การออกแบบระบบออกซิเดชันด้วยโอโซน


          ระบบออกซิเดชันด้วยโอโซน (Ozone – Oxiation Process) มีกระบวนการกำจัดกลิ่นโดย โอโซนจะถูกฉีดสู่อากาศเสียที่มีสารก่อให้เกิดกลิ่น เพื่อออกซิไดส์ (Oxidize) สารที่มีกลิ่น โดยที่โอโซนเป็นสารที่มีคุณสมบัติเป็นตัวออกซิไดส์อย่างแรง (Strong Oxidizing) จึงทำให้อากาศเสียมีกลิ่นเจือจางลง ในบางแห่งอาจใช้ก๊าซคลอรีน แต่มีอันตรายมากจึงพบว่าปัจจุบันแทบไม่มีการใช้ก๊าซดังกล่าว

 

รูปที่ 24 การออกซิเดชันกลิ่นอย่างง่ายด้วยโอโซนหรือคลอรีน

 

          ระบบออกซิเดชันด้วยโอโซนและตัวเร่งปฏิกิริยา (Ozone – Catalytic Oxidation Process) มีกระบวนการกำจัดกลิ่นโดยโอโซนจะถูกฉีดสู่อากาศเสียที่มีสารก่อให้เกิดกลิ่น เพื่อออกซิไดซ์ (Oxidize) สารนั้น โดยที่โอโซนเป็นสารที่มีคุณสมบัติเป็นตัวออกซิไดส์อย่างแรง (Strong Oxidizing) รวมกับการเร่งปฏิกิริยาของสารเร่งปฏิกิริยา (Catalyst) ทำให้อากาศเสียมีกลิ่นเจือจางลง การเพิ่มคาตาลิสต์ เบด (Catalyst Bed) ในระบบออกซิเดชันด้วยโอโซน (Ozone Oxidation) สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการกำจัดให้สูงขึ้น และ โอโซนที่เหลือจะถูกกำจัดไปพร้อมกันในคาตาลิสต์ เบด และการกำจัดกลิ่นที่รุนแรง สามารถดำเนินการได้โดยใช้ระบบนี้

หลักการออกแบบ

          ระบบชนิดนี้ใช้โอโซนที่เกิดจาก Ionization Lamps เป็นหลักในการออกซิไดซ์กลิ่นต่างๆ ก๊าซโอโซนไม่สามารถเก็บไว้ได้ จึงต้องผลิตที่จุดที่ต้องการโดยใช้ Lamps ซึ่งเป็นพวก Ultraviolet และจะทำให้เกิดโอโซนขึ้นในอากาศ การออกแบบก็คือ ทำให้โอโซนที่เกิดขึ้นผสมกับอากาศที่มีกลิ่น และทำปฏิกิริยากัน ซึ่งจะต้องให้อากาศและโอโซนผสมกันอย่างทั่วถึง และต้องมีโอโซนพอดีๆ ไม่น้อยและไม่มากไป

          การออกแบบต้องคำนึงถึงระยะเวลาในการเกิดปฎิกิริยานาน อาจถึง 20 วินาที (ขึ้นกับการทดลอง) ดังนั้นจึงพบว่ามักใช้ฉีดโอโซนเข้าไปในจุดที่โคนปล่องหรือท่อที่ยาวพอจะให้มีการผสมและอากาศอยู่ในท่อนานเท่าที่ต้องการ และให้ผสมและเกิดปฏิกิริยาในปล่องหรือท่อโดยตรง และใช้การทดลองจริงในสนามหรือสถานที่จริง เนื่องจากสามารถปรับการจ่ายโอโซนไปจนกว่าจะได้ผลทำลายกลิ่นที่ต้องการ

          นอกจากโอโซนแล้ว การใช้ก๊าซคลอรีนเพื่อออกซิไดซ์สารที่มีกลิ่นก็เป็นไปได้ แต่คลอรีนเป็นก๊าซพิษร้ายแรง จึงไม่นิยมใช้กัน เพราะก๊าซคลอรีนที่ไม่ได้ทำปฏิกิริยา หรือมีมากเกินพอก็จะออกไปทางปล่องด้วย

          ระบบ Oxidation มีประสิทธิภาพ 80-90% ของการบำบัดกลิ่น จะเห็นได้ว่าประสิทธิภาพค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับระบบดูดซับ หรือการดูดซึม ซึ่งบำบัดได้ 99 % ขึ้นไป จึงนิยมใช้เป็นระบบประกอบเท่านั้น เช่น ใช้เป็นระบบแรกๆ ก่อนเข้าระบบดูดซึม หรือดูดซับ

          ปัญหาของการออกแบบระบบนี้ก็มีข้อจำกัดด้านอุณหภูมิ ไม่ควรเกิน 35°C และต้องใช้เวลาในการทำปฎิกิริยานาน อาจถึง 20 วินาที แต่ข้อดีก็คือ ค่าใช้จ่ายในการทำงานถูกมีเฉพาะค่าไฟฟ้า

 

| หน้าแรก |การบำบัดกลิ่น | เลือกวิธีการบำบัด | ระบบสาธิต | อภิธานศัพท์ | ค้นหา | Site Map | ผู้จัดทำ |
กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม