แนวทางการนำ “ของเสีย”จากกระบวนการฆ่าสัตว์ไปใช้ประโยชน์

“ของเสีย” (ตาม พรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ 2535) หมายความว่า ขยะมูลฝอย สิ่งปฏิกูล น้ำเสีย อากาศเสีย มลสาร หรือวัตถุอันตรายอื่นใด ซึ่งถูกปล่อยทิ้งหรือมีที่มาจากแหล่งกำเนิดมลพิษ รวมทั้งกากตะกอนหรือสิ่งตกค้างจากสิ่งเหล่านั้นที่อยู่ในสภาพของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซ

   โรงฆ่าสัตว์ของเทศบาลต่างๆ ทั่วประเทศ ส่วนมากสัตว์ที่นำมาฆ่าจะเป็นสุกร มีจำนวนสุกรที่นำมาฆ่าแต่ละโรงประมาณ 70 - 150 ตัว/วัน และมีโรงฆ่าสัตว์บางแห่งมีการฆ่าโคและกระบือ ซึ่งมีจำนวนค่อนข้างน้อย คือประมาณวันละ 1 - 2 ตัว/วัน ในระหว่างปี พ.ศ. 2544 - 2545 กรมควบคุมมลพิษได้สำรวจของเสียจากโรงฆ่าสัตว์ พบว่าของเสียที่เกิดขึ้น ได้แก่ น้ำเสีย และกากของเสีย ซึ่งน้ำเสียจะนำเข้าสู่ระบบบำบัดน้ำเสียในส่วนกากของเสียยังไม่มีระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร โดยเทศบาลบางแห่งรวบรวมเก็บขนไปกำจัดร่วมกับขยะ มูลฝอยทั่วไปของเทศบาลและเทศบาลบางแห่งมีการปล่อยกากของเสียออกสู่สิ่งแวดล้อมอันนำมาซึ่งปัญหามลพิษทางสิ่งแวดล้อมปัญหาแหล่งเพาะพันธุ์ของเชื้อโรคและปัญหาทางทัศนียภาพต่างๆ เป็นต้น ดังนั้นเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาจากของเสียดังกล่าว เทศบาลต่างๆทั่วประเทศจึงจำเป็นต้องจัดหาวิธีการจัดการของเสียที่เหมาะสมต่อไป

การนำ“น้ำเสีย”จากกระบวนการฆ่าสัตว์ไปใช้ประโยชน์

 น้ำเสียที่จะนำไปใช้ประโยชน์ใหม่ต้องปรับปรุงคุณภาพน้ำก่อนโดยต้องรวบรวมเข้าสู่ระบบบำบัดน้ำเสีย เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพอนามัยของผู้เกี่ยวข้อง และป้องกันผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นตามมา สำหรับวิธีการนำไปใช้ประโยชน์ใหม่มีหลากหลายตามความเหมาะสม เช่น การนำไปรดต้นไม้ การนำกลับไปล้างคอกพักสัตว์ หรือรถยนต์ขนส่งสัตว์มายังคอกพัก เป็นต้น

การนำ“กากของเสีย”จากกระบวนการฆ่าสัตว์ไปใช้ประโยชน์

ลักษณะปริมาณกากของเสียจากโรงฆ่าสัตว์ของเทศบาลต่างๆ

จากการสำรวจ พบว่า สุกรเมื่อเข้าสู่กระบวนการฆ่าสัตว์จนได้ผลิตภัณฑ์ที่พร้อมนำไปจำหน่ายนั้นจะเกิดปริมาณของเสียประมาณ 2.8 - 4.3 กก./ตัว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิธีการเตรียมสุกรก่อนฆ่าและวิธีการฆ่าในแต่ละโรงฆ่าสัตว์ กากของเสียที่มีสัดส่วนปริมาณมากที่สุดคือ มูลจากลำไส้และเศษอาหารในกระเพาะ (ดังรูปที่ 1)

รูปที่ 1 แสดงลักษณะของกากของเสียที่เกิดขึ้นจากการฆ่าสุกร 1 ตัว

1. การนำกากของเสียจากโรงฆ่าสัตว์ไปใช้ประโยชน์ในการเลี้ยงปลา

1.1. การเตรียมบ่อเพื่อเลี้ยงปลา
  • ชนิดของปลาที่เหมาะสมแก่การเลี้ยง ควรมีทั้งกลุ่มกินเศษอาหาร (ปลาหมอไทย ปลาดุก ปลานิล ปลาสวาย ฯลฯ) และกลุ่มกินแพลงค์ตอนพืชและแพลงค์ตอนสัตว์ (ปลาไน ปลายี่สกเทศ ปลาตะเพียนแดง ปลาซ่ง ปลานวลจันทร์ ปลาจีน ฯลฯ) ในอัตราส่วน 1:4 ตามลำดับ
  • ควรมีการเตรียมบ่อก่อนทำการปล่อยลูกปลาประมาณ 7 - 10 วัน โดยหลังจากเตรียมบ่อด้วยการโรยปูนขาวและตากบ่อแล้ว ให้นำน้ำเข้าบ่อประมาณ 20 - 30 เซนติเมตร นำกากของเสียจากมูลสุกรมาหมักร่วมกับกองฟาง หรือหญ้าและปูนขาวในอัตราส่วน 8:8:0.2 โดยอาจทำเป็นคอกไว้ที่มุมบ่อ 2 ด้าน (รูปท ี่2) ทิ้งไว้ประมาณ 3 - 5 วัน หรือสีของน้ำเป็นสีชาหรือสีน้ำตาล ซึ่งเกิดจากการย่อยอินทรียสารของจุลินทรีย์ จึงเพิ่มระดับน้ำ เป็น 0.5 ม. ทิ้งไว้ประมาณ 5 - 7 วัน น้ำจะเปลี่ยนเป็นสีเขียว เพราะมีสาหร่ายเซลล์เดียวขนาดเล็ก เรียกว่า แพลงค์ตอนพืชซึ่งใช้เป็นอาหารของปลาได้ จึงนำลูกปลามาปล่อย ดังตารางที่ 1

ตารางที่ 1

พื้นที่บ่อ
(ไร่)
จำนวนปลา
(ตัว/ไร่ )
ขนาดปลา
(ซม./กรัม)
จำนวนปลา
(ตัว/บ่อ)
กากของเสียสุกร
(กก./วัน )
ผลผลิต
(กก./ไร่ )
10
ตะเพียน
20%
3 - 5 ซม.
(3 - 5 กรัม)
2000
2 กก.
ครั้งแรก
เพิ่มครั้งละ 2 กก.
วันเว้นวัน
5,000 - 7,000
สวาย
20%
2000
จีน (ลิ่นฮื้อ)
40%
4000
ยี่สกเทศ
10%
1000
นิล
10%
1000
รวม 100%
10000

1.2. การให้อาหาร
    1.2.1.) กากของเสียจากโรงฆ่าสัตว์
    - ปริมาณที่ให้อาหารวันแรก 2 กก. และเพิ่มทวีคูณวันละ 2 กก. วันเว้นวัน และควรทำที่ให้อาหาร เช่น ใส่กระบะอาหารคล้ายยอกุ้งแขวนหรือวางที่มุมบ่อ (รูปที่ 3)

    1.2.2.) ปุ๋ยหมักกากของเสียเพื่อเพิ่มอาหารธรรมชาติในบ่อ
    - สามารถทำได้โดยสร้างคอกหมักกากของเสียเป็นการเฉพาะ วัสดุที่ใช้ในการหมัก ได้แก่ กากของเสียจากโรงฆ่าสัตว์ 8 ส่วน ฟาง/หญ้า 8 ส่วน และปูนขาว 0.2 ส่วน หมักทิ้งไว้ 3 - 5 วัน จึงนำไปใส่บ่อเลี้ยงปลา รายละเอียดดังตารางที่ 2

ตารางที่ 2

วิธีการคำนวณ ปริมาณอาหารหมัก
ที่ต้องใช้กรณีให้วันเว้นวัน1
(กก.)
ปริมาณกากของเสีย
(กก.)
จำนวนสุกรที่เข้าโรงฆ่าสัตว์2
(ตัว)
ฟาง/หญ้า
(กก.)
ปูนขาว
(กก.)
ต่อวัน
100
50
18
50
1.25
ต่อสัปดาห์
700
350
123
350
8.75
ต่อเดือน
3,000
1,500
525
1,500
37.5
ต่อปี

365,000

182,500
63,875
182,500
4,562.5

    หมายเหตุ
    1พิจารณาขนาดพื้นที่บ่อ 10 ไร่ และปริมาณการให้อาหาร 20 กก./ไร่
    2 สุกร 35 ตัว ก่อให้เกิดกากของเสียจากโรงฆ่าสัตว์ ประมาณ 100 กก.

รูปที่ 2 การแบ่งพื้นที่ให้อาหารของบ่อเลี้ยงปลา

รูปที่ 3 แสดงที่ใส่กากของเสียจากสุกร

1.3) การให้อาหารเสริม
  • การปลูกแหน โดยทำกรอบไม้ไผ่ที่ขอบบ่อโดยกั้นเป็นช่องๆ ( รูปที่ 2 ) เพื่อป้องกันไม่ให้แหนเจริญเติบโตปิดพื้นที่ผิวน้ำ เช่น อาจทำช่องละ 1 X 3 ตารางเมตร
  • การใส่มูลวัวหรือมูลไก่แห้ง สัปดาห์ละ 20 กก./ไร่

   การสังเกตปริมาณแพลงค์ตอนพืชอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากหากแพลงค์ตอนพืชเกิดมากเกินไปจะดึงเอาออกซิเจนจากน้ำไปมากเกินทำให้ปลาตายได้ ทั้งนี้ปริมาณแพลงค์ตอนพืชที่เหมาะสมสังเกตได้จากสีของน้ำควรเป็นสีเขียวจาง (ในระดับที่มองไม่เห็นก้นบ่อ) หรือใช้เครื่องมือตรวจวัดที่เรียกว่า Sacchidisk เกษตรกรสามารถทำได้เองโดยใช้แผ่นไม้ตัดเป็นวงกลมแล้วทาสี ขาว - ดำ ตามแบบ

โดยใช้ด้านล่างถ่วงกับตะกั่ว ด้านบนใช้ไม้หรือเชือกทาสีเป็นระยะห่างกัน 10 เซนติเมตร เพื่อใช้วัดโดยปล่อยแผ่นไม้ลงในน้ำแล้วค่อยๆ ดึงเชือกหรือแท่งไม้ขึ้นมาและหยุดเมื่อมองเห็นสีขาวที่แผ่นวงกลมแล้วใช้มือจับระดับเชือกหรือไม้ที่ผิวน้ำจะทำให้ทราบความลึกของน้ำหรือความเข้มสีน้ำที่เหมาะสม คือ 30 - 40 เซนติเมตร ถ้าได้ค่า 20 เซนติเมตร หรือน้อยกว่านี้ แสดงว่าสีน้ำเข้มไปควรมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำ แต่ถ้าได้ 60 เซนติเมตร หรือความเข้มข้นสีน้ำจางแสดงว่ามีแพลงค์ตอนพืชน้อยอาจมีอาหารไม่เพียงพอสำหรับปลาควรเพิ่มปริมาณปุ๋ยหมัก ถ้าสีน้ำเป็นสีเขียวเข้มต้องถ่ายน้ำออกและเติมน้ำใหม่เข้ามาหรือช่วงเวลาหลังเที่ยงคืนถึงเช้ามืดปริมาณออกซิเจนในน้ำจะต่ำอาจใช้เครื่องเป่าลมเพิ่มออกซิเจนในน้ำ เป็นต้น

2. การนำของเสียจากโรงฆ่าสัตว์ไปใช้ประโยชน์ในการเพาะเลี้ยงไรแดง
  ไรแดงเป็นสัตว์น้ำ จำพวก Crustacean ที่มีขนาดเล็ก พบอาศัยอยู่ทั่วไปในแหล่งน้ำธรรมชาติ และได้ถูกนำมาใช้เป็นอาหารสำหรับการเลี้ยงลูกปลาวัยอ่อน ไรแดงแต่ละตัวจะมีอายุประมาณ 4 - 6 วัน ไรแดง 1 แม่พันธุ์ สามารถให้ลูกได้ถึง 5 รุ่น หรือเฉลี่ย 15 ตัว/แม่พันธุ์ การเจริญเติบโตของไรแดงจากตัวอ่อนจนเป็นตัวเต็มวัยใช้เวลา 20 - 28 ชั่วโมง อาหารของไรแดงส่วนมากเป็นพวกบัคเตรี และแพลงค์ตอน


2.1.) ผลการศึกษาทางวิชาการเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงไรแดง
วิธีการเพาะเลี้ยงไรแดงในบ่อที่ได้ทดลองโดยนักวิชาการและประสบผลสำเร็จมาแล้วมีด้วยกันหลายวิธี เช่น การใช้ปุ๋ยมูลสัตว์ เลือดสัตว์ กากถั่ว และอาหารปลาอัดเม็ดสูตร สปช. ซึ่งแต่ละวัสดุที่ใช้มีวิธีการดำเนินการตามขึ้นตอนดังนี้


2.1.1.) การใช้ปุ๋ยมูลสัตว์ ปุ๋ยมูลสัตว์ที่นิยมใช้กันทั่วๆ ไป ได้แก่มูลไก่ มูลวัวและมูลสุกร แต่จากการทดลองเพาะไรแดงในถังซีเมนต์กลมโดยใช้มูลสัตว์ทั้ง 3 ชนิด ดังกล่าวปรากฏว่ามูลไก่ได้ผลดีที่สุด โดยมีวิธีดำเนินการดังนี้
  • สูบน้ำจากบ่อลงในถังซีเมนต์กลมให้ระดับน้ำสูงจากพื้นบ่อประมาณ 40 เซนติเมตร
  • เติมปุ๋ยมูลไก่แห้งลงในบ่อในอัตราส่วน 1.75 กรัม/ลิตร
  • หลังจากเติมน้ำมูลไก่แห้งลงในบ่อแล้วประมาณ 2 - 3 วัน เติมเชื้อไรแดงลงในบ่อปริมาณ 5 กรัม/ตารางเมตร (น้ำหนักไรแดงเปียก)
  • ไรแดงจะเริ่มมีปริมาณมากในวันที่ 3 - 4 หลังจากเติมเชื้อไรแดงลงในบ่อ
2.1.2.) การใช้อาหารเม็ดสูตร สปช.,วิรัตดา (2526) ได้ทดลองเพาะไรแดงในบ่อซีเมนต์ ขนาด 50 ตารางเมตร โดยใช้อาหารเม็ดสูตร สปช. ซึ่งมีส่วนประกอบของปลาป่น 16%, กากถั่วลิสงป่น 24%, กากถั่วเหลืองป่น 14%, รำละเอียด 30%, ปลายข้าว 15%, วิตามินแร่ธาตุ 1% โดยมีขั้นตอนในการดำเนินงานดังนี้
  • เติมน้ำบาดาลลงในบ่อซีเมนต์ซึ่งวิดตากแห้งแล้ว 1 วันให้มีระดับน้ำสูงจากพื้นบ่อ 20 เซนติเมตร
  • ใส่อาหารเม็ดสูตร สปช. 2 ลงในบ่อ (โรยอาหารเม็ดให้ทั่วพื้นบ่อ) ในอัตราส่วน 140 กรัม/ตารางเมตร ทิ้งไว้ 1 คืน
  • ใส่ไรแดงลงในบ่อจำนวน 250 กรัม หรือ 5 กรัม/ตารางเมตร ทิ้งไว้ 1 คืน เติมน้ำเพิ่มสูงขึ้นอีก 20 เซนติเมตร
  • หลักจากเพิ่มน้ำลงในบ่อแล้ว 3 วัน ไรแดงจะเริ่มมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น
2.1.3.) การใช้เลือดสัตว์, ผะอบ (2511) ได้ทดลองเพาะไรแดงโดยใช้เลือดสัตว์ ดินสวน และน้ำ ประกอบเป็น stock culture medium ในบ่อซีเมนต์ขนาด 4 - 5 ตารางเมตร โดยใช้เลือดสัตว์ 1 ลิตร + ดินสวน 910 กรัม + น้ำ 5 ลิตร เตรียมทิ้งไว้ 3 วัน นำมากรองและเติมน้ำบาดาลลงไปให้มีความเข้มข้น 1:20 (stock culture medium 1 ส่วน + น้ำบาดาล 20 ส่วน) และปล่อยไรแดงลงไปในบ่อๆ ละ 1,000 ตัว

2.1.4.) การเพิ่มผลผลิตไรแดงในบ่อซีเมนต์
ศึกษาการเพาะเลี้ยงไรแดงในบ่อซีเมนต์ขนาด 50 ตารางเมตร ระดับน้ำสูงจากพื้นก้นบ่อ 30 - 40 เซนติเมตร รักษาคุณภาพของน้ำให้เหมาะสม คือ อุณหภูมิ (Temperature) 25 - 30 องศาเซลเซียส, สีของน้ำ (Color) เป็นสีเขียวใส, ความโปร่งใส (Transparency) 15 - 20 เซนติเมตร, ค่าความเป็นกรด - ด่าง (pH) 8.5 - 9.5 มิลลิกรัมต่อลิตร มีปริมาณออกซิเจนละลายอยู่ในนั้น (DO) 2.0 - 3.0 มิลลิกรัมต่อลิตร และสุดท้ายความเค็ม (Salinity) ต้องไม่เกิน 1 ส่วนในพัน จากนั้น 3 - 5 วัน เก็บเกี่ยวผลผลิตไรแดง 50 เปอร์เซ็นต์ เติมอินทรีย์วัตถุ 50 เปอร์เซ็นต์ ของการเติมครั้งแรกทุก 4 วัน และถ่ายน้ำเข้าออก 10 เซนติเมตร ทุก 7 วัน
จากผลการศึกษา พบว่า การผลิตไรแดงให้ได้ปริมาณมากสามารถทำได้โดยใช้อินทรีย์วัตถุร่วมกับปุ๋ยอนินทรีย์ อินทรีย์วัตถุที่ใช้คือ ปลาป่น (1,000 กรัม) กากถั่วเหลือง/ถั่วลิสง (300 กรัม) และรำละเอียด (2,500 กรัม) สำหรับปุ๋ยอนินทรีย์ทั้งนี้ที่ใช้คือ ปุ๋ย NPK สูตร 15-15-15 (200 กรัม) และปุ๋ยยูเรีย สูตร 45-0-0 (70 กรัม) ทั้งนี้อินทรีย์วัตถุทั้ง 3 ชนิดต้องนำไปหมักในภาชนะเฉพาะนานประมาณ 24 - 50 ชั่วโมง และกระจายอินทรีย์วัตถุให้ทั่วบ่อทิ้งไว้ 8 ชั่วโมง ก่อนเติมเชื้อไรแดง (ประมาณ 250 กรัม)

2.2.) การประยุกต์นำกากของเสียจากโรงฆ่าสัตว์ไปเพาะเลี้ยงไรแดงในบ่อซีเมนต์
   การนำกากของเสียจากโรงฆ่าสัตว์ไปเพาะเลี้ยงไรแดง สามารถดำเนินการเหมือนกับการเพาะเลี้ยงไรแดงทั่วไป โดยเพิ่มเติมการนำกากของเสียจากโรงฆ่าสัตว์ ได้แก่ มูลจากลำใส้/เศษอาหารในกระเพาะ น้ำเลือด เศษเครื่องในและพังผืด มาหมักเพื่อเป็นอาหารผสมในการเพาะเลี้ยงไรแดง และในการหมักต้องผสมกากของเสีย 11 ส่วน หญ้า/ฟาง 1 ส่วน:น้ำ 2 ส่วน:ปูนขาว 0.2 ส่วน หมักทิ้งไว้ประมาณ 2 - 3 วัน จะได้อาหารหมักสำหรับนำไปใช้เป็นอาหารแพลงค์ตอนพืช จากนั้นนำไปผสมกับปุ๋ยอนินทรีย์และเชื้อน้ำเขียวในบ่อเลี้ยงไรแดง ทิ้งไว้ 3 วัน ก่อนนำแม่พันธุ์ไรแดงลงไปเพาะเลี้ยง สำหรับวิธีการเพาะเลี้ยงไรแดงตามหลักวิชาการสามารถขอข้อมูลและคำปรึกษาเพิ่มเติมได้ที่ กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือประมงจังหวัดทุกแห่ง

3. การนำกากของเสียจากโรงฆ่าสัตว์ไปทำปุ๋ยหมักอินทรีย์
   กากของเสียที่จะนำมาใช้ปุ๋ยหมักอินทรีย์ ได้แก่ มูลสัตว์จากคอกพัก เศษอาหารในกระเพาะและลำไส้ สำหรับการทำปุ๋ยหมักมีวิธีเหมือนกับการทำปุ๋ยหมักจากเศษพืช (เช่น ฟางข้าว เศษและซังข้าวโพด เศษต้นถั่ว เศษต้นอ้อย เป็นต้น) กับมูลสัตว์ทั่วไป ดังนี้ (รูปที่ 4)

  • การเลือกสถานที่กองปุ๋ยหมัก ตั้งอยู่ใกล้แหล่งกำเนิดของเศษพืชและแหล่งน้ำ มีพื้นที่เพียงพอในการทำปุ๋ยหมัก และไม่ควรมีน้ำขัง
  • ลักษณะกองปุ๋ยหมัก มีทั้งกองบนพื้นและกองในหลุม อาจกำหนดให้มีความกว้างประมาณ 3 เมตร สูงประมาณ 1 - 1.5 เมตร ความยาวให้พิจารณาตามความเหมาะสม การจัดแบ่งวัสดุหมัก จะจัดแบ่งเป็นชั้นๆ สลับไปมาระหว่างเศษพืชและกากของเสีย
  • วัสดุที่ใช้ในการทำปุ๋ยหมัก หากใช้เศษพืชกับกากของเสีย ควรใช้อัตราส่วน เศษพืช 100 ส่วน ต่อกากของเสียประมาณ 20 ส่วน
  • การดูแลกองปุ๋ยหมัก ควรกลับกองปุ๋ยหมักประมาณ 7 - 10 วันต่อครั้ง และรักษาความชื้อกองปุ๋ยหมักให้อยู่ในระดับ 50 - 70 เปอร์เซ็นต์ (สอดมือเข้าไปในกองปุ๋ยหมัก จะชื้นแต่ไม่แฉะ) โดยการรดน้ำอย่างสม่ำเสมอหรือใช้วัสดุบางประเภทปิดคลุ่มบนกองปุ๋ยหมัก เพื่อลดการระเหยของน้ำ เช่น แผ่นพลาสติก ใบทางมะพร้าวแห้ง เป็นต้น
  • การพิจารณาปุ๋ยหมักที่เหมาะแก่การนำไปใช้ประโยชน์ ควรมีธาตุอาหารพืชพอสมควร และเมื่อใส่ลงดินแล้ว ไม่ทำให้พืชเป็นอันตราย โดยสังเกตว่าจะมีสีน้ำตาลเข้มจนถึงสีดำ อ่อนนุ่มและยุ่ยหรือขาดออกจากกันได้ง่าย กลิ่นจะไม่เหม็น อุณหภูมิในกองปุ๋ยใกล้เคียงกับอุณหภูมิภายนอก บางครั้งอาจสังเกตว่ามีพืชเจริญเติบโตในกองปุ๋ยได้ ในส่วนเกณฑ์เบื้องต้นในการพิจารณาคุณภาพปุ๋ยหมักมีดังนี้ คือ
  • อัตราส่วนสารประกอบคาร์บอนต่อไนโตรเจน (C/N ratio) ไม่มากกว่า 20 : 1
  • เกรดปุ๋ยไม่ควรต่ำกว่า 0.5 - 0.5 - 1.0 (% ของ N, P2 O5,K2O ตามลำดับ)

หมายเหตุ : ประมาณการจากข้อมูลทางวิชาการ หากนำไปใช้จริงสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม โดยสังเกตจากลักษณะสีของน้ำเขียวในบ่อเพาะเลี้ยงไรแดง

  • ความชื้นของปุ๋ยหมักไม่ควรมากกว่า 35 - 40 % (โดยน้ำหนัก)
  • ปริมาณอินทรีย์วัตถุประมาณ 25 - 50 % (โดยน้ำหนัก)
  • ความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ประมาณ 6.0 - 7.5
  • ไม่ควรมีวัสดุเจือปนอื่นๆ

รูปที่ 4 แสดงลักษณะเบื้องต้นกองปุ๋ยหมักกากของเสียจากโรงฆ่าสัตว์กับเศษพืช

เรียบเรียงโดย นายรังสรรค์ ปิ่นทอง , นางพิศมัย สมสืบและนายพีรพัฒน์ พรชนะรัตน์


ส่วนลดและใช้ประโยชน์ของเสีย
สำนักจัดการกากของเสียและสารอันตราย

โทรศัพท์ 0 2298 2412 โทรสาร 0 2298 2424
E-mail : napawas(dot)b(at)pcd(dot)go(dot)th



กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม