กากของเสียและสารอันตราย
Q1: อยากทราบหลักการทางวิศวกรรมที่ใช้ในการออกแบบระบบบำบัดน้ำชะขยะด้วยครับ
A1: การบำบัดน้ำชะขยะมูลฝอยด้วยกระบวนการทางชีววิทยา โดยส่วนใหญ่แล้วในประเทศไทยจะใชระบบบ่อปรับเสถียร
(Stabilization Pond) ซึ่งเกณฑ์การออกแบบที่ใช้ทั่วไป มีดังนี้
พารามิเตอร์ในการออกแบบและใช้ตรวจสอบระบบบำบัดน้ำชะขยะมูลฝอยแบบบ่อปรับเสถียร
พารามิเตอร์ |
บ่อบำบัดแบบไร้อากาศ
(Anaerobic Pond) |
บ่อผึ่ง
(Facultative Pond) |
บ่อใช้อากาศ
(Aerobic Pond) |
บ่อบ่ม
(Maturation Pond) |
ความลึก
(เมตร) |
2 - 4 |
2 - 3 |
0.2 - 0.6 |
1 - 1.5 |
ระยะเวลาเก็บกักน้ำ
(Hydraulic Retention Time)
(วัน) |
220 - 680 |
30 - 40 |
40 - 50 |
- |
อัตราภาระบีโอดี
(กรัม BOD5/ตารางเมตร/วัน) |
50 |
70 - 80 |
80 - 90 |
60 - 80 |
ประสิทธิภาพการลด BOD5
(ร้อยละ) |
50 |
70 - 80 |
80 - 90 |
60 - 80 |
| pH |
6.5 - 7.5 |
6. 5 - 8.0 |
6.5 - 8.0 |
6.5 - 8.0 |
สารแขวนลอย
(มิลลิกรัมต่อลิตร) |
30 - 150 |
30 - 150 |
30 - 200 |
30 - 300 |
การออกแบบระบบมักจะเริ่มด้วยการบำบัดโดยใช้บ่อบำบัดแบบไร้อากาศตามด้วยบ่อผึ่งตามด้วยบ่อใช้อากาศ
และบ่อบ่มเพื่อตกตะกอนสาหร่ายและจุลินทรีย์ก่อนหมุนเวียนไปใช้ประโยชน์ในสถานที่กำจัดขยะมูลฝอย
ที่มา
- กรมควบคุมมลพิษ, การวิจัยและพัฒนาระบบกำจัดน้ำเสียจากมูลฝอยแบบประหยัดพื้นที่และค่าใช้จ่าย, 2543
- กรมควบคุมมลพิษ, คู่มือปฏิบัติการในการดูแลและเดินระบบฝังกลบขยะมูลฝอย, 2547
- กรมควบคุมมลพิษ, น้ำเสียชุมชนและระบบบำบัดน้ำเสีย, 2545
|
|
Q2: ประเทศไทยมีที่ใดบ้างที่ใช้วิธีกำจัดขยะมูลฝอยแบบเตาเผาขยะมูลฝอยแบบถูกต้องตาม
หลักวิชาการ
A2: ปัจจุบันมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ดำเนินการกำจัดขยะมูลฝอยโดยใช้เตาเผาอยู่ 3 แห่ง
ได้แก่
- เทศบาลนครภูเก็ต เตาเผามีความสามารถกำจัดขยะมูลฝอยวันละ 250 ตัน ให้บริการรองรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งในจังหวัดภูเก็ต
ปัจจุบันดำเนินการโดยใช้งบประมาณจากกระทรวงมหาดไทยและเทศบาลฯ
- เทศบาลตำบลเกาะสมุย เตาเผามีความสามารถในการรองรับกำจัดขยะมูลฝอยวันละ 70 ตันต่อเตา
มีจำนวน 2 เตาเผา ปัจจุบันยังดำเนินการด้วยงบประมาณจากกระทรวงมหาดไทยและเทศบาล
- เทศบาลเมืองลำพูน ความสามารถในการกำจัดขยะมูลฝอยของเตาเผาวันละ 20 ตัน
ปัจจุบันดำเนินการกำจัดด้วยงบประมาณของเทศบาลฯ
|
|
Q3: ปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากขยะเทศบาลนั้นนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง
A3: สัดส่วนองค์ประกอบขยะของขยะมูลฝอยประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ เป็นพวก
เศษอินทรีย์ เศษอาหาร ซึ่งหากสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์โดยการเป็นปุ๋ยอินทรีย์
(สารบำรุงดิน) จะช่วยในการลดปริมาณขยะมูลฝอยที่ต้องกำจัดโดยวิธีอื่น
ปุ๋ยหมัก (สารบำรุงดิน) ที่ได้จากการหมักขยะมูลฝอยอินทรีย์ สามารถนำมาประโยชน์ได้หลายแนวทาง ซึ่งแยกได้ดังนี้
- เป็นแหล่งอาหารของจุลินทรีย์ในดิน
- ช่วยลดปริมาณเชื้อโรคพืชบางชนิดในดิน
- ช่วยปรับสภาพความเป็นกรด-ด่าง (pH) ของดิน
- ช่วยในการปรับปรุงสภาพดิน
โดยช่วยเพิ่มอินทรีย์วัตถุและธาตุอาหาร ทำให้ดินมีคุณสมบัติเหมาะต่อการเจริญเติบโต
ของพืช ส่งผลทำให้ผลผลิตสูงขึ้น ปุ๋ยหมักช่วยทำให้ดินมีคุณสมบัติเหมาะแก่การเพาะปลูก ดังนี้
ดินมีการจับตัวกันอย่างเหมาะสม ทำให้การระบายน้ำและอากาศถ่ายเทได้ดี
ดินมีความร่วนซุยดี
ดินมีธาตุอาหารครบถ้วน ทั้งธาตุอาหารหลักและธาตุอาหารรอง
ดินมีอินทรีย์สารต่างๆ อยู่อย่างครบถ้วน
การใช้ประโยชน์ของปุ๋ยหมัก
- การใช้ปุ๋ยหมักกับการปลูกพืช ผัก และไม้ดอก ในแปลงปลูก
- เตรียมแปลงตามความต้องการ และโรยปุ๋ยหมักให้ทั่วแปลง หนาประมาณ
2-4 เซนติเมตร ใช้จอบสับคลุกเคล้าให้ลึกประมาณ 20 เซนติเมตร และรดน้ำให้ทั่วแปลง หมักดินไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ หลังจากนั้นจึงนำพืชมาปลูกได้
- การใช้ปุ๋ยหมักกับการปลูกพืชในกระถาง
- ผสมปุ๋ยหมักกับดินร่วนในอัตราส่วน 1:5 โดยปริมาตร
รดน้ำให้ชุ่มและทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ แล้วจึงนำใส่ภาชนะหรือกระถางเพื่อปลูกพืชต่อไป
- การใช้ปุ๋ยหมักกับพืชไร่และไม้ผล
- สามารถทำได้ 2 ระยะ คือ
- ระยะที่ 1 ผสมปุ๋ยหมักลงในหลุมปลูก โดยใช้อัตราส่วนปุ๋ยหมักกับดิน เท่ากับ1:5 คลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วจึงนำกิ่งพันธุ์ไม้ผลลงปลูก เมื่อปลูกเสร็จแล้วควรทำการคลุกดินบริเวณโคนต้นด้วยฟางหรือหญ้าแห้ง
- ระยะที่ 2 การใช้ปุ๋ยหมักระหว่างการเจริญเติบโตของต้นไม้ กล่าวคือ หลังจากปลูกไม้ผล หรือพืชไร่แล้ว ควรใส่ปุ๋ยหมักให้ปีละ 1 ครั้ง เพื่อช่วยปรับสภาพดินให้ร่วนซุย
|
|
Q4: อยากทราบว่าปรอทที่บรรจุในเทอร์โมมิเตอร์
หากมีการแตก เราจะมีวิธีการกำจัดและทำลายปรอทได้อย่างไร
โดยผู้ที่กำจัดไม่ได้รับอันตรายจากสารปรอท และไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม
A2: ปรอท (Mercury) จัดเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 หมายความว่า การผลิต การนำเข้า การส่งออก หรือการมีไว้ครอบครองต้องได้รับอนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม
ปรอทมีผลกระทบต่อสุขภาพเมื่อร่างกายได้รับสัมผัสปรอท และก่อให้เกิดการสะสมในร่างกายได้ ปรอทมีความเป็นพิษมากต่อสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในน้ำ และอาจมีผลเสียระยะยาวต่อระบบนิเวศในน้ำ
การได้รับปรอท |
อันตรายต่อสุขภาพอนามัย |
| สัมผัสทางหายใจ |
การหายใจเข้าไป ทำให้เกิดการระคายเคืองทางเดินหายใจรุนแรง มีอาการเจ็บคอ ไอ เจ็บปวด เจ็บหน้าอก หายใจติดขัด ปวดศีรษะ กล้ามเนื้ออ่อนล้า หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ |
| สัมผัสทางผิวหนัง |
การสัมผัสถูกผิวหนัง สามารถดูดซึมผ่านผิวหนังได้ เป็นผื่นแดงและทำให้ปวดแสบปวดร้อน |
| กินหรือกลืนเข้าไป |
การกินหรือกลืนเข้าไป ทำให้แสบไหม้ปาก หลอดอาหาร ทำให้เป็นแผล มีอาการปวดท้อง อาเจียน และท้องร่วง ทำให้หัวใจเต้นอ่อนลง |
| สัมผัสถูกตา |
การสัมผัสถูกตา ทำให้แสบไหม้ เป็นตาแดง และเจ็บปวด ทำให้การมองเห็นไม่ชัดเจน |
| การก่อมะเร็ง |
สารนี้มีผลทำลายระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ความจำเสื่อม บุคลิกภาพ และพฤติกรรมเปลี่ยน กระเพาะอาหารและลำไส้ผิดปกติ ผื่นแดง ทำลายสมองและไต |
การกำจัดกรณีรั่วไหล (Leak and Spill)
- ห้ามสูดดมไอระเหยของปรอท ไม่ควรสัมผัสกับสาร หากทำงานในห้องปิด ต้องแน่ใจว่ามีแหล่งอากาศบริสุทธิ์เพียงพอ
- ทำความสะอาดโดยสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายที่เหมาะสม
- ให้ใช้การ์ดพลาสติก หรือกระดาษแข็ง ตักปรอทที่หกรั่วไหลและะเก็บไว้ในภาชนะบรรจุที่แห้งและปิดมิดชิด เช่น ขวดแก้ว หรือใส่ถุงพลาสติกประมาณ 2 – 3 ชั้น ก่อนนำไปกำจัด
- สถานที่ทิ้ง สามารถนำไปทิ้งไว้ในภาชนะที่สถานพยาบาลหรือโรงพยาบาล เพื่อรวบรวมไว้กับอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ชำรุดเพื่อรอกำจัดโดยสถานพยาบาลต่อไป หากไม่สะดวกหรือจำเป็นต้องทิ้งลงถังขยะภายในบ้านหรือที่ทิ้งขยะ ควรบรรจุในภาชนะหรือใส่ถุง และเขียนกำกับว่าเป็น “ของเสียอันตราย” โดยใส่ถุงแยกออกจากขยะทั่วไป เพื่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบการจัดการขยะนำไปกำจัดได้อย่างถูกวิธีตามหลักวิชาการต่อไป
- ป้องกันไม่ให้สารเคมีที่หกรั่วไหล ไหลลงสู่ท่อระบายน้ำ แม่น้ำ และแหล่งน้ำอื่น ๆ
- ให้ดูดซับส่วนที่หกรั่วไหลด้วยซัลเฟอร์ หรือแคลเซียม โพลีซัลไฟด์ เพื่อป้องกันอันตรายของปรอท
- การพิจารณากำจัด ให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ทางราชการกำหนด
อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล
ควรสวมใส่ชุดป้องกันที่เหมาะสมกับบริเวณทำงาน โดยพิจารณาจากความเข้มข้นและปริมาณสารอันตรายที่ใช้ ควรมีการตรวจสอบความทนทานต่อสารเคมีของชุดป้องกันโดยตัวแทนจำหน่าย
|
|
หน้ากากป้องกันการหายใจ |
ถุงมือ |
|
|
ชุดป้องกันสารเคมี |
แว่นตานิรภัย |
สุขอนามัยทางอุตสาหกรรม ให้เปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปื้อนสารเคมีทันที ทาครีมป้องกันผิวหนัง ล้างมือและหน้าหลังจากการใช้สาร ทำงานภายใต้ตู้ควัน ห้ามสูดดมสาร ห้ามกินอาหาร/ดื่มในบริเวณทำงาน
การปฐมพยาบาล (First Aid)
การได้รับปรอท |
การปฐมพยาบาล |
| หายใจเข้าไป |
ถ้าหายใจเข้าไป ให้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกสู่บริเวณที่มีอากาศบริสุทธิ์ ถ้าผู้ป่วยหยุดหายใจ ให้ช่วยผายปอด ถ้าหายใจลำบาก ให้ออกซิเจนช่วย นำส่งไปพบแพทย์ทันที |
| กินหรือกลืนเข้าไป |
ถ้ากินหรือกลืนเข้าไป กระตุ้นให้เกิดการอาเจียนทันที ห้ามไม่ให้สิ่งใดเข้าปากผู้ป่วยที่หมดสติ ให้ส่งไปพบแพทย์ทันที |
| สัมผัสถูกผิวหนัง |
ถ้าสัมผัสถูกผิวหนัง ให้ฉีดล้างผิวหนังทันทีด้วยน้ำปริมาณมากอย่างน้อย 15 นาที พร้อมถอดเสื้อผ้าและรองเท้าที่ปนเปื้อนสารเคมีออก ส่งไปพบแพทย์ทันที ซักทำความสะอาดเสื้อผ้าก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ |
| สัมผัสถูกตา |
ถ้าสัมผัสถูกตา ให้ฉีดล้างตาทันทีด้วยน้ำปริมาณมากอย่างน้อย 15 นาที กระพริบตาถี่ ๆ นำส่งไปพบแพทย์ทันที |
การเกิดอัคคีภัยและการระเบิด (Fire and Explosion)
ปรอทไม่ลุกไหม้ติดไฟ และเกิดการระเบิดที่เป็นอันตราย
กรณีเกิดเพลิงไหม้ ให้เลือกใช้สารดับเพลิง/วิธีการดับเพลิงที่เหมาะสมสำหรับวัสดุที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง ป้องกันมิให้น้ำที่ใช้ดับเพลิงไหลลงแหล่งน้ำบนดินหรือใต้ดิน ผู้ดับเพลิงต้องสวมใส่อุปกรณ์ช่วยหายใจชนิดมีถังในตัว (SCBA) เปลวไฟในบริเวณใกล้เคียงอาจทำให้เกิดไอระเหยของปรอทและปรอทออกไซด์
|
|
Q5: ทราบได้อย่างไรว่าของเสียอันตรายที่ถูกควบคุมจากการเคลื่อนย้ายข้ามแดน
(นำเข้า-ส่งออก) ของประเทศไทย
A5: สามารถตรวจสอบได้จาก
- บัญชีรายการในภาคผนวก 1 และ 8 ตามอนุสัญญาบาเซล
- บัญชีรายการของเสียอันตรายตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535
|
|
Q6: การส่งออกของเสียอันตรายออกไปต่างประเทศ จะตรวจสอบได้อย่างไรว่าประเทศผู้นำเข้า
-ส่งออกเป็นประเทศตามอนุสัญญาบาเซลหรือไม่
A6: สามารถตรวจสอบรายชื่อประเทศที่ให้สัตตยาบันตามอนุสัญญาบาเซลได้จาก www.basel.int
|
|
|
Q7: หากต้องการจะส่งออกเศษพลาสติกหลายชนิดปนกันไปยังประเทศจีนต้องขออนุญาตจากกรมควบคุมมลพิษด้วยพรือไม่
A7: การส่งออกเศษพลาสติกไปยังประเทศจีนไม่ต้องขออนุญาตจากกรมควบคุมมลพิษ เนื่องจาก เศษพลาสติกไม่ได้เป็นสินค้าหรือวัตถุอันตรายที่ขออนุญาตการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรตามกฎหมายใด ๆ แต่เป็นสินค้าที่ต้องขออนุญาตในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร (ฉบับที่ 112) พ.ศ. 2539 ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2539 โดยจะอนุญาต ให้นำเข้าได้ตามความเห็นชอบของกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งพลาสติกใช้แล้วที่จะนำเข้าต้องเป็นไปเงื่อนไขที่กำหนดในประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องหลักเกณฑ์ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับการอนุญาตนำเศษ เศษตัด และของที่ใช้ไม่ได้ ซึ่งเป็นพลาสติกไม่ว่าใช้แล้วหรือไม่ก็ตาม เข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2549 ฉบับลงวันที่ 18 ธันวาคม 2549
|
|
|
Q8: สถานที่รับกำจัด/บำบัด เก็บรวบรวมขนส่งของเสียอันตรายที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายมีที่ใดบ้าง
A8: สามารถตรวจสอบสถานที่หรือตัวแทนที่ให้บริการรับกำจัด/บำบัด เก็บรวบรวมขนส่ง เสียของเสียได้จากเว็บไซด์กรมโรงงานอุตสาหกรรม http://www2.diw.go.th/iwmb/index.asp หรือสำนักงานโรงงานอุตสาหกรรมการรายสาขา 6 โทรศัพท์ 02202 4165, 02202 4242
|
|
|
Q9: สถานที่รับกำจัด/บำบัดของเสียอันตรายมีของทางราชการหรือไม่ อยู่ที่ไหนบ้าง ขอทราบทราบสถานที่ติดต่อ
A9:
สถานที่รับจัดการของเสียอันตราย ในปัจจุบันเป็นของภาคเอกชน แต่ต้องได้รับอนุญาติให้ประกอบกิจการจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมก่อนดำเนินการ ตัวอย่างเช่น (ข้อมูลเมื่อพฤศจิกายน 2550)
- สถานที่รับจัดการของเสียอันตราย ด้วยวิธีฝังกลบแบบปลอดภัย
1.1 บริษัท บริหารและพัฒนาเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จำกัด (มหาชน)
โทร. 0 2502 0998-9
1.2 บริษัท เบตเตอร์ เวิลดิ์ กรีนจำกัด (มหาชน) โทร. 0 2731 2574
1.3 บริษัท โปรเฟสชันแนล เวสต์ เทคโนโลยี (1999) จำกัด (มหาชน) โทร. 0 2261 3721-3
- สถานที่รับจัดการของเสียอันตราย ด้วยวิธีเผาทำลายในเตาเผาปูนซิเมนต์
2.1 บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (โรงงานแก่งคอย) โทร. 0 3624 5428-9,0 3635 7102
2.2 บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (โรงงานท่าหลวง) โทร. 0 3635 1200-9
2.3 บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (โรงงานเขาวง) โทร. 0 3633 4710-1
2.4 บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (โรงงานลำปาง) โทร. 0 5427 1501
2.5 บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (โรงงานทุ่งสง) โทร. 0 7553 8111
2.3 บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวงไทย จำกัด โทร. 0 2797 7000
2.4 บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) โทร. 0 3633 9228
- สถานที่รับจัดการมูลฝอยติดเชื้อ ด้วยวิธีการเผาในเตาเผามูลฝอยติดเชื้อ มีจำนวน 11 แห่ง ดังนี้
3.1 เทศบาลนครเชียงใหม่ โทร. 053 - 259000
3.2 เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี โทร. 035- 511021 ต่อ 110
3.3 องค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี โทร. 02-5913383
3.4 กรุงเทพมหานคร โทร. 02-658 5858
3.5 เทศบาลนครสมุทรสาคร โทร. 034-411208
3.6 เทศบาลนครภูเก็ต โทร. 0-7621-2196, 0-7621-3551
3.7 เทศบาลนครอุดรธานี โทร. 042-325176-85
3.8 เทศบาลนครขอนแก่น โทร. 043-221202, 043-224818
3.9 เมืองพัทยา โทร. 038-253100
3.10 เทศบาลนครหาดใหญ่ โทร. 074-200000
3.11 เทศบาลนครพิษณุโลก โทร. 0-5523-1400 ต่อ 104-110
- สถานที่รับจัดการของเสียอันตราย ด้วยวิธีการรีไซเคิล
4.1 บริษัท เทคโนเคม จำกัด โทร. 0 2918 1066
4.2 บริษัท ซิต้า ไทย เวสท์ แมเนจเมนต์ เซอร์วิส จำกัด
4.3 บริษัท อุตสาหกรรมน้ำมันไทย จำกัด
4.4 บริษัท เอเชี่ยน พีวีเอส เคมีคัล จำกัด โทร. 0 3857 0441
4.5 บริษัท เอเชี่ยน เคมีคอล จำกัด โทร. 0 3857 0441
4.6 บริษัท สุวรรณมงคล ออยส์ จำกัด
4.7 บริษัท ซีเค รีเจน ชีสเต็มส์ จำกัด
4.8 บริษัท เอเชีย รีไฟนิ่ง จำกัด
4.9 ห้างหุ้นส่วนจำกัด วริศ โลหะกิจ โทร. 0 3896 8155
4.10 บริษัท ระยองเวสต์ จำกัด โทร. 0 3896 8155
4.11 บริษัท แวกซ์ กาเบ็จ รีไซเคิล เซ็นเตอร์ จำกัด โทร. 0 3271 130
4.12 ห้างหุ้นส่วนจำกัด สุขเจริญทรัพย์ รีไซเคิล
4.13 บริษัท เอ เค เอ็นไวรอนเมนทอล อัลไลแอนซ์ จำกัด
4.14 บริษัท รีไซเคิลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด โทร. 0 2749 9650
4.15 บริษัท รีฟายน์เทค จำกัด
4.16 บริษัท ไทย ซีซิง จำกัด โทร. 0 3442 3603
4.17 บริษัท ส.เจริญ ไทย รีไซเคิล จำกัด
4.18 บริษัท เอส พี วี ปิโตรเลียม จำกัด
4.19 บริษัท เวสท์ รีโคเวอรี่ จำกัด
สำหรับโรงงานรับจัดการของเสียอันตรายด้วยวิธีการอื่น ๆ ที่ได้รับอนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่สำนักโรงงานอุตสาหกรรมรายสาขา 6 โทร 0 2202 4065,68 หรือ ตรวจสอบรายชื่อโรงงานตามประเภทโรงงานอุตสาหกรรมได้ที่ http://www.diw.go.th/diw_web/html/versionthai/data/Download_fac2.asp
|
|
|
Q10: กระเบื้องมุงหลังคา แผ่นฝ้าเพดาน และผนังที่มีส่วนประกอบของแอสเบสตอส จะสังเกตเห็นได้อย่างไร เป็นอันตรายอย่างไร และควรกำจัดอย่างไร
A10: การใช้งานของแอสเบสตอส เกิดจากลักษณะเด่นในความเป็น “ใยหิน” ที่ทนไฟและสารเคมี ดังนั้น การใช้งานแอสเบสตอสเกือบทั้งหมดจะยังคงลักษณะความเป็นแร่ใยหินให้เห็นอยู่ และมักไม่มีการนำแอสเบสตอสไปผสมกับวัสดุอื่น ในลักษณะที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางกายภาพและทางเคมีของแอสเบสตอสจนไม่สามารถสังเกตุเห็นเส้นใย ซึ่งวัสดุที่มีส่วนประกอบของแอสเบสตอสส่วนใหญ่มักสามารถสังเกตุเห็นได้ด้วยตาเปล่า หรือ ใช้แว่นขยาย นอกเสียจากเป็นการผสมในระดับโมเลกุลที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าหรือแว่นขยาย
ความเป็นอันตรายของแอสเบสตอส
โดยปกติอันตรายจากแอสเบสตอสมักเกิดเมื่อเส้นใยแอสเบสตอสกลายเป็นฝุ่น และลอยอยู่ในอากาศและถูกสูดหายใจเข้าไปในร่างกาย และเนื่องจากฝุ่นนั้นมีขนาดเล็กมากๆ ซึ่งปอดไม่สามารถไล่เส้นใยเหล่านี้ออกฝ่านลมหายใจได้ อีกทั้งแอสเบสตอสเป็นฝุ่นแหลมขนาดเล็กซึ่งสามารถมุดผ่านผิวหนังและผ่านไปยังกระแสเลือดได้อีกด้วย ซึ่งโรคที่เกิดจากแอสเบสตอสมีหลายโรค เช่น แอสเบโตซิส โรคมะเร็งเยื้อหุ้มปอดและเยื่อบุช่องท้อง เป็นต้น ดังนั้น การป้องกันอาตรายจากแอสเบสตอส สามารถทำได้โดย หลีกเลี่ยงการกระทำที่จะทำให้แอสเบสตอสแตก และป้องกันตัวเองโดยการสวมหน้ากากที่มีตลับกรองใยฝุ่นหิน สวมเสื้อ สวมแว่นตาและกางเกงขายาวคุมผิวหนัง ห่อหุ้มชิ้นส่วนที่พบแอสเบสตอสพร้อมติดป้ายเตือนให้ชัดเจน และติดต่อผู้เชี่ยวชาญมานำไปกำจัดอย่างถูกวิธี
การกำจัดแอสเบสตอส แอสเบสตอสสามารถกำจัดได้โดยการนำไปฝังกลบอย่างปลอดภัย ไม่นิยมนำมาเผาเนื่องจากแอสเบสตอสเป็นวัสดุที่ทนไฟ
|
|
|
Q11: กากตะกอนที่มีโลหะหนักจะมีวิธีกำจัดอย่างไร
A11: การกำจัดกากตะกอนที่มีโลหะหนักปนเปื้อน จะต้องใช้ขบวนการบำบัดทางเคมี - ฟิสิกส์ (Physic Chemical – Physical Treatment) โดยหลักการของวิธีนี้คือ การทำลายฤทธิ์ด้วยสารเคมีให้หมดสภาพอันตราย และอยู่ในสภาพที่คงตัวไม่ละลายน้ำได้อีก โดยอาจทำการปรับเสถียรหรือการทำให้เป็นก้อนแข็ง (Stabilization and Solidification) เพื่อเป็นการลดความเป็นพิษ โดยการเติมสารเคมีให้ทำปฏิกิริยากับสารพิษที่เจอปนอยู่ในของเสียทำให้สารพิษนั้นอยู่ในรูปสารประกอบอื่นที่ไม่เป็นพิษและไม่ละลายน้ำ (กากตะกอนที่บำบัดด้วยวิธีนี้ก่อนจะนำไปฝังกลบควรทดสอบคุณสมบัติก่อนว่าไม่ละลายน้ำ โดยค่าน้ำชะขยะ (Leachate) ของโลหะหนักที่ปนเปื้อนจะต้องไม่เกินมาตรฐานที่กำหนด) หลังจากที่กากตะกอนได้รับการบำบัดให้หมดความเป็นพิษแล้วจะถูกนำไปฝังกลบอย่างปลอดภัย (Secure Landfill) โดยโรงงานหรือสถานประกอบที่รับกำจัดของเสียอันตราย
|
|
|
Q12: รายละเอียดของน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้ว ด้านโครงสร้างทางเคมี องค์ประกอบ ความเป็นพิษ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
A12:
- โครงสร้างทางเคมี
- น้ำมันหล่อลื่นเมื่อใช้แล้ว คุณสมบัติต่างๆ จะเปลี่ยนแปลงไปตามการใช้งาน ดังนั้น โครงสร้างของต่างๆ ของน้ำมันหล่อลื่นก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน ซึ่งข้อมูลดังกล่าวไม่สามารถจัดหาให้ได้
- องค์ประกอบของน้ำมันหล่อลื่น
- น้ำมันหล่อลื่นประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วน คือ น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน (Base Lube Oil) และสารเติมแต่งคุณภาพ ได้แก่ สารต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่น สารช่วยป้องกันการเกิดสนิม สารช่วยกระจายเขม่า สารต้านทานการสึกหรอ สารเพิ่มดรรชนีความหนืด สารลดจุดไหลเท สารต้านการเกิดฟอง และสารรับแรงกดสูง เป็นต้น
- ความเป็นพิษ
- จากการสัมผัสน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วเป็นประจำ ผิวหนังจะแห้งแตก ระคายเคืองเป็นผื่นแดง เกิดการติดเชื้อและการแพ้ได้ง่าย
จากการสูดดม หากสูดดมไอละอองของน้ำมันหล่อลื่น ในขณะที่มีการใช้งานของเครื่องยนต์จะเกิดอาการวิงเวียน คลื่นไส้ อ่อนเพลีย ง่วงนอน และมีอาการระคายเคืองต่อหลอดลมและปอด
จากการเข้าสู่ร่างกาย จะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ ปวดท้องและท้องเสีย เนื่องจากสารเติมแต่งคุณภาพในน้ำมันหล่อลื่น
- ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
- การทิ้งน้ำมันหล่อลื่นลงสู่แหล่งน้ำ หากทิ้งนำมันหล่อลื่นใช้แล้วลงสู่ท่อระบายน้ำหรือแหล่งน้ำ จะทำให้เกิดอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต และนิเวศวิทยาในแหล่งน้ำ เนื่องจากน้ำมันจะลอยตัวและรวมตัวกลายเป็นแผ่นฟิลม์ที่ผิวน้ำ แสงแดดจึงไม่สามารถส่องผ่านได้ ออกซิเจนไม่สามารถละลายลงสู่แหล่งน้ำทำให้ออกซิเจนในน้ำลดลง ความเข้มของน้ำมันหล่อลื่นทำให้น้ำดูดซับความร้อนจากแสงอาทิตย์ทำให้น้ำมีอุณหภูมิสูงขึ้น ส่งผลต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตในน้ำ
- การเผาทิ้งน้ำมันหล่อลื่น จะทำให้เกิดไอพิษ ควันพิษที่มีสารโลหะหนัก ออกไซด์ของโลหะต่างๆ ฟุ้งกระจายสู่บรรยากาศ
|
|
|
Q13: ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดการน้ำมันหล่อลื่นที่ใช้แล้วอย่างถูกวิธี
A13: การจัดการน้ำมันหล่อลื่นที่ใช้แล้ว
การจัดการน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การนำน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วมาปรับใช้ในรูปสารละลาย น้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วมากลั่นเป็นน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานกลั่นใช้ใหม่ และการนำน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วมาใช้เป็นพลังงานทดแทน หรือการเผาทิ้ง ทั้งนี้การเผาน้ำมันหล่อลื่นอย่างไม่
ถูกวิธีจะทำให้เกิดไอพิษ ควันพิษที่มีสารโลหะหนัก ออกไซด์ของโลหะต่างๆ ฟุ้งกระจายสู่บรรยากาศ
หากต้องการรายละเอียดอื่นๆ สามารถสอบถามได้จาก กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานโรงงานอุตสาหกรรมรายสาขา 6 โทร. 02-202-4167-8 http://www2.diw.go.th บริษัทผู้ค้าน้ำมัน เช่น บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) www.pttplc.com สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย http://www.ptit.org/oilbusiness/knowledge/knowledge09.html หรือเว็บไซด์ของกรมควบคุมมลพิษ เรื่อง อันตรายจากน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้ว http://www.pcd.go.th/info_serv/haz_lubri.html
|
|
|
Q14: ต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการซากรถยนต์ และสถานการณ์ของของเสียประเภทรถยนต์ที่ไม่สามารถใช้งานได้แล้วในประเทศไทย
A14: จากการสอบถามข้อมูลไปยังสำนักจัดการคุณภาพอากาศและเสียง ส่วนมลพิษจากยานพาหนะ
กรมควบคุมมลพิษ และฝ่ายสถิติ กรมการขนส่งทางบก แจ้งว่า ขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานใดในประเทศไทย ดำเนินการจัดการเกี่ยวกับซากรถยนต์ และรวบรวมสถานการณ์ของของเสียประเภทรถยนต์ไว้ แต่ถ้าหากต้องการทราบถึงปริมาณของรถยนต์ที่จดทะเบียนในประเทศ และจำนวน
รถยนต์ที่แจ้งเลิกใช้งานตลอดไป (ซึ่งจำนวนรถที่แจ้งยกเลิกใช้ อาจนำมาคาดการณ์ได้ว่าเป็นรถยนต์ที่เสื่อมสภาพไม่สามารถใช้การได้แล้ว)สามารถหาข้อมูลได้จาก กรมการขนส่งทางบก ฝ่ายสถิติ
โทร. 02 2723625 www.dlt.go.th/statistics_web/tax_3_8/bangkok/whole.xls
|
|
Q15: ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดการยางรถยนต์ที่ใช้แล้วอย่างถูกวิธี
A15: การจัดการยางรถยนต์ที่ใช้แล้ว การจัดการยางรถยนต์ที่ใช้แล้วสามารถนำไปใช้ทดแทนเชื้อเพลิงหรือเผาทำลายในเตาเผาอุณหภูมิสูง โดยมีบริษัทที่สามารถรับดำเนินการ ดังนี้
- บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย (แก่งคอย) จำกัด โทร. 0 2586 5310 , 0 2586 5979
- บริษัท ปูนซิเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) โทร. 0 3635 7155
|
|
|
Q16: การจัดตั้งโรงงานขนาดเครื่องจักรไม่เกิน 50 แรงม้า โดยนำของเสียอันตรายมาแปรรูปจะต้องขออนุญาตจากหน่วยงานใด หากมีการรับซื้อการสารเคมี การบำบัดของเสียอันตราย หรือนำสารระเหยและกากที่แปรรูปไปจำหน่ายจะต้องขออนุญาต หรือขึ้นทะเบียนหรือไม่
A16: ในการจัดตั้งโรงงานจะต้องดำเนินการขออนุญาตประกอบกิจการจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม ตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 ซึ่งจะกำหนดประเภท ชนิด และขนาดที่ตั้งของโรงงาน ในการขออนุญาตขึ้นทะเบียนจัดตั้งโรงงานเพื่อนำของเสียมาแปรรูป ผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบวิธีหรือข้อกำหนดสำหรับการดำเนินกิจการได้จาก กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานโรงงานอุตสาหกรรมรายสาขา 6 ส่วนการอนุญาตโรงงาน โทร.02-202-4168 หรือสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดในเขตพื้นที่ของท่าน
สำหรับการขออนุญาตบำบัดหรือกำจัดของเสียอันตรายภายในประเทศ ผู้ประกอบการจะต้อง
ขออนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม/สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด และปฏิบัติตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องการกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว พ.ศ.2548 โดยสามารถติดต่อได้ที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานโรงงานอุตสาหกรรมรายสาขา 6 ส่วนการจัดการวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว โทร. 02-202-4167-8 หรือตรวจสอบข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ ได้จาก http://www2.diw.go.th/iwmb/
|
|
|
Q17: การข้อมูลในการขอใบอนุญาต ประกอบกิจการโรงงานคัดแยก/รีไซเคิล และการขนย้ายของเสียอุตสาหกรรม
A17: ในการขออนุญาตประกอบกิจการเป็นโรงงานคัดแยก/รีไซเคิลของเสียอุตสาหกรรม จะต้อง
ขออนุญาตประกอบกิจการโรงงานประเภท 105 และปฏิบัติตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง หลักเกณ์การพิจารณาอนุญาตประเภทหรือชนิดของโรงงาน ลำดับที่ 105 และลำดับที่ 106 ผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบวิธีหรือข้อกำหนดสำหรับการดำเนินกิจการได้จาก กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานโรงงานอุตสาหกรรมรายสาขา 6 ส่วนการอนุญาตโรงงาน โทร.
0 2202 4167-8 หรือสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงาน หรือตรวจสอบรายละเอียดตาม link ต่อไปนี้ www.diw.go.th/diw/m2_index.html
การขออนุญาตเป็นผู้ขนย้ายของเสียอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการจะต้องขออนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมและปฏิบัติตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องการกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว พ.ศ.2548 และประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง ระบบเอกสารกำกับการขนส่งของเสียอันตราย พ.ศ.2547 (ในกรณีที่มีการขนย้ายของเสียอันตราย) ตาม link ต่อไปนี้ www.diw.go.th/diw/m2_index.html หรือตรวจสอบข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ ได้ที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานโรงงานอุตสาหกรรมรายสาขา 6 โทร. 0 2202 4167-8 หรือ http://www2.diw.go.th/iwmb/
|
|
|
Q18: อยากทราบถึงปริมาณสารตกค้างในดินที่เป็นที่ยอมรับได้ของสาร DDT, Dieldrin และ Heptachlor
A18: ตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 25 (พ.ศ. 2547) ออกตามความในพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เรื่อง กำหนดมาตรฐานคุณภาพดิน ตีพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 121 ตอนพิเศษ 119 ง ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2547 กำหนดมาตรฐานดินแยกตามการใช้ประโยชน์ที่ดิน ได้ 2 ประเภท ดังนี้
มาตรฐานคุณภาพดินที่ใช้ประโยชน์เพื่อการอยู่อาศัยและเกษตรกรรม ต้องมีสารอันตรายที่สอบถามมาไม่เกินค่าต่อไปนี้
DDT ไม่เกิน 17 mg/kg
Dieldrin ไม่เกิน 0.3 mg/kg
Heptachor ไม่เกิน 1.1 mg/kg
มาตรฐานคุณภาพดินที่ใช้ประโยชน์เพื่อการอื่นนอกเหนือจาก การอยู่อาศัยและเกษตรกรรม ต้องมีสารอันตรายที่สอบถามมาไม่เกินค่าต่อไปนี้
DDT ไม่เกิน 120 mg/kg
Dieldrin ไม่เกิน 1.5 mg/kg
Heptachor ไม่เกิน 5.5 mg/kg
ทั้งนี้การตรวจสอบการปนเปื้อนของสารดังกล่าวในดิน ต้องดำเนินการด้วยวิธี Gas Chromatography หรือ Gas Chromatography / Mass Spectrophotometer หรือวิธีอื่นที่กรมควบคุมมลพิษเห็นชอบ โดยวิธีการเก็บและรักษาตัวอย่างดินให้เป็นไปตามที่กำหนดดังนี้
วิธีการรักษาตัวอย่าง |
สารที่จะวิเคราะห์และตรวจสอบ
(Parameter)
|
ภาชนะบรรจุ
(Container)
|
การเก็บรักษา
(Preservative) |
ระยะเวลาที่เก็บไว้ได้
(Holding Time)
|
| สารอินทรีย์ระเหยง่าย |
แก้ว |
แช่เย็นที่ 4o - 2 o C |
14 วัน |
โลหะหนัก (ยกเว้น
โครเมียมชนิดเฮ็กซาวาเลนท์
และปรอทและสารประกอบปรอท) |
พลาสติกหรือแก้ว |
แช่เย็นที่ 4o - 2 o C |
180 วัน |
| โครเมียมชนิดเฮ็กซาวาเลนท์ |
พลาสติกหรือแก้ว |
แช่เย็นที่ 4o - 2 o C |
30 วัน ก่อนทำการเตรียมตัวอย่าง
4 วัน หลังทำการเตรียมตัวอย่าง
|
| ปรอทและสารประกอบปรอท |
พลาสติกหรือแก้ว |
แช่เย็นที่ 4o - 2 o C |
28 วัน |
| สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์ |
แก้ว |
แช่เย็นที่ 4o - 2 o C |
14 วัน ก่อนทำการเตรียมตัวอย่าง
40 วัน หลังทำการเตรียมตัวอย่าง |
| เบนโซ (เอ) ไพรีน |
แก้ว |
แช่เย็นที่ 4o - 2 o C |
14 วัน ก่อนทำการเตรียมตัวอย่าง
40 วัน หลังทำการเตรียมตัวอย่าง
|
| ไซยาไนด์และสารประกอบไซยาไนด์ |
พลาสติกหรือแก้ว |
แช่เย็นที่ 4o - 2 o C |
14 วัน ก่อนทำการเตรียมตัวอย่าง
40 วัน หลังทำการเตรียมตัวอย่าง
|
| พีซีบี |
แก้ว |
แช่เย็นที่ 4o - 2 o C |
14 วัน ก่อนทำการเตรียมตัวอย่าง
40 วัน หลังทำการเตรียมตัวอย่าง
|
| ไวนิลคลอไรด์ |
แก้ว |
แช่เย็นที่ 4o - 2 o C |
14 วัน
|
ท่านสามารถศึกษาเกี่ยวกับมาตรฐานคุณภาพดินเพิ่มเติมไว้ที่เว็บลิงค์ของกรมควบคุมมลพิษที่ http://www.pcd.go.th/info_serv/reg_std_soil01.html
|
|
|
Q19: รายละเอียดของน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้ว ด้านโครงสร้างทางเคมี องค์ประกอบ ความเป็นพิษ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
A19:
- ประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 25 (พ.ศ. 2547) ออกตามความในพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เรื่อง กำหนดมาตรฐานคุณภาพดิน ตีพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 121 ตอนพิเศษ 119 ง ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2547
- - กำหนดมาตรฐานคุณภาพดินที่ใช้ประโยชน์เพื่อการอยู่อาศัยและเกษตรกรรม ต้องมีพีซีบี (PCBs) ไม่เกิน 2.2 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
- - กำหนดมาตรฐานคุณภาพดินที่ใช้ประโยชน์เพื่อการอื่นนอกเหนือจาก การอยู่อาศัยและเกษตรกรรม ต้องมีพีซีบี (PCBs) ไม่เกิน 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
- - โดยวิธีการตรวจวัดให้ใช้วิธี Gas Chromatography หรือวิธีอื่นที่กรมควบคุมมลพิษเห็นชอบ
- ประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 20 (พ.ศ. 2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เรื่อง กำหนดมาตรฐานคุณภาพน้ำใต้ดิน ตีพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 117 ตอนพิเศษ 95 ง ลงวันที่ 15 กันยายน 2543
- - กำหนดว่าพีซีบี (PCBs) ต้องไม่เกิน 0.5 ไมโครกรัม/ลิตร
- - โดยวิธีการตรวจวัดให้ใช้วิธี Liquid - Liquid Extraction Gas Chromatography (Method II) หรือวิธีอื่นที่กรมควบคุมมลพิษเห็นชอบ
|
|
|
Q20: กรณีเป็นโรงงานอุตสาหกรรม จะสามารถเข้าร่วมโครงการเรียกคืนซากหลอดฟลูออเรสเซนต์ได้หรือไม่ และต้องดำเนินการอย่างไร
A20: กรณีเป็นโรงงานอุตสาหกรรม ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ เนื่องจากติดปัญหาในเรื่องของข้อกฎหมาย แต่โรงงานสามารถติดต่อบริษัทผู้รับดำเนินการกำจัด/บำบัดของเสียอันตราย เพื่อนำซากหลอดฟลูออเรสเซนต์ไปจัดการอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการได้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนของเสียอันตราย กรมควบคุมมลพิษ โทร. 0 2298 2435-8 หรือตรวจสอบรายชื่อผู้รับดำเนินการจัดการของเสียอันตรายได้ที่ http://www2.diw.go.th/iwmb/
|
|
|
Q21: การถ่ายเทขยะมูลฝอย (Unloading) ลงสู่บ่อฝังกลบ
A21:
ในปัจจุบันปัญหาที่พบได้บ่อยครั้งในพื้นที่กำจัดขยะมูลฝอย คือ ปัญหาการถ่ายเทขยะมูลฝอยจากรถเก็บขนขยะมูลฝอยสู่พื้นที่กำจัดขยะ
มูลฝอย โดอยพบว่า ไม่มีการกำหนดพื้นที่ชัดเจร อีกทั้งไม่มีการควบคุมพนักงานขับรถเก็บขนขยะมูลฝอยให้ขนถ่ายขยะมูลฝอยให้ตรงจุด
กำจัด ซึ่งบางครั้งถ่ายเทลงบริเวณถนนทางเข้า ทำให้ขยะมูลฝอยกระจัดกระจายทั่วบริเวณก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา... รายละเอียด
|
|
|
Q22: การฝังกลบรายวันที่ไม่มีประสิทธิภาพ
A22:
การฝังกลบเป็นงานหลักของการกำจัดขยะมูลฝอย ซึ่งการฝังกลบมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความถี่ในการฝังกลบ สถานที่
กำจัดขยะมูลฝอยที่ดีจะมีการฝังกลบขยะมูลฝอยเป็นประจำทุกวัน เพื่อป้องกันน้ำฝนไหลเข้าสู่บ่อกลบ และลดการซึมผ่านของน้ำชะมูลฝอย
ในเซลล์ขยะที่ฝังกลบ นอกจากนี้การฝังกลบรายวัน จะช่วยลดปัญหาต่างๆ... รายละเอียด
|
|
|
Q23: การเลือกเครื่องจักรกลไม่เหมาะสมกับงาน
A23: การเลือกใช้เครื่องจักรกลไม่เหมาะสมกับงาน หรือใช้ผิดวิธีอาจก่อให้เกิดผลเสียต่างๆ เช่น ทำให้งานฝังกลบล่าช้าและไม่มีประสิทธิภาพ
ทำให้เกิดอุบัติเหตุจากการใช้งานผิดประเภท เป็นต้น การเลือกใช้เครื่องจักรสำหรับการดำเนินการฝังกลบขยะมูลฝอยอาจต้องใช้เครื่อง
จักรมากกว่า 1 ชนิด ขึ้นอยู่กับปริมาณขยะมูลฝอยที่ต้องกำจัดในแต่ละวัน และขนาดพื้นที่ดำเนินงาน ซึ่งมีวิธีการพิจารณาคัดเลือกเครื่องจักร
ที่ใช้ในสถานที่ฝังกลบ... รายละเอียด
|
|
|
Q24: การฝังกลบในฤดูฝน
A24: การฝังกลบในช่วงฤดูฝนมักจะเกิดจากปริมาณน้ำฝนจำนวนมากที่ตกภายในพื้นที่ หากระบายออกไม่ทันทำให้เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ฝังกลบ น้ำฝนจะปะปนกับน้ำชะมูลฝอยทำให้ยากต่อการบดอัดและฝังกลบ และอาจส่งให้น้ำชะมูลฝอยไหลออกนอกพื้นที่ ซึ่งมีแนวทาง
แก้ไขปัญหา...รายละเอียด
|
|
|
Q25: การฝังกลบในที่ลาดชัน
A25: กรณีการฝังกลบในพื้นที่ลาดชันอาจเกิดปัญหาฝังกลบ การบดอัด และการรวบรวมน้ำชะมูลฝอยที่ไม่มีประสิทธิภาพ ...รายละเอียด
|
|
|
Q26: พื้นที่ฝังกลบใกล้เต็ม
A26: กรณีพื้นที่ฝังกลบใกล้เต็มทำให้การฝังกลบไม่มีประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดปัญหา เช่น พื้นที่เต็มเร็วกว่าที่กำหนดไม่สามารถนำขยะมูล
ฝอยมากำจัดได้ รวมทั้งปัญหากองขยะในบ่อฝังกลบยุบตัว ดังนั้นบ่อฝังกลบที่ใกล้เต็มพื้นที่ควรมีการติดตามประเมินผลอย่างใกล้ชิด... รายละเอียด
|
|
|
Q27: ระบบรวบรวมน้ำชะมูลฝอยล้มเหลว
A27: เนื่องจากมีการอุดตันหรือชำรุดแตกหัก ซึ่งมีปัญหาเหล่านี้เกิดจากมีขยะมูลฝอยหลุดเข้าไปในท่อรวบรวมน้ำชะมูลฝอย และเข้าไปอุดตัน
ระบบท่อทำให้น้ำชะมูลฝอยค้างอยู่ในระบบท่อเป็นเวลานาน ไม่สามารถถ่ายเทน้ำชะมูลฝอยได้ ซึ่งมีแนวทางแก้ไขปัญหา... รายละเอียด
|
|
|
Q28: น้ำชะมูลฝอยจากบ่อบ่อฝังกลบปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำผิวดิน
A28:
การปนเปื้อนแหล่งน้ำผิวดิน และการปนเปื้อนน้ำใต้ดิน ทำให้ไม่สามารถนำน้ำมาใช้อุปโภค สัตว์น้ำในแหล่งน้ำที่มีการปนเปื้อนจะได้รับ
สารพิษ หากประชาชนนำไปบริโภคอาจก่อให้ก่ออันตรายได้ปัญหาที่เกิดการร้องเรียนจากบ่อยครั้ง...
รายละเอียด
|
|
|
Q29: น้ำชะมูลฝอยจากบ่อบ่อฝังกลบปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำใต้ดิน
A29: เป็นปัญหาหนึ่งที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและมนุษย์ เนื่องจากแหล่งน้ำใต้ดินใช้ในการอุปโภค หากเกิดการปนเปื้อนก่อให้เกิดผล
กระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อม... รายละเอียด
|
|
|
Q30: น้ำจากภายนอกระบบเข้าสู่พื้นที่ฝังกลบขยะมูลฝอย
A30: น้ำจากภายนอกระบบที่เข้าสู่พื้นที่ฝังกลบส่วนใหญ่จะเป็นน้ำฝนที่ตกตามธรรมชาติ และน้ำจากแหล่งน้ำผิวดินบริเวณใกล้เคียงที่ท่วมและ
ไหลบ่าเข้าสู่พื้นที่ ซึ่งจะเกิดปัญหาต่อการบริหารจัดการระบบฝังกลบขยะมูลฝอย... รายละเอียด
|
|
|
Q31: ปัญหาพบบ่อยในบ่อบำบัดน้ำชะมูลฝอย
A31: บ่อบำบัดน้ำชะมูลฝอยส่วนใหญ่จะเป็นระบบบ่อผึ้งอยู่ติดกับสถานที่ฝังกลบขยะมูลฝอยปูพื้นบ่อและด้านขอบบ่อด้วยแผ่นพลาสติก
HDPE เพื่อป้องกันการซึมของน้ำเสียลงสู่ใต้ดิน ปัญหาที่พบมาก... รายละเอียด
|
|
|
Q32: การติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำใต้ดิน
A32: ระบบการเฝ้าระวังน้ำใต้ดินจึงมีขึ้นเพื่อเฝ้าระวังหรือติดตามตรวจสอบปัญหาที่อาจเกิดการปนเปื้อนจากน้ำชะมูลฝอยของสถานที่ฝัง
กลบลงสู่แหล่งน้ำใต้ดิน นอกจากจะมีระบบติดตามตรวจสอบแล้วควรดูแลให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ...รายละเอียด
|
|
|
Q33: ก๊าซจากบ่อฝังกลบขยะมูลฝอย
A33: ก๊าซที่เกิดจากการฝังกลบมีหลายชนิด เช่น CH4 NH3 CO2 H2S N2 และ O2 เป็นต้น ส่วนใหญ่เกิดจากขบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์
ของขยะมูลฝอยในสถานที่ฝังกลบขยะมูลฝอย...รายละเอียด
|
|
|
Q34: ผลกระทบจากกลิ่นและแมลง
A34: เหตุเดือดร้อนรำคาญจากกลิ่นรบกวนและแมลงวัน เป็นปัญหาที่ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนที่อยู่อาศัยบริเวณใกล้เคียงบ่อฝังกลบ
ขยะมูลฝอยมากที่สุด ซึ่งปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นจากการกำจัดขยะมูลฝอยที่ไม่ถูกต้อง... รายละเอียด
|
|
|
Q35: ฝุ่นละอองและเศษขยะมูลฝอยตกหล่นระหว่างการขนส่ง
A35: เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้อาศัยรอบบริเวณพื้นที่ฝังกลบ ซึ่งสภาพปัญหาส่วนใหญ่ที่พบ ได้แก่ มีขยะมูลฝอยปลิว
ตกระหว่างการขนส่ง น้ำชะมูลฝอยไหลตามเส้นทางที่รถเก็บขนขยะมูลฝอยวิ่งผ่าน รวมทั้งฝุ่นและดินเลนที่ติดมากับล้อของรถเก็บขนขยะ
มูลฝอย...รายละเอียด
|
|
|
Q36: ผลกระทบจากเสียง
A36: การดำเนินการในสถานที่ฝังกลบ ต้องใช้เครื่องจักรกลขนาดใหญ่ เช่น รถบดอัด รถไถดัน เป็นต้น ซึ่งการทำงานเครื่องจักรกลขนาดใหญ่
จะเกิดเสียงดังในขณะทำงาน อาจก่อให้เกิดผลกระทบทางเสียงกับชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณรอบๆ พื้นที่ได้ ซึ่งมีแนวทางแก้ไขปัญหา...รายละเอียด
|
|
|
Q37: ไฟไหม้ในบ่อฝังกลบ
A37: ในบริเวณฝังกลบมักเกิดเหตุไฟไฟหม้ได้ง่าน เนื่องจากบ่อยครั้งที่มีคนทิ้งวัตถุที่ยังติดไฟอยู่มากับขยะมูลฝอยด้วย เช่น ก้นบุหรี่ เศษถ่าน
จากการย่าง เป็นต้น รวมทั้งบริเวณพื้นที่ดังกล่าวมีก๊าซมีเทน ซึ่งติดไฟได้ง่ายจึงเกิดการคุกรุ่นจนเกิดควันไฟขึ้น การป้องกันปัญหาไฟไหม้... รายละเอียด
|
|
|
Q38: บุคลากร เครื่องจักร และอุปกรณ์ไม่เพียงพอ
A38: ปัญหาบุคลากร เครื่องจักร และอุปกรณ์ไม่เพียงพอเป็นอีกปัญหาที่มีความสำคัญ ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยใน
ด้านการบริหารจัดการระบบฝังกลบขยะมูลฝอย โดยปัญหาที่พบส่วนใหญ่...
รายละเอียด
|
|
|
Q39: การขาดแคลนงบประมาณ
A39: ปัญหาในด้านงบประมาณและการคลัง สำหรับการจัดการขยะมูลฝอยในสถานที่กำจัดขยะมูลฝอย ได้แก่ การขาดแหล่งเงินทุน ซึ่งจำเป็น
ต้องหาแหล่งเงินทุน กับการเพิ่มรายได้จากการให้บริการ โดยผู้บริหารจะต้องกำหนดนโยบายให้ชัดเจน...รายละเอียด
|
|
|
Q40: ความปลอดภัยในการปฏิบัติงานบนพื้นที่ฝังกลบ
A40: การปฏิบัติงานในพื้นที่ฝังกลบขยะมูลฝอยจะต้องมีการดำเนินงานในพื้นที่หลายขั้นตอน เช่น การขนถ่ายขยะมูลฝอยเข้าพื้นที่ การคัดแยก
ขยะมูลฝอย การบดอัดและฝังกลบขยะมูลฝอย ฯลฯ ซึ่งในแต่ละขั้นตอนอาจเกิดอุบัติเหตุและส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน.. รายละเอียด
|
|
|