ทำความเข้าใจและหาทางแก้ไขปัญหานี้ในเบื้องต้นแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้

  1. ประเทศไทยกับการตกสะสมของกรด
  2. ความเป็นกรด-ด่างของ “น้ำฝน” ตามธรรมชาติ
  3. แหล่งที่มาของสารกรดในบรรยากาศ
  4. กลไกการตกสะสมของกรด
  5. ผลกระทบของการตกสะสมของกรด
  6. การติดตามตรวจสอบการตกสะสมของกรดในประเทศไทย
  7. การควบคุมและป้องกันปัญหาการตกสะสมของกรด
  8. ข้อมูลเรื่องการตกสะสมของกรดเพิ่มเติม


1. ประเทศไทยกับการตกสะสมของกรด

สารมลพิษ คือของเสียหรือมลสารใดๆ ที่ก่อให้เกิด หรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม หรือภาวะที่เป็นพิษภัยอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน

สารมลพิษบางชนิดที่เกิดจากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล (Fossil Fuels) ได้แก่ ก๊าซออกไซด์ของซัลเฟอร์ และก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน เมื่อลอยเข้าสู่บรรยากาศ จะกลายสภาพเป็นสารกรด และถูกพัดพาไปได้ไกลอย่างไร้พรมแดน ส่งผลให้หมอก น้ำค้าง ฝน เป็นกรด กลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมของภูมิภาคและของโลก สารกรดในบรรยากาศเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงในประเทศอุตสาหกรรมหรือประเทศที่พัฒนาแล้ว ทำความเสียหายต่อสุขภาพ ทรัพย์สิน แหล่งผลิตอาหารและทรัพยากรธรรมชาติ จนต้องแสวงหาแนวทางเพื่อลดการปล่อยมลพิษและบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้น

ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งในในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ที่กำลังมีการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมในอัตราที่สูง ทำให้ชุนชนเมือง อุตสาหกรรม และการคมนาคมขนส่งมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นผลให้มีการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ปัญหาเรื่องสารกรดในบรรยากาศจึงได้เริ่มปรากฏขึ้นแล้ว โดยในบางครั้งตรวจพบว่าน้ำฝนที่ตกลงมาในเขตเมือง และเขตอุตสาหกรรมมีความเป็นกรดสูงกว่าน้ำฝนธรรมชาติ สำหรับประเทศไทยปัญหานี้อาจทวีความรุนแรงขึ้นได้ในอนาคต เช่นเดียวกับที่เกิดในประเทศอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้วสาร กรดสามารถเดินทางไปในบรรยากาศได้ไกลหลายร้อยกิโลเมตรจากแหล่งกำเนิด




2. ความเป็นกรด-ด่างของ “น้ำฝน” ตามธรรมชาติ


ความเป็นกรด-ด่างของสิ่งต่างๆ วัดกันด้วยค่าพีเอช (pH) คล้ายๆ กับที่เราวัดอุณหภูมิเป็นองศาเซลเซียส (°C) แต่ค่อนข้างซับซ้อนกว่า ค่า pH มีค่าอยู่ระหว่าง 1-14 ซึ่งขึ้นอยู่กับสมดุลย์ของกรดและด่าง โดยความเป็นกลางมีค่า pH 7 กรดมีค่า pH ต่ำกว่า 7 ส่วนด่างมีค่า pH สูงกว่า 7

ค่า pH มีความสัมพันธ์ที่ยุ่งยากซับซ้อนกับความเข้มข้นของกรด หรืออีกนัยหนึ่งปริมาณไฮโดรเจนอิออน (H+) ที่มีอยู่ในของเหลว โดยที่ค่า pH ต่ำๆ จะยี่งมีปริมาณไฮโดรเจนอิออนมากขึ้นเป็นทวีคูณ และตัวเลขของค่า pH แต่ละหนึ่งค่าที่ลดลงจะมีความเป็นกรดหรือปริมาณไฮโดรเจนอิออนเพิ่มขึ้น 10 เท่า กล่าวคือ น้ำฝนที่มีค่า pH 4 มีความเป็นกรดเป็น 10 เท่าของน้ำฝนที่มีค่า pH 5 และมีความเป็นกรดเป็น 100 เท่าของน้ำฝนที่มีค่า pH 6

โดยทั่วไปหยดน้ำฝนที่เกิดจากการควบแน่นในบรรยากาศควรจะมีค่าความเป็นกรด-ด่าง หรือค่า pH ใกล้ๆ 7 อย่างไรก็ตามก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่มีอยู่ตามธรรมชาติในบรรยากาศเมื่อละลายเข้าไปในหยดน้ำฝนกลายเป็นกรดอ่อนคาร์ บอนิค หยดน้ำฝนจึงมีค่า pH ต่ำลง หยดน้ำฝนตามธรรมชาติจะมีค่า pH เท่ากับ 5.6 อย่างไรก็ตาม สารกรดที่อยู่ในบรรยากาศก็ละลายเข้าไปในหยดน้ำฝนได้เช่นกัน ทำให้เกิดเป็นกรดกำมะถันหรือกรดซัลฟูริคและกรดดินประสิวหรือกรดไนตริค ซึ่งเป็นกรดแก่และจะทำให้ค่า pH ของหยดน้ำฝนมีค่าต่ำลงไปอีก คือ มีความเป็นกรดมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ตามธรรมชาติ เมื่อตกลงมาในแหล่งน้ำและผืนดิน ก็จะทำให้น้ำและดินมีความเป็นกรดมากขึ้น เกิดผลกระทบเสียหายต่อพืช สัตว์ และระบบนิเวศวิทยา นอกจากนี้ ความเป็นกรดของน้ำฝนยังก่อให้เกิดการสึกกร่อนของวัสดุสิ่งก่อสร้างต่างๆ อีกด้วย

การตรวจสอบเบื้องต้นว่าฝนที่ตกลงมานั้นมีสภาพเป็นกรดหรือไม่

เก็บตัวอย่างน้ำฝนในพื้นที่เปิดโล่งโดยใช้ภาชนะที่สะอาด ไม่มีการปนเปื้อนใดๆ  จากนั้นตรวจวัดค่าความเป็นกรด-ด่างของฝน โดยหากค่า pH ที่ตรวจวัดได้มีค่าต่ำกว่า 5.6 หมายความว่าน้ำฝนดังกล่าวอาจมีการปนเปื้อนและเริ่มมีศักยภาพความเป็นกรด โดยสภาพความเป็นกรดของน้ำฝนจะสูงขึ้นเมื่อค่า pH ต่ำลง




3. แหล่งที่มาของสารกรดในบรรยากาศ

สารมลพิษที่เป็นตัวการทำให้เกิดสารกรดในบรรยากาศ (Acid Precursors) ที่สำคัญๆ มีอยู่ 2 ชนิด ชนิดแรก คือ ก๊าซออกไซด์ของซัลเฟอร์ ซึ่งรวมถึงก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และก๊าซซัลเฟอร์ไตรออกไซด์ (SO3) และชนิดที่สอง คือ ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) ซึ่งรวมถึงก๊าซไนตริคออกไซด์ (NO) และก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) แหล่งที่มาของสารมลพิษเหล่านี้ มีทั้งที่เป็นแหล่งธรรมชาติ (Natural Sources) และแหล่งมนุษย์สร้าง (Man-made Sources) หรือที่เป็นกิจกรรมของมนุษย์

แหล่งธรรมชาติที่ทำให้เกิดสารกรดในบรรยากาศ ได้แก่ การคุและการระเบิดของภูเขาไฟ ไฟไหม้ป่าตามธรรมชาติ ทะเลและมหาสมุทร การเน่าเปื่อยและการย่อยสลายของซากพืช สัตว์ และสารอินทรีย์ประเภทต่างๆ เป็นต้น แหล่งธรรมชาติมีบทบาทความสำคัญต่อการตกสะสมของกรดน้อยกว่าแหล่งมนุษย์สร้าง

ก๊าซออกไซด์ของซัลเฟอร์และก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน ส่วนใหญ่ถูกปล่อยออกสู่บรรยากาศจากกิจกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลประเภทต่างๆ เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าและพลังงานมาให้มนุษย์เราใช้อยู่ทุกวันนี้ กิจกรรมดังกล่าวได้แก่ การเผาถ่านหินและน้ำมันเตาในโรงไฟฟ้าและโรงงาน อุตสาหกรรม การเผาขยะ และการเผาน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล และน้ำมันเจต ในยานพาหนะประเภทต่างๆ เช่น รถยนต์ รถบรรทุก รถโดยสารประจำทาง รถไฟ เรือ และเครื่องบิน เป็นต้น

