Connection Failure PCD : News
พ.ศ. 2559
พ.ศ. 2558
พ.ศ. 2557

อธิบดีกรมควบคุมมลพิษแถลงข่าวสถานการณ์มลพิษของประเทศไทย ปี 2557
รายละเอียดเพิ่มเติม :
คลิกที่นี่

ลงในเว็บไซต์วันที่ 23 ม.ค. 58

ข่าวสารสิ่งแวดล้อม

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ฉบับที่ ๑ /๒๕๕๘

วันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๕๘

อธิบดีกรมควบคุมมลพิษแถลงข่าวสถานการณ์มลพิษของประเทศไทย ปี ๒๕๕๗

วันที่ 23 ม.ค 2558 นายวิเชียร จุ่งรุ่งเรือง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ แถลงสถานการณ์มลพิษประเทศไทยปี 2557 ว่า ปัญหาขยะตกค้างมีจำนวนลดลง หลายพื้นที่มีการจัดการที่ดีขึ้น คุณภาพน้ำผิวดินแย่ลงและคุณภาพน้ำทะเลดีขึ้น ส่วนคุณภาพอากาศในพื้นที่ที่มีการจราจรหนาแน่นและโรงงานอุตสาหกรรม ยังเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาหลัก พร้อมจัด 10 อันดับข่าวเด่นมลพิษประจำปี 2557 ให้ข่าววิกฤติ ไฟไหม้บ่อขยะแพรกษา ขึ้นเป็นอันดับ 1

สถานการณ์ขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย

เมื่อปี 2556 กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ได้หยิบยกเรื่อง ขยะเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่น่าห่วงใย จากภาพของขยะที่กองทิ้งเป็นภูเขาอยู่ในสถานที่กำจัด ขยะถูกนำไปกองทิ้ง (open dump) ในพื้นที่ต่าง ๆ ไฟไหม้บ่อขยะ ที่เกิดขึ้นเป็นประจำ การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม และจากเหตุการณ์ไฟไหม้บ่อขยะที่แพรกษา จังหวัดสมุทรปราการ ได้ทำให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศให้ ?ขยะเป็นวาระแห่งชาติ สั่งการให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย คพ. จัดทำ Roadmap การจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย ซึ่ง คสช. เห็นชอบเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2557 เกิดเป็นแรงขับเคลื่อนให้ทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมดำเนินการ สรุปเป็นสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ดังนี้

มูลฝอยชุมชน

ขยะเก่า
ผลจากการจัดลำดับจังหวัดวิกฤตปัญหาการจัดการขยะมูลฝอยที่ คพ. ได้แถลงข่าวเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2557 ซึ่งปี 2556 มีปริมาณขยะมูลฝอยตกค้างสะสมทั่วประเทศ 28 ล้านตัน ประกอบกับการประกาศให้ ?ขยะเป็นวาระแห่งชาติ? และแรงขับเคลื่อนจากนโยบายรัฐบาล ในการมอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้กำกับดูแลการจัดการขยะมูลฝอยของจังหวัดในภาพรวม ทำให้ทุกจังหวัดมีความตระหนักถึงปัญหาขยะมูลฝอยในพื้นที่ และเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวตาม Roadmap การจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย ส่งผลให้ปริมาณ ขยะมูลฝอยตกค้างสะสม ทั่วประเทศ ลดลงเหลือ 14.8 ล้านตัน โดยในระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ขยะที่ตกค้างสะสมได้รับการจัดการ ไปแล้วถึง 13.2 ล้านตัน
จังหวัดที่มีวิกฤตปัญหาขยะมูลฝอยตกค้างสะสม ณ ปี 2557 ใน 5 อันดับแรก คือ สมุทรปราการ นครศรีธรรมราช กาญจนบุรี พระนครศรีอยุธยา และขอนแก่น หลายจังหวัดมีการเปลี่ยนแปลงลำดับจาก ปี 2556 ตัวอย่างเช่น จังหวัดสงขลา ที่เคยเป็นจังหวัดที่มีวิกฤตปัญหาขยะมูลฝอยตกค้างสูงสุดอันดับ 1 ปัจจุบันอยู่ในลำดับที่ 30
สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2558 จากการหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศในช่วงวันที่ 19-23 มกราคม 2558 มีการกำหนดเป้าหมายการกำจัดขยะเก่าเหล่านี้ร่วมกัน และทุกจังหวัดได้ให้ความมั่นใจว่า ขยะเก่าทั้งหมดจะถูกกำจัดหมดภายในปี 2559

ขยะใหม่
ปี 2557 มีปริมาณขยะมูลฝอยเกิดขึ้นทั่วประเทศ จำนวน 26.2 ล้านตัน ลดลงจากปีที่ผ่านมา 0.6 ล้านตัน โดยมีอัตราการผลิตขยะต่อคน 1.11 กิโลกรัม/คน/วัน ลดลงจากปี 2556 ประมาณ 0.04 กิโลกรัม/คน/วัน
ขยะที่เกิดขึ้นถูกนำไปกำจัด 14.7 ล้านตัน ในสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยทั่วประเทศ จำนวน 2,450 แห่ง เป็นการกำจัดแบบถูกต้อง ประมาณ 7.9 ล้านตัน ขณะนี้ ยังมีสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยซึ่งได้รับงบประมาณก่อสร้าง แต่ไม่สามารถเปิดดำเนินการเนื่องจากประชาชนต่อต้านหรือมีปัญหาการเมืองท้องถิ่นมากถึง 18 แห่ง อาทิ อบจ.เชียงใหม่ ทม.กาญจนบุรี ทน.อุบลราชธานี ทม.คูคต จ.ปทุมธานี ทม.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช เป็นต้น
ภายใต้ Roadmap การจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย ได้กำหนดให้แต่ละจังหวัดจัดทำ แผนบริหารจัดการขยะมูลฝอยของจังหวัด เพื่อเสนอแนวทางในการจัดการกับขยะเก่า ขยะใหม่ การลดปริมาณขยะ ขณะนี้ ทั้ง 77 จังหวัด ได้จัดทำแผนฯ และส่งให้ คพ. ทั้งหมดแล้วตั้งแต่เดือนธันวาคม 2557 เพื่อนำมาจัดทำเป็น แผนแม่บทการบริหารจัดการขยะมูลฝอยของประเทศ สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
- ทำการรวมกลุ่มพื้นที่องค์ปกครองส่วนท้องถิ่น กำหนดเป็นศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยรวม (Cluster) แบ่งเป็นขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ (S M L) ตามปริมาณขยะมูลฝอยและรัศมีการเก็บรวบรวม ในเบื้องต้น จะมีทั้งหมด 246 กลุ่มพื้นที่ (ขนาดใหญ่ 31 แห่ง ขนาดกลาง 142 แห่ง ขนาดเล็ก 73 แห่ง และอีก 60 สถานีขนถ่าย) ซึ่งเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ คพ. จะเป็นผู้ให้คำแนะนำกับจังหวัด
- ให้บ้านเรือนต้องคัดแยกของเสียอันตรายออกจากขยะทั่วไปก่อนทิ้ง และให้แต่ละจังหวัดมีศูนย์รวบรวมของเสียอันตรายชุมชน ขณะนี้ มีศูนย์รวบรวมของเสียอันตรายในระดับจังหวัดแล้ว 83 แห่ง ทั่วประเทศ
- ส่งเสริมให้มีการคัดแยกขยะตั้งแต่ที่บ้านเรือน และเก็บขนแบบแยกประเภท เพื่อให้มีการนำขยะมูลฝอยกลับไปใช้ประโยชน์ให้มากขึ้น และลดปริมาณขยะที่จะนำไปกำจัด ในปี 2557 มีการนำขยะมูลฝอยชุมชนกลับมา ใช้ประโยชน์ 4.8 ล้านตัน ส่วนภาคอุตสาหกรรมมีการนำของเสียที่เป็นวัสดุรีไซเคิลมาใช้ประโยชน์ ประมาณ 5.2 ล้านตัน
- ทำการรวมกลุ่มพื้นที่องค์ปกครองส่วนท้องถิ่น กำหนดเป็นศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยรวม (Cluster) แบ่งเป็นขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ (S M L) ตามปริมาณขยะมูลฝอยและรัศมีการเก็บรวบรวม ในเบื้องต้น จะมีทั้งหมด 246 กลุ่มพื้นที่ (ขนาดใหญ่ 31 แห่ง ขนาดกลาง 142 แห่ง ขนาดเล็ก 73 แห่ง และอีก 60 สถานีขนถ่าย) ซึ่งเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ คพ. จะเป็นผู้ให้คำแนะนำกับจังหวัด
ขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุขอยู่ระหว่างการออกกฎกระทรวงการคัดแยก เก็บขนแบบแยกประเภท และกำจัดมูลฝอยแบบถูกต้อง ตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ซึ่งจะทำให้มีการดึงขยะรีไซเคิลออกจากระบบมากขึ้น เพราะประชาชนต้องคัดแยกขยะตั้งแต่บ้านเรือน และ อปท. ต้องมีระบบการเก็บรวบรวมแบบแยก ในปี 2557 สามารถสร้างพื้นที่ต้นแบบการจัดการขยะมูลฝอยที่เหมาะสม (คัดแยกขยะมูลฝอยตั้งแต่ต้นทางจนถึงกำจัดขั้นสุดท้ายอย่างถูกต้อง) ได้จำนวน 98 แห่ง
ขณะนี้ มีหลายกฎระเบียบที่กำลังจะออก ได้แก่ กฎกระทรวงการคัดแยก เก็บขน และกำจัดมูลฝอย กฎกระทรวงว่าด้วยสุขลักษณะการจัดการมูลฝอยทั่วไป กฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการเก็บขนและ กำจัดมูลฝอย ตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535
คพ. อยู่ระหว่างการยกร่างกฎหมายฉบับใหม่ที่จะนำมาใช้ในการบริหารจัดการขยะของประเทศทั้งหมดและทุกประเภท เพื่อลดความซ้ำซ้อนและแก้ไขอุปสรรคในการกำกับดูแลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่ผ่านมามีการ รับฟังความเห็นเพื่อนำข้อมูลมาประกอบการยกร่างแล้ว ซึ่งได้มูลนิธิสถาบันวิจัยกฎหมายมาดำเนินการ คาดว่าจะเสนอ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในเดือนพฤษภาคม 2558

ของเสียอันตราย
ในปี 2557 มีของเสียอันตรายเกิดขึ้นทั่วประเทศประมาณ 2.69 ล้านตัน โดยร้อยละ 77 หรือ 2.06 ล้านตัน เป็นของเสียอันตรายจากภาคอุตสาหกรรม ร้อยละ 21 หรือ 0.58 ล้านตัน เป็นของเสียอันตรายจากชุมชน และร้อยละ 2 หรือ 0.05 ล้านตัน เป็นมูลฝอยติดเชื้อ เกือบครึ่งหนึ่งอยู่ในภาคตะวันออก (ร้อยละ 44) รองลงมาคือ ภาคกลาง (ร้อยละ 42) เนื่องจากเป็นแหล่งอุตสาหกรรมของประเทศ

ของเสียอันตรายจากอุตสาหกรรม
เกิดขึ้นทั่วประเทศ 2.06 ล้านตัน ลดลงจากปีที่แล้ว 0.6 ล้านตัน เพราะมาตรการส่งเสริมการลดของเสียจากกระบวนการผลิต การเพิ่มขีดความสามารถในการนำกากอุตสาหกรรมไปใช้ประโยชน์ รวมทั้งหลายบริษัทมีนโยบายการใช้ประโยชน์ของเสียทั้งหมด (Zero Waste to Landfill)
อย่างไรก็ตาม ยังพบการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในปี 2557 จำนวน 6 ครั้ง โดยเฉพาะจังหวัดระยองและชลบุรี ซึ่งภาคตะวันออกเป็นพื้นที่ที่มีของเสียอันตรายมากที่สุด (แหล่งอุตสาหกรรม) กรมโรงงานอุตสาหกรรมและการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จะต้องเข้มงวดกับโรงงานที่ก่อกำเนิดของเสียอันตรายและโรงงานที่รับกำจัดของเสียอันตรายให้ปฏิบัติตามกฎหมาย และดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมอย่างเคร่งครัด ตามที่กำหนดไว้ใน Roadmap การจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย
ขณะนี้ กรมโรงงานอุตสาหกรรมมีการออกระเบียบตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ให้รถขนส่งกากของเสียอุตสาหกรรมที่เป็นอันตรายทั่วประเทศติดตั้งระบบการติดตามตำแหน่ง (GPS)

ของเสียอันตรายชุมชน
ในปี 2557 มีของเสียอันตรายชุมชนเกิดขึ้นทั่วประเทศ ประมาณ 0.58 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2556 ร้อยละ 2.4 โดยส่วนใหญ่ (ร้อยละ 65) เป็นซากเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ประเภทโทรทัศน์ เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า คอมพิวเตอร์ เครื่องเล่นวีซีดี/ดีวีดี โทรศัพท์ กล้องถ่ายรูป ที่เหลือประมาณร้อยละ 35 เป็น ของเสียอันตรายชุมชนประเภทแบตเตอรี่ หลอดไฟ และภาชนะบรรจุสารเคมี
ในอนาคตอันใกล้ การจัดการกับซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ จะเป็นปัญหาใหญ่ส่วนหนึ่งเพราะเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป ทำให้คนทิ้งและซื้อของใหม่ และประเทศไทยยังไม่มีระบบเก็บรวบรวมและเรียกคืนซากผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ประเภทหนึ่งที่น่ากังวล คือ แท็บเล็ต จากนโยบายรัฐบาลที่ซื้อให้กับเด็กประถม ปัจจุบันน่าจะเสื่อมสภาพแล้วและจากความนิยมในการใช้งาน อีกประเภทหนึ่ง คือ จากนโยบายเรื่องพลังงานทดแทนในการส่งเสริมการใช้โซลาร์เซลล์ หากเสื่อมสภาพหรือหมดอายุการใช้งาน จะกลายเป็นของเสียอันตรายที่ยังไม่มีความชัดเจนในระบบการกำจัด ในปี 2557 ประเทศไทยมีการนำเข้าโซลาร์เซลล์จำนวน 3,238,620 ชิ้น และนำเข้าแท็บเล็ต จำนวน 1,497,144 เครื่อง ประเทศไทยจึงต้องตระหนักในการจัดการกับซากผลิตภัณฑ์เหล่านี้
คพ. กำลังร่างพระราชบัญญัติการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์และ ซากผลิตภัณฑ์อื่น เพื่อเป็นกฎหมายที่จะใช้กำกับดูแลการจัดการซากผลิตภัณฑ์ฯ โดยใช้หลักการความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility: EPR) คาดว่าจะเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติในเดือนกุมภาพันธ์ 2558
กระทรวงอุตสาหกรรม อยู่ระหว่างเตรียมการจัดทำแผนแม่บทการจัดการซากซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เรื่องโซลาร์เซลล์

มูลฝอยติดเชื้อ
เกิดขึ้นทั่วประเทศ ประมาณ 52,000 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2556 ประมาณ 1,500 ตัน หรือร้อยละ 3 โดยร้อยละ 57 เป็นขยะติดเชื้อในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ที่เหลือร้อยละ 43 เป็นของโรงพยาบาลเอกชนและสถานบริการสาธารณสุขขนาดเล็ก
มูลฝอยติดเชื้อที่เกิดขึ้นถูกกำจัดด้วยเตาเผาของโรงพยาบาล อปท. และเอกชน ประมาณ 33,055 ตันต่อปี หรือร้อยละ 64 ส่วนที่เหลือถูกทิ้งรวมไปกับขยะมูลฝอยชุมชนหรือนำไปกำจัดในสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยชุมชน หรือลักลอบทิ้ง ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่กระทรวงสาธารณสุขต้องเข้มงวดในการใช้ระบบการกำกับการขนส่งมูลฝอยติดเชื้อ (Infectious Waste Manifest System) และขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขกำลังเสนอออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการขนและการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อสำหรับโรงพยาบาลและสถานบริการสาธารณสุขทุกประเภทและทุกขนาด

สถานการณ์คุณภาพอากาศ

พื้นที่ส่วนใหญ่พบปัญหาฝุ่นละออง ก๊าซโอโซน และสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ได้แก่ สารเบนซีน 1,3 - บิวทาไดอีน และ 1,2 - ไดคลอโรอีเทน สรุปแยกตามพื้นที่ทั่วไปและพื้นที่วิกฤต ดังนี้

พื้นที่ทั่วไป
ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10)
- ค่าเฉลี่ยรายปี มีค่า 15 - 95 มคก./ลบ.ม. (ค่ามาตรฐาน 50 มคก./ลบ.ม.) สูงสุดที่ตำบลหน้าพระลาน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงสูงสุด มีค่า 40 - 318 มคก./ลบ.ม. (ค่ามาตรฐาน 120 มคก./ลบ.ม.) สูงสุดที่ตำบลจองคำ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ในภาพรวมของประเทศมีปริมาณไม่แตกต่างจาก ปี 2556 มากนัก
- ตรวจพบฝุ่นละอองสูงกว่าค่ามาตรฐานใน 23 จังหวัด จากทั้งหมด 29 จังหวัดที่มีการตรวจวัด มาจากสาเหตุแตกต่างกัน เช่น พื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล เมืองใหญ่ เกิดจากยานพาหนะเป็นหลัก ภาคเหนือ เกิดจากการเผาในที่โล่งและไฟป่า จังหวัดสระบุรีเกิดจากกิจกรรม โรงโม่ เหมืองหิน และปูนซีเมนต์

ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5)
- ค่าเฉลี่ยรายปี มีค่า 15 - 95 มคก./ลบ.ม. (ค่ามาตรฐาน 50 มคก./ลบ.ม.) สูงสุดที่ตำบลหน้าพระลาน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงสูงสุด มีค่า 40 - 318 มคก./ลบ.ม. (ค่ามาตรฐาน 120 มคก./ลบ.ม.) สูงสุดที่ตำบลจองคำ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ในภาพรวมของประเทศมีปริมาณไม่แตกต่างจาก ปี 2556 มากนัก

  • ก๊าซโอโซน
  • - ค่าเฉลี่ย 1 ชั่วโมงสูงสุด ตรวจวัดได้ระหว่าง 68 - 233 ส่วนในพันล้านส่วน (ppb) (ค่ามาตรฐาน 100 ppb) สูงสุดที่ตำบลบางโปรง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ ค่าเฉลี่ย 8 ชั่วโมงสูงสุด ตรวจวัดได้ระหว่าง 46 - 173 ppb (ค่ามาตรฐาน 70 ppb) สูงสุดที่ตำบลบางโปรง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
    - ปริมาณก๊าซโอโซนสูงกว่าค่ามาตรฐานใน 25 จังหวัด จากทั้งหมด 26 จังหวัดที่มีการตรวจวัด ในภาพรวมของประเทศมีปริมาณไม่แตกต่างจากปี 2556 มากนัก สาเหตุของปัญหาก๊าซโอโซนส่วนใหญ่มาจากแหล่งกำเนิดเดียวกันกับมลพิษฝุ่นละออง ได้แก่ ยานพาหนะ อุตสาหกรรม และการเผาในที่โล่ง จึงมักพบปัญหามลพิษฝุ่นละอองและก๊าซโอโซนพร้อมกัน
  • สารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs)
  • - ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง สารเบนซีน 1,3 ? บิวทาไดอีน และ 1,2 ? ไดคลอโรอีเทน ยังคงเกินค่ามาตรฐานและมีปริมาณเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าเล็กน้อย ในขณะที่จุดตรวจวัดพื้นที่อื่น เช่น กรุงเทพฯ ปทุมธานี เชียงใหม่ ขอนแก่น พบสารเบนซีน เกินค่ามาตรฐาน แต่ส่วนใหญ่มีปริมาณลดลงจากปีที่ผ่านมา ซึ่งได้รับผลดีจากการปรับปรุงมาตรฐานน้ำมันเชื้อเพลิงเมื่อต้นปี 2557

    พื้นที่วิกฤต
    ตำบลหน้าพระลาน จังหวัดสระบุรี พบปัญหาฝุ่นละอองเกินมาตรฐานมาก โดยเฉพาะช่วงเดือนตุลาคม-เมษายน ติดอันดับสูงสุดของประเทศมาโดยตลอด เนื่องจากเป็นพื้นที่ประกอบกิจการโรงโม่ เหมืองหิน โรงงานปูนซีเมนต์ จำนวนมาก แต่ปี 2557 สถานการณ์มีแนวโน้มดีขึ้น คือ จำนวนวันที่ฝุ่นละอองสูงเกินมาตรฐานลดลง จากปีที่ผ่านมา จาก 95 วัน เหลือ 92 วัน ค่าเฉลี่ยรายปีลดลง จาก 98 มคก./ลบ.ม. เป็น 95 มคก./ลบ.ม. (มาตรฐาน 50 มคก./ลบ.ม.) เป็นผลมาจากนโยบายการแก้ไขปัญหาอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นทาง โดยควบคุมกระบวนการผลิตให้สะอาด กลางทาง โดยการลดฝุ่นจากถนนและการขนส่ง มีการฉีดล้าง ทำความสะอาดถนน และปลายทาง โดยมีการแจ้งเตือนประชาชน กรณีฝุ่นละอองสูงเกินมาตรฐานเพื่อให้หลีกเลี่ยงภัยจากฝุ่นละออง
    ตำบลมาบตาพุด จังหวัดระยอง ปัญหาหลัก คือ สารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ในบรรยากาศ ได้แก่ เบนซีน 1,3 - บิวทาไดอีน และ 1,2 - ไดคลอโรอีเทน สรุปดังนี้
    - สารเบนซีน พบเกินค่ามาตรฐานฯ เกือบทุกจุดตรวจวัด ส่วนใหญ่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น แหล่งกำเนิด สำคัญ คือ ยานพาหนะ และโรงงานอุตสาหกรรม
    - สาร 1, 3 ? บิวทาไดอีน พบเกินค่ามาตรฐานฯ บริเวณใกล้กับนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา แหล่งกำเนิดสำคัญ คือ โรงงานอุตสาหกรรม และท่าเรือ
    - สาร 1, 2 - ไดคลอโรอีเธน พบเกินค่ามาตรฐานฯ บริเวณทิศเหนือของนิคมอุตสาหกรรม มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น แหล่งกำเนิดสำคัญ คือ โรงงานอุตสาหกรรม
    จากปัญหาดังกล่าว รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก (กพอ.) โดยมีรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติและหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ (พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง) เป็นประธาน และได้มอบหมายให้ กระทรวงอุตสาหกรรม เข้มงวดการควบคุมการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะช่วงที่ หยุดเดินระบบเพื่อซ่อมบำรุงประจำปีและเริ่มเดินระบบหลังการซ่อมบำรุง (Shutdown/Turn Around/Start Up) เข้มงวดการระบายอากาศเสียจากการเก็บรักษา ขนถ่าย และ/หรือขนส่งจากคลังน้ำมันเชื้อเพลิงและสารเคมีที่อยู่ในโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน กำกับดูแลและควบคุมการระบายอากาศเสียจากคลังน้ำมันเชื้อเพลิง กระทรวงคมนาคม เข้มงวดการควบคุมการระบายอากาศเสียจากท่าเรือที่มีการเก็บรักษา ขนถ่าย และ/หรือขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงและสารเคมี เป็นต้น
    สำหรับ คพ. มีการออกประกาศกำหนดมาตรฐานควบคุมการปล่อยทิ้งสารเบนซีน และสาร 1,3 - บิวทาไดอีน จากโรงงานอุตสาหกรรมเคมีและประเภทโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องถูกควบคุม
    กรุงเทพมหานครและปริมณฑล พบค่าฝุ่นละอองในช่วงสถานการณ์หมอกควัน (มกราคม ? เมษายนของทุกปี) เกินมาตรฐาน 47 วัน (เพิ่มขึ้น 2 วันจากปี 2556) ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงสูงสุด 318 มคก./ลบ.ม. ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน (ปี 2556 ค่าสูงสุด 428 มคก./ลบ.ม. ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน) การดำเนินงานเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ จังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบหลักแบบเบ็ดเสร็จในพื้นที่จังหวัด โดยความร่วมมือของหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ทั้งนี้ แม้ว่าจำนวนวันที่ฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน แต่หากเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา ต้องถือว่าสถานการณ์ดีขึ้นเป็นลำดับ ความร่วมมือและการทำงานระหว่างภาครัฐ อปท. และประชาชนดีขึ้น เหลืออยู่ที่ต้องควบคุมการเกิดไฟป่าโดยไม่ให้เกษตรกรเผาป่าและเผาวัสดุทางการเกษตร

    หมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือ ปริมณฑล ปัญหาหลักคือฝุ่นละออง ก๊าซโอโซน และสารอินทรีย์ระเหยง่าย (เบนซีน) สรุปดังนี้
    - ฝุ่นละออง PM2.5 และ PM10 พบเกินค่ามาตรฐานโดยเฉพาะบริเวณริมถนน ค่าเฉลี่ยทั้งพื้นที่ลดลงจากปี 2556
    - ก๊าซโอโซน พบเกินค่ามาตรฐานโดยเฉพาะบริเวณรอบนอกตัวเมืองในพื้นที่ปริมณฑล ค่าเฉลี่ยทั้งพื้นที่เพิ่มขึ้นจากปี 2556
    - สารอินทรีย์ระเหยง่าย (เบนซีน) พบเกินค่ามาตรฐานโดยเฉพาะบริเวณริมถนน หลายพื้นที่พบปริมาณน้อยลงจากปี 2556

    การที่ปัญหาฝุ่นละอองและเบนซีนมีปริมาณลดลง ส่วนหนึ่งเป็นผลการปรับปรุงมาตรฐานน้ำมันเชื้อเพลิงจาก EURO 3 เป็น EURO 4 ตั้งแต่ปี 2555 และการดำเนินงานลดมลพิษจากยานพาหนะ โดย กรุงเทพมหานคร และกรมการขนส่งทางบก ซึ่งมีการปรับปรุงระบบขนส่งสาธารณะและทางจักรยาน เข้มงวดกับ การตรวจจับรถควันดำ และมีการควบคุมไอระเหยน้ำมันจากคลังน้ำมัน และหัวจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง สำหรับแหล่งกำเนิดอุตสาหกรรมมีการปล่อยมลพิษอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ทั้งนี้ ปัญหามลพิษทางอากาศในพื้นที่มาจากสาเหตุปริมาณรถยนต์จำนวนมาก ซึ่งจำเป็นจะต้องมีการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องต่อไป

    สถานการณ์คุณภาพน้ำ

    น้ำผิวดิน
    i>คุณภาพน้ำแม่น้ำและแหล่งน้ำ อยู่ในเกณฑ์ดี ร้อยละ 12 เกณฑ์พอใช้ ร้อยละ 46 เกณฑ์เสื่อมโทรม ร้อยละ 37 และเกณฑ์เสื่อมโทรมมาก ร้อยละ 5 แต่มีแหล่งน้ำที่มีคุณภาพน้ำเป็นไปตามมาตรฐานในประเภท ที่กำหนด เพียง 5 แม่น้ำ ได้แก่ แม่น้ำวัง แม่น้ำเลย แม่น้ำตราด แม่น้ำตรัง และแม่น้ำระยองตอนล่าง จากทั้งหมด 59 แม่น้ำ ลดลงจากปี 2556 ที่มี 7 แม่น้ำ (แม่น้ำวัง สงคราม เลย ประแสร์ ตราด พุมดวง และระยองตอนล่าง)
    i>แหล่งน้ำคุณภาพน้ำดีและพอใช้ 10 อันดับ ได้แก่ ตาปีตอนบน กก แควน้อย ลำชี วัง เวฬุ จันทบุรี ตราด ตรัง และหนองหาร
    แหล่งน้ำคุณภาพน้ำเสื่อมโทรมมากและเสื่อมโทรม 10 อันดับ ได้แก่ เจ้าพระยาตอนล่าง ลำตะคอง ตอนล่าง ท่าจีนตอนล่าง สะแกกรัง ระยองตอนบน ท่าจีนตอนกลาง พังราดตอนบน ทะเลน้อย ระยองตอนล่าง และท่าจีนตอนบน พื้นที่วิกฤตคุณภาพน้ำ คือ จังหวัดสมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร และนนทบุรี
    ปัญหาคุณภาพน้ำหลักแต่ละภาค ภาคเหนือ เกิดจากน้ำทิ้งชุมชน การเพาะปลูก และอุตสาหกรรม ภาคกลาง เกิดจากน้ำทิ้งชุมชน เกษตรกรรม (ปศุสัตว์ เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ) และอุตสาหกรรม บริเวณ กทม. และปริมณฑล ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ท่าจีนตอนล่าง เกิดจากอุตสาหกรรม เป็นหลัก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกิดจากเกษตรกรรม (ปศุสัตว์ เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ) น้ำทิ้งชุมชน และอุตสาหกรรม ภาคตะวันออก เกิดจากน้ำทิ้งชุมชน อุตสาหกรรม และเกษตรกรรมเพาะปลูก และภาคใต้เกิดจากน้ำทิ้งชุมชน เกษตรกรรม (ปศุสัตว์ เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ) และอุตสาหกรรม

    น้ำทะเลชายฝั่ง
    ชายฝั่งทะเลทั่วประเทศ มีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ร้อยละ 11 เกณฑ์ดี ร้อยละ 52 พอใช้ ร้อยละ 23 เสื่อมโทรม ร้อยละ 13 และเสื่อมโทรมมาก ร้อยละ 1 มีแนวโน้มดีขึ้นเมื่อเทียบกับ ปี 2555 และ 2556 ซึ่งไม่พบคุณภาพน้ำทะเลในเกณฑ์ดีมาก และที่อยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมลดลง และเมื่อเทียบกับมาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่ง มีจำนวน 128 สถานี ที่เป็นไปตามมาตรฐานฯ (ร้อยละ 76)
    บริเวณที่คุณภาพน้ำทะเลอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ได้แก่ ปากน้ำระยอง อ่าวไผ่ แหลมแม่พิมพ์ เกาะสีชัง (ท่าเทววงษ์) ช่องแสมสาร หาดบ้านกรูด ท่าเรือหน้าอำเภอ อ่าวเฉวงน้อย อ่าวเฉวงกลาง หาดละไม อ่าวหาดริ้น หาดหินงาม ปากทะเลสาบสงขลา หาดมหาราช ประตูระบายน้ำปากระวะ หาดบางเบน คลองปากบาง (เขาหลัก) หาดไม้ขาว หาดสุรินทร์
    บริเวณที่คุณภาพน้ำทะเลเสื่อมโทรม อ่าวไทยตอนใน ได้แก่ ปากแม่น้ำท่าจีน บางขุนเทียน อ่าวไทย ฝั่งตะวันออก ได้แก่ อ่าวคุ้งกระเบน ปากแม่น้ำเวฬุ ท่าเรือหน้าด่าน (เกาะเสม็ด) ท่าเรือสัตหีบ ทะเลอันดามัน ได้แก่ หาดราไวย์ (ตอนกลาง) อ่าวมะขาม (หน้าจุดประมงทะเลภูเก็ต) หาดนพรัตน์ธารา หาดปากเมง อ่าวไทยฝั่งตะวันตก ได้แก่ ปากคลองบ้านแหลม (ด้านใต้) สะพานปลาหัวหิน เขาตะเกียบ ปากแม่น้ำปราณบุรี บ้านบ่อนอก บ้านหน้าทับ บ้านสะพลี ปากแม่น้ำชุมพร หาดทรายรีตอนกลาง บ้านหัวถนน (อ่าวบางน้ำจืด) สะพานปลา (เกาะพะงัน) และโรงไฟฟ้าขนอม
    พารามิเตอร์ที่เป็นปัญหาคือ ค่าแบคทีเรียทั้งกลุ่มฟีคอลโคลิฟอร์ม (FCB) และโคลิฟอร์มทั้งหมด (TCB) ไนเตรท และโลหะหนัก ซึ่งมีสาเหตุจากการระบายน้ำเสียของชุมชน และการประกอบกิจการอุตสาหกรรมบริเวณชายฝั่ง

    การแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำ
    การแก้ไขปัญหาขณะนี้ใช้การบังคับใช้กฎหมายเป็นหลัก ซึ่งยังมีปัญหาในการกำกับดูแลให้ผู้ประกอบการทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กในการจัดทำระบบบำบัดน้ำเสียและบำบัดให้เป็นไปตามมาตรฐาน เห็นได้จากผลการตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษ ในปี 2557 จำนวน 1,012 แห่ง มีการปฏิบัติตามกฎหมาย ร้อยละ 62 หรือ 625 แห่ง
    ขณะนี้ คพ. อยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อขอปรับแก้ไขกฎระเบียบหรือกฎหมายภายใต้ พรบ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานหรือการบังคับใช้กฎหมายตาม พรบ. ส่งเสริมและรักษา คุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 การพิจารณาเรื่องการขออนุญาตประกอบกิจการ การตั้งโรงงานอุตสาหกรรมหรือสถานประกอบการขนาดใหญ่ ที่ต้องคำนึงถึงศักยภาพการรองรับของเสียหรือมลพิษของพื้นที่ การเตรียมการเรื่องระบบการอนุญาตการระบายมลพิษ การมีมาตรฐานเฉพาะพื้นที่ และการเร่งรัดการเก็บภาษีมลพิษทางน้ำ ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นกลไกควบคุมที่ต้นทาง

    การร้องเรียนปัญหามลพิษ

    ถือเป็นตัวชี้วัดหนึ่งในการสะท้อนประสิทธิภาพการดูแลสิ่งแวดล้อมของประเทศ ตั้งแต่ปี 2553 - 2557 จำนวนเรื่องร้องเรียนของหน่วยงานต่างๆ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ปัจจุบันมีหน่วยงานที่ประชาชนสามารถแจ้งปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนมาได้ คือ กรุงเทพมหานคร กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมควบคุมมลพิษ ศูนย์บริการร่วมกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย
    ปี 2557 มีการร้องเรียนปัญหามลพิษรวม 6,026 เรื่อง ปัญหาที่ร้องเรียนมากที่สุด คือ ปัญหามลพิษทางอากาศ ได้แก่ กลิ่นเหม็น ฝุ่นละออง เขม่าควัน ร้อยละ 41 หรือ 2,475 เรื่อง รองลงมาคือ เสียงดัง ความสั่นสะเทือน ร้อยละ 38 หรือ 2,331 เรื่อง ส่วนใหญ่มาจากโรงงานอุตสาหกรรม เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับมูลฝอย สิ่งปฏิกูล ของเสียอันตราย มีมากเช่นกันกว่า 500 เรื่อง และหลายกรณีเป็นอุบัติภัยที่ปรากฏเป็นภาพข่าวหรือสื่อต่าง ๆ อาทิ ไฟไหม้บ่อขยะแพรกษา เพลิงไหม้โกดังเก็บสารเคมี บริษัท บิสโก้ นิคมอุตสาหกรรมบางปู กระสอบปุ๋ยนับหมื่นลอยมาติดหาดแม่รำพึง ข่าวไฟไหม้ น้ำมันรั่ว สารเคมีรั่ว อีกเกือบ 20 ครั้ง
    ทั้งนี้ สื่อมวลชนยังมีการจัดลำดับข่าวเด่นมลพิษประจำปี 2557 ตามสนใจของประชาชน ดังนี้ 1.วิกฤติ ไฟไหม้บ่อขยะแพรกษา 2. ศาลสั่ง คพ.จ่ายค่าเสียหายคลองด่าน 3.ขยะล้นเมือง 4.ขยะ...สู่วาระแห่งชาติ 5.ขยะอิเล็กทรอนิกส์พุ่งสูง 6.ครบ 1 ปีน้ำมันรั่วไหล ลงทะเลเกาะเสม็ด 7.ขยะโฟมพุ่งสูงเท่าตัว เฉลี่ย 61 ล้านใบต่อวัน 8.ไฟไหม้โรงงานปิโตรเคมี ประชาชนหนีตายนับพัน หวั่นเกิดฝนกรด 9.หมอกควันภาคเหนือ ยังเรื้อรัง และ 10. ไฟไหม้โกดังสารเคมีไฟไหม้ที่บางปู

    ดาวน์โหลดเอกสาร

    ข่าวสารสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฉบับที่ ๑ /๒๕๕๘
    Slide ประกอบการแถลงข่าวสถานการณ์มลพิษของประเทศไทย ปี ๒๕๕๗

    กองแผนงานและประเมินผล กรมควบคุมมลพิษ
    โทรศัพท์ ๐ ๒๒๙๘ ๒๔๔๓, ๐ ๒๒๙๘ ๒๔๔๘ โทรสาร ๐ ๒๒๙๘ ๕๓๙๔ www.pcd.go.th
    กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม www.mnre.go.th


    ผู้ประสานงาน : วิรินทร์ญา เจริญศิรินันท์ (wirinya(dot)c(at)pcd(dot)go(dot)th)



    404 Not Found

    Not Found

    The requested URL /cfm/banner5.jpg was not found on this server.

    หน้าแรก | เกี่ยวกับคพ. | ข้อมูลและบริการ | ประชาสัมพันธ์ | ติดต่อเรา | Site Map
    กรมควบคุมมลพิษ 92 ซ.พหลโยธิน 7 ถ.พหลโยธิน พญาไท กทม. 10400 02-298-2000
    Copyright © 2004 by Pollution Control Department. All rights Reserved.

    กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม