ผลกระทบของกลิ่น

การตอบสนองของคนต่อกลิ่นและการรับรู้กลิ่น

          ความรู้สึกต่อกลิ่น การรับรู้กลิ่นและการตอบสนองต่อกลิ่นขึ้นอยู่กับความไวต่อการรับรู้กลิ่นซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ถ้าบุคคลมีความรู้สึกไวต่อกลิ่นก็จะมีปัญหาร้องเรียนเรื่องกลิ่นอยู่เสมอ ในทางตรงข้ามถ้าบุคคลมีความรู้สึกชินต่อกลิ่นก็จะสูดดมกลิ่นโดยไม่รู้สึกว่าเดือดร้อนรำคาญแต่อย่างใด และไม่ได้มีการร้องเรียนเพื่อให้มีการแก้ปัญหาเรื่องกลิ่น ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ความซับซ้อนในเรื่องการตอบสนองของคนที่มีต่อกลิ่นที่จะเห็นได้จากในกรณีที่คนบางคนได้รับกลิ่นบางชนิดเป็นระยะเวลานานก็จะกลายเป็นคนที่มีความรู้สึกช้าต่อกลิ่นนั้น เมื่อเทียบกับคนอื่นที่ไม่เคยได้กลิ่นนั้นมาก่อน หรือบางคนเมื่อได้รับการกระตุ้นโดยการให้ดมกลิ่นจัดเป็นระยะเวลาสั้นๆ และบ่อยๆ ครั้ง ก็จะกลายเป็นคนที่แสดงความรู้สึกไวต่อกลิ่นชนิดนั้นก็ได้ และคนบางคนอาจจะมีความรู้สึกไวต่อกลิ่นบางชนิดเป็นพิเศษ เป็นต้น

          ปกติแล้ว การตอบสนองของกลิ่นต่อความเข้มข้นของกลิ่นที่เกิดจากสารชนิดเดียวจะแตกต่างไปจากการตอบสนองที่เกิดขึ้นเมื่อนำกลิ่นนั้นมาผสมกัน โดยทั่วไปมักจะพบว่าถ้านำกลิ่น 2 ชนิดมารวมกัน ความเข้มข้นที่ทำให้เกิดการตอบสนองกับกลิ่นในสารผสมจะลดลง

          ความรู้สึกในการยอมรับกลิ่นว่าเป็นกลิ่นที่ชอบหรือไม่ชอบนั้นขึ้นกับปัจจัยในทางสังคม สภาพแวดล้อม และภูมิประเทศ ในบางกรณีกลิ่นที่คนบางกลุ่มตัดสินว่าเป็นกลิ่นที่ชอบและยอมรับ อาจเป็นกลิ่นที่สังคมในคนอีกกลุ่มไม่ยอมรับก็ได้ เนื่องจากไม่คุ้นเคยกับกลิ่นชนิดนั้น ในบางกรณี กลิ่นน้ำหอมหรือกลิ่นกาแฟคั่ว หากเกิดขึ้นเป็นเวลานานๆ และบ่อยๆ ก็กลายเป็นกลิ่นที่ไม่ต้องการของสังคมบางกลุ่มได้

ไปหน้าสารบัญ


ความสัมพันธ์ของความเข้มของกลิ่นกับการตอบสนองของคนต่อกลิ่น

          ความเข้มของกลิ่นมีความสัมพันธ์กับระดับความรู้สึกของประสาทรับกลิ่นที่เกิดขึ้น เมื่อได้กลิ่นสารความรู้สึกรับรู้กลิ่นจะเพิ่มขึ้นตามความเข้มข้นของสารตัวอย่าง สตีเวนส์ (Stevens; 1961) ได้สร้างสมการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างค่าความรู้สึกถึงความเข้มของกลิ่นที่ได้ และความเข้มข้นของสารในตัวอย่างอากาศไว้ดังนี้

      S = K In
เมื่อ S = ค่าความรู้สึกถึงความเข้มของกลิ่นที่ได้รับ
       I = ค่าความเข้มข้นของสารกลิ่นในตัวอย่าง
       n = ค่าคงที่
       K = ค่าคงที่
       และเมื่อจัดสมการให้อยู่ในรูปของ จะได้ log S = log k + n log I

เมื่อนำไปกำหนดตำแหน่ง (Plot) ระหว่างค่าความเข้มของกลิ่น (Odor Intensity) กับค่าความเข้มข้นของสาร (Concentration) ดังแสดงในรูปที่ 1 ลงบนกระดาษกราฟที่เป็นลอการิทึม (log) จะได้ค่าดังนี้     
      n= ค่าความชันของกราฟ (Slope)
      K = ค่าจุดตัดที่แกน y (y- Intercept)

      รูปกราฟแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างค่าความเข้มของกลิ่นกับความเข้มข้นของสาร (Intensity-Concentration) สำหรับสาร 1-Butanol ซึ่งค่าความชันของกราฟ หรือค่า n มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า ฟังก์ชันความสัมพันธ์ของปริมาณการรับสัมผัสและการตอบสนอง (Dose-Response Function) นั้นจะแตกต่างกันไปขึ้นกับชนิดของสารที่ทำให้เกิดกลิ่น ถ้าค่าความชันของกราฟมีค่าน้อย แสดงว่าต้องใช้ปริมาณอากาศมาทำให้เจือจางมากจึงจะแก้ปัญหากลิ่นได้ ถ้าความชันของกราฟมีค่าสูงก็จะสามารถเจือจางให้กลิ่นหายไปได้โดยรวดเร็ว สารที่มีค่าความชันของกราฟน้อย ได้แก่ ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (Hydrogen Sulfide) บิวทิล อะซีเตด (Butyl Acetate) และ เอมีน (Amines) สำหรับสารที่มีค่าความชันของกราฟสูงได้แก่ แอมโมเนีย (Ammonia) และอัลดีไฮด์ (Aldehydes) ซึ่งก็เป็นเหตุผลว่าทำไมคนที่อยู่ห่างจากแหล่งกำเนิดออกไปไกลๆ ยังได้กลิ่นของ ไฮโดรเจนซัลไฟด์ บิวทิล อะซีเตด และ เอมีน และคนที่อยู่ใกล้แหล่งกำเนิดของแอมโมเนีย และ อัลดีไฮด์ เท่านั้นที่จะได้กลิ่น

ppm butanol

รูปที่ 1 กราฟค่าความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มของกลิ่นกับความเข้มของสาร (Intensity-Concentration)
ที่มา : Rafson, H.J. Odor and VOC Control Handbook, Mc Graw-Hill, 1998.

สเกลอ้างอิงในเรื่องความเข้มของกลิ่น
ASTM ได้จัดทำค่าสเกลอ้างอิงที่ใช้กับความเข้มของกลิ่น โดยใช้สารวัน-บิวทานอล (1-Butanol) เป็นสารอ้างอิงมาตรฐานในเรื่องการระบุความเข้มของกลิ่น ประโยชน์ของการกำหนดค่าสเกลอ้างอิง มีดังนี้

  • สามารถเปรียบเทียบค่าความเข้มข้นของกลิ่นโดยใช้ความรู้สึกของคนที่ตรวจวัดในห้องปฎิบัติการแต่ละแห่งได้
  • ทำให้ข้อกำหนดที่ใช้ในการควบคุมปัญหากลิ่น อยู่ในรูปของความเข้มที่ได้รับกลิ่นไม่ได้อยู่ในรูปของค่าต่ำสุดของการรับรู้กลิ่น (Threshold)

      สำหรับข้อเสียในเรื่องของการใช้ค่าสเกลอ้างอิงนี้ก็คือ บางกรณีก็เป็นการยากที่จะเปรียบเทียบสารที่มีลักษณะของกลิ่นแตกต่างไปจากสารที่ใช้อ้างอิงได้

ไปหน้าสารบัญ


ผลกระทบต่อสุขภาพ

          การเกิดกลิ่นนั้นสามารถใช้เป็นสัญญาณเตือนถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพ ของสารเคมีที่เป็นอันตราย อย่างไรก็ตามได้มีการใช้ประโยชน์ของกลิ่นในการเตือนอันตรายที่จะเกิดขึ้นหากได้กลิ่น เช่น การเติมสารเอทิลเมอร์แคปแทน (Ethyl Mercaptan) ลงไปในก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเดิมไม่มีกลิ่น ทั้งนี้เพื่อประโยชน์เพื่อให้ประชาชนได้ทราบหากมีก๊าซรั่ว ก็จะได้กลิ่นเหม็นคล้ายกลิ่นไข่เน่าของสารเอทิลเมอร์แคปแทน จะได้รีบดำเนินการแก้ไขปัญหาหรือหลีกเลี่ยงอันตรายที่จะเกิดขึ้นได้ทันท่วงที

          มนุษย์เราสามารถได้กลิ่นของสารในระดับที่รับรู้ได้ แม้ว่าความเข้มข้นของสารนั้นยังไม่อยู่ในระดับที่จะก่อให้เกิดผลกระทบหรืออันตรายต่อสุขภาพ เช่น เราจะได้กลิ่นก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ (Hydrogen Sulfide; H2S) ที่ความเข้มข้นเพียง 0.01 ส่วนในล้านส่วน (ppm) ในขณะที่ความเข้มข้นที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพสูงถึง 10 ppm ค่าขีดจำกัดความปลอดภัยเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการทำงาน (Threshold Limit Value Time - Weighted Average) ที่กำหนดโดยสมาคมนักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมภาครัฐบาลของสหรัฐอเมริกา (American Conference of Governmental Industrial Hygienists ; ACGIH) ดังนั้นการที่ได้กลิ่นก๊าซไข่เน่า ก็ไม่ได้หมายความว่ากลิ่นที่เกิดขึ้นจะอยู่ในระดับที่ทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพเสมอไป ระดับกลิ่นที่จะมีผลกระทบต่อสุขภาพนั้นจะแตกต่างกันไปขึ้นกับชนิดของสาร ข้อมูลของผลกระทบของสารแต่ละชนิดที่มีต่อสุขภาพนั้น ได้แสดงไว้ในตารางแสดงคุณสมบัติของสารเคมีที่มีกลิ่น

ไปหน้าสารบัญ


กฎหมายระเบียบที่เกี่ยวข้อง

1. มาตรฐานคุณภาพอากาศที่เกี่ยวกับกลิ่นในประเทศไทย

          ในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีข้อกำหนดทางกฎหมาย หรือค่ามาตรฐานสำหรับการควบคุมปัญหากลิ่นเหม็นจากแหล่งกำเนิดต่าง ๆ โดยตรง มีเพียงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องในด้านมาตรฐานควบคุมการปล่อยทิ้งสารมลพิษจากแหล่งกำเนิดและกฎเกณฑ์ในการควบคุมสิ่งที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ ดังนี้

          1.1 พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535

           ให้อำนาจกรมควบคุมมลพิษใน การกำหนดมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อมในแต่ละด้าน รวมทั้งมาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศทั่วไป มาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ควรเป็นเครื่องชี้มาตรฐานคุณภาพอากาศที่แท้จริงในแต่ละเขตแล้วสะท้อนไปสู่มาตรฐานควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิดที่ต้องสอดคล้องมาตรฐานคุณภาพอากาศที่เป็นเสมือนเพดานดังกล่าว รวมทั้งมีอำนาจในการปรับหรือเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ก่อมลพิษได้

          1.2 พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535

          ให้อำนาจกรมโรงงานอุตสาหกรรมในการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมมลพิษทางอากาศ ดังนี้

  • กำหนดมาตรฐานและวิธีการควบคุมการปล่อยของเสีย มลพิษหรือสิ่งใด ๆ ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งเกิดจากการประกอบกิจการโรงงาน
  • กำหนดข้อมูลที่จำเป็นเกี่ยวกับการประกอบกิจการโรงงานที่ผู้ประกอบกิจการโรงงานต้องแจ้งให้ทราบเป็นครั้งคราวหรือตามระยะเวลาที่กำหนดไว้

และยังมีประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมฉบับที่ 4 ( ลงวันที่ 11 สิงหาคม พ . ศ . 2514) กำหนดให้โรงงานต้องกำจัดกลิ่น เสียง ความสั่นสะเทือน ฝุ่นละออง เขม่า เถ้าถ่านที่เกิดจากการประกอบกิจการมิให้เป็นที่เดือดร้อนหรืออาจเป็นอันตรายต่อผู้อาศัยใกล้เคียง

          1.3 พระราชบัญญัติสาธารณสุข พ.ศ.2535

          พระราชบัญญัติสาธารณสุข พ.ศ. 2535 มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับมลพิษอากาศในแง่มุมของการกระทำให้เกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญ จำนวน 3 มาตรา ได้แก่

           มาตรา 25 กำหนดลักษณะกิจการหรือการกระทำที่ให้ถือว่าเป็นเหตุรำคาญ ซึ่งรวมถึงการกระทำใดๆ อันเป็นเหตุให้เกิดกลิ่น แสง รังสี เสียง ความร้อน สิ่งมีพิษ ความสั่นสะเทือน ฝุ่น ละออง เขม่า เถ้า หรือกรณีอื่นใด จนเป็นเหตุให้เสื่อมหรืออาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ (มาตรา 25(4))

          มาตรา 26 และมาตรา 27 ได้ให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานท้องถิ่นสามารถมีดุลพินิจที่จะชี้ว่าการกระทำใดเป็นเหตุให้เสื่อมหรืออาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่ และสามารถใช้อำนาจทางบริหารห้ามมิให้มีการก่อเหตุรำคาญ หรือให้ระงับป้องกันเหตุรำคาญนั้นเสีย

          อย่างไรก็ดีเหตุเดือดร้อนรำคาญนี้ โดยลักษณะตามธรรมชาติของปัญหาจะเป็นกรณีที่มีสิ่งรบกวนเกิดขึ้นมาก่อน แล้วจึงค่อยมาพิจารณาว่าสิ่งรบกวนนั้นเป็นเหตุเดือดร้อนรำคาญที่ต้องห้ามหรือไม่ ดังนั้นจึงไม่อยู่ในวิสัยที่สามารถออกมาตรฐานมาควบคุม ป้องกันเอาไว้ก่อนได้ ขณะที่การควบคุมมลพิษอากาศด้านกลิ่นจากโรงงานอุตสาหกรรมนั้นสามารถควบคุมป้องกันได้โดยตรง โดยกำหนดเป็นมาตรฐานในการกำจัด และจัดการของเสียที่มีสารก่อกลิ่นให้ถูกวิธี

          อย่างไรก็ตามหากเกิดข้อร้องเรียนที่ยังเป็นปัญหาว่ากิจการนั้น ๆ ได้ก่อเหตุเดือดร้อนรำคาญด้านกลิ่นหรือไม่ก็จำเป็นต้องหามาตรการตรวจวัดกลิ่นเพื่อตัดสินว่าจะต้องมีการแก้ปัญหาเพิ่มเติมอย่างไร หากปัญหาความขัดแย้ง หรือการร้องเรียนนั้นอยู่ในระดับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารปกครองกรม หรือกระทรวงที่ดูแลอยู่ก็ สามารถหามาตรการในการตรวจวัดที่เหมาะสมมาพิจารณา โดยอาจตั้งเป็นคณะกรรมการพิสูจน์กลิ่น หรือพนักงาน เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจของตนเอง หรือโดยอาศัยความเห็นจากประชาชนในบริเวณที่เกิดเหตุ

          1.4 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

          เป็นกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองแรงงานที่ทำงานภายในโรงงาน โดยกำหนดให้สถานประกอบการต้องดำเนินการเพื่อให้คุณภาพอากาศในสถานประกอบการมีความปลอดภัยต่อคนงาน

          ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม ( สารเคมี ) ลงวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ.2520 โดยได้กำหนดสวัสดิการเกี่ยวกับสุขภาพอนามัยและความปลอดภัยสำหรับลูกจ้าง โดยกำหนดค่าความเข้มข้นของสารเคมีในบรรยากาศของการทำงานไม่ให้เกินค่าที่กำหนด และหากมีค่าสารเคมีหรือฝุ่นแร่กระจายสู่บรรยากาศของการทำงานเกินกว่ากำหนดต้องปรับปรุงแก้ไข

2. มาตรฐานคุณภาพอากาศที่เกี่ยวกับกลิ่นในต่างประเทศ

          2.1 มาตรฐานของประเทศสหรัฐอเมริกา

          ในประเทศสหรัฐอเมริกายังไม่มีกฎหมายที่ออกโดยรัฐบาลกลาง เพื่อใช้ควบคุมและแก้ปัญหาทางด้านกลิ่นรบกวนของทั้งประเทศ ดังนั้นการควบคุมดูแลและการแก้ปัญหาจึงเป็นหน้าที่ของแต่ละรัฐ และแต่ละเมืองที่จะต้องดูแลจัดการกันเอง

          ในปี ค. ศ.1974 ได้มีการสำรวจกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมกลิ่นรบกวนที่ออกมาบังคับใช้ในรัฐต่างๆ ทั้ง 50 รัฐ และเมือง District of Columbia (D.C.) และเมือง Bay Area โดย นาย G. Leonardos จากผลจากการสำรวจ พบว่า สามารถแบ่งประเภทของมาตรการที่ใช้ในการควบคุมและแก้ปัญหาทางด้านกลิ่นรบกวนของพื้นที่ต่างๆ ได้เป็น 9 ประเภท ดังต่อไปนี้

  • ยังไม่มีกฎหมายที่ออกมาควบคุมกลิ่นรบกวนโดยเฉพาะ (No Specific regulations.)
  • กฎหมายควบคุมมลพิษทางอากาศ / กฎหมายควบคุมการกระทำที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ (Air pollution/nuisance regulations.)
  • การใช้หลักเกณฑ์ที่ออกเป็นการเฉพาะเพื่อประเมินระดับของกลิ่นรบกวนในบรรยากาศ (The use of certain criteria to determine objectionability of an odor in the ambient air.)
  • กำหนดให้ใช้ Scentometer ในการวัดกลิ่นของอากาศโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายควบคุม โดยวัดอัตราส่วนการใช้อากาศที่ปราศจากกลิ่นมาเจือจางอากาศที่มีกลิ่นจนกระทั่งไม่มีกลิ่นในตัวอย่างอากาศนั้น ถ้าอัตราส่วนการใช้อากาศที่ปราศจากกลิ่นเกินกว่าค่าปกติภายในช่วงเวลาที่ระบุไว้ก็คือว่ามีการละเมิดกฎหมายเกิดขึ้น (Scentometer measurements by control officials in the ambient air by measuring dilution to threshold (D/T). Violations occur if stated D/T's are exceeded usually within Specified time periods.)
  • กำหนดให้ใช้ระบบควบคุมกลิ่นที่แหล่งกำเนิดกลิ่นที่เหมาะสม และสามารถเป็นไปได้ในทางปฏิบัติในแต่ละแหล่งกำเนิดกลิ่น (The use of the highest and best practicable or reasonable and suitable control system is required at the source.)
  • กำหนดค่าความเข้มข้นมาตรฐานของอากาศที่มีกลิ่นที่ยอมให้ปล่อยจากแหล่งกำเนิดกลิ่น (ในหน่วยของ Odor Units/ft3หรือ Odor Concentration Units) ซึ่งจะต้องไม่เกินกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ โดยการใช้ Syringe Dilution Technique (Source emissions standards specifying the concentrations ( as odor Units/ft3 or odor concentration units) of odor that are not to be exceeded. These are based on the syringe dilution technique.)
  • กฎหมายควบคุมโดยอาศัยเครื่องมือวิเคราะห์อากาศจากแหล่งกำเนิดกลิ่นหรือในบรรยากาศทั่วไป (Regulations based on instrumental analysis at the source or in the ambient air.)
  • กฎหมายควบคุมเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายในการจัดการปัญหาทางด้านกลิ่น (Control regulations that serve as statements of policy for handling odor problems.)
  • กำหนดค่ามาตรฐานของแหล่งกำเนิดกลิ่นและในบรรยากาศทั่วไป (Both source and ambient standards Specified.)

          โดยหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมปัญหาทางด้านกลิ่นได้มีหน้าที่ออกกฎหมายมาบังคับใช้ โดยใช้มาตรการใดมาตรการหนึ่งที่กล่าวมาแล้วนี้หรืออาจใช้มากกว่าหนึ่งมาตรการร่วมกัน

          ส่วนหนึ่งของมาตรฐานควบคุม Odor Concentration และสารที่มีกลิ่นซึ่งได้จากการสำรวจของ G. Leonardos เป็นค่าความเข้มข้นสูงสุดของสารที่มีกลิ่นที่ยอมให้ปล่อยสู่บรรยากาศได้ออกมาบังคับโดย Bay Area Pollution Control District รัฐ California ค่าความเข้มข้นสูงสุดของแอมโมเนีย (Ammonia) ที่ยอมให้ปล่อยจากปล่องได้มีค่าค่อนข้างสูงมาก (5,000 ppm) ค่าที่กำหนดนี้อาจกำหนดตามค่า Odor Threshold ของ Ammonia ที่รายงานโดย G. Leonardos, D. Kendall และ N. Bernard ( ค.ศ.1969) ซึ่งมีค่า Odor Threshold ค่อนข้างสูง (46.8 ppm) ในขณะที่ในรายงานของ JICA ( ค.ศ.1994) ระบุค่า Odor Threshold ของ Ammonia มีค่าเพียง 0.1 ppm เท่านั้น ดังนั้นจะเห็นได้ว่าข้อกำหนดเรื่องกลิ่นมีความแตกต่างกันได้มากในแต่ละประเภท

          มีการกำหนดค่า Odor Concentration ในบรรยากาศโดยทั่วไปของรัฐต่างๆ รวม 7 รัฐ และ 1 เมือง (District of Columbia) มี 6 รัฐที่กำหนดค่า Odor Concentration ต้องไม่เกิน 7-8 Odor Units สำหรับบริเวณที่อยู่อาศัย ส่วนในบริเวณอื่นๆ มีแตกต่างกันบ้างในแต่ละรัฐ ส่วน District of Columbia กำหนดค่า Odor Concentration ต้องไม่เกิน 1 Odor Units และรัฐ Minnesota กำหนดค่าในช่วง 1-4 Odor Units โดยใช้ Syringe Dilution Technique ซึ่งในกรณีของรัฐ Minnesota มีรายงานค่าที่กำหนดนี้ไม่มีผลในทางปฏิบัติและได้ใช้ค่ามาตรฐานที่ควบคุมกลิ่นจากแหล่งกำเนิดมาควบคุมแทน

          มี 9 รัฐที่ได้กำหนดประเภทของโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ระบบเตาเผา (Incineration) เพื่อควบคุมกลิ่นที่เกิดจากการผลิต โดยได้กำหนดรายละเอียดของอุณหภูมิที่ต้องใช้และระยะเวลาของอากาศที่มีกลิ่นที่ต้องอยู่ในเตาเผาก่อนปล่อยออกสู่บรรยากาศภายนอกไว้ด้วย

          ค่ามาตรฐานของอากาศที่มีกลิ่นที่ยอมให้ปล่อยออกสู่อากาศภายนอกจากแหล่งกำเนิดได้ (Source Odor Emission Standards) ในรัฐต่างๆ และค่ามาตรฐานของ Odor Concentration ในบรรยากาศทั่วไปของเมืองในรัฐต่างๆ จะเห็นว่าค่ามาตรฐานของกลิ่นในบรรยากาศทั่วไปของเมืองในรัฐต่างๆ สำหรับบริเวณที่อยู่อาศัยจะมีความเข้มงวดมากกว่าค่ามาตรฐานที่ออกโดยรัฐต่างๆ โดยจะกำหนดไว้ในช่วงตั้งแต่ 0-4 Odor Units เท่านั้น

          2.2 มาตรฐานของประเทศในทวีปยุโรป

          1) ประเทศเนเธอร์แลนด์
             ได้มีการสำรวจปัญหากลิ่นรบกวนของประชากรประเทศเนเธอร์แลนด์ในปี ค.ศ.1989 พบว่าประชากรมากกว่าร้อยละ 20 ได้รับความเดือดร้อนรำคาญจากปัญหากลิ่นรบกวน และมีประชากรที่ได้รับความเดือดร้อนรำคาญอย่างรุนแรงมากถึงร้อยละ 5 รัฐบาลประเทศเนเธอร์แลนด์จึงได้ประกาศนโยบายทางด้านสิ่งแวดล้อมแห่งชาติขึ้น โดยตั้งเป้าหมายที่จะลดความเดือดร้อนรำคาญของประชากรให้เหลือไม่เกินร้อยละ 12 และจะต้องไม่มีผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนรำคาญอย่างรุนแรงเลยภายในปี ค.ศ. 2000 โดยจะใช้มาตรการทั้ง Best Practical Means และ Best Technical Means มาควบคุมกลิ่นจากแหล่งกำเนิด และได้ออกกฎหมายมาควบคุมปัญหาทางด้านกลิ่น โดยกำหนดให้ Odor Standards มีค่าดังต่อไปนี้

  • 1 Odor Unit (OU/m3 ) ที่ค่า 98 Percentile สำหรับ Existing Situations
  • 1 OU/m3 ที่ค่า 99.5 Percentile สำหรับ New Situations
  • 10 OU/m3 ที่ค่า 99.99 Percentile สำหรับ Discontinuous หรือ Fluctuation Sources

          2) ประเทศอังกฤษ

             ประเทศอังกฤษไม่มีกฎหมายเฉพาะที่ออกมาเพื่อควบคุมปัญหาทางด้านกลิ่นรบกวน แต่มีกฎหมายที่ออกมาในปี ค.ศ.1990
เพื่อป้องกันปัญหาเกี่ยวกับความเดือดร้อนรำคาญโดยทั่วๆ ไป แต่มีข้อความที่กล่าวถึงกลิ่นอยู่บ้าง เช่น “All emissions should be free from droplets and should as far as practicable be free from offensive odor outside the process plant boundary as perceived by the local inspector” เป็นต้น ดังนั้นผู้ที่มีปัญหาเดือดร้อนรำคาญจากปัญหาทางด้านกลิ่นรบกวนที่เกิดจากแหล่งกำเนิดต่างๆ สามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นได้จากกฎหมายฉบับนี้

          3) ประเทศเดนมาร์ก

            ประเทศเดนมาร์กได้ออก “Guideline for Abatement of Odor Pollution” เมื่อปี ค.ศ.1985 โดยใน Guideline ได้กำหนดให้ค่า Odor Emission ที่ระดับพื้นดินมีค่าไม่เกิน 5-10 OU/m3 ที่ค่า 99 Percentile โดยขึ้นอยู่กับสถานที่ตั้งของแหล่งกำเนิดกลิ่น ใช้เวลาในการวัด Odor Emission เฉลี่ยใน 1 นาที และต่อมาได้มีการแก้ไขปรับปรุง Guideline ในปี ค.ศ.1990 โดยกำหนดให้ใช้ OML Model ในการคำนวณการกระจายตัวของกลิ่น ซึ่ง Model นี้เป็น Gaussian Plume Model ใช้กับระยะทางตั้งแต่ 50 เมตร ถึง 20 กิโลเมตรจากแหล่งกำเนิดกลิ่น ค่าที่คำนวณได้คือค่าที่ 99 Percentile เฉลี่ย 1 ชั่วโมง โดยค่าที่คำนวณได้จะต้องไม่เกิน 0.6-1.2 OU/m3(เฉลี่ย 1 ชั่วโมง)


ไปหน้าสารบัญ

 

| หน้าแรก |การบำบัดกลิ่น | เลือกวิธีการบำบัด | ระบบสาธิต | อภิธานศัพท์ | ค้นหา | Site Map | ผู้จัดทำ |
กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม