|
|
 |
 |

 |
|
|
|
1. สถานการณ์ปัญหามลพิษทางน้ำ
1. คุณภาพน้ำผิวดิน บริเวณพื้นที่มาบตาพุด มีคลองชากหมาก
ซึ่งเป็นคลองสาธารณะที่ผ่านพื้นที่ชุมชนและนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด มีแนวโน้มปัญหาคุณภาพน้ำเนื่องจากมีการระบายน้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัด
จากโรงงานอุตสาหกรรมลงสู่คลองเป็นจำนวนมาก ทำให้อาจเกินความสามารถ
ในการรองรับมลพิษและการฟื้นฟูตัวเองของคุณภาพน้ำในคลอง
นอกจากนี้ คลองสาธารณะในบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง เช่น คลองตากวน ก็พบปัญหาคุณภาพน้ำเช่นกัน
โดยทั้งคลองชากหมากและ คลองตากวนมีการระบายออกสู่ทะเลในบริเวณใกล้เคียงกัน
ซึ่งเป็นบริเวณน้ำนิ่งทำให้ส่งผลกระทบต่อ คุณภาพน้ำบริเวณชายฝั่งทะเล
ในปี 2550 กรมควบคุมมลพิษได้ทำการวิเคราะห์คุณภาพน้ำในคลอง
อาทิ เช่น คลองชากหมาก คลองบางเบิด คลองบางกระพรุน คลองห้วยใหญ่
คลองน้ำหู คลองตากวนในพื้นที่ มาบตาพุด พบว่าคลองสาธารณะดังกล่าวมีการรับน้ำทิ้งทั้งจากชุมชนและโรงงานอุตสาหกรรม โดยมีค่าแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมดและแบคทีเรียกลุ่มฟีคอลโคลิฟอร์มมีค่าสูงกว่า 240,000 หน่วย
(MPN ต่อ 100 มิลลิลิตร) ส่วนคลองที่รับน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม
จะมีปริมาณของแข็งละลายน้ำรวม(TDS) ซึ่งมีค่าสูงมาก เช่น คลองบางเบิด 11,035 มิลลิกรัมต่อลิตร
คลองชากหมาก 5,149 - 10,917 มิลลิกรัมต่อลิตร และคลองพยูน 2,462 มิลลิกรัมต่อลิตร
คลองบางกระพรุน 2,480 มิลลิกรัมต่อลิตร เมื่อเทียบกับคลองน้ำหู ซึ่งเป็นคลองชลประทาน
พบค่า TDS เพียง 301 มิลลิกรัมต่อลิตร โดยมีเพียงปากคลองพยูนเท่านั้นที่เป็นน้ำกร่อย
แต่ยังมีค่า TDS ต่ำกว่าทุกปากคลองที่ตรวจสอบ
ทั้งนี้ การปนเปื้อนของโลหะหนักยังไม่มีปัญหาส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
2. คุณภาพน้ำใต้ดิน จากผลการศึกษาการวิเคราะห์คุณภาพน้ำผิวดินของ
ดร.อาภา หวังเกียรติ ในชุมชน 25 ชุมชน บริเวณพื้นที่มาบตาพุด
เพื่อศึกษาการปนเปื้อนของโลหะหนักในบ่อน้ำตื้น โดยเก็บตัวอย่างน้ำจากบ่อน้ำตื้น 80 ตัวอย่าง
ในระหว่างวันที่ 26-27 พฤศจิกายน 2548 และ ระหว่างวันที่ 4-5 กุมภาพันธ์ 2550 พบว่า
ปริมาณธาตุองค์ประกอบที่มีปริมาณสูง ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม เหล็ก สังกะสี
และแมงกานีส ซึ่งเป็นธาตุองค์ประกอบหลักของดินและสภาพทางธรณีในบริเวณนั้น ทั้งนี้ พบว่าโลหะหนักที่มีปริมาณสูงเกินค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดินสำหรับอุปโภค
และบริโภคในบริเวณพื้นที่ชนบท คือ สารตะกั่ว และแคดเมี่ยม
จากการตรวจสอบของกรมควบคุมมลพิษในเดือนเมษายน 2550
พบคุณภาพน้ำในบ่อบาดาลที่มีความลึกประมาณ 100 เมตร พบว่า
