ระบบออกซิเดชัน

สามารถใช้กับโรงงาน

สามารถใช้กับกลิ่น

ระบบออกซิเดชันด้วยตัวเร่งปฏิกิริยาหรือการเผาที่อุณหภูมิต่ำ

หลักการ

          ระบบออกซิเดชันด้วยตัวเร่งปฏิกิริยา (Catalytic Oxidation Process) มีหลักการบำบัดกลิ่นโดยอากาศเสียที่มีสารก่อให้เกิดกลิ่นถูกทำให้ร้อนอยู่ระหว่างอุณหภูมิ 250 – 350°C และผ่านคาตาลิสต์ เบด (Catalyst Bed) ซึ่งเป็นการเผาที่อุณหภูมิต่ำ ดังนั้น สารที่ก่อให้เกิดกลิ่นจะอยู่ภายใต้สภาวะที่ถูกออกซิเดชัน (Catalytic Oxidation) บนพื้นผิวของตัวเร่งปฏิกิริยา (Catalyst) ซึ่งจะถูกเผาไหม้ให้มีกลิ่นเจือจางหรือไม่มีกลิ่นเลย

ข้อดี

  • การใช้ตัวเร่ง (Catalyst) ช่วยให้เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidation) จะทำให้การเผาไหม้ของสารที่มีกลิ่นใช้อุณหภูมิที่ต่ำกว่าปกติ โดยจะเสียค่าเชื้อเพลิงน้อยกว่าการเผาไหม้โดยตรง
  • สามารถบำบัดสารที่เป็นอันตรายในความเข้มข้นต่ำได้ดี
  • ระบบมีขนาดกะทัดรัดและใช้พื้นที่ติดตั้งน้อยมาก
  • บำรุงรักษาระบบได้ง่าย

ข้อเสีย

  • ไม่สามารถบำบัดสารก่อให้เกิดกลิ่นจำพวกอนินทรีย์ที่ไม่สามารถเผาไหม้ได้
  • ตัวเร่งปฏิกิริยา (Catalyst) จะมีอายุการใช้งานต่ำ ถ้าอากาศเสีย มีสารโลหะหนักปนอยู่ เช่น สังกะสี ปรอท ตะกั่ว และสารจำพวกฟลูออรีน ซัลเฟอร์ เป็นต้น
  • ทำให้เกิดก๊าซซัลเฟอร์ไตรออกไซด์ (SO3) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของตัวเร่งปฏิกิริยาและเชื้อเพลิงที่ใช้

ข้อแนะนำในการใช้ระบบการเผาไหม้ด้วยตัวเร่งปฏิกิริยา

          การใช้ตัวเร่งปฎิกิริยาช่วยลดอุณหภูมิที่ใช้ในการเผาไหม้ จึงช่วยลดค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงแต่ตัวเร่งปฎิกิริยามักจะทำงานได้ในกรณีที่อุณหภูมิเหมาะสมในช่วงแคบ ๆ และจะต้องไม่มีสารที่ทำลายคุณสมบัติของตัวเร่งปฎิกิริยาทำให้เสื่อมสภาพ หรือมีสารไปปกคลุมพื้นผิวของตัวเร่งปฎิกิริยา

          ปัญหาของการใช้ตัวเร่งปฎิกิริยาในประเทศไทยคือ ราคาแพงและบางชนิดเป็นสารที่เป็นโลหะหนักและเมื่อต้องทิ้งจัดเป็นกากของเสียอันตรายที่มีค่าใช้จ่ายในการบำบัดสูง นอกจากนั้นในกรณีของโรงงานที่มีการผลิตไม่ต่อเนื่อง ทำให้อากาศที่มีกลิ่นมีอุณหภูมิไม่คงที่เมื่อระบายออก และทำให้ต้องควบคุมอุณหภูมิในห้องเผาไหม้ให้คงที่เหมาะสมกับตัวเร่งปฏิกิริยาตลอดเวลาเพราะตัวเร่งปฎิกิริยาจะใช้เวลามากในการอุ่นก่อนจะทำงานได้เต็มที่ จึงไม่อาจติด ๆ ดับ ๆ อุปกรณ์ได้บ่อยครั้ง

 

ระบบออกซิเดชันด้วยโอโซน

หลักการ

          ระบบออกซิเดชันด้วยโอโซน (Ozone – Oxidation Process) มีกระบวนการบำบัดกลิ่นโดย โอโซนจะถูกฉีดสู่อากาศเสียที่มีสารก่อให้เกิดกลิ่น เพื่อออกซิไดซ์ (Oxidize) สารที่มีกลิ่น โดยที่โอโซนเป็นสารที่มีคุณสมบัติเป็นตัวออกซิไดซ์อย่างแรง (Strong Oxidizing) จึงทำให้อากาศเสียมีกลิ่นเจือจางลง

ข้อดี

  • วิธีนี้ใช้อะไรก็ได้เป็นหัวฉีดแบบธรรมดา เพื่อให้โอโซนเข้าสู่อากาศเสีย
  • ระบบไม่ขึ้นอยู่กับค่าความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) และอุณหภูมิของอากาศที่เข้าสู่ระบบ ซึ่งทำให้ง่ายในการเดินระบบ และการซ่อมบำรุงรักษา
  • สามารถใช้ร่วมกับวิธีการบำบัดกลิ่นแบบอื่น ๆ ได้

ข้อเสีย

  • ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับแอมโมเนีย และประสิทธิภาพไม่สูง การใช้ร่วมกับวิธีการอื่น ๆ อาจจำเป็นในบางกรณี
  • อาจต้องใช้อุปกรณ์เสริมเพื่อกำจัดโอโซนที่เหลือ
  • การป้อนโอโซนต้องมีการปรับปริมาณให้เหมาะสม โดยขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของกลิ่น

 

ระบบออกซิเดชันด้วยโอโซนและตัวเร่งปฏิกิริยา

หลักการ

          ระบบออกซิเดชันด้วยโอโซนและตัวเร่งปฏิกิริยา (Ozone – Catalytic Oxidation Process) มีกระบวนการบำบัด กลิ่นโดยโอโซนจะถูกฉีดสู่อากาศเสียที่มีสารก่อให้เกิดกลิ่น เพื่อออกซิไดซ์ (Oxidize) สารนั้น โดยที่โอโซนเป็นสารที่มีคุณสมบัติเป็นตัวออกซิไดซ์อย่างแรง (Strong Oxidizing) รวมกับการเร่งปฏิกิริยาของสารเร่งปฏิกิริยา (Catalyst) ทำให้อากาศเสียมีกลิ่นเจือจางลง

ข้อดี

  • การเพิ่มคาตาลิสต์ เบด (Catalyst Bed) ในระบบออกซิเดชันด้วยโอโซน (Ozone Oxidation) สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการบำบัดให้สูงขึ้น
  • โอโซนที่เหลือจะถูกกำจัดไปพร้อมกันในคาตาลิสต์ เบด และการกำจัดกลิ่นที่รุนแรงสามารถดำเนินการได้โดยใช้ระบบนี้
  • สามารถใช้ร่วมกับระบบบำบัดน้ำเสียด้วยโอโซน (ขั้นสุดท้าย) โดยใช้เครื่องผลิตโอโซนร่วมกันได้ ในกรณีของโรงบำบัดน้ำเสีย

ข้อเสีย

  • การป้อนโอโซนต้องปรับตามความเข้มข้นของกลิ่น ระบบตรวจวัดจึงมีความจำเป็นและมีราคาสูง
  • ตัวเร่งปฏิกิริยาต้องปรับเปลี่ยนเสริมตลอดเวลา และมีราคาแพง

การประเมินค่าใช้จ่ายของการบำบัดกลิ่น

ในการประเมินราคา จะมีความคลาดเคลื่อนได้ถึง 30% เพราะ

  • รายละเอียดเล็กๆน้อยๆ แตกต่างกันได้ถึง 5% ตอนกำหนดลักษณะเฉพาะ (Specification)
  • ถึงขั้นตอนออกแบบให้เพียงพอต่อการใช้งาน แตกต่างกันได้ถึง 20%
  • ถึงขั้นตอนผู้รับเหมา แตกต่างกันได้ถึง 30%

ค่าใช้จ่าย ประกอบด้วย

เงินลงทุนอุปกรณ์

  • ค่าวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์รวมภาษีและค่าขนส่ง
  • ค่าแรงงาน
  • ค่าเตรียมสถานที่
  • ค่าที่ดิน (หากต้องมี)
  • ค่าอุปกรณ์วัดคุม
  • ค่าที่ปรึกษาออกแบบและคุมงาน
  • ค่าทดสอบระบบ
  • ค่าดัดแปลง (หากมีก่อนใช้งานจริง)
  • ค่าเดินระบบน้ำ ไฟฟ้า
  • ค่าทาสี

เงินค่าดำเนินงาน

  • ค่าวัสดุสิ้นเปลือง
  • ค่าไฟฟ้า, น้ำ, ไอน้ำ ฯลฯ
  • ค่าบำบัดของเสียที่เกิดขึ้น (หากมี) เช่น น้ำเสีย กากตะกอน
  • ค่าแรงงาน และผู้ควบคุมดูแล
  • ค่าบำรุงรักษา/อะไหล่
  • ค่าดอกเบี้ย, ค่าประกัน
  • รายได้ (หากมีจากพลังงานหรือวัสดุที่ได้จากการดำเนินการ) นำมาหักออกจากค่าดำเนินงาน

1. ระบบระบายอากาศ หากไม่มีอยู่เดิมหรือไม่พอ จะต้องติดตั้งเพิ่ม ดังนี้
  
ประกอบด้วย Hood หรือตู้ดูดอากาศ,ท่อ,พัดลม จนถึงปล่อง โดยระบบบำบัดกลิ่นจะต้องมีระบบระบายอากาศประกอบด้วยเสมอ เพื่อดูดกลิ่นมาเข้าสู่และออกจากระบบบำบัด

  • Hood – ราคาขึ้นกับสถานที่และชนิดที่เหมาะสม แต่ราคาไม่แพงเพราะเป็นโลหะธรรมดา และมีผู้จำหน่ายให้สอบประเมินราคาได้
  • ท่อ – ขายเป็นเมตร ส่วนข้องอ ข้อเชื่อม และ Blast Gate ขึ้นอยู่กับวัสดุว่าเป็นเหล็กคาร์บอน เหล็กชุบสังกะสี เหล็ก สแตนเลส FRP หรือ PVC
  • ค่าติดตั้ง – ประมาณ 30% ของค่าอุปกรณ์ แต่ขึ้นกับความยากง่ายในการติดตั้ง ควรให้ผู้รับเหมาแจกแจงค่าแรง ค่าทดสอบ ค่าคุมงานมาให้
  • ค่าใช้จ่ายรายปี – ค่าไฟฟ้าของพัดลม ขึ้นโดยตรงกับอัตราการไหลของอากาศในระบบ และ Static Pressure Drop ในระบบ
  • อายุใช้งาน – 5 ถึง 10 ปี

2. ราคาระบบ ขึ้นกับข้อมูลต่อไปนี้

  • ปริมาณและอัตราการไหลของอากาศที่มีกลิ่น
  • องค์ประกอบทางเคมีของสารที่มีกลิ่น และความเข้มข้น (อาจต้องเจือจางก่อน)
  • อุณหภูมิ และความชื้นของอากาศนั้น อาจมีค่าใช้จ่ายในการลดอุณหภูมิควรลดลงมาเสียก่อน
  • หากเป็นกลิ่นที่มากับฝุ่นหรือละอองที่มองเห็นได้ ควรดักด้วยที่กรอง เช่น ตะแกรง หรือถุงกรองก่อน
  • ระบบนี้มักติดในปล่องและมีราคาไม่แพง เพราะสร้างและฉีดก๊าซเข้าไปผสมได้โดยง่าย แต่หากต้องสร้างห้องผสมก็จะมีค่าก่อสร้างเพิ่มขึ้น

       ค่าใช้จ่ายประจำ คือ ค่าไฟฟ้า (กรณีผลิตโอโซน) ค่าก๊าซคลอรีน (กรณีที่ใช้) และค่าเสื่อมสภาพของหลอดสร้างโอโซน

| หน้าแรก |การบำบัดกลิ่น | เลือกวิธีการบำบัด | ระบบสาธิต | อภิธานศัพท์ | ค้นหา | Site Map | ผู้จัดทำ |
กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม