การดำเนินงานแก้ไขปัญหามลพิษในพื้นที่มาบตาพุด


สถานการณ์ปัญหามลพิษทางน้ำ
  1. คุณภาพน้ำผิวดิน
  2. คุณภาพน้ำใต้ดิน
  3. คุณภาพน้ำทะเล
  4. การจัดการน้ำเสียชุมชน
  5. การใช้น้ำประปาชุมชน
สถานการณ์ปัญหาทรัพยากรชายฝั่งทะเล
  1. ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล
  2. ปัญหาป่าชายเลน
สถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม
  1. คุณภาพสิ่งแวดล้อมทางทะเลบริเวณนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด
  2. คุณภาพน้ำคลองสาธารณะในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด

1. สถานการณ์ปัญหามลพิษทางน้ำ

1. คุณภาพน้ำผิวดิน บริเวณพื้นที่มาบตาพุด มีคลองชากหมาก ซึ่งเป็นคลองสาธารณะที่ผ่านพื้นที่ชุมชนและนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด มีแนวโน้มปัญหาคุณภาพน้ำเนื่องจากมีการระบายน้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัด จากโรงงานอุตสาหกรรมลงสู่คลองเป็นจำนวนมาก ทำให้อาจเกินความสามารถ ในการรองรับมลพิษและการฟื้นฟูตัวเองของคุณภาพน้ำในคลอง นอกจากนี้ คลองสาธารณะในบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง เช่น คลองตากวน ก็พบปัญหาคุณภาพน้ำเช่นกัน โดยทั้งคลองชากหมากและ คลองตากวนมีการระบายออกสู่ทะเลในบริเวณใกล้เคียงกัน ซึ่งเป็นบริเวณน้ำนิ่งทำให้ส่งผลกระทบต่อ คุณภาพน้ำบริเวณชายฝั่งทะเล

ในปี 2550 กรมควบคุมมลพิษได้ทำการวิเคราะห์คุณภาพน้ำในคลอง อาทิ เช่น คลองชากหมาก คลองบางเบิด คลองบางกระพรุน คลองห้วยใหญ่ คลองน้ำหู คลองตากวนในพื้นที่ มาบตาพุด พบว่าคลองสาธารณะดังกล่าวมีการรับน้ำทิ้งทั้งจากชุมชนและโรงงานอุตสาหกรรม โดยมีค่าแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมดและแบคทีเรียกลุ่มฟีคอลโคลิฟอร์มมีค่าสูงกว่า 240,000 หน่วย (MPN ต่อ 100 มิลลิลิตร) ส่วนคลองที่รับน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม จะมีปริมาณของแข็งละลายน้ำรวม(TDS) ซึ่งมีค่าสูงมาก เช่น คลองบางเบิด 11,035 มิลลิกรัมต่อลิตร คลองชากหมาก 5,149 - 10,917 มิลลิกรัมต่อลิตร และคลองพยูน 2,462 มิลลิกรัมต่อลิตร คลองบางกระพรุน 2,480 มิลลิกรัมต่อลิตร เมื่อเทียบกับคลองน้ำหู ซึ่งเป็นคลองชลประทาน พบค่า TDS เพียง 301 มิลลิกรัมต่อลิตร โดยมีเพียงปากคลองพยูนเท่านั้นที่เป็นน้ำกร่อย แต่ยังมีค่า TDS ต่ำกว่าทุกปากคลองที่ตรวจสอบ ทั้งนี้ การปนเปื้อนของโลหะหนักยังไม่มีปัญหาส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

2. คุณภาพน้ำใต้ดิน จากผลการศึกษาการวิเคราะห์คุณภาพน้ำผิวดินของ ดร.อาภา หวังเกียรติ ในชุมชน 25 ชุมชน บริเวณพื้นที่มาบตาพุด เพื่อศึกษาการปนเปื้อนของโลหะหนักในบ่อน้ำตื้น โดยเก็บตัวอย่างน้ำจากบ่อน้ำตื้น 80 ตัวอย่าง ในระหว่างวันที่ 26-27 พฤศจิกายน 2548 และ ระหว่างวันที่ 4-5 กุมภาพันธ์ 2550 พบว่า ปริมาณธาตุองค์ประกอบที่มีปริมาณสูง ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม เหล็ก สังกะสี และแมงกานีส ซึ่งเป็นธาตุองค์ประกอบหลักของดินและสภาพทางธรณีในบริเวณนั้น ทั้งนี้ พบว่าโลหะหนักที่มีปริมาณสูงเกินค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดินสำหรับอุปโภค และบริโภคในบริเวณพื้นที่ชนบท คือ สารตะกั่ว และแคดเมี่ยม

จากการตรวจสอบของกรมควบคุมมลพิษในเดือนเมษายน 2550 พบคุณภาพน้ำในบ่อบาดาลที่มีความลึกประมาณ 100 เมตร พบว่า บางแห่งมีสาร VOCs เช่น Toluene 1,1,2-Trichloloethane Ethylbenzene m,p Xylene และ 1,4-Dichlorobenzene ปนเปื้อนแต่ปริมาณที่พบมีค่าต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำใต้ดินตามประกาศ กก.วล. ฉบับที่ 20 พ.ศ. 2543 และมีบางบ่อมีปริมาณสังกะสีเกินเกณฑ์มาตรฐานและมีเหล็กค่อนข้าสูง ส่วนบ่อน้ำตื้น ความลึกประมาณ 5 พบ VOCs เช่น Toluene Ethylbenzene m,p Xylene o-Xylene และ 1,4-Dichlorobenzene ปนเปื้อนแต่มีค่าต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำใต้ดินเช่นกัน และพบบางแห่งมีปริมาณสารโลหะหนัก ได้แก่ ตะกั่ว แมงกานีส สารหนู และเซเลเนียม เกินเกณฑ์มาตรฐานฯ

3. คุณภาพน้ำทะเล ในบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลมาบตาพุดโดยทั่วไปอยู่ในเกณฑ์ มาตรฐาน แต่มีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากกิจกรรมบนพื้นที่ชายฝั่งในระดับที่รุนแรงได้ ทั้งจากอุตสาหกรรมที่มีอยู่เป็นจำนวนมากและชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ โดยคุณภาพน้ำทะเลในบางสถานีมีบางพารามิเตอร์มีค่าเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐาน เช่น ฟอสเฟต (94-354 ไมโครกรัม/ลิตร) สารหนู (24 ไมโครกรัม/ลิตร) และคุณภาพน้ำทะเลบริเวณปากคลองสำคัญที่มีการระบายน้ำทิ้งลงทะเล มีบางพารามิเตอร์เกินค่ามาตรฐาน เช่น ฟอสเฟต มีค่าเกินทุกสถานี (769-4,031 ไมโครกรัม/ลิตร) ออกซิเจนละลายน้ำ (-3.4 มิลลิกรัม/ลิตร) ไนเตรต (69.4-5,041 ไมโครกรัม/ลิตร) ส่วนปริมาณ โลหะในตะกอนดิน และโลหะหนักในสิ่งมีชีวิตไม่เกินค่าเสนอแนะและมาตรฐาน ที่กำหนด
 
สถานีเก็บตัวอย่างน้ำทะเล ฯ

การตรวจวัดคุณภาพน้ำทะเลบริเวณนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง

1. คุณภาพน้ำทะเลบริเวณนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด วันที่ 2 - 4 เมษายน 2550 รายละเอียด : 34 KB ]
2. คุณภาพน้ำทะเลบริเวณนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด วันที่ 14 - 16 เมษายน 2550 รายละเอียด : 53 KB ]

4. การจัดการน้ำเสียชุมชน เทศบาลเมืองมาบตาพุดมีระบบบำบัดน้ำเสียรวม ชนิดบ่อเติมอากาศ (Aerated Lagoon) ความสามารถในการรองรับน้ำเสีย 15,000 ลบ.ม./วัน ส่วนระบบรวบรวมน้ำเสียเป็นชนิดท่อระบายรวม (Combined sewer) รวมความยาว 10,350 เมตร มีสถานีสูบ 13 สถานี ปัจจุบัน มีน้ำเสียเข้าระบบฯ ประมาณ 1,000 ลบ.ม./วัน คิดเป็นร้อยละ 6.7 ของความสามารถในการรองรับน้ำเสียของระบบฯ โดยมีพื้นที่ให้บริการที่มีการรวบรวมน้ำเสีย 25 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 15 ของพื้นที่เทศบาล ครอบคลุมประชากรร้อยละ 30 ของประชากรทั้งหมด ผลการวิเคราะห์คุณภาพน้ำเสียก่อนเข้าระบบฯ และน้ำทิ้งออกจากระบบฯพบว่ามีค่าอยู่ในเกณฑ์ มาตรฐานฯ ทั้งนี้การดำเนินงานของระบบในปัจจุบันมีปัญหาเรื่องการควบคุมการทำงานของระบบสูบน้ำเสียมีความยุ่งยาก เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศที่เป็นลูกคลื่นและระบบท่อแขนงไม่สามารถ รวบรวมน้ำเสียเข้าสู่ท่อรวบรวมน้ำเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในปี 2551 ได้มีโครงการแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยแล้ว

5. การใช้น้ำประปาชุมชน ในเทศบาลเมืองมาบตาพุดมีทั้งหมด 25 ชุมชน ใช้น้ำ ประปาจากสำนักงานประปาบ้านฉาง จำนวน 22 ชุมชน และใช้น้ำประปาจากเทศบาลนครระยอง จำนวน 3 ชุมชน ปัจจุบันประปาบ้านฉางมีการเดินท่อน้ำประปาหลักไปยังชุมชนในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ส่วนการต่อท่อน้ำประปาเข้าไปในชุมชนเป็นความรับผิดชอบของแต่ละชุมชนที่ต้องดำเนินการเอง ซึ่งขณะนี้ ประปาบ้านฉางผลิตน้ำประปาได้ 400,000 ลบ.ม./เดือน เพียงพอสำหรับให้บริการชุมชนจำนวน 22 ชุมชน อย่างไรก็ตาม ยังมีพื้นที่บางส่วนที่อยู่ห่างไกลจากแนวท่อน้ำประปาหลักและไม่คุ้มค่าในการเชื่อมต่อท่อ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวมีความเป็นไปได้ในการจะใช้น้ำบาดาลเพื่อทำประปาหมู่บ้าน ขณะนี้ กรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้มีการสำรวจพื้นที่แล้วและ การประปาส่วนภูมิภาคมีโครงการจัดทำระบบประปาในชุมชนซึ่งจะดำเนินการทั้งในปี 2550 และ 2551

2. สถานการณ์ปัญหาทรัพยากรชายฝั่งทะเล

1. ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยฝั่งตะวันออก มีแนวชายฝั่งยาว 485 กิโลเมตร ในพื้นที่ 5 จังหวัด คือ จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ในปัจจุบันชายฝั่งทะเลประสบปัญหาการถูกกัดเซาะในอัตราความรุนแรงแตกต่างกัน ก่อให้ เกิดความสูญเสียทรัพย์สินของประชาชนและทรัพย์สินของทางราชการ ทำให้เสียทัศนียภาพ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการท่องเที่ยวเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจต่อประชาชน จากการสำรวจของ กรมทรัพยากรธรณีในปี 2548 พบว่า จังหวัดระยอง ถือเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยต่อการกัดเซาะรุนแรง พื้นที่ที่สูญเสียจากการถูก กัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรง 422 ไร่ มูลค่าที่ดินที่สูญเสีย (ไร่ละ 5 ล้านบาท) 2,110 ล้านบาท พื้นที่เพาะเลี้ยงชายฝั่ง 3,188 ไร่/ 289 ครัวเรือน ซึ่งพื้นที่ชายฝั่งจังหวัดระยองมีความสำคัญด้านเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล เป็นพื้นที่ตั้งแหล่งอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และมีพื้นที่ ชุ่มน้ำที่สำคัญระดับนานาชาติตามอนุสัญญาแรมซาร์ : อุทยานแห่งชาติ เขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด

สาเหตุของการกัดเซาะชายฝั่งที่ทำให้เกิดการพังทลายโดยทั่วไปนั้น ประกอบด้วย (1) สาเหตุตามธรรมชาติ คือ การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล การพังทลายของหน้าผาลดลง ทำให้ปริมาณตะกอนทดแทนมีปริมาณน้อย ปริมาณตะกอนจากทะเลที่พัดพาเข้าสู่ฝั่งลดลง คลื่นลมรุนแรง ผิดปกติ กระแสน้ำมีการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ ทิศทางของคลื่นเปลี่ยนแปลง และปริมาณฝนตกที่มากกว่าปกติ (2) สาเหตุจากการกระทำของมนุษย์ที่ทำให้เกิดการพังทลายของชายฝั่ง ประกอบด้วย การสร้างเขื่อนหรือฝายกั้นแม่น้ำรวมถึง การดูดทรายในแม่น้ำเพื่อใช้ในการก่อสร้างและเพื่อการถมที่ การสร้างกำแพงกันคลื่น (seawall) เขื่อนดักตะกอน (groin) เขื่อนหินทิ้ง (revetment) และแนวหินทิ้ง (riprap) การก่อสร้างกำแพงปากแม่น้ำ (jetty) ทำให้ตะกอนถูกส่งออกไปไกลจากบริเวณชายฝั่งมากกว่าปกติ การก่อสร้างท่าเทียบเรือบริเวณชายฝั่ง ทำให้เกิดร่องน้ำลึก (ช่องทางเดินเรือ) ที่ขวางกั้นการไหลของตะกอนบริเวณชายฝั่ง รวมถึงสิ่งก่อสร้างบริเวณท่าเรือ เช่น สะพานเทียบเรือ ขนถ่ายสินค้าเป็นสิ่งกีดขวางการพัดพาของกระแสน้ำและตะกอนบริเวณชายฝั่ง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ของทิศทางคลื่นด้วย และการถมสร้างชายหาดเทียม (beach nourishment) ซึ่งต้องมีการขุดทรายในทะเลจากสถานที่หนึ่งมาถมในบริเวณชายหาด ทำให้เกิดหลุมลึก เป็นการเร่งให้เกิดการไหลของตะกอนมาเติมเต็มในหลุม และมีผลต่อเนื่องถึงการพังทลายของชายฝั่งบริเวณใกล้เคียง

2. ปัญหาป่าชายเลน พื้นที่ป่าชายเลนในเขตภาคตะวันออก ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด และฉะเชิงเทรา จากการสำรวจภาคสนามและจากการแปลภาพถ่ายดาวเทียมพบว่าปี พ.ศ.2518 มีทั้งสิ้น 306,250 ไร่ ในปี พ.ศ.2547 มีพื้นที่เหลืออยู่ประมาณ 142,181.25 ไร่ มีอัตราการลดลงร้อยละ 54 แต่ถ้าเปรียบเทียบปี พ.ศ.2545 กับ ปี พ.ศ.2547 มีอัตราการเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 36 (ตารางที่ 4) การที่พื้นที่ป่าชายเลนมีจำนวนลดลงจากอดีตอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากมีการส่งเสริมให้เปลี่ยนแปลงป่าชายเลนเสื่อมโทรมเป็นนาเลี้ยงกุ้งเป็นส่วนใหญ่นอกเหนือ จากปรากฏการณ์ธรรมชาติ ส่วนในปัจจุบันพื้นที่ป่าชายเลน มีจำนวนเพิ่มขึ้น น่าจะมีเหตุผลมาจาก ชุมชนในพื้นที่มองเห็นความสำคัญของทรัพยากรป่าชายเลนและช่วยกันฟื้นฟูสภาพพื้นที่ป่าชายเลน

ตาราง แสดงพื้นที่ป่าชายเลนในเขตภาคตะวันออก

ที่มา : ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก, 2548

 
การดำเนินงานแก้ไขปัญหามลพิษในพื้นที่มาบตาพุด
2550
   
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

สำนักจัดการคุณภาพน้ำ
กรมควบคุมมลพิษ
ข้อมูลเพิ่มเติม : โทรศัพท์ 0 2298 2216
E-mail : chayawee(dot)w(at)pcd(dot)go(dot)th





หน้าแรก | เกี่ยวกับคพ. | ข้อมูลและบริการ | ประชาสัมพันธ์ | ดาวน์โหลด | ติดต่อเรา | Site Map Switch to PCD English home page
Copyright © 2004 by Pollution Control Department. All rights Reserved.