เทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม
Q1: การบำบัดกลิ่นทางชีวภาพคืออะไร
A1: เป็นการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายสารที่มีกลิ่น โดยการผ่านก๊าซจากด้านล่างเข้าเข้าหอหรือถังบำบัดซึ่ง
บรรจุตัวกลางที่มีจุลินทรีย์เกาะอยู่ ซึ่งจะเกิดการดูดซึม การดูดซับ
การแพร่ และการย่อยสลายโมเลกุลของสารที่มีกลิ่น ข้อดีของวิธีการนี้คือ มีความยืดหยุ่นสูงสามารถรองรับสภาพความเข้มข้นและชนิดของสารที่เปลี่ยนแปลงได้ ประหยัดสารเคมี และไม่มีมลพิษในรูปอื่นเกิดขึ้นตามมาเป็นภาระให้บำบัดแต่มีข้อควรระวังคือ
การอุดตันของตัวกลางซึ่งจะทำให้เกิดความดันสูญเสีย
และการรักษาความชื้นของตัวกลางให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์
|
|
|
Q2: การบำบัดกลิ่นทางชีวภาพคืออะไร มีลักษณะอย่างไร
A2: เป็นการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายสารที่มีกลิ่น โดยการผ่านก๊าซจากด้านล่างเข้าเข้าหอหรือถังบำบัดซึ่งบรรจุตัวกลางที่มีจุลินทรีย์เกาะอยู่ ซึ่งจะเกิดการดูดซึม การดูดซับ การแพร่ และการย่อยสลายโมเลกุลของสารที่มีกลิ่น ข้อดีของวิธีการนี้คือ มีความยืดหยุ่นสูงสามารถรองรับสภาพความเข้มข้นและชนิดของสารที่เปลี่ยนแปลงได้ ประหยัดสารเคมี และไม่มีมลพิษในรูปอื่นเกิดขึ้นตามมาเป็นภาระให้บำบัดแต่มีข้อควรระวังคือ
การอุดตันของตัวกลางซึ่งจะทำให้เกิดความดันสูญเสีย
และการรักษาความชื้นของตัวกลางให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์
ภายหลังการบำบัด สารอินทรีย์จะเหลืออยู่มาก แต่จะมีเซลล์ใหม่เกิดขึ้นน้อย โดยทั่วไป มักเข้าใจกันว่าระบบบำบัดน้ำเสียแบบไม่ใช้อากาศหมายถึงระบบไม่ใช้อากาศ
ที่ผลิตกาซมีเทน โดยอาศัยแบคทีเรียที่หายใจด้วย CO2
การบำบัดน้ำเสียจึงเขียนแทนได้ด้วยสมการดังนี้

แต่ที่จริงแล้ว ในโลกของแบคทีเรียไม่ใช้อากาศยังมีแบคทีเรียอื่นที่ไม่ได้หายใจด้วย CO2
อีกหลายชนิด แบคทีเรียเหล่านั้นมีชีวิตอยู่ได้โดยหายใจสารอื่น เช่น NO3, SO4
, Fe2O3, FeOOH, MnO2 เป็นต้น 
|
|
Q3: อยากทราบวิธีการวิเคราะห์ตัวอย่างผักโดยใช้การย่อยสลายสารตัวอย่างแบบเปียกและแบบแห้ง
A3:
- วิธีเผาให้เป็นเถ้า ( Dry oxidation , Dry ashing ) นำสารตัวอย่างเผาที่อุณหภูมิสูงในบรรยากาศของออกซิเจน สารอินทรีย์จะสลายตัวออกไปจนเหลือแต่เถ้า แล้วจึงนำไปละลายด้วยกรดที่เหมาะสม เวลาเผาต้องควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสมเพราะธาตุบางชนิดอาจละเหยได้เมื่ออุณหภูมิสูงเช่น สารหนู(As) , ตะกั่ว(Pb) , เซเลเนียม(Se)
- วิธีย่อยเปียก ( wet oxidation , Wet digestion ) with mineral acids เป็นการย่อยสลายโดยนำสารตัวอย่างต้มกับกรดเข้มข้น อาจเป็นกรดเดียวหรือกรดผสม ขึ้นอยู่กับชนิดของตัวอย่าง ความยากง่ายของการเตรียมขึ้นอยู่กับการจับตัวภายในโครงสร้างของตัวอย่างที่วิเคราะห์ กรดที่นิยมใช้คือ HNO3 ,H2SO4 , HClO4 ส่วนใหญ่ใช้อัตราส่วน 3:1:1 ตามลำดับ
แบ่งตามสภาวะการทำงานได้ดังนี้
Digestion with Mineral Acids and Heating at Atmospheric Pressure: hot plate digestion, microwave digestion opened system
Digestion with Mineral Acids and Elevated Pressure: acids bomb digestion, microwave digestion closed system
การเตรียมตัวอย่างสำหรับวิเคราะห์ได้มาจากวิธีทดสอบที่นำมาใช้ในห้องปฏิบัติการโดยทั่วไปวิธีทดสอบมาจากแหล่งต่างๆ เช่น
Standard Method เช่น American Society for Testing and Materials (ASTM), Association of Official Chemists (AOAC)
Official Methods เช่น Environmental Protection Agency (EPA)
Literature Methods เช่น Application ที่มากับเครื่องมือ
Laboratory- developed Methods
สำหรับการเผาสารที่อุณหภูมิ 550 องศา เป็นช่วงที่สารทั้ง 5 ตัว ยังไม่เกิดการแตกตัว ซึ่งอุณหภูมิที่ทำให้สาร แตกตัวอยู่ที่ Co =2400, แมงกานีส (Mn) = 2350, ทองแดง (Cu) = 1900 ,แคดเมียม (Cd) = 1400 ,ตะกั่ว (Pb) = 1500
|
|
|
Q4: อยากทราบวิธีการวิเคราะห์ตัวอย่างผักโดยใช้การย่อยสลายสารตัวอย่างแบบเปียกและแบบแห้ง
A4:
Carbon tetrachloride (CCl4) หรือมีชื่ออื่นว่า carbon chloride, methane tetrachloride,
perchloromethane, tetrachloroethane, benziform เป็นสารประกอบอินทรีย์
เกิดจากคาร์บอน (C) ฟอร์มพันธะโควาเลนต์ (Covalent) กับธาตุคลอรีน (Cl)
มีสถานะเป็นของเหลว ไม่มีสี มีกลิ่นอีเธอร์ ใช้สารเคมีในห้องปฏิบัติการ การผลิตแร่
การหล่อโลหะผสมทองแดง การเตรียมคลอรีนอีกทั้งเป็นสารที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งได้
มีความเป็นพิษต่อ ตับ ไต และระบบประสาท หากมีการ สัมผัส สูดดม หรือกลืนกิน
หากได้รับสารเคมีนี้เข้าสู่ร่างกายในปริมาณมาก ทำให้เสียชีวิตได้
นอกจากนี้ยังมีความเป็นพิษต่อระบบนิเวศวิทยา โดยเฉพาะหากปนเปื้อนในแหล่งน้ำ
ดังนั้นจึงไม่ควรนำสารนี้มาใช้ในการซักล้าง
|
|
|