ระบบการเผาไหม้โดยใช้ตัวเร่งปฏิกิริยา

สามารถใช้กับโรงงาน

lสามารถใช้ได้กับกลิ่น

 

         การใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาช่วยลดอุณหภูมิที่ใช้ในการเผาไหม้ จึงช่วยลดค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิง แต่ตัวเร่งปฏิกิริยามักจะทำงานได้ในกรณีที่อุณหภูมิเหมาะสมในช่วงแคบๆ และจะต้องไม่มีสารที่ทำลายคุณสมบัติของตัวเร่งปฏิกิริยาทำให้เสื่อมสภาพ หรือมีสารไปปกคลุมพื้นผิวของตัวเร่งปฏิกิริยา

          อุณหภูมิที่ใช้กันประมาณ 500°C และต่ำกว่านั้น ปัญหาของการใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาในประเทศไทย คือ ราคาแพง และบางชนิดเป็นสารที่เป็นโลหะหนัก และเมื่อต้องทิ้งจัดเป็นกากของเสียอันตรายที่มีค่าใช้จ่ายในการบำบัดสูง นอกจากนั้นในกรณีของโรงงานที่มีการผลิตไม่ต่อเนื่อง ทำให้อากาศที่มีกลิ่นมีอุณหภูมิไม่คงที่เมื่อระบายออก และทำให้ต้องควบคุมอุณหภูมิในห้องเผาไหม้ให้คงที่เหมาะสมกับตัวเร่งปฏิกิริยาตลอดเวลา (เพราะตัวเร่งปฏิกิริยาจะใช้เวลามากในการอุ่นก่อนจะทำงานได้เต็มที่ จึงไม่อาจติดๆ ดับๆ อุปกรณ์ได้บ่อยครั้ง )

 

การประเมินค่าใช้จ่ายของการบำบัดกลิ่น

ในการประเมินราคา จะมีความคลาดเคลื่อนได้ถึง 30 % เพราะ

  • รายละเอียดเล็กๆน้อยๆ แตกต่างกันได้ถึง 5% ตอนกำหนดลักษณะเฉพาะ (Specification)
  • ถึงขั้นตอนออกแบบให้เพียงพอต่อการใช้งาน แตกต่างกันได้ถึง 20%
  • ถึงขั้นตอนผู้รับเหมา แตกต่างกันได้ถึง 30%

ค่าใช้จ่าย ประกอบด้วย

เงินลงทุนอุปกรณ์

  • ค่าวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์รวมภาษีและค่าขนส่ง
  • ค่าแรงงาน
  • ค่าเตรียมสถานที่
  • ค่าที่ดิน (หากต้องมี)
  • ค่าอุปกรณ์วัดคุม
  • ค่าที่ปรึกษาออกแบบและคุมงาน
  • ค่าทดสอบระบบ
  • ค่าดัดแปลง (หากมีก่อนใช้งานจริง)
  • ค่าเดินระบบน้ำ ไฟฟ้า
  • ค่าทาสี

เงินค่าดำเนินงาน

  • ค่าวัสดุสิ้นเปลือง
  • ค่าไฟฟ้า, น้ำ, ไอน้ำ ฯลฯ
  • ค่าบำบัดของเสียที่เกิดขึ้น (หากมี) เช่น น้ำเสีย กากตะกอน
  • ค่าแรงงาน และผู้ควบคุมดูแล
  • ค่าบำรุงรักษา/อะไหล่
  • ค่าดอกเบี้ย, ค่าประกัน
  • รายได้ (หากมีจากพลังงานหรือวัสดุที่ได้จากการดำเนินการ) นำมาหักออกจากค่าดำเนินงาน

1. ระบบระบายอากาศ หากไม่มีอยู่เดิมหรือไม่พอ จะต้องติดตั้งเพิ่ม ดังนี้
     ประกอบด้วย Hood หรือตู้ดูดอากาศ,ท่อ,พัดลม จนถึงปล่อง โดยระบบบำบัดกลิ่นจะต้องมีระบบระบายอากาศประกอบด้วยเสมอ เพื่อดูดกลิ่นมาเข้าสู่และออกจากระบบบำบัด

  • Hood – ราคาขึ้นกับสถานที่และชนิดที่เหมาะสม แต่ราคาไม่แพงเพราะเป็นโลหะธรรมดา และมีผู้จำหน่ายให้สอบประเมินราคาได้
  • ท่อ – ขายเป็นเมตร ส่วนข้องอ ข้อเชื่อม และ Blast Gate ขึ้นอยู่กับวัสดุว่าเป็นเหล็กคาร์บอน เหล็กชุบสังกะสี เหล็ก สแตนเลส FRP หรือ PVC
  • ค่าติดตั้ง – ประมาณ 30% ของค่าอุปกรณ์ แต่ขึ้นกับความยากง่ายในการติดตั้ง ควรให้ผู้รับเหมาแจกแจงค่าแรง ค่าทดสอบ ค่าคุมงานมาให้
  • ค่าใช้จ่ายรายปี – ค่าไฟฟ้าของพัดลม ขึ้นโดยตรงกับอัตราการไหลของอากาศในระบบ และ Static Pressure Drop ในระบบ
  • อายุใช้งาน – 5 ถึง 10 ปี

2. ราคาระบบ ขึ้นกับข้อมูลต่อไปนี้

  • ปริมาณและอัตราการไหลของอากาศที่มีกลิ่น
  • องค์ประกอบทางเคมีของสารที่มีกลิ่น และความเข้มข้น (อาจต้องเจือจางก่อนให้เหมาะสมกับ ลักษณะเฉพาะ (Specification) ของอุปกรณ์)
  • อุณหภูมิ และความชื้นของอากาศนั้น (หากอุณหภูมิสูงและความชื้นต่ำ จะประหยัดเชื้อเพลิง)
  • หากเป็นกลิ่นที่มากับฝุ่นหรือละออง ควรดักด้วยที่กรอง เช่น ตะแกรง หรือถุงกรองก่อนเพื่อป้องกัน Catalysts เสียหายหรือเสื่อม

          ระบบที่มีตัวเร่งปฏิกิริยาประหยัดค่าเชื้อเพลิงประมาณครึ่งหนึ่งของระบบเผาไหม้โดยตรง เพราะอุณหภูมิที่ต้องการในการเผาไหม้จะต่ำลง 270-420°C และมีข้อดีที่อุปกรณ์ที่ใช้ในระบบไม่ต้องทนความร้อนสูงมากนัก และมลพิษพวก NOx ที่เกิดที่อุณหภูมิสูงๆ ก็จะมีโอกาสเกิดได้น้อยมาก

          ตัวเร่งปฏิกิริยาที่ใช้เป็นพวกออกไซด์ของโลหะ นิยมใช้มากในการเผาพวก VOCs ที่ความเข้มข้นไม่สูงมากนัก คือ 100-3,000 ส่วนในล้านส่วน ถ้าหากสูงกว่านี้ (1,000-5,000 ppm) ควรใช้วิธีการเผาโดยตรงจะดีกว่า นอกจากนั้นแล้ว การเผาแบบตัวเร่งปฏิกิริยานี้ควรให้ความเข้มข้นของ VOC ต่ำกว่าร้อยละ 25 ของค่า LEL (Lower Explosive Limit) ด้วย
          ราคาอุปกรณ์ประเภทนี้ส่วนใหญ่ต้องสอบราคาจากต่างประเทศ ราคาที่พบว่าแพงกว่าการเผาไหม้โดยตรงคือ ระบบวัดคุม           ราคาค่าใช้จ่ายในการเผาแบบนี้อยู่ระหว่าง 100-1,000 บาทต่อสารที่มีกลิ่น 1 กิโลกรัม ส่วนใหญ่คือ ค่าเชื้อเพลิง ค่าตัวเร่งปฏิกิริยา ค่ากำจัดตัวเร่งปฏิกิริยาที่ใช้งานแล้ว ค่าระบบควบคุมการทำงาน

| หน้าแรก |การบำบัดกลิ่น | เลือกวิธีการบำบัด | ระบบสาธิต | อภิธานศัพท์ | ค้นหา | Site Map | ผู้จัดทำ |
กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม