|
โครงการการศึกษาผลกระทบการใช้สารอีเอ็ม(น้ำสกัดชีวภาพ)ในสิ่งแวดล้อม
|
| News date 26-Sep-2003 |
ข่าวสารสิ่งแวดล้อม ฉบับที่ 22/2546 ปัจจุบันชุมชนต่างๆได้ให้ความสนใจในการนำขยะย่อยสลายหรือวัสดุเหลือใช้ประเภทสารอินทรีย์กลับมาใช้ประโยชน์ในการผลิต "สารอีเอ็ม"หรือบางพื้นที่เรียก"น้ำสกัดชีวภาพ" หรือ "ขยะหอม" โดยมีวิธีการผลิตเริ่มจากนำขยะดังกล่าวมาคลุกเคล้ากับกากน้ำตาล (บางพื้นที่มีการเติมหัวเชื้อจุลินทรีย์) และหมักในสภาพไร้อากาศไว้ประมาณ 7 - 10 วัน ก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น บำบัดน้ำเสีย ทำปุ๋ยหรือสารไล่ศัตรูพืช ควบคุมกลิ่นเหม็นรำคาญ ทำความสะอาดสุขภัณฑ์ เป็นต้น ในปี พ.ศ.2544 กรมควบคุมมลพิษ ได้สำรวจการนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์ในการผลิตน้ำสกัดชีวภาพในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พัทยา และเทศบาลทั่วประเทศ พบว่ามีปริมาณประมาณ 1,900 - 2,000 ตันต่อปี และขณะนี้ได้มีหลายพื้นที่ให้ความสนใจที่จะดำเนินการมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ในการดำเนินงานที่ผ่านมายังขาดการศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบจากการผลิตและใช้น้ำสกัดชีวภาพในสิ่งแวดล้อม อาทิ ผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย ผลกระทบต่อดินและแหล่งน้ำเมื่อนำมาใช้ทางการเกษตรกรรม ผลกระทบต่อแหล่งน้ำเมื่อใช้บำบัดน้ำเสีย เป็นต้น กรมควบคุมมลพิษ จึงมอบหมายให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดำเนินการศึกษาโครงการการศึกษาผลกระทบการใช้สารอีเอ็มในสิ่งแวดล้อม ปีงบประมาณ 2546 โดยมีระยะเวลาดำเนินงานจำนวนทั้งสิ้น 180 วัน (นับจากเดือนมีนาคม 2546) ประกอบด้วย การศึกษารวบรวมข้อมูลทั้งในประเทศและต่างประเทศ การสำรวจภาคสนาม การศึกษาวิจัยในห้องปฏิบัติการ และการวิเคราะห์/ประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งเสนอแนะแนวทางการผลิตและใช้น้ำสกัดชีวภาพที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ ซึ่งได้มีการจัดสัมมนาเพื่อนำเสนอผลการศึกษาโครงการ และรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2546 เวลา 13.00 -16.30 น. ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 2 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผลการศึกษาในเบื้องต้น พบว่า 1. ผลกระทบด้านความปลอดภัยต่อสุขภาพ ในกระบวนการผลิตของชุมชนต่างๆจะมีสภาพที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ แต่ให้ระมัดระวังเกี่ยวการปนเปื้อนเข้าสู่ร่างกายของเชื้อโรคจากวัตถุดิบที่อาจบูดเน่า (ปกติจะใช้วัตถุดิบที่ยังไม่บูดเน่า) ในส่วนการนำไปใช้ประโยชน์จากข้อมูลสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข ไม่พบเชื้อโรค Pathogens และเชื้อ Escherichia coli ( E.coli) ในน้ำสกัดชีวภาพ เนื่องจากในขั้นตอนการหมัก จะมีสภาพเป็นกรดอ่อน (pH 3-5) มีอุณหภูมิค่อนข้างสูง (ประมาณ 50-60 องศาเซลเซียส) และมีระยะเวลาการหมักค่อนข้างนานซึ่งไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อโรค 2. ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม - ผลกระทบจากกลิ่นที่เกิดจากการหมัก อาจเกิดขึ้นในขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบ ซึ่งสามารถ ป้องกันและแก้ไขโดยนำวัตถุดิบเข้าสู่สถานที่ผลิตในปริมาณพอดีกับกำลังการผลิตแต่ละครั้ง หรือเลือกสถานที่ผลิตให้ห่างไกลจากชุมชน ในส่วนระหว่างกระบวนการหมักและผลผลิตที่ได้จากการผลิตจะมีกลิ่นหอมอมเปรี้ยว ซึ่งได้มีการนำไปใช้ดับกลิ่นเหม็นจากคอกสัตว์ ห้องน้ำห้องส้วม แหล่งน้ำเน่าเสีย และกลิ่นไม่พึงประสงค์จากกองขยะ อย่างแพร่หลาย - ผลกระทบเมื่อใช้เพื่อการเกษตรกรรม ส่วนมากจะส่งผลดีต่อดินเพราะจุลินทรีย์ในน้ำสกัดชีวภาพ จะทำให้ดินมีสภาพร่วนขึ้นเหมาะสมแก่การเพาะปลูก แต่การนำไปใช้กับพืชควรทดลองเจือจางกับน้ำในสัดส่วนที่เหมาะสมแก่พืชแต่ละชนิดก่อน ในส่วนโลหะหนักที่พบในดินที่เติมน้ำสกัดชีวภาพ ได้แก่ ทองแดง และสังกะสี จะมีค่าต่ำกว่ามาตรฐานมาก และการชะล้างของโลหะหนักในดินไปสู่แหล่งน้ำใกล้เคียงจะมีค่าต่ำกว่ามาตรฐานมากเช่นกัน จึงไม่ก่อผลกระทบใดๆต่อแหล่งน้ำ สำหรับการนำไปใช้ในการป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืช สามารถใช้กับพืชผัก ไม้ผลและพืชไร่ โดยสมุนไพรที่ใช้น้ำสกัดต้องมีกลิ่นฉุน เช่น สะเดา ตะไคร้ ใบยาสูบ ฯลฯ และใช้น้ำสกัดสมุนไพรอัตรา 30-50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หากนำไปใช้กับต้นข้าวอาจฉีดพ่นหรือปล่อยให้ไหลไปกับน้ำที่ไหลเข้านาข้าวในอัตราส่วนเดียวกัน - ผลกระทบต่อแหล่งน้ำเมื่อใช้บำบัดน้ำเสีย จะส่งผลดีต่อแหล่งน้ำ เนื่องจากจุลินทรีย์ในน้ำสกัดชีวภาพจะช่วยให้เกิดการย่อยสลายอินทรียสารในน้ำเสียและช่วยดับกลิ่นของน้ำเสียได้ดี โดยน้ำสกัดชีวภาพที่ผลิตจากวัตถุดิบจำพวกสัตว์ มีความสามารถในการย่อยสลายอินทรียสารได้เร็วกว่าน้ำสกัดชีวภาพจากวัตถุดิบจำพวกพืช
Contact : สำนักจัดการกากของเสียและสารอันตราย (-) |