ผลการดำเนินงานปี พ.ศ. 2547 – 2548 กรมควบคุมมลพิษ ได้ดำเนินการตามบทบาทหน้าที่ภายใต้บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 โดยใช้กลไกการกำหนดนโยบาย แผน และแนวทางการจัดการควบคุมมลพิษ การกำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม การติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม และควบคุมตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษ ประสานความร่วมมือ และเสริมสร้างสมรรถนะทางวิชาการแก่หน่วยงานของรัฐ เอกชนและท้องถิ่นในการจัดการมลพิษ การส่งเสริมการศึกษา และพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม และการประสานความร่วมมือและดำเนินการตามพันธะกรณีขององค์กรต่างประเทศด้านมลพิษ ซึ่งสรุปผลการดำเนินงานที่สำคัญ ได้ดังนี้

1. ด้านการบริหารการจัดการ
2. การตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย
3. การติดตามและตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม
รายงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2548


1.1 ด้านน้ำเสีย

    (1) สนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดำเนินการปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสียรวม ตามแผนฟื้นฟูและปรับปรุงระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียรวมของชุมชน ซึ่งคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบกับแผนฯ แล้ว เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2547 โดยมีเป้าหมายปรับปรุงระบบฯ จำนวน 36 แห่ง ซึ่งมีภาระที่ต้องบำบัดของเสียประมาณ 47 ตันบีโอดีต่อวัน ทั้งนี้ ได้ดำเนินการไปแล้ว 22 แห่ง และอยู่ในระหว่างดำเนินการสำรวจรายละเอียด เพื่อจะปรับปรุงระบบฯ เพิ่มอีก 14 แห่ง คาดว่าจะสามารถลดความสกปรกของน้ำเสียลงเหลือประมาณ 9 ตันบีโอดีต่อวัน ก่อนระบายออกสู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งกรมควบคุมมลพิษได้ออกติดตามประเมินผลเป็นระยะ ๆ นอกจากนี้ ยังดำเนินการสร้างความพร้อมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดำเนินงานระบบฯ และดูแลบำรุงรักษาอีก จำนวน 71 แห่ง จากทั้งหมด 85 แห่งทั่วประเทศ และคาดว่าหากระบบบำบัดน้ำเสียรวมทั้งหมดเดินระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถบำบัดน้ำเสียได้ตามมาตรฐานที่กำหนด จะสามารถกำจัดความสกปรกของน้ำเสียได้ประมาณ 277 ตันบีโอดีต่อวัน


    (2) การดำเนินโครงการทดลองระบบบำบัดน้ำเสียขนาดเล็ก ซึ่งเป็นโครงการสาธิต 2 โครงการย่อย ได้แก่ 1) โครงการนำร่องระบบการจัดการน้ำเสียจากแหล่งกำเนิดประเภทชุมชนขนาดเล็กในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา 2 พื้นที่ คือ องค์การบริหารส่วนตำบลคลองรี จังหวัดสงขลา และเทศบาลตำบลปากพยูน จังหวัดพัทลุง โดยดำเนินการติดตั้งและสาธิตการบำบัดน้ำเสียที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่อื่น ๆ ได้ในอนาคต ปัจจุบันอยู่ในระหว่างทดลองเดินระบบฯ และ 2) โครงการจัดทำระบบบำบัดน้ำเสียขนาดเล็กสำหรับชุมชนในพื้นที่เกาะช้าง โดยดำเนินการติดตั้งระบบ On-Site ขนาดเล็กสำหรับชุมชนริมทะเลในพื้นที่เกาะช้าง จำนวน 2 พื้นที่ คือชุมชนคลองสนและชุมชนสลักเพชร

1.2 ด้านขยะมูลฝอย

    (1) ส่งเสริมให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมลงทุนในการดำเนินการก่อสร้าง และบริหารจัดการระบบ กำจัดขยะมูลฝอยแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผลิตขยะมูลฝอยมากกว่าวันละ 100 ตัน ซึ่งมีทั้งสิ้น 13 แห่ง ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีปริมาณขยะมูลฝอยไม่เกิน 100 ตันต่อวันและขาดความพร้อมด้านบุคลากรและงบประมาณให้นำไปกำจัดร่วมกับระบบกำจัดขยะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อยู่ใกล้เคียงหรืออาจรวมกลุ่มกันเพื่อสร้างสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยไว้ใช้ร่วมกัน ทั้งนี้ ในปัจจุบันขยะชุมชนเกิดขึ้นประมาณ 14.6 ล้านตันต่อปี เขตเมืองหรือเทศบาลมีสถานที่กำจัดขยะชุมชนเพียง 106 แห่ง สามารถกำจัดขยะได้เพียง 1.9 ล้านตันต่อปี แบ่งเป็นระบบฝังกลบ 103 แห่ง และเตาเผา 3 แห่ง (เทศบาลนครภูเก็ต เทศบาลเมืองลำพูน และเทศบาลตำบลเกาะสมุย) ส่วนกรุงเทพมหานครและพื้นที่นอกเขตเมืองหรือเทศบาลสามารถกำจัดขยะได้เพียง 3.7 ล้านตันต่อปี


    (2) สนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการจัดให้มีเตาเผาขยะติดเชื้ออย่างครบวงจร โดยมีระบบคัดแยก รวบรวม และกำจัดแยกต่างหากจากมูลฝอยทั่วไป และส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนดำเนินการ ทั้งนี้ ในปัจจุบันมีเตาเผาขยะติดเชื้อเพียง 10 แห่งใน 9 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี สมุทรสาคร สุพรรณบุรี เชียงใหม่ ขอนแก่น สงขลา ภูเก็ต และชลบุรี


    (3) การจัดรณรงค์ประชาสัมพันธ์การใช้วัสดุอลูมิเนียมเพื่อจัดทำขาเทียมพระราชทาน โดยร่วมมือ กับภาคการผลิตบริจาคเศษวัสดุอลูมิเนียมและภาคประชาชนบริจาคกระป๋องอลูมิเนียมและห่วงดึงฝากระป๋องอลูมิเนียมกระป๋องสู่กระบวนการรีไซเคิลและจัดทำเป็นขาเทียม ซึ่งตั้งเป้าหมายไว้ จำนวน 72 ตัน ภายในเดือนกันยายน 2548 สำหรับผลิตขาเทียม จำนวน 72,000 ขา แต่ในปัจจุบันสามารถรวบรวมได้จำนวนมากกว่า 80 ตัน ซึ่งเกินเป้าหมายที่วางไว้ ทั้งนี้ สามารถรับการบริจาคได้ที่ ห้างบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ทุกสาขาทั่วประเทศ และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

1.3 ด้านของเสียอันตราย

    (1) การยกร่างกรอบยุทธศาสตร์การจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และ ร่วมกับเอกชนดำเนินการเรียกคืนซากแบตเตอรี่และโทรศัพท์มือถือในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ จัดระบบคัดแยก รวบรวม และกำจัด สร้างกลไกเรียกคืนซากผลิตภัณฑ์ และส่งเสริมเทคโนโลยีสะอาดในการออกแบบผลิตภัณฑ์ ซึ่งในปี พ.ศ. 2547 มีซากโทรศัพท์มือถือประมาณ 17 ล้านเครื่อง คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 41 ล้านเครื่องในปี พ.ศ. 2551 ขณะที่มีซากแบตเตอรี่มือถือ จำนวน 21 ล้านก้อน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 47 ล้านก้อนในปี พ.ศ. 2551 ดังนั้น จึงได้ดำเนินโครงการเรียกคืนซากแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือ ซึ่งต่อยอดมาจากปี พ.ศ. 2546 โดยสามารถรวบรวมได้ ประมาณ 3 ตัน (30,000 ก้อน) และในปี พ.ศ. 2547 รวบรวมได้ 4 ตัน (40,000 ก้อน) ซึ่งหากมีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องต่อไปก็จะสามารถควบคุมของเสียอันตรายดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1.4 ด้านอากาศและเสียง

    (1) การจัดกิจกรรมการพัฒนาคุณภาพสถานประกอบการปรับแต่งและซ่อมบำรุงเครื่องยนต์ “คลีนิกไอเสีย” ดำเนินการใน 5 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ชลบุรี นครราชสีมา และสงขลา โดยส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมโครงการและสามารถขยายเครือข่ายคลีนิกไอเสียได้เพิ่มขึ้นเป็น จำนวน 263 แห่ง
    (2) การดำเนินมาตรการลดปริมาณกำมะถันในน้ำมันดีเซลจาก 500 ส่วนในล้านส่วนให้เหลือ ไม่เกิน 350 ส่วนในล้านส่วน ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานเครื่องยนต์ระหว่างประเทศ EURO 3 โดยสามารถทำให้การระบายมลพิษทุกชนิดมีแนวโน้มลดลงเมื่อปริมาณกำมะถันในน้ำมันลดลง และสารมลพิษบริเวณริมถนนในกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ มีค่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานและมีค่าเฉลี่ยลดลงอย่างต่อเนื่อง


    (3) การดำเนินมาตรการการควบคุมการเผาในที่โล่งในพื้นที่เกษตรกรรม โดยได้จัดทำโครงการ สาธิตเทคโนโลยีการเกษตรทดแทนการเผาในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ พระนครศรีอยุธยา ชัยนาท และสุพรรณบุรี ซึ่งได้จัดทำแปลงสาธิตเทคโนโลยีการเกษตรปลอดการเผารวมพื้นที่ 1,141 ไร่ เป็นแปลงสาธิตการไถกลบตอซังฟางข้าวรวม 983 ไร่ และแปลงสาธิตการไถกลบใบอ้อย 158 ไร่ มีเกษตรกรเข้าร่วมนิทรรศการถ่ายทอดเทคโนโลยี 480 คน และเข้าร่วมเครือข่ายการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกำจัดเศษวัสดุเหลือใช้จากการเผาไปเป็นการจัดการอย่างเหมาะสม 308 คน

2.1 การตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย

    (1) การแก้ไขปัญหาฝุ่นขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน (PM10) ในพื้นที่ตำบลหน้าพระลาน จังหวัด สระบุรี โดยดำเนินการประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษ จัดระเบียบการผลิตที่ก่อให้เกิดมลพิษทางฝุ่นละออง และเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบและบังคับการใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ซึ่งสามารถลดปริมาณ PM10 จาก 180 ไมโครกรัมต่อลูกบาศ์กเมตรให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศ์กเมตร และอยู่ระหว่าง 30 – 80 ไมโครกรัมต่อลูกบาศ์กเมตร ทำให้สุขภาพอนามัยของประชาชนดีขึ้น
    (2) การติดตามตรวจสอบการระบายน้ำทิ้งจากฟาร์มสุกรในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี นครนายก ชลบุรี นครปฐม สมุทรสาคร และสุพรรณบุรี ทั้งสิ้น จำนวน 1,036 แห่ง พบว่าระบายน้ำทิ้งมีค่าเกินเกณฑ์มาตรฐานและได้ออกคำสั่งให้ทำการปรับปรุงแก้ไข จำนวน 109 แห่ง ซึ่งได้ติดตามตรวจสอบภายหลังการออกคำสั่ง จำนวน 68 แห่ง


    (3) การติดตามตรวจสอบการระบายน้ำทิ้งจากนิคมอุตสาหกรรมและเขตประกอบการอุตสาหกรรม จำนวน 53 แห่งทั่วประเทศ พบว่ามีนิคมฯ ที่ระบายน้ำทิ้งที่มีคุณภาพไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานออกสู่สิ่งแวดล้อม จำนวน 8 แห่ง ซึ่งได้ประสานกับการนิคมอุตสาหกรรม กรมโรงงานอุตสาหกรรม และผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อกำกับดูแลนิคมฯ ดังกล่าวต่อไป


    (4) การดำเนินการตรวจสอบตรวจจับและห้ามใช้รถควันดำ โดยร่วมมือกับกองบังคับการตำรวจ จราจรและกรุงเทพมหานคร ตรวจสอบยานพาหนะกว่า 15,000 คัน ซึ่งได้ออกคำสั่งห้ามใช้ชั่วคราว 5,793 คัน ซึ่งมียานพาหนะสามารถยกเลิกคำสั่งแล้ว จำนวน 3,669 คัน


    (5) การติดตามตรวจสอบการระบายน้ำทิ้งจากอาคารประเภท ก ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 291 แห่ง พบว่ามีอาคารที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย 64 แห่ง ซึ่งได้มีการออกคำสั่งให้ปรับปรุงแก้ไขระบบบำบัดน้ำเสีย โดยมีการปรับปรุงแก้ไขแล้วเสร็จ 6 แห่ง ส่วนที่เหลือกำลังดำเนินการปรับปรุงแก้ไขอยู่

2.2 เรื่องร้องทุกข์

    (1) การรับแจ้งและดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนด้านมลพิษสิ่งแวดล้อม โดยในปี พ.ศ. 2547 มีการดำเนินการ จำนวน 853 เรื่อง และในปี พ.ศ. 2548 มีการดำเนินการ จำนวน 621 เรื่อง รวมทั้งสิ้น 1,474 เรื่อง ซึ่งปัญหาการร้องเรียนส่วนใหญ่เป็นปัญหากลิ่นจากอุตสาหกรรม มลพิษทางอากาศและเสียง มลพิษทางน้ำ และกากของเสียและสารอันตรายตามลำดับ


    (2) การดำเนินงานตามกระบวนการแก้ไขอุบัติภัยฉุกเฉินด้านมิลพิษ โดยได้ดำเนินการระงับเหตุได้ อย่างถูกต้องทันเวลาภายใน 1 ชั่วโมง ซึ่งมีเหตุการที่สำคัญ เช่น เหตุเพลิงไหม้โรงงานไทยโพลียูลิเทนพลาสติก จังหวัดสมุทรปราการ เหตุรถบรรทุกสารเคมีรั่วไหลระหว่างการขนส่ง เขตสาธร เป็นต้น

3.1 การติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม

    (1) ดำเนินโครงการนักรบสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นการตรวจสอบและแจ้งเตือนคุณภาพน้ำทิ้งจากโรงงาน ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลโดยนิสิตนักศึกษา ซึ่งดำเนินการแล้วใน 3,640 แห่ง จากเป้าหมาย จำนวน 3,960 แห่ง (โรงงานอุตสาหกรรม 10 ประเภท) และจะขยายพื้นที่ดำเนินการและเพิ่มประเภทแหล่งกำเนิดมลพิษในปีต่อไป


    (2) ดำเนินโครงการคาราวานสิ่งแวดล้อม เพื่อติดตามตรวจสอบและบรรเทาความเดือดร้อนด้าน มลพิษในเชิงรุก และให้คำปรึกษาในการจัดการสิ่งแวดล้อม รวมทั้งให้บริการตรวจวัดมลพิษทางอากาศและเสียงจากยานพาหนะ โดยได้ดำเนินการในปี พ.ศ. 2547 - 2548 จำนวน 33 ชุมชน ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จากที่กำหนดไว้ 40 ชุมชน


    (3) ติดตามตรวจสอบคุณภาพแหล่งน้ำจืดทั่วประเทศ และน้ำทะเลชายฝั่งปีละ 2 ครั้ง จำนวน 2,850 ตัวอย่าง เพื่อนำข้อมูลคุณภาพน้ำไปใช้ในการวางแผนการจัดการมลพิษทางน้ำ เผยแพร่ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และรายงานต่อสาธารณะเพื่อแจ้งข่าวสารข้อมูลคุณภาพน้ำผ่านทางสื่อต่าง ๆ และเว็ปไซด์ www.pcd.go.th รวมทั้งนำไปใช้จัดทำรายงานสถานการณ์มลพิษของประเทศ ซึ่งปัจจุบันแหล่งน้ำผิวดินที่มีคุณภาพน้ำอยู่ในระดับเสื่อมโทรมและระดับเสื่อมโทรมมากมีแนวโน้มลดลง โดยแหล่งน้ำผิวดินทั่วประเทศมีคุณภาพน้ำอยู่ในระดับดี พอใช้ เสื่อมโทรม และเสื่อมโทรมมาก คิดเป็นร้อยละ 23, 51, 21, และ 5 ตามลำดับ


    (4) ติดตามตรวจสอบผลกระทบจากหลุมฝังกากสารเคมี จ. กาญจนบุรี 14 ตัวอย่าง และผลกระทบ สิ่งแวดล้อมจากการใช้สารเคมีในสวนส้ม 80 ตัวอย่าง นอกจากนั้น ได้ติดตามตรวจสอบสถานที่กำจัดขยะ มูลฝอยของเทศบาลเพื่อนำข้อมูลมาวางแผนจัดการฟื้นฟูสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยต่อไป และได้พัฒนาบุคลากรจากหน่วยงานท้องถิ่นในด้านดังกล่าว โดยการให้ความรู้ประกอบกับจัดทำคู่มือต่าง ๆ เช่น คู่มือการจัดการ ของเสียอันตราย คู่มือการตรวจสอบการปนเปื้อนน้ำใต้ดินจากสถานที่กำจัดขยะมูลฝอย คู่มือการจัดการของเสียอันตรายจากชุมชน เป็นต้น ปัจจุบันมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้แจ้งความจำนงค์ขอเอกสาร / คู่มือด้านมลพิษต่าง ๆ จากกรมควบคุมมลพิษแล้ว จำนวน 159 แห่ง


    (5) พัฒนาระบบติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศแบบอัตโนมัติเพื่อให้มีการรายงานและแจ้งเหตุ ด้านมลพิษได้อย่างทันเวลา โดยในปี พ.ศ. 2548 ดำเนินการติดตามตรวจสอบด้านคุณภาพอากาศ 1,232,694 ตัวอย่าง และด้านเสียง 5,337 ตัวอย่าง (ปัจจุบันมีสถานีตรวจวัด จำนวน 17 สถานีในกรุงเทพมหานคร 10 สถานีในเขตปริมณฑล และ 21 สถานีในจังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง นครสวรรค์ ขอนแก่น นครราชสีมา อยุธยา สระบุรี ราชบุรี ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต และสงขลา สามารถตรวจวัดสารมลพิษ ได้แก่ ฝุ่นรวม ฝุ่นขนาดเล็ก สารตะกั่ว คาร์บอนมอนอกไซด์ โอโซน ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และไนโตรเจนไดออกไซด์


กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม