วิธีตรวจวัดกลิ่น

     
  1. การตรวจวัดกลิ่นโดยวิธีทางเคมี สามารถใช้วิธีการเก็บตัวอย่างเพื่อนำมาวิเคราะห์หาชนิดของสารเคมีที่ทำให้เกิดกลิ่นโดยใช้ถุงเก็บตัวอย่างอากาศ แล้วนำมาวิเคราะห์หาชนิดของสารในห้องปฏิบัติการหรืออาจนำเครื่องมือการตรวจวัดออกไปตรวจวัดโดยตรงในภาคสนามก็ได้
  2. การตรวจวัดกลิ่นโดยวิธีการดมกลิ่นเป็นการวัดระดับความรู้สึกของคนที่มีต่อกลิ่น โดยหาค่าความสัมพันธ์ของความเข้มข้นของกลิ่นกับความรู้สึกของคนที่ได้รับกลิ่น
  3. ในการสำรวจปัญหากลิ่นที่เกิดขึ้นในชุมชนมีวัตถุประสงค์เพื่อหาแหล่งกำเนิด หาปริมาณความเข้มข้น และนำข้อมูลมาใช้ในการตัดสินปัญหาเรื่องการร้องเรียนเรื่องกลิ่น ซึ่งควรมีแนวทางการดำเนินการที่ถูกต้องและควรมีการจดบันทึกที่เป็นระบบ เพื่อจะได้นำข้อมูลที่ได้มาใช้วิเคราะห์ให้เกิดประโยชน์

 

การตรวจวัดกลิ่นโดยวิธีทางเคมี

          สารที่ทำให้เกิดกลิ่นเป็นสารเคมี แต่สารเคมีทุกตัวไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหาเรื่องกลิ่นเสมอไป ในการจะวิเคราะห์ว่ากลิ่นที่เกิดขึ้นนั้นมาจากสารเคมีชนิดใดว่าแหล่งกำเนิดของกลิ่นนั้นปล่อยสารที่ทำให้เกิดกลิ่นออกมาเป็นปริมาณเท่าใดนั้น ผู้ศึกษาควรมีความรู้ความเข้าใจว่าแหล่งกำเนิดนั้นมีแนวโน้มจะระบายสารกลุ่มใดหรือสารชนิดใดออกมา เพื่อจะได้เลือกวิธีการตรวจวัดได้เหมาะสมที่สุด ในการตรวจวัดกลิ่นหรือตรวจวัดว่าสารเคมีอะไรที่ทำให้เกิดกลิ่นนั้น สามารถทำได้โดยตรวจวัดที่บริเวณภาคสนามโดยตรงหรือเก็บตัวอย่างแล้วนำมาวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ ซึ่งจะได้กล่าวถึงวิธีการทั้ง 3 ประเภท ดังนี้
1. การเก็บตัวอย่างสารเคมีที่ทำให้เกิดกลิ่น
          1.1 การเก็บตัวอย่างโดยตรง การเก็บตัวอย่างสารเคมีที่ก่อให้เกิดกลิ่นในอากาศนั้น จะเป็นการเก็บอากาศที่มีกลิ่นในภาคสนามลงในถุงเก็บตัวอย่างอากาศ (Inert Flexible Bags) หรืออัดอากาศเข้าไปในถังเก็บอากาศที่ทำด้วยเหล็กปลอดสนิม
              (ก)  การเก็บโดยใช้ถุงเก็บอากาศ (Inert Flexible Bags) ถุงที่ใช้เก็บตัวอย่างอากาศทำจากวัสดุที่ไม่ไวต่อปฏิกิริยาเคมี เช่น เทดลาร์ (Tedlar) โดยทั่วไปมีขนาด 1 ถึง 100 ลิตร มีลักษณะเป็นถุงรูปสี่เหลี่ยมซึ่งมีท่อและวาลว์สำหรับเปิดปิดให้อากาศเข้าไปในถุงได้ ถุงเก็บอากาศแบบนี้จะใช้ได้ดีเมื่อเก็บตัวอย่างกลิ่นในอากาศที่อุณหภูมิใกล้เคียงกับอุณหภูมิห้องและความเข้มข้นของสารเคมีมากกว่า 1 ppm วิธีการนี้จะเสียค่าใช้จ่ายไม่มากนักสำหรับการเก็บตัวอย่างอากาศเพื่อไปวิเคราะห์ในห้องปฎิบัติการต่อไป
              (ข)  การใช้ถังเก็บตัวอย่างอากาศ (Steel Canisters) ถังเก็บตัวอย่างอากาศมีลักษณะเป็นถังทรงกระบอกค่อนข้างกลมทำด้วยเหล็กที่มีความหนาและทนทานต่อแรงกดดันได้ การใช้งานจะง่ายกว่าการใช้ถุงเก็บตัวอย่างอากาศ โดยเฉพาะในขั้นตอนของการทำความสะอาดถังเก็บตัวอย่างนั้น สามารถใช้ความร้อนทำความสะอาดสารเคมีที่ระเหยได้ยากออกจากถังได้ ถังเก็บตัวอย่างอากาศประเภทนี้มีคุณสมบัติทนความดันได้ในระดับปานกลาง ส่วนอีกประเภทหนึ่งสามารถทนความดันได้สูงมาก เนื่องจากทำจากวัสดุที่มีความหนาเป็นพิเศษ
          นอกจากนี้ยังมีถังเก็บอากาศอีกประเภทหนึ่งที่เรียกว่า ซัมมา แคนนิสเตอร์ (Summa Canister) ซึ่งผนังภายในถังจะเคลือบด้วยสารที่มีฤทธิ์เป็นกรด เพื่อป้องกันไม่ให้สารเคมีเกิดทำปฏิกิริยากับผิวของผนังภายในถัง ซึ่งถังดังกล่าวจะต่อเข้ากับอุปกรณ์ควบคุมอัตราการไหลเข้าของอากาศภายในถัง จึงสามารถควบคุมเวลาในการเก็บตัวอย่างอากาศได้ตามต้องการความยุ่งยากของการใช้ถังเก็บตัวอย่างอากาศประเภทนี้อยู่ที่การนำตัวอย่างอากาศออกจากถังซึ่งจะต้องให้แรงดันอย่างน้อย 2 เท่าของของความดันบรรยากาศ (2 atm) ซึ่งจะทำให้ตัวอย่างอากาศเจือจางลงครึ่งหนึ่ง ทำให้ปริมาณสารที่ต้องการวิเคราะห์ลดลงครึ่งหนึ่งเช่นกัน
         

          1.2 การเก็บตัวอย่างโดยวิธีเพิ่มความเข้มข้นของตัวอย่าง (Concentration Techniques)
          
วิธีการเก็บตัวอย่างกลิ่นในอากาศ โดยวิธีนี้จะนำอากาศผ่านตัวกลางที่ทำหน้าที่เป็นตัวจับสารเคมีที่ทำให้เกิดกลิ่นในตัวอย่างอากาศเพื่อหาชนิดของสารที่ทำให้เกิดกลิ่น โดยใช้กับตัวอย่างอากาศที่มีปริมาณสารที่ทำให้เกิดกลิ่นอยู่น้อยมากหรือเจือจางมาก ชนิดตัวกลางที่ใช้ในการเก็บตัวอย่าง มีดังนี้
              (ก) สารโพลีเมอร์ที่มีรูพรุน (Porous Polymers) สารโพลีเมอร์ที่มีรูพรุนจะมีพื้นที่ผิวมากพอที่จะใช้จับสารเคมีที่ก่อให้เกิดกลิ่นในตัวอย่างอากาศที่ผ่านเข้ามา และปล่อยหลุดออกมาได้เมื่อนำไปวิเคราะห์โดยที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางปฏิกิริยาเคมี ตัวอย่างของสารโพลีเมอร์เหล่านี้ได้แก่ Tenax, XAD และสารที่ใช้เป็นวัสดุห่อหุ้ม (Packing Material) ที่ใช้ใน GC Column
              (ข) ถ่าน (Charcoal) ใช้เป็นสารดูดซับสารเคมีที่ทำให้เกิดกลิ่นในตัวอย่างอากาศที่เข้ามาคล้ายๆ กับสารโพลีเมอร์ที่มีรูพรุน แต่ในขั้นตอนการขับสารเคมีที่ถูกดูดซับให้หลุดออกมานั้นไม่เหมาะที่จะใช้ความร้อนช่วยเพราะจะทำให้โมเลกุลของสารเคมีเกิดการเปลี่ยนสภาพไปได้ โดยทั่วไปจะใช้ตัวทำละลายในการดึงเอาโมเลกุลของสารเคมีที่ทำให้เกิดกลิ่นออกมา ตัวทำละลายที่นิยมใช้ได้แก่ คาร์บอนไดซัลไฟด์ (Carbondisulfide) ข้อดีของการใช้ถ่านเป็นตัวกลางในการดูดซับสารเคมีก็คือ ถ่านจะบรรจุอยู่ในหลอดแก้วขนาดเล็ก (Small Glass Cartridges) ซึ่งสะดวกในการนำมาใช้งานและสามารถนำกลับไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการได้โดยง่าย
              (ค) วิธีไครโอเจนิค (Cryogenic Techniques) การเก็บตัวอย่างสารเคมีในอากาศโดยวิธีโครโอเจนิคนั้น เป็นวิธีที่นำเอาหลอดที่มีรูปร่างเป็นตัวยู (U) แช่ในสารที่ให้อุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิห้อง สารเหล่านี้ได้แก่ น้ำแข็ง น้ำแข็งแห้ง ไนโตรเจนเหลว หรือ ฮีเลียมเหลว ซึ่งสารเหล่านี้ต้องให้อุณหภูมิที่ต่ำกว่าจุดเยือกแข็งของสารเคมีที่ต้องการตรวจวัด ซึ่งเป็นการทำให้สารเคมีอยู่ในสภาพแข็งตัว จุดอ่อนของวิธีนี้ก็คือ หากในตัวอย่างอากาศนั้นมีไอน้ำเป็นจำนวนมาก จะทำให้น้ำแข็งตัวอยู่ในหลอดรูปตัวยู และทำให้ท่อตัวยู ที่ใช้เก็บตัวอย่างอุดตันทำให้เป็นอุปสรรคในการเก็บตัวอย่างอากาศได้
              (ง) การใช้อิมพิงเจอร์ (Impingers) การใช้อิมพิงเจอร์เป็นวิธีการที่ปั๊มตัวอย่างอากาศให้ผ่านเข้ามาในสารละลายที่บรรจุในหลอดแก้วที่มีลักษณะพิเศษที่ช่วยให้ตัวอย่างอากาศสัมผัสกับสารละลายได้ดี ซึ่งสารเคมีในอากาศจะละลายในสารละลายที่เป็นตัวกลางนี้ จากนั้นก็จะนำสารละลายไปตรวจวิเคราะห์อีกครั้งในห้องปฏิบัติการ ข้อควรระวังในการใช้วิธีอิมพิงเจอร์ก็คือ ต้องมีการเตรียมสารละลายที่ใช้เป็นตัวกลางที่จะให้จับสารเคมีที่ทำให้เกิดกลิ่นในอากาศอย่างพอเพียง และควรแช่ อิมพิงเจอร์ ในน้ำแข็งหรือทำให้เย็น ทั้งนี้เพื่อช่วยเพิ่มความสามารถในการละลายของก๊าซในของเหลว

2. การนำตัวอย่างมาวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ

          หลังจากที่มีการเก็บตัวอย่างสารเคมีที่ทำให้เกิดกลิ่นมาโดยวิธีต่างๆ ดังกล่าวแล้ว ก็จำเป็นต้องนำตัวอย่างอากาศมาวิเคราะห์หาสารเคมีที่ทำให้เกิดกลิ่นในห้องปฏิบัติการซึ่งต้องใช้เครื่องมือวิเคราะห์ทางเคมี ดังต่อไปนี้

  • Gas Chromatography (GC)
  • Gas Chromatography -Mass spectrometry (GC-MS)
  • High Performance Liquid Chromatography (HPLC)

3. การตรวจวัดกลิ่นในภาคสนาม
          การตรวจวัดกลิ่นในภาคสนามเป็นการนำเอาเครื่องมือไปดำเนินการวัดในบริเวณพื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องกลิ่น เครื่องมือที่ใช้มีดังนี้
       3.1 เครื่องวัดไอสารอินทรีย์ (Organic Vapor Analyzer) เครื่องวัดชนิดนี้เป็นเครื่องประเภท Gas Chromatography ซึ่งไม่มี Column สำหรับแยกสารแต่ละชนิดออกจากกัน จึงเป็นการวัดปริมาณรวมของสารอินทรีย์ ก่อนใช้เครื่องมือดังกล่าวจะต้องมีการปรับความถูกต้องของเครื่องมือ (Calibrate) ด้วยสารอินทรีย์ที่ทราบค่าความเข้มข้นแน่นอน เช่น ใช้ก๊าซไอโซบิวเทน (Isobutane) ที่ความเข้มข้น 100 ppm ซึ่งในการปรับความถูกต้องของเครื่องมือก็จะอ่านค่าไอสารอินทรีย์ที่อยู่ในความเข้มข้นที่เทียบเท่ากับความเข้มข้นของไอโซบิวเทน เป็นต้น เครื่องมือชนิดนี้เหมาะสำหรับงานสำรวจในพื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องกลิ่นจากสารอินทรีย์ว่ามีอยู่ในบริเวณใดบ้าง แต่จะไม่สามารถบอกชนิดของสารอินทรีย์นั้น โดยทั่วไปแล้วจะมีค่าขีดจำกัดของการตรวจวัด (Detection Limit) ที่ 500 ส่วนในพันล้านส่วน (ppb )
       3.2 หลอดดูดซับสาร (Absorption Tubes) เป็นการใช้หลอดเก็บตัวอย่างสารอินทรีย์ซึ่งสารอินทรีย์จะทำปฏิกิริยากับตัวดูดซับซึ่งบรรจุอยู่ในหลอดแก้วแล้วจะเกิดปฏิกิริยาเคมีทำให้เกิดเป็นสี ทำให้อ่านค่าความเข้มข้นโดยประมาณของสารที่ทำให้เกิดกลิ่นได้ ในการเลือกใช้หลอดดูดซับสารอินทรีย์นั้นจะต้องเลือกให้เหมาะสมกับช่วงค่าความเข้มข้นที่ต้องการตรวจวัด โดยทั่วไปแล้วในการเก็บตัวอย่างจะใช้วิธีการปั๊มอากาศผ่านเข้าหลอดเก็บตัวอย่างด้วยมือ (Hand Pump) ซึ่งจำนวนครั้งที่ปั๊มอากาศเข้าไว้ในหลอดแก้วนั้นจะมีคำแนะนำอยู่ในคู่มือ ข้อดีของการเก็บตัวอย่างแบบนี้ก็คือจะอ่านค่าความเข้มข้นโดยประมาณของสารที่ตรวจวัดได้อย่างรวดเร็ว จึงนิยมใช้ในงานด้านสุขศาสตร์อุตสาหกรรม (Industrial Hygiene) มาก
       3.3 การใช้ Portable GC และ GC-MS ในปัจจุบันได้มีการผลิตเครื่องมือ GC และ GC-MS ที่สามารถนำไปใช้งานในภาคสนามได้ โดยเครื่องมือดังกล่าวได้รับการออกแบบให้มีขนาดเล็กกะทัดรัด โดยมีหลักการและวิธีการใช้งานเหมือนเครื่องมือที่ใช้ในห้องปฎิบัติการ  แต่สามารถนำไปใช้งานในภาคสนามได้โดยตรง ไม่จำเป็นต้องเก็บตัวอย่างเข้ามาตรวจวิเคราะห์ในห้องปฎิบัติการ

 

ไปหน้าสารบัญ


การตรวจวัดกลิ่นโดยวิธีการดมกลิ่น

1. ปริมาณความเข้มข้นต่ำสุดที่รับรู้ได้
          ในการตรวจวัดกลิ่นนอกจากจะใช้วิธีการตรวจวัดโดยการเก็บตัวอย่าง เพื่อนำมาวิเคราะห์หาปริมาณความเข้มข้นโดยใช้เครื่องมือตรวจวัดแล้ว ยังสามารถใช้วิธีการดมกลิ่นเพื่อหาปริมาณที่มีผลกระทบต่อความรู้สึกของคนได้ด้วย ซึ่งในกรณีนี้จะมีการหาค่าปริมาณความเข้มข้นต่ำสุดที่คนจะรู้สึกได้ หรือเรียกว่าค่า Threshold
          Threshold หมายถึง ค่าความเข้มข้นต่ำสุดของสารมีกลิ่นที่ทำให้คนในกลุ่มประชาชนจำนวนร้อยละ 50 รู้สึกเริ่มได้กลิ่น ค่า Threshold นั้นไม่ใช่ค่าคงที่ แต่เป็นค่าที่เป็นตัวแทนที่ดีที่สุดในเชิงสถิติของกลุ่มตัวอย่าง ค่า Threshold แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ดังนี้
          1) Detection threshold เป็นค่าความเข้มข้นต่ำสุดของสารมีกลิ่นที่ทำให้ร้อยละ 50 ของกลุ่มตัวอย่างที่ทดสอบมีการตอบสนองของประสาทการรับกลิ่น ดังแสดงใน รูปที่ 2 ซึ่งค่าดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับการตอบสนองของประสาทรับกลิ่นแต่ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับการจำกลิ่นได้
          2) Recognition threshold เป็นค่าความเข้มข้นต่ำสุดที่ผู้รับกลิ่นจะมีความรู้สึกจำกลิ่นที่มีลักษณะเฉพาะตัวในเชิงคุณภาพได้ โดยปกติจะใช้ค่าที่ทำให้ร้อยละ 50 ของกลุ่มตัวอย่างสามารถรู้สึกจดจำกลิ่นเฉพาะตัวได้
          ในกรณีที่กลิ่นเกิดจากสารชนิดเดียวนั้น ค่า Odor Dilution-to Threshold Ratio จะแสดงในรูปความเข้มข้นของสารชนิดนั้นได้ แต่ในกรณีของกลิ่นในสภาพแวดล้อมโดยทั่วไปนั้น กลิ่นเกิดจากสารเคมีหลายๆ ชนิดผสมกันจึงไม่สามารถแสดงค่า Threshold ในรูปค่าความเข้มข้นของสารหลายชนิดรวมกันได้ จึงต้องแสดงค่า Threshold ของสารผสมในค่า Dilution-to threshold ratio ซึ่งเป็นค่าที่ไม่มีหน่วย ดังนี้

            ค่า Dilution-to-Threshold Ratio = D/T
          ในกรณีที่ D/T = 100 หมายความว่า ถ้ามีตัวอย่างอากาศอยู่ 1 ลูกบาศก์ฟุต หากต้องการทำให้อากาศนั้นมีความเข้มข้นของสารที่ทำให้เกิดกลิ่นเจือจางลงจนเท่าระดับที่คนรับรู้กลิ่นได้ จะต้องใช้อากาศที่สะอาดผสมลงไป 100 ลูกบาศก์ฟุตในภาพที่ 2 นั้น เป็นการแสดงค่า D/T ของตัวอย่างอากาศที่มีกลิ่น โดยมีความเข้มข้นของสาร 1- Butanol ที่ 500 ppm และได้ทำการทดสอบกับกลุ่มคน 2 กลุ่ม จะพบว่า กลุ่มแรกมีค่า D/T = 235 และมีค่า Threshold Value เท่ากับ 2.1 ppm ส่วนกลุ่มหลังจะให้ค่า D/T = 344 โดยที่มีค่า Threshold เท่ากับ 1.5 ppm พบว่าค่า Threshold ของกลุ่มหลังจะน้อยกว่ากลุ่มแรก

            ในการบอกปริมาณความเข้มข้นของกลิ่นนั้น มีการกำหนดค่าหน่วยของกลิ่น ดังนี้
            หน่วยของกลิ่น (Odor Unit; OU) = ปริมาตรหนึ่งหน่วยของอากาศที่มีกลิ่นในระดับความเข้มข้นที่คนรับรู้ได้ โดยทั่วไปจะกำหนดเป็น ลบ . ฟุต ( ft3 )
            Odor Unit = ปริมาตรของตัวอย่างที่เจือจางจนมีความเข้มข้นเท่า Threshold ( ft3)
                   ft3                                          ปริมาตรของตัวอย่างเริ่มต้น ft3

            Odorant Quotient = Zt = Co = ความเข้มข้นของสารในตัวอย่าง
                                                 Ci      ความเข้มข้นที่ค่า Threshold

       ทั้งค่า Odor Unit/ft3 และค่า Zt เป็นค่าที่ไม่มีหน่วยและเป็นค่าที่มีความหมายเหมือนกับค่า Dilution to Threshold Ratio หรือ D/T สำหรับค่า Odor Unit นั้นเป็นค่าหน่วยของปริมาตรของตัวอย่างที่มีความเข้มข้นที่ Odor Threshold ซึ่งไม่ใช่ค่าเดียวกับค่า D/T   
       ค่าอัตราการระบายกลิ่น (Odor Emission Rate) เป็นค่าที่สามารถแสดงให้เห็นแนวโน้มของปัญหาเรื่องกลิ่นในบริเวณพื้นที่ที่อยู่ใต้ลมของแหล่งกำเนิด ค่าอัตราการระบายกลิ่นจะมีหน่วยเป็นปริมาตรต่อเวลา ซึ่งคำนวณได้จากค่า D/T ของตัวอย่างคูณกับค่าอัตราการไหลของอากาศ
        ได้มีการจัดทำตารางแสดงค่า Threshold ของสารที่ทำให้เกิดกลิ่นไว้ แต่ค่าที่แสดงไว้อาจมีความแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับวิธีการทำการศึกษาทดลองเพื่อหาค่าดังกล่าว ดังนั้นในการนำมาใช้งานควรจะต้องพิจารณาให้เหมาะสมด้วย ตารางแสดงค่า Threshold ของกลิ่นที่จัดทำโดยสมาคมสุขศาสตร์อุตสาหกรรมแห่งสหรัฐอเมริกา (American Industrial Hygiene Association; AIHA, 1989) สำหรับสารเคมีจำนวน 183 ชนิด ซึ่งได้รวบรวมจากการรายงานต่างๆ ซึ่งใช้สำหรับมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงาน (Occupational Health Standards) และองค์การป้องกันสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (Environmental Protection Agency; EPA 1992) ก็ได้จัดทำค่า Odor Threshold สำหรับสารจำนวน 189 ชนิด ซึ่งปรากฏเอกสารกฎหมายคุณภาพอากาศสะอาด (Clean Air Act) ในปี 1990

รูปที่ 2 แสดงค่า Odor Defection Dilution-to-Threshold Ratio
ที่มา :
Rafson, H.J. Odor and VOC Control Handbook, Mc Graw-Hill, 1998.

2. การตรวจวัดกลิ่นโดยวิธีการดมกลิ่น (Sensory Odor Measurement)
          ในการตรวจวัดกลิ่นนั้น นอกจากจะใช้การตรวจวัดในรูปความเข้มข้นของสารที่มีกลิ่นโดยการวิเคราะห์ทางเคมีดังกล่าวแล้ว ในการวัดระดับความรู้สึกของคนที่มีต่อกลิ่นชนิดต่างๆนั้น จะต้องทำการตรวจวัดกลิ่นโดยใช้การดมกลิ่นแล้วหาค่าความ สัมพันธ์ของความเข้มข้นกับความรู้สึกของคน ASTM และสมาคมบริหารจัดการด้านอากาศและของเสีย (Air and Waste Management Association; AWMA) ได้เสนอแนะวิธีการที่ใช้ในการตรวจวัดไว้ในเอกสาร ดังนี้
          •  ASTM E 679-91 Standard Practice for Determination of Odor Taste Thresholds by Forced Choice Ascending Concentration Series Method of Limits
          •  ASTM E 544-75 Standard Practices for Referencing Suprathreshold Odor Intensity
          •  W.H Prokap, Develop Odor Control Regulations Guidelines and Considerations, JAPCA , 1987 , 28 : 9-22 (APCA Committee TT-4 Position Paper)

       แนวทางที่ใช้ในการตรวจวัดกลิ่นโดยการดมกลิ่น มีขั้นตอนดังนี้
          2.1 การเลือกกลุ่มคนที่จะใช้ในการทดสอบ
          การหาค่าความเข้มข้นของกลิ่นที่จะมีผลกระทบต่อคนนั้น จำเป็นจะต้องใช้ข้อมูลจากความรู้สึกของกลุ่มคนมาใช้ตัดสิน ดังนั้นในการเลือกคุณสมบัติของคนที่จะตัดสินว่าได้รับกลิ่นหรือไม่ จะต้องเป็นคนที่มีประสาทรับกลิ่นเป็นปกติ ซึ่งจะต้องมีการคัดเลือกกลุ่มบุคคลที่มีคุณสมบัติดังกล่าว โดยทั่วไปกลุ่มบุคคลที่จะนำมาเป็นผู้ทดสอบกลิ่นจะได้จากคนที่ทำงานในโรงงาน โดยเป็นผู้ที่ทำงานในระดับบริหารมากกว่าจะเป็นที่ทำงานในระดับปฏิบัติ ซึ่งอาจจะมีปัญหาเรื่องไม่สามารถตอบสนองต่อกลิ่นเนื่องจากในการทำงานประจำจะได้รับกลิ่นอยู่เสมอจนความไวในเรื่องกลิ่นลดลงก็ได้ ในกรณีที่กลิ่นเป็นผลกระทบต่อชุมชนในพื้นที่ ก็อาจเลือกกลุ่มคนจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้น เพื่อจะได้มีส่วนร่วมในการตัดสินแก้ไขปัญหา
            ในการศึกษาแต่ละครั้ง จำนวนคนที่อยู่ในกลุ่มผู้ทดสอบกลิ่นจะต้องมีอย่างน้อยจำนวน 6 คน ซึ่งคนเหล่านี้จะต้องไม่ใช่คนที่มีความไวต่อกลิ่นเป็นพิเศษ หรือขาดความสามารถในการดมกลิ่น จะต้องเป็นคนที่มีประสาทรับกลิ่นอยู่ในระดับปกติ ซึ่งจะต้องมีการทดสอบเพื่อทำการคัดเลือกคนที่มีคุณสมบัติดังกล่าว ขั้นตอนในขั้นการคัดเลือก ( Screening) มี 2 ขั้นตอน ซึ่งเป็นวิธีการที่เสนอแนะโดย ASTM STP 440 ดังนี้
                 (1) การทดสอบการรับรู้กลิ่นในสามตัวอย่าง (Triangle Test) : เป็นวิธีการทดสอบความสามารถของผู้ทดสอบเรื่องกลิ่นว่าสามารถจะรับรู้กลิ่นจากไอของสาร 1-Butanol ที่ละลายอยู่ในน้ำซึ่งบรรจุอยู่ในขวดที่ทำด้วย เทฟลอน Teflon หรือไม่ โดยจะให้ดมกลิ่นไอของสาร 1-Butanol ที่อยู่ในสารละลายน้ำ (มีความเข้มข้นต่ำ) 1 ตัวอย่าง และให้ดมกลิ่นน้ำที่บรรจุในขวดชนิดเดียวกันอีก 2 ตัวอย่าง หากผู้ทดสอบกลิ่น สามารถเลือกขวดตัวอย่างได้ถูกต้อง ก็จะผ่านการทดสอบข้างต้นนี้
                 (2) การทดสอบความเข้มของกลิ่น (Intensity Test) : เป็นการทดสอบความสามารถในการเลือกความเข้มของกลิ่นกับกลิ่นที่ได้รับ ในช่วงแรกจะมีการเตรียมสารละลาย 1-Butanol ที่มีความเข้มข้นน้อยไปจนถึงมีความเข้มข้นมากเป็นลำดับกันไปและผู้ทดสอบกลิ่นจะต้องทำความคุ้นเคยกับกลิ่นและการจัดเรียงตามลำดับความเข้มข้นดังกล่าว จากนั้นจะมีการนำขวดตัวอย่างออก 1 ขวด โดยไม่ให้ทราบว่าขวดตัวอย่างใดถูกดึงออกมา ขวดที่เหลือที่จะถูกจัดเรียงตามลำดับความเข้มข้นเช่นเดิม ผู้ทดสอบกลิ่นจะต้องนำขวดตัวอย่างที่ถูกแยกออกมากลับเข้าไปตำแหน่งเดิมให้ถูกต้อง รายละเอียดในการทดสอบนี้ปรากฏในเอกสาร ASTM E 544-75

          เมื่อผู้ถูกทดสอบได้ผ่านการทดสอบทั้ง 2 วิธีแล้ว ก็จะได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในกลุ่มบุคคลผู้ทดสอบกลิ่น (Panelists) ซึ่งต้องมีวิธีการปฎิบัติตัวในแต่ละวันที่ทำหน้าที่ในการประเมินตัดสินเรื่องกลิ่น แนวทางการปฏิบัติของบุคคลที่ทำหน้าที่ทดสอบเรื่องกลิ่น มีดังนี้
                1) การเตรียมตัวในวันที่มาทำหน้าที่ทดสอบกลิ่น
                    1.1) ต้องไม่สระผมด้วยแชมพูที่มีกลิ่นแรง
                    1.2) ต้องไม่ใช้น้ำหอม แป้งที่มีกลิ่น หรือเครื่องประทินผิวที่มีกลิ่นหอม
                    1.3) ต้องไม่รับประทานอาหารที่มีรสจัด
                    1.4) ต้องไม่สวมใส่เสื้อผ้าทำจากวัสดุที่มีกลิ่น เช่น หนังสัตว์
                 2) การปฏิบัติตัวในช่วงเวลาก่อนที่จะทำหน้าที่ทดสอบกลิ่น
                    2.1) ต้องไม่สูบบุหรี่
                    2.2) ห้ามดื่มกาแฟ น้ำชา หรือน้ำโซดา
                    2.3) หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารใดๆ อย่างหนักในช่วงเวลาหนึ่งชั่วโมง ก่อนที่จะทำหน้าที่ประเมินตัดสินเรื่องกลิ่น
                    2.4) ต้องไม่เคี้ยวหมากฝรั่ง
          2.2 การดำเนินการทดสอบตัวอย่างกลิ่น
          
การดำเนินการทดสอบตัวอย่าง โดยใช้การดมกลิ่นจะมีการหาค่า 3 ชนิด ดังนี้
                    (1) การหาค่าความเข้มต่ำสุดของสารที่คนรู้สึกกลิ่นได้ (Detection Threshold)
                    (2) การหาค่าความเข้มของกลิ่น (Intensity)
                    (3) การหาค่าลักษณะเฉพาะของกลิ่น (Character)
                    
       (1) การหาค่า
Detection Threshold
          การหาค่าความเข้มข้นต่ำสุดของสารที่คนรู้สึกได้กลิ่น (Detection Threshold) นั้นจะใช้เครื่องมือที่มีชื่อว่า Dynamic Dilution Forced-Choice Olfactometer ดังแสดงใน รูปที่ 3

รูปที่ 3 แสดงเครื่องมือ Dynamic Dilution Forced-Choice Olfactometer
ที่มา : Rafson, H.J. Odor and VOC Control Handbook, Mc Graw-Hill, 1998.

          เครื่องมือจะได้รับการออกแบบให้มีการดูดอากาศผ่านเข้า Carbon-Filtered ซึ่งทำให้อากาศที่ผ่านออกมาสะอาดปราศจากสิ่งเจือปนเพื่อนำไปใช้เจือจางตัวอย่างอากาศที่มีกลิ่นให้มีค่าความเข้มข้นต่างๆ กันไปตามต้องการ ตัวอย่างอากาศที่เจือจางให้มีความเข้มข้นตามต้องการ แล้วจะผ่านเข้าไปที่ถ้วยที่ใช้ดมกลิ่น (Sniff Cups) รวมทั้งผ่านเข้าไปในเครื่องตรวจวัดกลิ่น ท่อและข้อต่อที่ใช้ในเครื่องมือนี้จะทำด้วยเหล็กปลอดสนิม (Stainless Steel) หรือ สารเทฟลอน (Teflon) เพื่อป้องกันการเกิดการปนเปื้อนในตัวอย่าง
          ตัวอย่างอากาศเจือจางแล้วจะนำไปให้ผู้ทดสอบกลิ่นดมตามลำดับความเข้มข้นจากน้อยไปหามาก อัตราส่วนที่ใช้ในการเจือจางมีค่าประมาณ 1/3000 ,1/1000 , 1/300 , 1/100 , 1/30 และ 1/10 โดยมีการเพิ่มความเข้มข้นครั้งละ 3 เท่า ในการดมกลิ่นตัวอย่างแต่ละครั้ง จะมีการจัดเตรียมถ้วยที่ใช้ดมกลิ่นที่เหมือนกัน 3 ถ้วย โดยกำหนดให้ปริมาตรอากาศที่ผ่านเข้าไปในถ้วยดมกลิ่นมีอัตราปริมาตร 3 ลิตร / นาที ซึ่งเท่ากับอัตราปริมาตรอากาศที่ใช้หายใจ ในตัวอย่าง 3 ถ้วยนี้จะมีตัวอย่างที่มีสารที่มีกลิ่นเพียงตัวอย่างเดียวที่เหลืออีกสองตัวอย่าง จะเป็นอากาศที่ผ่าน Carbon-Filtered ซึ่งถือเป็นอากาศสะอาดไม่มีสารที่มีกลิ่นเจือปน และผู้ที่ทำหน้าที่ทดสอบกลิ่นจะต้องเลือกถ้วยที่มีกลิ่นออกมาให้ถูกต้อง
          การรายงานกลิ่นที่รู้สึกได้นั้น จะรายงานในค่า Dilution-to Threshold Ratio (D/T) ดังได้กล่าวมาแล้ว

          (2) การหาค่าความเข้มของกลิ่น (Intensity)
           การหาค่าความเข้มของกลิ่นที่รู้สึกได้นั้นทำได้ 2 วิธี วิธีแรกเป็นการเตรียมสาร 1-Butanol ให้มีค่าความเข้มข้นสูงกว่าค่าระดับต่ำสุดที่รับรู้กลิ่น โดยการเตรียมชุดสารตัวอย่างให้มีค่าความเข้มข้นเพิ่มขึ้นครั้งละ 2 เท่า โดยให้ผู้ดมกลิ่นใช้วิธี Triangle เลือกตัวอย่างออกมา และเปรียบเทียบความเข้มข้นของกลิ่นที่ดมได้ โดยรายงานตามช่องตัวอย่างที่ดมกลิ่นตั้งแต่ 1-8 ดังแสดงใน รูปที่ 4
                    ช่องตัวอย่างที่ 1-3 เป็นตัวอย่างที่มีกลิ่นจาง
                    ช่องตัวอย่างที่ 4-6 เป็นตัวอย่างที่มีกลิ่นปานกลาง
                    ช่องตัวอย่างที่ 7-8 เป็นตัวอย่างที่มีกลิ่นแรง
                    ในการรายงานผลค่าความเข้มข้นของกลิ่นจะเป็นค่าคะแนนเฉลี่ยของความเข้มของกลิ่นที่บันทึกได้
                    วิธีที่สองที่ใช้ในการหาค่าความเข้มของกลิ่นนั้น ในการทดลองจะไม่ใช้อากาศในการเจือจางกลิ่น แต่จะใช้น้ำกลั่นที่ปราศจากกลิ่นเป็นตัวเจือจางโดยการเตรียมสารละลาย 8 ขวด ในขวดแก้วหรือขวดเทฟลอน (Teflon) ที่สะอาดวางไว้ในอุณหภูมิห้อง และในระหว่างการทดลองการดมกลิ่นนั้นต้องมีฝาปิดขวด เพื่อให้แน่ใจว่ามีการรักษาภาวะสมดุล (Equilibrium) ระหว่างสารละลายและอากาศที่อยู่เหนือขวดตัวอย่างที่ใช้ดมกลิ่น และควรมีการเขย่าขวดเบาๆ ทุกครั้งก่อนการทดสอบการดมกลิ่น

          (3) การหาค่าลักษณะเฉพาะของกลิ่น
          การหาค่าลักษณะเฉพาะของกลิ่นจะใช้ค่าสเกลตั้งแต่ 0 ถึง 5 นั้น ผู้ทำหน้าที่ดมกลิ่นจะต้องให้คะแนนของกลิ่นที่ดม โดยใช้คำจำกัดความหรือความหมายของสเกล 0 ถึง 5 ค่าที่นำมาใช้ตัดสินจะเป็นการนำเอาคะแนนที่ได้มาหาค่าเฉลี่ยทางเรขาคณิต ซึ่งการใช้คะแนนตามสเกลในการตัดสินนั้นเป็นการเลือกความเห็นที่เหมือนกันหรือคล้ายคลึงกันจากผู้ดมกลิ่นหลายๆ คนนั่นเอง
                    

       2.3 ปัจจัยอื่นที่มีอิทธิพลต่อการตรวจวัดกลิ่น

          ปัจจัยที่มีผลต่อความถูกต้องของการตรวจวัดกลิ่นนั้นมีหลายประการได้แก่ การเจือจางของตัวอย่างอากาศ การคัดเลือกผู้ทำหน้าที่ดมกลิ่นหรือผู้ทดสอบกลิ่น การสอนเรื่องวิธีการดมกลิ่น จำนวนผู้ทำหน้าที่ดมกลิ่น เป็นต้น จากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่าในตัวอย่างชนิดเดียวกันถ้าใช้วิธีการตรวจวัดกลิ่นต่างๆ กันก็จะให้ D/T Ratio ต่างกัน การทดสอบโดยใช้ราวด์รอบบิน เทสต์ (Round-Robin Test) จะแสดงให้เห็นว่าผลที่ได้มีความแตกต่างกันมากเพียงไร อย่างไรก็ตามปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลของค่าการตรวจวัดกลิ่นแตกต่างกันก็คือเรื่องอัตราการไหลของอากาศ (Flow Rate) ที่ใช้ในการทดสอบ ซึ่งยังไม่มีข้อสรุปแน่นอน ในระบบของ IIT Research Institute ใช้อัตราการไหลของอากาศเป็น 0.5 ลิตรต่อ นาที (l/min) ในขณะที่ในยุโรปใช้ 20 ลิตรต่อนาที ในบางแห่งก็จะใช้ค่าระหว่าง 0.5 ถึง 20 ลิตรต่อนาที โดยทั่วไปแล้ว คนที่ได้รับการคัดเลือกให้ทำหน้าที่ดมกลิ่น จะต้องได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีและควรมีจำนวน 6 ถึง 10 คน สภาพร่างกายของคนที่ทำหน้าที่ดมกลิ่นก็มีความสำคัญมาก โดยจะต้องไม่มีปัจจัยที่มีผลต่อประสาทการรับรู้กลิ่น และการใช้ประสาทการรับรู้กลิ่นนานเกินไปก็จะทำให้เกิดการเฉื่อยชาของการรับรู้
ดังนั้นในระหว่างการทดสอบเรื่องกลิ่นจะต้องให้ผู้ทำหน้าที่ดมกลิ่นได้มีการพักผ่อนบ้างเพื่อลดปัญหาการเฉื่อยชาของประสาทรับรู้

รูปที่ 4 เครื่องมือ Butanol Olfactometer
ที่มา : Rafson, H.J. Odor and VOC Control Handbook, Mc Graw-Hill, 1998.

ไปหน้าสารบัญ


 

การสำรวจปัญหากลิ่นในชุมชน

          ในกรณีที่มีปัญหาเรื่องกลิ่นต่อชุมชน เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบต้องไปดำเนินการสำรวจเพื่อให้ทราบถึงสาเหตุและความรุนแรงของปัญหาที่เกิดขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์หลัก ดังนี้
          1) เพื่อตรวจหาแหล่งกำเนิดของกลิ่นที่ก่อให้เกิดปัญหาต่อชุมชน และตรวจวัดหาปริมาณความเข้มข้นของกลิ่นที่เกิดขึ้นในพื้นที่บริเวณทิศทางใต้ลมของแหล่งกำเนิดภายใต้สภาพอุตุนิยมวิทยาที่เกิดขึ้นจริง
          2) เพื่อจัดทำข้อมูลเพื่อนำมาใช้ประกอบการพิจารณาตัดสินปัญหาการร้องเรียนเรื่องกลิ่น และใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อศึกษาการแพร่กระจายของกลิ่นจากแหล่งกำเนิดที่สำรวจได้ภายใต้สภาพอุตุนิยมวิทยาที่แท้จริง เพื่อใช้ในการวางแผนควบคุมป้องกันและ แก้ไขปัญหาจากกลิ่นในชุมชนนั้น
          วิธีการสำรวจทำได้โดยการเดินเข้าไปในบริเวณพื้นที่รอบๆ แหล่งกำเนิด เช่น โรงงานอุตสาหกรรม ทำการจดข้อมูลในเรื่องตำแหน่งที่ตั้งของโรงงาน ตรวจวัดระดับความเข้มข้นของกลิ่น ลักษณะเฉพาะของกลิ่นและค่าความเข้มของกลิ่นที่รับได้ รวมทั้งบันทึกค่าความเร็วและทิศทางของกระแสลม อุณหภูมิของสภาพแวดล้อม ตลอดจนสภาพของท้องฟ้าในช่วงเวลาการสำรวจ
          ตัวอย่างการบันทึกข้อมูลในแบบสำรวจเรื่องกลิ่นแสดงใน ตารางที่ 6 สภาพทางอุตุนิยมวิทยาในแง่ความเสถียรของบรรยากาศจะเกิดในช่วงเวลา ดังนี้
                    อากาศแบบเสถียร (Stable Condition)     : ช่วงเวลาเช้า (6.00 - 8.00 น.)
                                                                           : ช่วงเวลาเย็น (หลัง 20.00 น.)
                    อากาศไม่เสถียร (Unstable Condition)    : ระหว่างเวลา 9.00 น. และ 19.00 น .
          ช่วงที่สภาพอากาศเป็นแบบเสถียรจะสำรวจหาความเข้มข้นเรื่องกลิ่นได้ดี เนื่องจากช่วงนี้กลิ่นที่เกิดขึ้นจะไม่ค่อยมีการแพร่กระจายไปไกลจากแหล่งกำเนิด จึงทำให้หาแหล่งกำเนิดของกลิ่นได้ง่ายขึ้น
          ในการบันทึกข้อมูลทิศทางลมนอกจากใช้เครื่องมือตรวจวัดแบบพกพา (Handheld Anemometer) แล้ว ยังใช้การสังเกตทิศทางของลมจากสิ่งที่อยู่ในบริเวณพื้นที่ เช่น ธง หรือทิศทางที่ใบไม้ปลิวไปก็ได้ การวัดอุณหภูมิทำได้โดยใช้เทอร์โมมิเตอร์ ส่วนการบันทึกลักษณะของท้องฟ้าให้บันทึกสภาพที่เกิดขึ้น เช่น ฟ้าโปร่ง มีเมฆคลุมบางส่วน เมฆมาก หรือมีฝนตก เป็นต้น
          ในการบันทึกสเกลแสดงระดับความรุนแรงของกลิ่น ก็นิยมใช้สเกลซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ระดับ ตั้งแต่ 0-5 โดยระดับ 0 หมายถึง ไม่มีกลิ่น จนถึง 5 หมายถึง มีกลิ่นรุนแรงมาก ดังแสดงใน ตารางที่ 7
          ASTM ได้กำหนดค่าสเกลที่ใช้อ้างอิงเรื่องกลิ่น (ASTM Standard Practice E-544) โดยใช้ค่ากลิ่นของ n-Butanol เป็นตัวอ้างอิงโดยแบ่งค่าความเข้มข้นระหว่าง 15-2000 ppm ออกเป็น 8 ระดับ โดยระดับที่ 1 เป็นช่วงที่ค่าความเข้มข้นสูงกว่า ค่า Threshold เล็กน้อย จนถึงระดับ 8 ที่มีความเข้มของกลิ่นรุนแรงมาก ค่าความเข้มข้นในสเกลตั้งแต่ระดับ 1-3 จะยังไม่ทำให้เกิดผลกระทบเรื่องกลิ่น ค่าความเข้มข้นในช่วงสเกล 4-6 อาจจะก่อให้เกิดปัญหาเรื่องกลิ่น ส่วนในช่วงสเกล 6-8 เป็นค่าที่มีผลกระทบโดยจะก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญเรื่องกลิ่นได้

          ตารางที่ 6 แบบรายการที่ใช้บันทึกข้อมูลการสำรวจกลิ่นในภาคสนาม (Odor Survey Record)

ข้อมูลการสำรวจ

 

ชื่อโครงการ

ลักษณะท้องฟ้า

วันที่

ทิศทางลม

ผู้ดำเนินการสำรวจ

ความเร็วลม (m/s)

เวลาที่สำรวจ

อุณหภูมิ

การสำรวจ ครั้งที่

สถานที่

เวลา

ลักษณะกลิ่น
(Odor character)

ความเข้มของกลิ่น
(Intensity)
( สเกล 1-5)

แหล่งกำเนิดกลิ่น
(Potential Odor Sources)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

          ตารางที่ 7 แสดงสเกลระดับกลิ่น

สเกล

ความรู้สึกรบกวนเรื่องกลิ่น

0

ไม่มีกลิ่น

ไม่รู้สึกได้กลิ่น

1

กลิ่นอ่อนมาก

โดยปกติคนทั่วไปจะไม่ได้กลิ่นแต่คนที่มีหน้าที่ทดสอบ กลิ่นและคนที่มีความรู้สึกไวต่อกลิ่นเป็นพิเศษจะรู้สึกได้

2

กลิ่นจาง , กลิ่นอ่อน

กลิ่นที่เกิดขึ้นจะอ่อนหรือจางมาก ซึ่งหากจะรู้สึกได้จะต้องตั้งใจดม มิเช่นนั้นก็จะไม่ทราบว่ามีกลิ่น

3

มีกลิ่นที่รับได้

ความเข้มข้นของกลิ่นอยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งทำให้รู้สึกว่าได้กลิ่นที่ไม่ชอบ ระดับกลิ่นที่เกิดขึ้นอาจเกิดปัญหารบกวนในชุมชนที่อาศัย

4

กลิ่นแรง

ความเข้มข้นของกลิ่นที่เกิดขึ้นจะทำให้รู้สึกได้และเกิดความเดือนร้อนรำคาญเรื่องกลิ่น

5

กลิ่นแรงมาก

กลิ่นที่เกิดขึ้นเข้มข้นรุนแรงมาก จนไม่เหมาะที่จะใช้เป็นอากาศหายใจ


ไปหน้าสารบัญ

 

| หน้าแรก |การบำบัดกลิ่น | เลือกวิธีการบำบัด | ระบบสาธิต | อภิธานศัพท์ | ค้นหา | Site Map | ผู้จัดทำ |
กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม