละ 5
|
 |
การจัดการสารเคมี กรมควบคุมมลพิษได้เริ่มดำเนินการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตาม
Agenda 21 chapter 19 โดยได้ดำเนินการในประเด็นต่างๆ
เช่น การพัฒนาระบบตอบโต้อุบัติภัยฉุกเฉินและการเตรียมความพร้อมในการตอบโต้เหตุฉุกเฉินจากสารเคมีในระดับจังหวัดแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
และถ่ายทอดเทคนิคการระงับภัยฉุกเฉินระดับต่างๆ แก่เจ้าหน้าที่
การจัดให้มีการจัดทำเอกสารข้อมูลความปลอดภัย MSDS
กำกับการขนส่งสารเคมี รวมทั้งจัดให้มี MSDS ในสถานประกอบการที่มีการใช้
ผลิต หรือ ครอบครองสารเคมี การริเริ่มการพัฒนาระบบการป้องกันการขนส่งเคลื่อนย้ายสารเคมีข้ามแดนอย่างผิดกฎหมาย
การพัฒนาระบบฐานข้อมูลสารเคมีเพื่อแลกเปลี่ยนและเผยแพร่ข้อมูลระหว่างภาครัฐ
ภาคเอกชน และสาธารณชน และเริ่มพัฒนาระบบการแจ้งข้อมูลการปลดปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม
|
 |
ด้านการพัฒนาเทคโนโลยี
กรมควบคุมมลพิษได้จัดทำแผนแม่บทแห่งชาติว่าด้วยการผลิตที่สะอาดและมีผลใช้แล้วตั้งแต่ปี
พ.ศ. 2545 ปัจจุบัน คพ. ได้สนับสนุนการผลิตที่สะอาดให้แก่การผลิตระดับ
SME ในหลายสาขา เช่น การผลิตสุราในท้องถิ่น การผลิตถนอมผลิตภัณฑ์ผลไม้
เป็นต้น ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับการผลิตภาค
SME ให้ได้มาตรฐานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเพื่อเตรียมความพร้อมด้านการผลิตของประเทศไทยให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลก |
|
|
|
|
|
|
|
 |
| คำศัพท์ควรรู้
ปฏิญญา (Declaration)
มีความหมาย 3 อย่าง - ความตกลงระหว่างประเทศซึ่งมีลักษณะผูกพัน
- ปฏิญญาฝ่ายเดียว ซึ่งก่อสิทธิและหน้าที่ให้แก่ประเทศอื่น และ
- ปฏิญญาซึ่งรัฐหนึ่งแถลงให้รัฐอื่น ทราบความเห็นและเจตนาของตนในบางเรื่อง
สนธิสัญญา (Treaty)
ความตกลงระหว่างประเทศที่ทำขึ้นเป็นหนังสือระหว่างรัฐต่าง
ๆ หรือระหว่างรัฐ กับองค์การระหว่างประเทศ หรือระหว่างองค์การระหว่างประเทศด้วยกัน
และอยู่ภายใต้บังคับของ กฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะทำขึ้นเป็นฉบับเดียวหรือสองฉบับหรือหลายฉบับผนวกเข้าด้วยกัน
ครอบคลุมถึงความ ตกลงระหว่างประเทศทุกรูปแบบ เช่น
สนธิสัญญา อนุสัญญา ความตกลง ข้อตกลง หนังสือ แลกเปลี่ยน
พิธีสาร กรรมสารทั่วไป กรรมสารสุดท้าย เป็นต้น โดยมีความมุ่งหมายเพื่อให้เกิดผล
ผูกพันทางกฎหมายระหว่างกันตามกฎหมายระหว่างประเทศ
อนุสัญญา (Convention)
หนังสือสัญญาทำกันระหว่างหลายประเทศที่มาประชุมกันและจัดวางบทบัญญัติ
เป็นกฎเกณฑ์ของกฎหมายขึ้น
การให้สัตยาบัน (Ratification)
เป็นการแสดงความยินยอมที่จะผูกพันทางสนธิสัญญา
หลังจากลงนามใน สนธิสัญญาหรืออนุสัญญาแล้ว |
|
|
|
 |
|
|
 |
| further information please contact | |
 |
Environmental Economics and Foreign Relations Group Planning Analysis and Evaluation Division
Tel. 0 2298 2476 Fax. 0 2298 2471 E-mali : noppan(dot)t(at)pcd(dot)go(dot)th |
|
|
|