บางแห่งมีสาร VOCs เช่น Toluene 1,1,2-Trichloloethane Ethylbenzene m,p Xylene และ 1,4-Dichlorobenzene ปนเปื้อนแต่ปริมาณที่พบมีค่าต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำใต้ดินตามประกาศ
กก.วล. ฉบับที่ 20 พ.ศ. 2543 และมีบางบ่อมีปริมาณสังกะสีเกินเกณฑ์มาตรฐานและมีเหล็กค่อนข้าสูง
ส่วนบ่อน้ำตื้น ความลึกประมาณ 5 พบ VOCs เช่น Toluene Ethylbenzene m,p Xylene o-Xylene และ 1,4-Dichlorobenzene ปนเปื้อนแต่มีค่าต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำใต้ดินเช่นกัน และพบบางแห่งมีปริมาณสารโลหะหนัก
ได้แก่ ตะกั่ว แมงกานีส สารหนู และเซเลเนียม เกินเกณฑ์มาตรฐานฯ
| 3. คุณภาพน้ำทะเล ในบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลมาบตาพุดโดยทั่วไปอยู่ในเกณฑ์ มาตรฐาน แต่มีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากกิจกรรมบนพื้นที่ชายฝั่งในระดับที่รุนแรงได้
ทั้งจากอุตสาหกรรมที่มีอยู่เป็นจำนวนมากและชุมชนที่อยู่ในพื้นที่
โดยคุณภาพน้ำทะเลในบางสถานีมีบางพารามิเตอร์มีค่าเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐาน
เช่น ฟอสเฟต (94-354 ไมโครกรัม/ลิตร) สารหนู (24 ไมโครกรัม/ลิตร)
และคุณภาพน้ำทะเลบริเวณปากคลองสำคัญที่มีการระบายน้ำทิ้งลงทะเล
มีบางพารามิเตอร์เกินค่ามาตรฐาน เช่น ฟอสเฟต มีค่าเกินทุกสถานี (769-4,031 ไมโครกรัม/ลิตร)
ออกซิเจนละลายน้ำ (-3.4 มิลลิกรัม/ลิตร) ไนเตรต (69.4-5,041 ไมโครกรัม/ลิตร) ส่วนปริมาณ
โลหะในตะกอนดิน และโลหะหนักในสิ่งมีชีวิตไม่เกินค่าเสนอแนะและมาตรฐาน ที่กำหนด |
|
|
|
| |
สถานีเก็บตัวอย่างน้ำทะเล ฯ |
การตรวจวัดคุณภาพน้ำทะเลบริเวณนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง
| 1. คุณภาพน้ำทะเลบริเวณนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด วันที่ 2 - 4 เมษายน 2550 |
รายละเอียด : 34 KB ] |
| 2. คุณภาพน้ำทะเลบริเวณนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด วันที่ 14 - 16 เมษายน 2550 |
รายละเอียด : 53 KB ] |
4. การจัดการน้ำเสียชุมชน เทศบาลเมืองมาบตาพุดมีระบบบำบัดน้ำเสียรวม
ชนิดบ่อเติมอากาศ (Aerated Lagoon) ความสามารถในการรองรับน้ำเสีย 15,000 ลบ.ม./วัน
ส่วนระบบรวบรวมน้ำเสียเป็นชนิดท่อระบายรวม (Combined sewer) รวมความยาว 10,350 เมตร
มีสถานีสูบ 13 สถานี ปัจจุบัน มีน้ำเสียเข้าระบบฯ ประมาณ 1,000 ลบ.ม./วัน
คิดเป็นร้อยละ 6.7 ของความสามารถในการรองรับน้ำเสียของระบบฯ
โดยมีพื้นที่ให้บริการที่มีการรวบรวมน้ำเสีย 25 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 15
ของพื้นที่เทศบาล ครอบคลุมประชากรร้อยละ 30 ของประชากรทั้งหมด
ผลการวิเคราะห์คุณภาพน้ำเสียก่อนเข้าระบบฯ และน้ำทิ้งออกจากระบบฯพบว่ามีค่าอยู่ในเกณฑ์
มาตรฐานฯ ทั้งนี้การดำเนินงานของระบบในปัจจุบันมีปัญหาเรื่องการควบคุมการทำงานของระบบสูบน้ำเสียมีความยุ่งยาก เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศที่เป็นลูกคลื่นและระบบท่อแขนงไม่สามารถ
รวบรวมน้ำเสียเข้าสู่ท่อรวบรวมน้ำเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในปี 2551
ได้มีโครงการแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยแล้ว
5. การใช้น้ำประปาชุมชน ในเทศบาลเมืองมาบตาพุดมีทั้งหมด 25 ชุมชน ใช้น้ำ
ประปาจากสำนักงานประปาบ้านฉาง จำนวน 22 ชุมชน และใช้น้ำประปาจากเทศบาลนครระยอง จำนวน 3 ชุมชน ปัจจุบันประปาบ้านฉางมีการเดินท่อน้ำประปาหลักไปยังชุมชนในเขตพื้นที่รับผิดชอบ
ส่วนการต่อท่อน้ำประปาเข้าไปในชุมชนเป็นความรับผิดชอบของแต่ละชุมชนที่ต้องดำเนินการเอง
ซึ่งขณะนี้ ประปาบ้านฉางผลิตน้ำประปาได้ 400,000 ลบ.ม./เดือน
เพียงพอสำหรับให้บริการชุมชนจำนวน 22 ชุมชน อย่างไรก็ตาม
ยังมีพื้นที่บางส่วนที่อยู่ห่างไกลจากแนวท่อน้ำประปาหลักและไม่คุ้มค่าในการเชื่อมต่อท่อ
ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวมีความเป็นไปได้ในการจะใช้น้ำบาดาลเพื่อทำประปาหมู่บ้าน
ขณะนี้ กรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้มีการสำรวจพื้นที่แล้วและ
การประปาส่วนภูมิภาคมีโครงการจัดทำระบบประปาในชุมชนซึ่งจะดำเนินการทั้งในปี 2550 และ 2551
|
|
|
|
 |
|
2. สถานการณ์ปัญหาทรัพยากรชายฝั่งทะเล
1. ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยฝั่งตะวันออก
มีแนวชายฝั่งยาว 485 กิโลเมตร ในพื้นที่ 5 จังหวัด คือ จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
ในปัจจุบันชายฝั่งทะเลประสบปัญหาการถูกกัดเซาะในอัตราความรุนแรงแตกต่างกัน
ก่อให้ เกิดความสูญเสียทรัพย์สินของประชาชนและทรัพย์สินของทางราชการ ทำให้เสียทัศนียภาพ
ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการท่องเที่ยวเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจต่อประชาชน จากการสำรวจของ
กรมทรัพยากรธรณีในปี 2548 พบว่า จังหวัดระยอง ถือเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยต่อการกัดเซาะรุนแรง
พื้นที่ที่สูญเสียจากการถูก กัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรง 422 ไร่ มูลค่าที่ดินที่สูญเสีย (ไร่ละ 5 ล้านบาท) 2,110 ล้านบาท
พื้นที่เพาะเลี้ยงชายฝั่ง 3,188 ไร่/ 289 ครัวเรือน ซึ่งพื้นที่ชายฝั่งจังหวัดระยองมีความสำคัญด้านเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล
เป็นพื้นที่ตั้งแหล่งอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และมีพื้นที่
ชุ่มน้ำที่สำคัญระดับนานาชาติตามอนุสัญญาแรมซาร์ : อุทยานแห่งชาติ เขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด
สาเหตุของการกัดเซาะชายฝั่งที่ทำให้เกิดการพังทลายโดยทั่วไปนั้น
ประกอบด้วย (1) สาเหตุตามธรรมชาติ คือ การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล
การพังทลายของหน้าผาลดลง ทำให้ปริมาณตะกอนทดแทนมีปริมาณน้อย
ปริมาณตะกอนจากทะเลที่พัดพาเข้าสู่ฝั่งลดลง คลื่นลมรุนแรง ผิดปกติ กระแสน้ำมีการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ
ทิศทางของคลื่นเปลี่ยนแปลง และปริมาณฝนตกที่มากกว่าปกติ
(2) สาเหตุจากการกระทำของมนุษย์ที่ทำให้เกิดการพังทลายของชายฝั่ง
ประกอบด้วย การสร้างเขื่อนหรือฝายกั้นแม่น้ำรวมถึง การดูดทรายในแม่น้ำเพื่อใช้ในการก่อสร้างและเพื่อการถมที่
การสร้างกำแพงกันคลื่น (seawall) เขื่อนดักตะกอน (groin) เขื่อนหินทิ้ง (revetment)
และแนวหินทิ้ง (riprap) การก่อสร้างกำแพงปากแม่น้ำ (jetty)
ทำให้ตะกอนถูกส่งออกไปไกลจากบริเวณชายฝั่งมากกว่าปกติ
การก่อสร้างท่าเทียบเรือบริเวณชายฝั่ง ทำให้เกิดร่องน้ำลึก (ช่องทางเดินเรือ)
ที่ขวางกั้นการไหลของตะกอนบริเวณชายฝั่ง รวมถึงสิ่งก่อสร้างบริเวณท่าเรือ
เช่น สะพานเทียบเรือ ขนถ่ายสินค้าเป็นสิ่งกีดขวางการพัดพาของกระแสน้ำและตะกอนบริเวณชายฝั่ง
ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ของทิศทางคลื่นด้วย และการถมสร้างชายหาดเทียม (beach nourishment)
ซึ่งต้องมีการขุดทรายในทะเลจากสถานที่หนึ่งมาถมในบริเวณชายหาด ทำให้เกิดหลุมลึก
เป็นการเร่งให้เกิดการไหลของตะกอนมาเติมเต็มในหลุม และมีผลต่อเนื่องถึงการพังทลายของชายฝั่งบริเวณใกล้เคียง
2. ปัญหาป่าชายเลน พื้นที่ป่าชายเลนในเขตภาคตะวันออก
ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด และฉะเชิงเทรา
จากการสำรวจภาคสนามและจากการแปลภาพถ่ายดาวเทียมพบว่าปี พ.ศ.2518 มีทั้งสิ้น 306,250 ไร่
ในปี พ.ศ.2547 มีพื้นที่เหลืออยู่ประมาณ 142,181.25 ไร่ มีอัตราการลดลงร้อยละ 54
แต่ถ้าเปรียบเทียบปี พ.ศ.2545 กับ ปี พ.ศ.2547 มีอัตราการเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 36 (ตารางที่ 4)
การที่พื้นที่ป่าชายเลนมีจำนวนลดลงจากอดีตอย่างเห็นได้ชัด
เนื่องจากมีการส่งเสริมให้เปลี่ยนแปลงป่าชายเลนเสื่อมโทรมเป็นนาเลี้ยงกุ้งเป็นส่วนใหญ่นอกเหนือ
จากปรากฏการณ์ธรรมชาติ ส่วนในปัจจุบันพื้นที่ป่าชายเลน มีจำนวนเพิ่มขึ้น น่าจะมีเหตุผลมาจาก ชุมชนในพื้นที่มองเห็นความสำคัญของทรัพยากรป่าชายเลนและช่วยกันฟื้นฟูสภาพพื้นที่ป่าชายเลน
ตาราง แสดงพื้นที่ป่าชายเลนในเขตภาคตะวันออก
ที่มา : ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก, 2548
|
|
|
|
| |
การดำเนินงานแก้ไขปัญหามลพิษในพื้นที่มาบตาพุด |
2550 |
|
|
 |
 |
| ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ |
|  |
|
|
|