สามารถดาวน์โหลดได้ [pdf]


บทนำ

การพัฒนาภาคอุตสาหกรรมและการเกษตรของประเทศอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีการผลิตและนำเข้าสารเคมีอันตรายชนิดต่าง ๆ มาใช้ในประเทศเป็นจำนวนมาก และปัญหาหนึ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้คือ การเพิ่มขึ้นของการเกิดอุบัติภัยจากสารเคมีทั้งในกระบวนการผลิต การจัดเก็บและการขนส่งสารเคมี ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อมบริเวณใกล้เคียงอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากสถิติการเกิดอุบัติภัยจากสารเคมี ทั่วประเทศในช่วงปี 2542 - ปัจจุบัน    มีจำนวนทั้งสิ้น 142 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บไม่ต่ำกว่า 962 คน และผู้เสียชีวิต 126 คน มูลค่าความเสียหายประมาณ 2000 ล้านบาท ทั้งนี้ ภัยจากสารเคมีเป็นภัยเฉพาะด้านที่มีความจำเป็นต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะจากหลายหน่วยงานในการปฏิบัติการตอบโต้เหตุ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะต้องจัดทำมาตรการเตรียมความพร้อมให้หน่วยงานท้องถิ่นและภูมิภาคสามารถรองรับอุบัติภัยจากสารเคมีได้ โดยให้มีการเตรียมแผนปฏิบัติการฉุกเฉินที่มีแนวปฏิบัติชัดเจน การเสริมสร้างศักยภาพของเจ้าหน้าที่ระดับบัญชาการในด้านการสั่งการตามระบบบัญชาการ ณ ที่เกิดเหตุ (Incident Command System) และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการฉุกเฉินในด้านเทคนิคการระงับอุบัติภัยจากสารเคมี รวมทั้งการจัดเตรียมเครื่องมืออุปกรณ์ตอบโต้เหตุฉุกเฉินที่เหมาะสม เพื่อให้การจัดการอุบัติภัยฉุกเฉินจากสารเคมีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยต่อเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่ ตลอดจนคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนสืบไป

วงจรการตอบโต้เหตุฉุกเฉินจากสารเคมี (Hazardous Materials Safety Continuum) เป็นกระบวนการที่มีความต่อเนื่อง ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ
การจัดการอุบัติภัยฉุกเฉินจากสารเคมี
1) การป้องกัน (Prevention)
2) การจัดทำแผน (Planning)
3) การเตรียมความพร้อม (Preparedness)
4) การตอบโต้เหตุ (Response)
5) เอกสารและระบบช่วยงาน (Document and Tools)
6) การดำเนินงานด้านการจัดทำแผนปฏิบัติการฉุกเฉิน การเตรียมความพร้อม และการตอบโต้เหตุฉุกเฉินจากสารเคมีของ กรมควบคุมมลพิษ
7) Links

1) การป้องกัน (Prevention)

ได้แก่
  • การออกกฎระเบียบ กฎหมายและมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันอันตรายและลดความเสี่ยงจากการได้รับสัมผัสกับสารเคมีหากเกิดการรั่วไหลขึ้น เช่น พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2534 ประกาศกรมการขนส่งทางบกเรื่อง การติดป้ายอักษร ภาพและเครื่องมือของรถบรรทุกวัตถุอันตราย เป็นต้น
  • การตรวจประเมินความปลอดภัย (Safety Audit) และ
  • การตรวจสอบหลังเกิดเหตุฉุกเฉิน

2) การจัดทำแผน (Planning)

ได้แก่ การวางแผนเตรียมความพร้อมหากเกิดการรั่วไหลจากสารเคมีขึ้น แผนปฏิบัติการฉุกเฉินจากสารเคมีเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการจัดการฉุกเฉินจากสารเคมีได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ เพื่อลดความรุนแรงของเหตุการณ์และลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมทั้งให้มีความปลอดภัยต่อเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการฉุกเฉินและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะประกอบด้วยหน้าที่รับผิดชอบของหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ขั้นตอนการปฏิบัติที่ชัดเจน ทั้งนี้ การวางแผนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการอุบัติภัยจากสารเคมีอาจแบ่งได้เป็น 3 ระดับ ได้แก่
1) แผนปฏิบัติการฉุกเฉินจากสารเคมีระดับโรงงาน/สถานประกอบการ
2) แผนปฏิบัติการฉุกเฉินจากสารเคมีระดับจังหวัด
3) แผนป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนระดับประเทศ (แผนเฉพาะกิจรองรับสาธารณภัยด้านสารเคมีและวัตถุอันตราย)

3) การเตรียมความพร้อม (Preparedness)

ได้แก่ การเตรียมความพร้อมของบุคลากรโดยการเสริมสร้างความรู้และทักษะของเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการฉุกเฉินในการตอบโต้เหตุฉุกเฉินจากสารเคมีในระดับต่างๆตามความเหมาะสม รวมทั้งการเตรียมความพร้อมด้านเครื่องมืออุปกรณ์ที่เหมาะสมทั้งที่เป็นอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) และอุปกรณ์ในการติดตามตรวจสอบในสิ่งแวดล้อม (Monitoring Equipment)

4) การตอบโต้เหตุ (Response)

ได้แก่ การตอบโต้เหตุฉุกเฉินจากสารเคมีตามแนวทางปฏิบัติที่มีการกำหนดไว้ในแผนปฏิบัติการฉุกเฉินจากสารเคมี โดยเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการที่มีความรู้และทักษะในการตอบโต้เหตุฉุกเฉินจากสารเคมี ทั้งนี้ ภายหลังจากการตอบโต้เหตุแต่ละครั้งจะต้องมีการประเมินผลการดำเนินงาน เพื่อการปรับปรุงในจุดที่ยังต้องมีการปรับปรุง เช่น การปรับปรุงแผนปฏิบัติการฉุกเฉินจากสารเคมี หรือการเพิ่มเติมการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการฉุกเฉินจากสารเคมี

5) เอกสารและระบบช่วยงาน (Document and Tools)

  • เอกสาร: แบบประเมินการทดสอบแผนปฏิบัติการฉุกเฉินสารเคมี (ตามวัตถุประสงค์) คลิกที่นี่ (163 KB)
  • เอกสาร: การดำเนินงานด้านการจัดทำแผนปฏิบัติการฉุกเฉิน การเตรียมความพร้อม และการตอบโต้เหตุฉุกเฉินจากสารเคมี คลิกที่นี่ ( 402 KB)
  • คู่มือการจัดทำแผนปฏิบัติการฉุกเฉินจากสารเคมีระดับจังหวัด อ่านรายละเอียด
  • คู่มือปฏิบัติการภาคสนามสำหรับผู้บัญชาการ ณ ที่เกิดเหตุอุบัติภัยจากสารเคมี (Field Operations Guide) อ่านรายละเอียด
  • คู่มือการระงับอุบัติภัยเบื้องต้นจากวัตถุอันตราย (2008) ที่นี่ [ 7.7 MB], html
  • คู่มือการขนส่งวัตถุอันตราย อ่านรายละเอียด
  • โปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อเตรียมความพร้อมด้านการตอบโต้เหตุฉุกเฉินจากสารเคมี (CAMEO)
  • แผนปฏิบัติการฉุกเฉินจากสารเคมีและวัตถุอันตรายรองรับนโยบายการเตรียมความพร้อมแห่งชาติ คลิกที่นี่ ( 792 KB)

6) การดำเนินงานด้านการจัดทำแผนปฏิบัติการฉุกเฉิน การเตรียมความพร้อม และการตอบโต้เหตุฉุกเฉินจากสารเคมีของ กรมควบคุมมลพิษ

1. ความเป็นมา

การพัฒนาภาคอุตสาหกรรมและการเกษตรของประเทศอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดการผลิตและนำเข้าสารเคมีอันตรายชนิดต่าง ๆ มาใช้ในประเทศเป็นจำนวนมากและปัญหาหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้นั่นคือการเกิดขึ้นของการเกิดอุบัติภัยจากสารเคมี ดังจะเห็นได้จากสถิติการเกิดอุบัติภัยจากสารเคมีทั่วประเทศในช่วงปี 2542 - ปัจจุบัน มีจำนวนทั้งสิ้น 142 ครั้ง ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในจังหวัดพื้นที่เสี่ยงอุบัติภัยจากสารเคมีทั่วทุกภาคของประเทศ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน ทรัพย์สินและสิ่งแวดล้อมเป็นอันมาก ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะต้องจัดทำมาตรการเตรียมความพร้อมรองรับอุบัติภัยจากสารเคมีมาตรการหนึ่งที่สำคัญได้แก่ การถ่ายทอดเทคโนโลยีการจัดทำแผนปฏิบัติการฉุกเฉินจากสารเคมีอย่างเป็นระบบตั้งแต่การวิเคราะห์อันตรายจากอุบัติภัยจากสารเคมี การจัดทำและทดสอบแผนปฏิบัติการฉุกเฉินจากสารเคมีในระดับจังหวัด รวมทั้งการฝึกอบรมพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในด้านการตอบโต้อุบัติภัยจากสารเคมีขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อทำให้จังหวัดเหล่านั้นมีแผนปฏิบัติการฉุกเฉินจากสารเคมีตรงกับศักยภาพอันตรายและสามารถตอบโต้เหตุฉุกเฉินจากสารเคมีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. การถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการจัดทำแผนปฏิบัติการฉุกเฉินจากสารเคมีในจังหวัดพื้นที่เสี่ยงภัยจากสารเคมี

กรมควบคุมมลพิษ ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบในการจัดทำแผนฉุกเฉินเพื่อแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไว้ล่วงหน้าจากเหตุฉุกเฉิน หรือเหตุภยันตรายจากภาวะมลพิษจากสารเคมีและวัตถุอันตราย และสนับสนุนการปฏิบัติงานของท้องถิ่นในด้านการป้องกันและบรรเทาภัยจากสารเคมีและวัตถุอันตราย การพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับการป้องกันและระงับภัยอันเกิดจากสารเคมีและวัตถุอันตราย ตลอดจนติดตามตรวจสอบและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการตกค้างของสารเคมีและวัตถุอันตราย ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 (มาตรา 4, 9, 10, 53) และแผนป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงริเริ่มโครงการประเมินอันตรายและการจัดการพื้นที่เสี่ยงอุบัติภัยจากสารเคมีในเขตอุตสาหกรรมและเขตเมืองขึ้น โดยได้รับความร่วมมือทางเทคนิควิชาการจากองค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (US EPA) โดยเริ่มดำเนินโครงการในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑล ในปีงบประมาณ 2543-2544 และขยายผลดำเนินการในจังหวัดพื้นที่เสี่ยงภาคตะวันออกภาคกลางและภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ ในระหว่างปีพ.ศ. 2545-2547

2.1 พื้นที่เสี่ยงกรุงเทพมหานครและปริมณฑลในปีงบประมาณ 2543 -2544

กรมฯ ได้เริ่มดำเนินโครงการในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑล ได้แก่ จังหวัดสมุทรปราการ สมุทรสาคร นนทบุรี นครปฐม และปทุมธานี เป็นพื้นที่นำร่องเนื่องจากมีความสำคัญทางเศรษฐกิจและเป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรมและนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง รวมทั้งมีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น โดยมีเป้าหมายเพื่อให้จังหวัดดังกล่าวมีแผนปฏิบัติการฉุกเฉินรองรับสถานการณ์อุบัติภัยจากสารเคมี โดยมีขั้นตอน วิธีการปฏิบัติ โครงสร้างขององค์กรและหน้าที่ของหน่วยงานรับผิดชอบในแต่ละขั้นตอนที่ชัดเจนทำให้การระงับภัยสามารถดำเนินการได้อย่าง รวดเร็ว เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการและประชาชนมีความปลอดภัย ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมเป็นเจ้าหน้าที่และผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำแผนเฉพาะรองรับสาธารณภัยจากวัตถุอันตรายและสารเคมีของกรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑลประกอบด้วย กองป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนและศูนย์อุบัติภัยกรุงเทพมหานคร ฝ่ายกิจการพิเศษ ที่ทำการปกครองจังหวัด สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดของจังหวัดปริมณฑล รวมทั้งหน่วยงานจากส่วนกลาง ได้แก่ กรมการปกครอง กรมโรงงานอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กองบังคับการตำรวจดับเพลิง และให้นำความรู้ที่ได้รับกลับไปดำเนินการวิเคราะห์ความเสี่ยงอันตรายจากสารเคมี จัดทำและทดสอบแผนปฏิบัติการฉุกเฉินจากสารเคมีของจังหวัดต่อไป ทั้งนี้ได้ดำเนินการฝึกอบรมทั้งสิ้นจำนวน 4 ครั้ง โดยมีรายละเอียดดังนี้
    1) การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การประเมินพื้นที่เสี่ยงภัยจากสารเคมี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องนำหลักการและความรู้ไปดำเนินการจัดเก็บข้อมูลจากสารเคมีและประเมินพื้นที่เสี่ยงอุบัติภัยของแต่ละจังหวัด
    2) การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การจัดทำแผนปฏิบัติการฉุกเฉินจากสารเคมี รายละเอียดประกอบด้วย ขั้นตอนการจัดทำแผนปฏิบัติการฉุกเฉินจากสารเคมี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการยกร่างแผนปฏิบัติการฉุกเฉินจากสารเคมีของจังหวัด และสามารถเตรียมการจัดการทดสอบแผนปฏิบัติการฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    3) การฝึกอบรม เรื่อง เทคนิคการระงับภัยจากสารเคมี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีความรู้ในเรื่องบทบาทหน้าที่ขององค์กรตอบโต้เหตุฉุกเฉิน ลักษณะและความเป็นอันตรายของสารเคมี การบ่งชี้อันตราย ระดับการป้องกันอันตรายจากสารเคมี การประเมินสถานการณ์และขั้นตอนการระงับอุบัติภัย การควบคุมสถานการณ์ การกักกันและการกักเก็บ รวมทั้งการขจัดสิ่งปนเปื้อนจากที่เกิดเหตุและสิ่งแวดล้อมตามหลักวิชาการ และเป็นการเตรียมความพร้อมบุคลากรของจังหวัดก่อนการทดสอบแผนในโอกาสต่อไป
     
    4) การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การทดสอบแผนปฏิบัติการฉุกเฉินจากสารเคมี ประกอบด้วยการทดสอบแผนปฏิบัติการฉุกเฉินจากสารเคมีของจังหวัดสมุทรปราการแบบในห้องประชุม (Table-top Exercise) และแบบใช้บุคลากรจริงอุปกรณ์จริง (Full-Scale Exercise) ซึ่งได้จัดขึ้น ณ บริษัท โค ออฟ ฟูดส (ไทยแลนด์) จำกัด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีความรู้ ความเข้าใจในกระบวนการ ขั้นตอนและวิธีการของการทดสอบแผนปฏิบัติการฉุกเฉินจากสารเคมีระดับจังหวัดและนำความรู้ที่ได้รับไปทดสอบแผนปฏิบัติการฯที่จังหวัดจัดทำขึ้น รวมทั้งเป็นตรวจสอบความสมบูรณ์ของแผนปฏิบัติการฯโดยแบ่งการฝึกอบรมฯ ออกเป็น 2 ขั้นตอน ดังนี้

    4.1) การทดสอบแผนปฏิบัติการฉุกเฉินจากสารเคมีของจังหวัดสมุทรปราการด้วยสถานการณ์จำลองแบบในห้องประชุม (Table Top Exercise) เป็นการให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับรูปแบบการทดสอบแผนและซักซ้อมความเข้าใจในหน้าที่ขั้นตอน วิธีการ และรายละเอียดการปฏิบัติตามแผนฯ รวมทั้งค้นหาจุดด้อยของแผนฯเพื่อไปดำเนินการปรับปรุงก่อนการทดสอบด้วยสถานการณ์จำลองโดยใช้อุปกรณ์และบุคลากรจริงต่อไป ผู้เข้าร่วมการทดสอบประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ภายใต้กองอำนวยการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนจังหวัดสมุทรปราการเช่นฝ่ายกิจการพิเศษ ที่ทำการปกครองจังหวัด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด โรงพยาบาลในพื้นที่ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด หน่วยบรรเทาสาธารณภัยของจังหวัด และภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น

    4.2) การทดสอบแผนปฏิบัติการฉุกเฉินจากสารเคมีจังหวัดสมุทรปราการด้วยสถานการณ์จำลองแบบใช้อุปกรณ์และบุคลากรจริง (Full Scale Exercise) เป็นการซักซ้อมความเข้าใจและฝึกฝนการปฏิบัติการตอบโต้เหตุฉุกเฉินจากสารเคมีของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ตามแผนฯ ในด้านการแจ้งเหตุ การสื่อสาร การบัญชาการและการสั่งการ การประเมินสถานการณ์ การจัดการทรัพยากร การแจ้งเตือนภัยและการคุ้มครองสาธารณชน ความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ การบริการทางการแพทย์ฉุกเฉิน การอพยพประชาชน การรักษาพยาบาล การควบคุมการจราจร รวมทั้งการกำจัดของเสียอันตรายและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม โดยมีหน่วยงานภาคราชการ ภาคอุตสาหกรรมและภาคเอกชนนำอุปกรณ์ เครื่องมือ และบุคลากรร่วมปฏิบัติการตามแผนฯ ภายใต้สถานการณ์จำลองการรั่วไหลของก๊าซแอมโมเนีย ที่จัดเก็บในภาชนะภายใต้ความดันสูง ณ บริษัท โคออปฟูดส์ (ไทยแลนด์) จำกัด

     
     
     

2.2 พื้นที่เสี่ยงภาคตะวันออก ภาคกลางและภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ ในปีงบประมาณ 2545-2547

กรมควบคุมมลพิษได้ขยายผลการดำเนินการให้ความรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีการวิเคราะห์ความเสี่ยงอันตรายจากสารเคมี การจัดทำและการทดสอบแผนปฏิบัติการฉุกเฉินจากสารเคมีให้กับจังหวัดพื้นที่เสี่ยงอุบัติภัยจากสารเคมี 20 จังหวัดในภาคตะวันออก ภาคกลางและภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ ในปีงบประมาณ 2545-2547 ได้แก่
ปีงบประมาณ 2545 พื้นที่เสี่ยงภาคตะวันออก ประกอบด้วย จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ตราด และปราจีนบุรี
ปีงบประมาณ 2546 พื้นที่เสี่ยงภาคกลางและภาคเหนือ ประกอบด้วย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สระบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ลำปาง และเชียงใหม่
ปีงบประมาณ 2547 พื้นที่เสี่ยงภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ ประกอบด้วย จังหวัดนครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และสงขลา
ผู้เข้ารับการฝึกอบรมเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของจังหวัดประกอบด้วย ฝ่ายกิจการพิเศษ ที่ทำการปกครองจังหวัด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัด หน่วยงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของจังหวัด และภาคอุตสาหกรรม การดำเนินงานเป็นลักษณะเดียวกันกับกรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑลโดยมีการจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการจำนวน 3 ครั้ง มีรายละเอียดดังนี้
    1) การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การประเมินความเสี่ยงและการจัดทำแผนปฏิบัติการ ฉุกเฉินจากสารเคมี
    2) การดำเนินการฝึกอบรม เรื่อง เทคนิคการระงับภัยเบื้องต้น ให้กับเจ้าหน้าที่ร่วมสาธิตทดสอบแผนปฏิบัติการฯ ของจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมบุคลากรของจังหวัดก่อนการทดสอบแผนในโอกาสต่อไป
    3) การดำเนินการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การทดสอบแผนปฏิบัติการฉุกเฉินจากสารเคมี ประกอบด้วย การทดสอบแผนปฏิบัติการฉุกเฉินจากสารเคมีของจังหวัดปราจีนบุรีแบบในห้องประชุม (Table top Exercise) และแบบใช้บุคลากรและอุปกรณ์จริง (Full Scale Exercise) ได้จัดทำขึ้น ณ บริษัท เอส เอส ดี ซี (ไทเกอร์เท็กซ์) อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี (ปีพ.ศ. 2545) บริษัทโฟรเช่นฟูดส์ จำกัด (มหาชน) จังหวัดเชียงใหม่ (ปีพ.ศ. 2546) บริษัทแพนเอเซีย 1991 จำกัด จังหวัดสุราษฎร์ธานี (ปีพ.ศ. 2547) รูปแบบการดำเนินงานลักษณะเดียวกันกับการดำเนินงานของจังหวัดสมุทรปราการ

 

ผลที่ได้รับจากการดำเนินงานทำให้กรุงเทพมหานครและจังหวัดในพื้นที่เสี่ยง ได้แก่ สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ตราด พระนครศรีอยุธยา สระบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ลำปาง เชียงใหม่ นครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และจังหวัดสงขลา มีแผนปฏิบัติการฉุกเฉินจากสารเคมีรองรับอุบัติภัยจากสารเคมีในเบื้องต้น ซึ่งอาจจะต้องมีการปรับปรุงแผนฯให้มีความสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพในการปฏิบัติยิ่งขึ้นต่อไป รวมไปถึงบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยมีความรู้และทักษะของเทคนิคในการระงับภัยจากสารเคมี ยังเป็นผลให้การระงับอุบัติภัยจากสารเคมีดำเนินการได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการและประชาชนมีความปลอดภัย ลดผลกระทบของสารเคมีต่อสิ่งแวดล้อมอีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้หน่วยงานส่วนภูมิภาคและท้องถิ่นมีศักยภาพในการจัดการเตรียมความพร้อมด้านอุปกรณ์ เครื่องมือ และการฝึกอบรมบุคลากรให้สอดคล้องกับอันตรายจากสารเคมีในจังหวัด
ในปีพ.ศ. 2548 ยังได้จัดให้มีการทดสอบแผนปฏิบัติการฉุกเฉินจากสารเคมีแบบในห้องประชุม (Table-top exercise) และแบบใช้บุคลากรและอุปกรณ์จริง (Full Scale Exercise) ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งได้ผ่านกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการจัดทำแผนฯ เทคนิคการระงับอุบัติภัยจากสารเคมี และระบบบัญชาการ ณ ที่เกิดเหตุ (Incident Command System: ICS) โดยวัตถุประสงค์หลักที่มีการทดสอบแผนฯ ประกอบด้วย
1) การแจ้งเหตุ
2) การบัญชาการและการสั่งการ
3) การประเมินสถานการณ์ ณ ที่เกิดเหตุ
4) การบริหารจัดการทรัพยากร
5) การสื่อสาร
6) การแจ้งเตือนภัยแก่สาธารณชน
7) การประชาสัมพันธ์
8) การคุ้มครองสาธารณชน
9) ความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการฉุกเฉิน
10) การจัดการจราจรและการรักษาความปลอดภัย
11) การดูแลผู้อพยพจากที่เกิดเหตุที่อาจได้รับสารเคมี
12) การให้บริการทางการแพทย์ฉุกเฉิน
และ13) การเก็บกักและการฟื้นฟู โดยใช้ แบบประเมินการทดสอบแผนปฏิบัติการฉุกเฉินสารเคมี ทั้งนี้ จังหวัดพระนครศรีอยุธยามีจุดเด่นในการให้ความร่วมมือจากหลายหน่วยงานในการเตรียมการทดสอบแผนฯ การเรียกใช้ทรัพยากรจากหลายหน่วยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การมีผู้บัญชาการ ณ ที่เกิดเหตุที่เหมาะสมตามลำดับชั้น และความพร้อมด้านการให้บริการทางการแพทย์ และควรเสริมสร้างศักยภาพในด้านการใช้ระบบบัญชาการ ณ ที่เกิดเหตุในการจัดการอุบัติภัยสารเคมี การจัดหาอุปกรณ์การตรวจสอบและอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) ที่เหมาะสมในการจัดการอุบัติภัยสารเคมี และเทคนิคการควบคุมแหล่งกำเนิดการรั่วไหล (Source Control)

  

3. การถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านเทคนิคการระงับอุบัติภัยจากสารเคมี (Technician Level) (พ.ศ. 2543-ปัจจุบัน)

กรมควบคุมมลพิษในฐานะหน่วยสนับสนุนตามแผนป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนด้านการป้องกันแก้ไขอุบัติภัยจากสารเคมีและวัตถุอันตรายได้มีการจัดตั้งศูนย์สนับสนุนปฏิบัติการฉุกเฉินจากสารเคมีขึ้น เพื่อสนับสนุนหน่วยงานท้องถิ่นให้สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านเทคนิคการระงับอุบัติภัยจากสารเคมี (Technician Level) แก่เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานท้องถิ่นในพื้นที่เสี่ยงอุบัติภัยจากสารเคมี จำนวน 10 รุ่น ซึ่งมีผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมประมาณ 300 คน รวมทั้งจัดเตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่ เครื่องมืออุปกรณ์ และรถปฏิบัติการฉุกเฉินที่สามารถออกปฏิบัติการได้ทันที รวมทั้งติดตั้งระบบโทรศัพท์อัตโนมัติหมายเลข 1650 เพื่อรับแจ้งเหตุและประสานงานตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ ได้มีการส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบพื้นที่ที่เกิดอุบัติภัยและคุณภาพสิ่งแวดล้อมโดยรอบ เพื่อร่วมวางแผนจัดการแก้ไขปัญหาตั้งแต่การประเมินความรุนแรงของอุบัติภัย เสนอแนะแนวทางระงับการรั่วไหลของสารเคมีมิให้แพร่กระจายเป็นวงกว้างและการฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนสิ่งแวดล้อม
ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา นับได้ว่าสามารถเสริมสร้างศักยภาพแก่หน่วยงานท้องถิ่นได้ในระดับหนึ่ง และสร้างเครือข่ายการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆในพื้นที่ให้มีการใช้ทรัพยากรบุคคลและเครื่องมือต่างๆในการระงับเหตุร่วมกัน ทำให้หน่วยงานท้องถิ่นสามารถจัดการปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้องตามหลักวิชาการยิ่งขึ้น ลดความสิ้นเปลืองของทรัพยากรและงบประมาณ และลดความเสียหายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด รวมทั้งยังกระตุ้นให้ชุมชนตระหนักที่จะมีส่วนร่วมในการแจ้งเหตุกรณีอุบัติภัยจากสารเคมีหรือการลักลอบทิ้งกากสารเคมีเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าไปดำเนินการได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

        

4. การถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านระบบบัญชาการเหตุอุบัติภัยจากสารเคมี  และแนวปฏิบัติการภาคสนามสำหรับ
ผู้บัญชาการ ณ ที่เกิดเหตุ (พ.ศ. 2547)

ความจำเป็นในการพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ภาครัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลากรในระดับหัวหน้าชุดปฏิบัติการและผู้บัญชาการเหตุการณ์ภายใต้กรอบของกองอำนวยการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนระดับต่างๆ เช่น หัวหน้าหน่วยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย   นายกเทศมนตรี    นายอำเภอ   ปลัดจังหวัด   ผู้ว่าราชการจังหวัด   รวมไปถึงหัวหน้าหน่วยราชการอื่นที่เกี่ยวข้องในการควบคุมสั่งการเพื่อตอบโต้เหตุฉุกเฉินจากสารเคมี ให้มีความรู้ ความเข้าใจ ในระบบการบัญชาการ ณ ที่เกิดเหตุ ทักษะ วิธีการสั่งการเพื่อควบคุมเหตุฉุกเฉินจากสารเคมี
กรมควบคุมมลพิษเล็งเห็นความสำคัญของการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านระบบบัญชาการ ณ ที่เกิดเหตุต่อเนื่องจากองค์ความรู้ด้านการจัดทำแผนปฏิบัติการฉุกเฉินจากสารเคมีและเทคนิคการระงับภัยจากสารเคมี กันและแก้ไขและแก้ไขปัญหาอุบัติภัยจากสารเคมี จึงได้จัดทำโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านระบบบัญชาการ ณ ที่เกิดเหตุอุบัติภัยจากสารเคมีและแนวปฏิบัติการภาคสนามสำหรับ ผู้บัญชาการ ณ ที่เกิดเหตุขึ้น โดยได้รับความช่วยเหลือทางวิชาการจากองค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (U.S. EPA) และมีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมและเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรในระดับหัวหน้าชุดปฏิบัติการและผู้บัญชาการเหตุการณ์ของจังหวัดพื้นที่เสี่ยงอุบัติภัยจากสารเคมี 26 จังหวัดทั่วประเทศในการควบคุมและสั่งการระงับเหตุฉุกเฉินจากสารเคมีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัยต่อเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ประชาชนและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ประโยชน์จากการดำเนินโครงการสรุปได้ดังนี้ 
 
  • เกิดระบบการบัญชาการ ณ ที่เกิดเหตุได้รับการนำไปใช้สำหรับปฏิบัติการตอบโต้เหตุฉุกเฉินจาก สารอันตราย
  • บุคลากรระดับผู้บัญชาการ ณ ที่เกิดเหตุระดับต่างๆ มีความรู้และทักษะในการสั่งการและควบคุมตอบโต้เหตุฉุกเฉิน ตามหลักสากล
  • การจัดการตอบโต้เหตุฉุกเฉินจากสารเคมีอย่างมีประสิทธิภาพลดความเสียหายต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม

  

5. การถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการตรวจสอบการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมจากอุบัติภัยสารเคมี (พ.ศ. 2548)

ในอดีตที่ผ่านมาได้ปรากฏอุบัติภัยจากสารเคมีเกิดขึ้นบ่อยครั้ง อาทิเช่น รถบรรทุกสารอะคริโลไนไตรที่พลิกคว่ำบนทางด่วน ปี 2544 เพลิงไหม้อาคารเก็บสารเคมีที่คลองเตย ปี 2545 ในหลายกรณี ได้สร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน สุขภาพอนามัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อม รวมทั้ง ผู้ประกอบการขาดจิตสำนึกที่ดีต่อสังคมทำการลักลอบทิ้งกากสารเคมีอันตรายในพื้นที่สาธารณะอย่างเนืองๆ ซึ่งนอกจากเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานฉุกเฉินด้านสารเคมีจะต้องทำการระงับเหตุเร่งด่วนฉุกเฉินจากเพลิงไหม้ ระเบิด และหกรดรั่วไหลของสารเคมีแล้ว ยังจำเป็นต้องทำการขุดขนย้ายกากสารเคมีในพื้นที่ไปกำจัดทำลายให้ถูกต้องตามหลักวิชาการต่อไป แต่เจ้าหน้าที่ยังคงขาดความรู้และวิชาการเกี่ยวกับการประเมิน ความเป็นอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีได้มีการพัฒนาเครื่องมืออย่างง่ายมาทดสอบและประเมินพื้นที่เบื้องต้นได้ ทำให้การระงับเหตุฉุกเฉินสารเคมีเจ้าหน้าที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
กรมควบคุมมลพิษได้ตระหนักถึงปัญหาและความสำคัญในเรื่องดังกล่าว จึงได้พัฒนา ความร่วมมือทางด้านวิชาการกับองค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (United States Environmental Protection Agency) โดยจัดให้มีการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการในการรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการจำแนกและประเมินความเป็นอันตรายจากอุบัติภัยสารเคมีเบื้องต้นให้แก่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานฉุกเฉินด้านสารเคมี เพื่อให้สามารถประเมินความเป็นอันตรายของสารเคมีสำหรับการขุดและขนย้ายสารเคมีในภาวะฉุกเฉินโดยใช้ชุดตรวจสอบภาคสนามอย่างง่ายแก่เจ้าหน้าที่จากสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคทั้ง 16 ภาค ซึ่งมีหน้าที่สนับสนุนการปฏิบัติงานด้านการจำแนกประเภทอันตรายสารเคมีและการตรวจสอบการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการฉุกเฉินสามารถปฏิบัติการระงับเหตุและฟื้นฟูบริเวณที่ปนเปื้อนได้อย่างปลอดภัยต่อตัวเอง สุขภาพอนามัยของสาธารณชน ทรัพย์สิน และสิ่งแวดล้อม


6. การพัฒนาระบบจัดการอุบัติภัยจากสารเคมีอันตราย (พ.ศ. 2548)

กรมควบคุมมลพิษได้สนับสนุนให้สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 10 ดำเนินโครงการพัฒนาระบบจัดการอุบัติภัยจากสารเคมีอันตราย (Chemical Emergency Management Systems, CEMS)ในพื้นที่นำร่องจังหวัดขอนแก่นซึ่งเป็นจังหวัดที่มีเส้นทางหลักในการขนส่งและมีโรงงานอุตสาหกรรมและกิจการที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติภัยจากสารเคมีอันตราย ซึ่งสามารถจัดเก็บข้อมูลสารเคมีอันตราย (ภาษาไทย) ที่สามารถเชื่อมโยงเข้ากับระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม (Web Mapping) และสามารถวิเคราะห์อันตราย รวมทั้งประเมินพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากอุบัติภัยได้
ระบบจัดการอุบัติภัยจากสารเคมีอันตรายสามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วนและเชื่อมโยงกันทั้งหมด ได้แก่
  1. การพัฒนาฐานข้อมูลสารเคมีอันตราย ได้พัฒนาให้สามารถดึงข้อมูลสารเคมีจากฐานข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ (MSDS) เพื่อแสดงข้อมูลอันตรายและความเป็นพิษของสารเคมี
  2. การพัฒนาฐานข้อมูลโรงงานอุตสาหกรรม ได้รวบรวมข้อมูลจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมและสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเพื่อให้สามารถแสดงที่ตั้งและข้อมูลสารเคมีในโรงงานอุตสาหกรรม โดยให้แสดงบนแผนที่อิเล็กทรอนิกส์ในระบบ Web Mapping
  3. การพัฒนาฐานข้อมูลการกระจายตัวของสารเคมี ได้จัดทำฐานข้อมูลรัศมีเขตอันตราย (Initial Isolation Zone) และเขตควบคุมป้องกัน (Protective Action Zone) สำหรับสารเคมีประมาณ 3,500 ชนิด เพื่อใช้ประโยชน์ในการคุ้มครองความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการฉุกเฉินและประชาชน
ทั้งนี้ ระบบดังกล่าวสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการสนับสนุนการจัดทำแผนปฏิบัติการฉุกเฉินจากสารเคมีในระดับจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงอื่นๆ ต่อไป
กรมควบคุมมลพิษมีการดำเนินงานด้านการจัดทำแผนปฏิบัติการฉุกเฉินจากสารเคมี การเตรียมความพร้อมและการตอบโต้เหตุฉุกเฉินอุบัติภัยจากสารเคมีอย่างต่อเนื่อง โดยมีการปฏิบัติการตอบโต้เหตุฉุกเฉินสารเคมี ตามแผนปฏิบัติการฉุกเฉินจากสารเคมีและวัตถุอันตราย รองรับนโยบายการเตรียมความพร้อมแห่งชาติ (กรมควบคุมมลพิษ, 2550) พรบ. ป้องกันบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 และแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 24552 รวมทั้งเสริมสร้างศักยภาพของหน่วยงานส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นให้สามารถตอบโต้เหตุฉุกเฉินจากสารเคมีและขจัดการปนเปื้อนสารเคมีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปลอดภัยต่อเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการฉุกเฉิน ประชาชน และสิ่งแวดล้อม


7) Link




ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
สำนักจัดการกากของเสียและสารอันตราย
โทรศัพท์ 0 2298 2449 โทรสาร 0 2298 2425
E-mail : sasivimon(dot)n(at)pcd(dot)go(dot)th


 #cfhttp.FileContent#
หน้าแรก | เกี่ยวกับคพ. | ข้อมูลและบริการ | ประชาสัมพันธ์ | ดาวน์โหลด | ติดต่อเรา | Site Map Switch to PCD English home page
Copyright © 2004 by Pollution Control Department. All rights Reserved.