ก๊าซออกไซด์ของซัลเฟอร์เกิดจากการรวมตัวของสารกำมะถันในเชื้อเพลิงฟอสซิลกับก๊าซออกซิเจนในอากาศขณะเผาไหม้ โดยปริมาณก๊าซออกไซด์ของซัลเฟอร์ที่เกิดขึ้นจะเป็นสัดส่วนโดยตรงกับปริมาณเชื้อเพลิงที่เผาและปริมาณสารกำมะถันที่เจือปนอยู่ในเชื้อเพลิงนั้น นอกจากนี้ก๊าซออกไซด์ของซัลเฟอร์ยังเกิดจากอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ ได้แก่ อุตสาหกรรมกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม อุตสาหกรรมผลิตกรดกำมะถัน และอุตสาหกรรมถลุงสินแร่โลหะที่มีสารกำมะถันเจือปนอยู่ เช่น ทองแดง สังกะสี และตะกั่ว เป็นต้น

ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจนเกิดขึ้นในระหว่างการเผาเชื้อเพลิงประเภทต่างๆ เช่นเดียวกับก๊าซออกไซด์ของ ซัลเฟอร์ โดยเกิดจากการรวมตัวของก๊าซไนโตรเจนในอากาศและสารไนโตรเจนในเชื้อเพลิงกับก๊าซออกซิเจนในอากาศในระหว่างการเผาไหม้ ยิ่งอุณหภูมิการเผาไหม้สูงๆ และมีปริมาณก๊าซออกซิเจนในการเผาไหม้มากๆ จะยิ่งเกิดก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจนมาก นอกจากนี้ ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจนยังเกิดจากอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ ได้แก่ อุตสาหกรรมผลิตกรดดินประสิวและสารประกอบ อุตสาหกรรมผลิตปุ๋ย และอุตสาหกรรมผลิตวัตถุระเบิด เป็นต้น

จากการคาดประมาณ พบว่าบนโลกของเรามีปริมาณก๊าซออกไซด์ของซัลเฟอร์ที่เกิดจากธรรมชาติน้อยกว่าร้อยละสิบของปริมาณก๊าซออกไซด์ของซัลเฟอร์ที่เกิดจากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล และเช่นเดียวกัน ปริมาณก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจนที่เกิดจากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลมีเป็นสองเท่าของปริมาณก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจนที่เกิดจากธรรมชาติ สำหรับประเทศไทยของเรา ในปี พ.ศ. 2541 จากการคาดประมาณ พบว่าการปล่อยก๊าซออกไซด์ของซัลเฟอร์และก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจนจากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อผลิตพลังงานในรูปแบบต่างๆ มีปริมาณรวมกันทั่วประเทศ 0.884 ล้านตัน และ 0.904 ล้านตัน ตามลำดับ




4. กลไกการตกสะสมของกรด

ก๊าซออกไซด์ของซัลเฟอร์และออกไซด์ของไนโตรเจนที่ถูกปล่อยออกจากแหล่งกำเนิดเข้าสู่บรรยากาศ จะถูกเปลี่ยนไปเป็นกรดซัลฟูริคและกรดไนตริคด้วยปฏิกริยากับออกซิเจนและความชื้นแล้วตกกลับสู่พื้นดิน ในเวลาต่อไปนานเข้าจะเกิดการสะสมของกรดขึ้น การตกสะสมของกรดเกิดได้ 2 ทาง คือ การตกสะสมเปียก และการตกสะสมแห้ง

การตกสะสมเปียก (Wet Deposition) เป็นกระบวนการที่กรดซัลฟูริค และ กรดไนตริคในบรรยากาศรวมตัวกับเมฆ และต่อมากลายเป็นฝนตกลงสู่พื้นดิน ที่เรารู้จักกันดีในชื่อ ฝนกรด หรือ ในรูปของหิมะ และหมอกที่มีสภาพเป็นกรด

การตกสะสมแห้ง (Dry Deposition) เป็นการตกของกรดในสภาวะที่ไม่มีน้ำเป็นส่วนประกอบ ได้แก่ การตกของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน และอนุภาค/ละอองซัลเฟตและไนเตรท กรดที่แขวนลอยในบรรยากาศจะถูกพัดพาไปโดยลมและตกสะสมบนผิวดิน ต้นไม้ สิ่งก่อสร้าง รวมถึงการเข้าสู่ระบบการหายใจของมนุษย์ด้วย

การตกสะสมของกรดจะทำให้ดิน แหล่งน้ำจืด และอื่นๆ มีสภาพความเป็นกรดมากขึ้น ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตต่างๆ เช่น ต้นไม้และปลา ผลกระทบจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณของกรดที่ตกสะสม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง กรดอ่อน (ค่า pH สูง) ที่ตกลงมาในปริมาณมากจะก่อให้เกิดผลกระทบสูงกว่ากรดแก่ (ค่า pH ต่ำ) แต่ตกในปริมาณน้อย การประเมินผลกระทบจึงไม่ได้ดูที่ค่า pH อย่างเดียว เราจะต้องพิจารณาปริมาณการตกสะสมของกรดโดยรวมด้วย




5. ผลกระทบของการตกสะสมของกรด

ฝนกรดเมื่อตกลงมาในแหล่งน้ำและผืนดิน ก็จะทำให้น้ำและดินมีความเป็นกรดมากขึ้น เกิดความเสียหายกับพืช สัตว์ มนุษย์ และระบบนิเวศวิทยา รวมทั้งก่อให้เกิดการสึกกร่อนของวัสดุต่างๆ โดยมีรายละเอียดดังนี้

5.1 ผลกระทบของการตกสะสมของกรดต่อวัสดุ

สารประกอบซัลเฟอร์สามารถกัดกร่อนวัสดุและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ได้ เป็นตัวเร่งให้เกิดการกัดกร่อนของโลหะ การลดความเข้มข้นของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในบรรยากาศจาก 0.15 ppm ไปที่ 0.05 ppm จะสามารถลดอัตราการกัดกร่อนของสังกะสีลงได้สี่เท่า ส่วนอลูมิเนียมค่อนข้างจะคงทนต่อก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ อย่างไรก็ตามที่ความชื้นสัมพัทธ์สูงกว่า 70% อัตราการกัดกร่อนจะเพิ่มสูงขึ้น ละอองกรดซัลฟูริคยังสามารถกัดกร่อนวัสดุก่อสร้างอื่น ๆ ได้อีกหลากหลายชนิด รวมทั้งหินปูน หินอ่อน หินชนวน กระเบื้องหลังคา และปูนซิเมนต์ โดยเมื่อทำปฏิกริยาจะกลายเป็นสารละลายแคลเซียมซัลเฟตเกิดการสึกกร่อนขึ้น เมื่อถูกฝนชะล้างออกไปพื้นผิวหน้าวัสดุถูกเปิดการกัดกร่อนก็จะกินลึกลงไปเรื่อยๆ นอกจากนี้ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์และกรดซัลฟูริคจะทำให้เส้นไนล่อนลดความแข็งแรงลงด้วย

5.2 ผลกระทบของการตกสะสมของกรดต่อป่าไม้และธาตุอาหารพืช

ฝนกรดเป็นเป็นพิษต่อพืชโดยตรง พืชที่ไวต่อกรด เมื่อถูกฝนกรดจะไหม้เป็นแผลและตายไป ส่งผลให้ป่าไม้ถูกทำลาย ปฏิกิริยาของฝนกรดที่ส่งผลกระทบต่อพืช มีดังนี้

  1. ฝนกรดมีผลเสียหายโดยตรงต่อพืชและการสังเคราะห์แสง
  2. ฝนกรดมีผลต่อการแลกเปลี่ยนไอออน (Ion Exchange) มีผลต่อการสูญเสียธาตุอาหาร ที่เป็นแคทไอออนเบส เช่น แคลเซียม (Ca) แมกนีเซียม (Mg) โปแตสเซียม (K) ของพรรณไม้ในป่าและมีผลต่อการลดลงของธาตุฟอสฟอรัส (P) และไนโตรเจน (N) ในต้นไม้ในป่าด้วย การสูญเสีย Ca และ Mg มีผลต่อผนังเซลล์ในคอร์เท็กซ์ มีผลต่อการส่งลำเลียงน้ำ ซึ่งกระทบต่อการเจริญเติบโตของไม้ยืนต้น
  3. กรดกำมะถันทำให้อะลูมิเนียมและธาตุโลหะหนักในดินละลาย และเป็นอันตรายต่อรากฝอยในพืช ทำให้การดูดน้ำและการเจริญเติบโตของพืชลดลง และทำให้พืชอ่อนแอ เกิดการทำลายโดยโรคราและแมลงได้มากขึ้น
  4. ทำให้การทดแทนของพรรณไม้ในป่าลดลง และเกิดการยืนตายของต้นไม้จากบนลงล่าง (dieback) ของพรรณไม้ในป่า
  5. ฝนกรดมีผลให้ผลิตผลของพืชเศรษฐกิจเช่น ถั่วเหลือง ลดลง

นอกจากนี้ SO2 ที่อยู่ในบรรยากาศยังไปปิดปากใบทำให้การสังเคราะห์แสงลดลง ใบเหลือง และร่วงหล่นลงในที่สุด ยิ่งกว่านั้น SO2 , NH3 และ O3 ในบรรยากาศทำให้ความต้านทานต่อความหนาวเย็นของพืชพรรณใน เขตอบอุ่นและเขตหนาวลดลง

5.3 ผลกระทบของการตกสะสมของกรดต่อดิน

การตกสะสมของกรดมีผลกระทบต่อสมบัติของดินและสภาพแวดล้อมในดิน โดยมีผลทำให้ดินมีความเป็นกรดมากขึ้น ทำให้ธาตุอาหารพืชบางชนิด เช่น Ca , Mg และ K สูญเสียไปเนื่องจากถูกทำให้เคลื่อนที่ลงไปในดินชั้นล่างนอกบริเวณรากพืชโดยกระบวนการทางเคมี ซึ่งมีผลทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินลดลง นอกจากนั้นทำให้ธาตุโลหะหนักในดิน เช่น แคดเมียม (Cd) ตะกั่ว (Pb) และปรอท (Hg) และธาตุโลหะหนักอื่นๆ ละลายออกมาได้มากขึ้น ทำให้ดินมีแนวโน้มที่เกิดมลพิษเนื่องจากการปนเปื้อนของโลหะหนักมากขึ้น มีผลต่อเนื่องให้พืชที่ปลูกในบริเวณดังกล่าวดูดโลหะหนักขึ้นไปสะสมไว้ในต้นและผลผลิตซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคได้ ความเป็นกรดของดินที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากการตกสะสมของกรดมีผลกระทบต่อจำนวนและ กิจกรรมของจุลินทรีย์ดินบางชนิด ทำให้การย่อยสลายวัสดุอินทรีย์และวัฎจักรของธาตุอาหารบางชนิดเปลี่ยนแปลงไป การลดลงของจำนวนจุลินทรีย์ในดินมีผลต่อวัฏจักรคาร์บอน และวัฏจักรไนโตรเจน การตรึงไนโตรเจนของสาหร่าย และดินจะลดลง

การลดลงของค่า pH ในดินที่ได้รับฝนกรดจะไม่เท่ากัน ขึ้นกับชนิดของดินและการแลกเปลี่ยนของแคทไอออน (Cation Exchange Capacity, CEC) ดินที่มีความไวต่อฝนกรด จะมีค่า pH ลดลงตามค่า CEC คือ CEC ต่ำมีความไวต่อฝนกรดมาก ธาตุอาหารในดินจะถูกชะล้างไป อะลูมิเนียม (Al) จึงถูกปล่อยเป็นอิสระและเป็นธาตุที่เป็นพิษ เมื่อถูกรากพืชดูดขึ้นไปแทนที่ Ca และ Mg จะมีผลทำให้พืชขาดธาตุอาหารเหล่านี้แล้วตายไปในที่สุด

5.4 ผลกระทบของการตกสะสมของกรดต่อแหล่งน้ำ

เมื่อฝนกรดตกลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติจะทำให้แหล่งน้ำมีสภาพเป็นกรดมากขึ้น ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของปลาเป็นอย่างมาก ปลาบางชนิดจะมีความไวต่อค่า pH ต่ำ ปลาหลายชนิดจะหยุดขยายพันธุ์เมื่อค่า pH ต่ำกว่า 5.5 นอกจากนั้นปริมาณของแพลงตอนจะลดลงเมื่อค่า pH ของน้ำต่ำลงและจะมีผลต่อเนื่องถึงปลาและสัตว์น้ำต่างๆ เพราะแพลงตอนเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของปลาและสัตว์น้ำต่าง ๆ และในที่สุด ห่วงโซ่อาหารจะถูกทำลายไป

5.5 ผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย

ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ส่งผลกระทบต่อสุขภาพในด้านของระบบทางเดินหายใจเป็นหลัก ผลกระทบมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในอากาศ ปฏิกริยาและความไวในการรับก๊าซนี้ของแต่ละบุคคลไม่เท่ากัน ผู้ที่ไวต่อสิ่งกระตุ้นในสิ่งแวดล้อม เช่น เป็นโรคหอบ หืด จะได้รับผลกระทบจากก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในระดับที่สูงกว่าผู้ที่มีสุขภาพปกติ

ผลกระทบของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ต่อสุขภาพของประชาชนมีทั้งที่เป็นผลกระทบเฉียบพลันและเรื้อรัง

ผลกระทบเฉียบพลัน

  1. อาการระคายเคืองเยื่อบุต่างๆ ได้แก่ เยื่อบุตา เยื่อบุคอและเยื่อบุทางเดินหายใจ ทำให้มีอาการแสบ คัน เคืองและอาจตามมาด้วยการติดเชื้อภายหลังจากการระคายเคือง
  2. อาการผิดปกติต่อทางเดินหายใจทำให้เกิดการบีบรัดตัวของท่อทางเดินหายใจทั้งส่วนปลายและหลอดลมขนาดเล็ก ทำให้มีอาการหายใจลำบากมีอาการหอบหืด แน่นหน้าอก
  3. สมรรถภาพการทำงานของปอดลดลง
  4. อาการระคายเคืองต่อผิวหนัง
  5. มีอาการใจสั่น หัวใจเต้นเร็วขึ้น หายใจเร็วขึ้น วิงเวียนศีรษะรบกวนประสาทสัมผัสและอาจมีอาการซึมเศร้าได้

ผลกระทบเรื้อรัง

ทำให้ทางเดินหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่างอักเสบเรื้อรัง และมีโอกาสติดเชื้อทางเดินหายใจบ่อยขึ้นและง่ายขึ้นแต่ยังไม่พบว่ามีความสัมพันธ์ที่ชัดเจนกับมะเร็งปอด

5.6 กรณีตัวอย่างปัญหาการตกสะสมของกรดในประเทศไทยในพื้นที่แม่เมาะ

โรงไฟฟ้าแม่เมาะ ตั้งอยู่ที่อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง มีหน่วยผลิตกระแสไฟฟ้า 13 หน่วย มีกำลังผลิตทั้งหมด 2,625 เมกกะวัตต์ และมีการใช้ถ่านลิกไนต์ที่มีกำมะถันสูงในการผลิตกระแส ไฟฟ้า (มีกำมะถันเฉลี่ยร้อยละ 3 โดยน้ำหนัก) ในปี 2535 โรงไฟฟ้าแม่เมาะได้ปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในปริมาณสูง ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอนามัยของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าแม่เมาะ และจากการสะสมของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในบรรยากาศ ทำให้ประชาชนมีอาการเจ็บป่วยทางด้านระบบทางเดินหายใจ เช่น แสบคอ แสบตา ไอ และหายใจลำบาก โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคหอบหืดอยู่แล้วจะมีอาการรุนแรงมากกว่าคนที่มีสุขภาพปกติและยังมีผลกระทบทำให้พืฃผลการเกษตรเสียหาย โรงไฟฟ้าแม่เมาะต้องจ่ายค่าชดเชยต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ รวมมากกว่า 50 ล้านบาท จากปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษดังกล่าวทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยในระยะยาวให้มีการติดตั้งระบบกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ที่เรียกว่า Flue Gas Desulfurization หรือ FGD ในหน่วยผลิตกระแสไฟฟ้าที่ 4-13 และงานติดตั้งทั้งหมดแล้วเสร็จในเดือนกุมภาพันธ์ 2543 รวมเงินลงทุนทั้งหมดมากกว่า 6 พันล้านบาท FGD นี้สามารถลดการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ได้มากกว่าร้อยละ 90 คือจะมีปริมาณการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ลดลงจาก 150 ตัน/ชั่วโมง เหลือประมาณ 15 ตัน/ชั่วโมง ส่วนการแก้ไขปัญหาระยะสั้นในช่วงที่อยู่ระหว่างการติดตั้ง FGD นั้นได้กำหนดให้โรงไฟฟ้าแม่เมาะใช้ถ่านลิกไนต์ที่มีกำมะถันต่ำและลดกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าลง เพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ให้ต่ำลง




6. การติดตามตรวจสอบการตกสะสมของกรดในประเทศไทย

การติดตามตรวจสอบการตกสะสมของกรด ประกอบด้วยการติดตามปริมาณการตกสะสมของกรดที่อยู่ในรูปของฝนกรด และปริมาณสารมลพิษทางอากาศที่เป็นองค์ประกอบที่ทำให้เกิดภาวะการตกสะสมของกรด รวมทั้งการติดตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากอิทธิพลของการตกสะสมของกรดในระบบนิเวศแบบต่างๆ รวมทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม

ปัจจุบันได้มีการจัดตั้งเครือข่ายการติดตามตรวจสอบการตกสะสมของกรดในประเทศไทย (Acid Deposition Monitoring Network in Thailand) โดยความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการศึกษาต่างๆ ในการติดตามตรวจสอบภาวะการเกิดการตกสะสมของกรด ทั้งที่อยู่ในรูปของการตกสะสมเปียกและการตกสะสมแห้ง และเพื่อประเมินความเสี่ยงในการเกิดผลกระทบอันเนื่องมาจากปัญหาดังกล่าว โดยอาศัยการศึกษาการเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อม ทั้งต่อระบบนิเวศแหล่งน้ำ ดิน และป่าไม้ การติดตามตรวจสอบได้ครอบคลุมพื้นที่ของภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทย และยังมีอีกหลายพื้นที่ที่จะต้องติดตามตรวจสอบต่อไป พื้นที่ที่ติดตามตรวจสอบ มีทั้งบริเวณในเขตชุมชนเมือง พื้นที่อุตสาหกรรม และพื้นที่สงวนทางธรรมชาติ ทั้งนี้ข้อมูลจากการติดตามตรวจสอบการตกสะสมของกรดจะสามารถนำมาใช้ในการประเมินสถานการณ์ รวมถึงโอกาสและแนวโน้มของการเกิดภาวะและปัญหา อันเนื่องมาจากการตกสะสมของกรด โดยการติดตามตรวจสอบดังกล่าวได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องนับ ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2541

จุดเก็บตัวอย่างการตกสะสมของกรดในประเทศไทย
การตรวจวัดจุดเก็บตัวอย่าง
  1. การเก็บตัวอย่างการตกสะสมของกรดแบบเปียก
  1. เขื่อนเขาแหลม จ.กาญจนบุรี
  2. สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม กรุงเทพฯ
  3. กรมอุตุนิยมวิทยา กรุงเทพฯ
  4. ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม จ.ปทุมธานี
  1. การเก็บตัวอย่างการตกสะสมของกรดแบบแห้ง
    • ก๊าซ
    • Aerosol
  1. เขื่อนเขาแหลม จ.กาญจนบุรี
  2. สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม กรุงเทพฯ
  1. การเก็บตัวอย่างการตกสะสมของกรดในดิน และพืช
  1. เขื่อนเขาแหลม จ.กาญจนบุรี
  1. การเก็บตัวอย่างการตกสะสมของกรดในแหล่งน้ำและตะกอนดิน

  1. เขื่อนเขาแหลม จ.กาญจนบุรี



7. การควบคุมและป้องกันปัญหาการตกสะสมของกรด

ผลกระทบเสียหายที่เกิดขึ้นจากการตกสะสมของกรด เมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะไม่สามารถทำการแก้ไขหรือรักษาเยียวยาให้หายกลับมาเป็นปกติได้ง่ายๆ ดังนั้นจึงไม่มีวิธีการใดที่จะดีไปกว่าการควบคุมและป้องกันไม่ให้มีการตกสะสมของกรดเกิดขึ้นเลย ด้วยการลดการปล่อยสารมลพิษที่จะเป็นตัวการไปทำให้เกิดสารกรดในบรรยากาศ ซึ่งได้แก่ ก๊าซออกไซด์ของซัลเฟอร์และก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการ เผาเชื้อเพลิงฟอสซิลในโรงไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม และยานพาหนะประเภทต่างๆ รวมทั้งการผลิตต่างๆ ในอุตสาหกรรมด้วย

การลดการปล่อยก๊าซออกไซด์ของซัลเฟอร์และก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน สามารถทำได้โดย

  • การประหยัดและการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อลดปริมาณความต้องการพลังงานลง ซึ่งจะทำให้ลดการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตพลังงานลง ปริมาณการปล่อยก๊าซออกไซด์ของซัลเฟอร์และก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจนก็จะลดลงตามไปด้วย
  • การผลิตพลังงานโดยไม่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) แทน เช่น พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานน้ำ เป็นต้น
  • การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีสารกำมะถันต่ำ
  • การกำจัดสารกำมะถันออกจากเชื้อเพลิงฟอสซิลก่อนที่จะนำไปเผาเพื่อผลิตพลังงาน
  • การใช้หัวเผาเชื้อเพลิงที่ทำให้เกิดก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจนต่ำ (Low-NOx Burner)
  • การติดตั้งระบบกำจัดก๊าซออกไซด์ของซัลเฟอร์ (Desulfurization) และระบบกำจัดก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (Denitrification) ออกจากก๊าซเสียที่เกิดขึ้นจากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลก่อนระบายออกสู่บรรยากาศ
ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ท่านจะมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือเพื่อป้องกันปัญหาการตกสะสมของกรดไม่ไห้เกิดขึ้นได้อย่างไรบ้าง ต่อไปนี้เป็นบางสิ่งบางอย่างที่ท่านจะสามารถมีส่วนร่วมช่วยกันได้
  • เลือกใช้อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องจักรกลต่างๆ ที่มีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานสูง
  • อย่าซื้อและใช้ของที่ท่านไม่มีความจำเป็นต้องใช้จริงๆ
  • อย่าใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลือง เช่น
  • ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ในบ้านและสำนักงาน เช่น เครื่องปรับอากาศ โทรทัศน์ พัดลม และไฟ เมื่อไม่ใช้งาน
  • ตั้งอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม (ประมาณ 25 oC) ไม่ให้เย็นเกินความจำเป็น
  • วางแผนเส้นทางการเดินทางไว้ล่วงหน้า เพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรที่ติดขัด จะได้ลดความสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง
  • ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวลง และเปลี่ยนมาใช้ระบบขนส่งมวลชน เช่น รถโดยสารประจำทาง รถไฟ และรถไฟฟ้าราง หรือเดินทางร่วมกับผู้อื่น (Car Pooling หรือ Ride Sharing) หรือใช้รถจักรยานแทน
  • หมั่นดูแลและบำรุงรักษาเครื่องยนต์และเครื่องจักรต่างๆ ให้มีการเผาไหม้เชื้อเพลิงที่สมบูรณ์อยู่ตลอดเวลา
  • ลดการทำให้เกิดขยะและของเสียต่างๆ เพื่อลดการใช้พลังงานในการกำจัดของเสีย
  • ลดการใช้น้ำและทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ

เนื่องจากปัญหาการตกสะสมของกรดเป็นปัญหามลพิษที่ไร้พรมแดน ก๊าซออกไซด์ของซัลเฟอร์และก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจนที่ถูกปล่อยออกสู่บรรยากาศจากประเทศหนึ่ง อาจไปทำให้เกิดสารกรดในบรรยากาศและตกสะสมลงสู่แหล่งน้ำและผืนดินในอีกประเทศหนึ่งหรือหลายๆ ประเทศที่อยู่ห่างออกไปเป็นพันๆ กิโลเมตรได้ ดังนั้น ในการควบคุมและป้องกันปัญหาการตกสะสมของกรด นอกจากจะต้องทำกันในแต่ละประเทศแล้ว ยังต้องทำเป็นเครือข่ายของความร่วมมือกันระหว่างประเทศต่างๆ ในภูมิภาคด้วย จึงจะประสบผลสำเร็จได้




8. คุณสามารถหาข้อมูลเรื่องการตกสะสมของกรดเพิ่มเติมได้ที่นี่

ประเทศไทย

  • ฝนกรดมลพิษไร้พรมแดน วิดีทัศน์ [: 20.0 MB]
  • ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อได้ที่ สำนักจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ (http://www.pcd.go.th/) โทร 0 2298 2367 โทรสาร 0 2298 2325 e-mail : sarawut(dot)t(at)pcd(dot)go(dot)th
  • คณะพลังงานและวัสดุ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (http://www.kmutt.ac.th/)
  • คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง (http://www.ram.ac.th/)
  • กรมอุตุนิยมวิทยา (http://www.thaimet.tmd.go.th/)
  • กรมป่าไม้ (http://www.forest.go.th/)
  • ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (http://www.environnet.go.th/)

ต่างประเทศ




กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม