International Coorperation Projects
ด้านการจัดการคุณภาพน้ำ
ด้านการจัดการคุณภาพอากาศและเสียง
ด้านการจัดการมูลฝอยและสารอันตราย
ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีการควบคุมมลพิษ
ด้านการประสานการจัดการมลพิษ

การดำเนินงานความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการจัดการคุณภาพอากาศและเสียง

โครงการสาธิตการติดตั้งและใช้งานเครื่องยนต์ดีเซลขนาดใหญ่ปริมาณมลพิษต่ำ (EURO II)
กับรถโดยสารประจำทาง ภายใต้โครงการความร่วมมือระหว่างสหรัฐ – ไทย

1. ชื่อข้อตกลง/โครงการ : โครงการสาธิตการติดตั้งและใช้งานเครื่องยนต์ดีเซลขนาดใหญ่ปริมาณมลพิษต่ำ (EURO II)
กับรถโดยสารประจำทาง ภายใต้โครงการความร่วมมือระหว่างสหรัฐ – ไทย ( NAVISTAR PROJECT under US-THAILAND DEVELOPMENT PARTNERSHIP)

2. ประเทศ : สหรัฐอเมริกา

3. องค์กร/สถาบัน : โครงการความร่วมมือระหว่างสหรัฐ – ไทย

  • องค์กรเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกา (USAID)
  • กองทุนสถาบันคีนาน (The William R.Kenan Jr.Charitable Trust)
  • มหาวิทยาลัยนอร์ธคาโรไลน่า (The University of North Carolina)
  • บริษัท Perkins International Limited
  • บริษัท ธนบุรี บัสบอดี้ จำกัด
  • การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.)
  • องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)
  • กรมควบคุมมลพิษ

4. หน่วยงานที่รับผิดชอบ :ฝ่ายมลพิษทางอากาศจากยานพาหนะ สำนักจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ

5. สรุปสาระสำคัญของโครงการ :

  • ความเป็นมา
    รถโดยสารประจำทางที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาดใหญ่ เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศจากยานพาหนะ ซึ่งมีอัตราการใช้งานสูงในเขตกรุงเทพมหานคร กรมควบคุมมลพิษ จึงได้เสนอให้มีการกำหนดนโยบายในการปรับปรุงมาตรฐานมลพิษทางอากาศจากเครื่องยนต์ดีเซลขนาดใหญ่ โดยการพิจารณาเลือกใช้เครื่องยนต์ดีเซลระดับที่ 3 (EURO II) ที่มีประสิทธิภาพสูงและมีการระบายมลพิษต่ำ โดยเฉพาะฝุ่นละอองจะลดลงประมาณร้อยละ 60 จากระดับที่ 2 (EURO I)

  • วัตถุประสงค์
    โครงการสาธิตการติดตั้งและใช้งานเครื่องยนต์ดีเซลขนาดใหญ่ปริมาณมลพิษต่ำ (EURO II) กับรถโดยสารประจำทาง ดำเนินการโดยกรมควบคุมมลพิษ ร่วมกับโครงการความร่วมมือระหว่างสหรัฐ – ไทย (US-Thailand Development Partnership : USTDP) ในการจัดเตรียมแผนงานและงบประมาณสำหรับการทดสอบประสิทธิภาพและปริมาณมลพิษของเครื่องยนต์ บริษัท Perkins International Limited ให้การบริจาคเครื่องยนต์ดีเซลปริมาณมลพิษต่ำเพื่อใช้ในการทดสอบ บริษัท ธนบุรี บัสบอดี้ จำกัด ให้การสนับสนุนโครงรถโดยสารสำหรับใช้ติดตั้งทดสอบ การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) ให้การสนับสนุนน้ำมันดีเซลกำมะถันต่ำเพื่อใช้ในการทดสอบ และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ให้การสนับสนุนในการบรรจุรถโดยสารของโครงการเข้าวิ่งในเส้นทางเดินรถ ขสมก. นอกจากนี้ยังได้รับความช่วยเหลือจากกรมวิเทศสหการในการประสานงานโครงการดังกล่าว
    1. เพื่อทดสอบสมรรถนะและประสิทธิภาพการใช้งานของรถโดยสารที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลที่เป็นไปตามมาตรฐาน EURO II
    2. เพื่อทดสอบปริมาณมลพิษในไอเสียของรถโดยสารที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลที่เป็นไปตามมาตรฐาน EURO II
    3. เพื่อประเมินผลเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสีย ของเครื่องยนต์ดีเซลที่เป็นไปตามมาตรฐาน EURO II กับเครื่องยนต์ที่มีการใช้งานในปัจจุบัน
    4. เพื่อเตรียมความพร้อมในการพิจารณาเลือกใช้งานรถโดยสารประจำทางที่มีปริมาณมลพิษต่ำ

  • ระยะเวลาดำเนินงาน
    ระยะที่ 1 1 ปี (ระหว่าง พฤศจิกายน 2538 ถึง กันยายน 2539)
    ระยะที่ 2 3 ปี (ระหว่างพฤศจิกายน 2539 ถึง พฤศจิกายน 2542)

  • งบประมาณ 436,919.- เหรียญสหรัฐ แบ่งเป็น
    - ที่ตั้งสมทบ 43,300.- เหรียญสหรัฐ
    - ที่ได้รับความช่วยเหลือ 393,619.- เหรียญสหรัฐ

  • ขั้นตอนการดำเนินงาน
    1. ดำเนินการทดสอบรถโดยสารประจำทาง ขสมก. ที่ใช้เครื่องยนต์ที่ได้มาตรฐาน ECE R 49-01
    2. ดำเนินการทดสอบรถโดยสารประจำทาง ขสมก. ที่ใช้เครื่องยนต์ที่ได้มาตรฐาน EURO I
    3. ดำเนินการทดสอบรถโดยสารประจำทาง ขสมก. ที่ใช้เครื่องยนต์ที่ได้มาตรฐาน EURO II โดยประเภทการทดสอบขณะวิ่งใช้งาน ประกอบด้วย
      - ทดสอบประสิทธิภาพการใช้งาน ได้แก่ การประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง
      - ทดสอบปริมาณมลพิษในไอเสีย ได้แก่ ค่าควันดำ (ระบบ OPACITY) ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซไฮโดรคาร์บอน ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์
6. ประโยชน์ที่ได้รับ :
  1. ผลการศึกษาเปรียบเทียบข้อดี - ข้อเสีย ในการใช้งานของเครื่องยนต์ที่เป็นไปตามมาตรฐาน EURO II ทั้งในด้านประสิทธิภาพการใช้งานและปริมาณมลพิษในไอเสีย
  2. ประเมินผลสำเร็จในการแก้ไขปัญหามลพิษจากรถโดยสารประจำทางที่มีการพิจารณาใช้เครื่องยนต์ปริมาณมลพิษต่ำ
7. การดำเนินงานที่ผ่านมา :
  1. ระยะที่ 1 การทดสอบเบื้องต้นโดยการเก็บข้อมูลปริมาณมลพิษในไอเสียตามรูปแบบการขับขี่แบบต่าง ๆ จากรถโดยสารประจำทาง จำนวน 3 คัน ดังนี้
    1. รถโดยสารประจำทางที่ใช้เครื่องยนต์มาตรฐานระดับ 1 (อ้างอิงตามมาตรฐานยุโรป ECE R 49-01) ซึ่งเป็นรถโดยสารประจำทางปรับอากาศ ขสมก. สาย ปอ.11
    2. รถโดยสารประจำทางที่ใช้เครื่องยนต์มาตรฐานระดับ 2 (อ้างอิงตามมาตรฐาน ยุโรป EURO I ) ซึ่งเป็น รถโดยสารประจำทางปรับอากาศ ขสมก. สาย ปอ.21
    3. รถโดยสารประจำทางที่ใช้เครื่องยนต์มาตรฐานระดับ 3 (อ้างอิงตามมาตรฐานยุโรป EURO II ) ซึ่งเป็นรถโดยสารประจำทางปรับอากาศของโครงการ

  2. ระยะที่ 2 ทำการทดสอบปริมาณมลพิษจากรถโดยสารของโครงการที่ติดตั้งเครื่องยนต์มาตรฐาน EURO II ในขณะวิ่งรับส่งผู้โดยสารบนเส้นทางเดินรถ ขสมก.โดยในระหว่างวิ่งรับส่งผู้โดยสารบนเส้นทางเดินรถ ขสมก. รถโดยสารดังกล่าวมีอุปกรณ์และอะไหล่บางส่วนชำรุดเสียหายจนไม่สามารถนำออกมาใช้งานได้ เนื่องจากระบบส่งกำลังเป็นระบบที่ติดมากับโครงคัซซีเดิม ซึ่งมีอายุการใช้งานนาน ประกอบกับเมื่อใช้งานรถโดยสารดังกล่าวไประยะเวลาหนึ่งระบบส่งกำลังกับเครื่องยนต์ทำงานไม่สัมพันธ์กัน เทียบเท่ากับรถโดยสารที่ประกอบขึ้นใหม่ จึงทำให้เกิดความเสียหายกับอุปกรณ์และอะไหล่ ซึ่งเมื่อประเมินความเสียหายแล้ว ต้องใช้งบประมาณสูงในการซ่อมแซม ไม่คุ้มกับรายได้ที่ได้รับจากค่าโดยสารและอาจไม่คุ้มทุนหากจะดำเนินโครงการต่อไป ขสมก. จึงเสนอความเห็นในการยกเลิกสัญญาโครงการดังกล่าว

8. ปัญหาอุปสรรคและข้อคิดเห็น :

  1. ความล่าช้าในการทำสัญญาและจดทะเบียนรถโดยสาร
    • การทำข้อตกลงระหว่างหน่วยงานต่างประเทศต้องผ่านขั้นตอนการตรวจร่างสัญญาจากสำนักงานอัยการสูงสุด ตามระเบียบราชการประกอบกับสัญญาเป็นภาษาต่างประเทศ ทำให้การหาข้อยุติเพื่อให้ได้ประโยชน์ร่วมกันและไม่ทำให้เกิดการเสียประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ค่อนข้างใช้ระยะเวลานาน
    • การทำสัญญาเข้าร่วมเดินรถกับ ขสมก.ค่อนข้างล่าช้าเนื่องจากสัญญาดังกล่าวจะต้องผ่านสำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการตรวจร่างสัญญาเพื่อให้ได้ข้อยุติระหว่างกรมควบคุมมลพิษ และขสมก.การจดทะเบียนเพื่อเข้าร่วมเดินรถกับ ขสมก.จะต้องจัดทำประกันภัยก่อนจึงจะสามารถจดทะเบียนเป็นรถโดยสารได้ ซึ่งต้องใช้เวลาในการทำความตกลงกับ ขสมก.ในการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายดังกล่าว

  2. ในระยะที่ 2 ไม่ได้รับเงินสนับสนุนจากหน่วยงานใด จึงไม่มีเงินสำรองสำหรับ spare part ซึ่งหากพบว่าอะไหล่หรืออุปกรณ์เสียหายหรือชำรุดในระหว่างเข้าร่วมเดินรถบนเส้นทางเดินรถ ขสมก. จะต้องมีการเจรจาปรึกษาหารือกับ ขสมก. ในการดำเนินการซ่อมแซมอะไหล่หรืออุปกรณ์ดังกล่าว เพื่อจัดสรรเงินและหน่วยงานที่จะรับผิดชอบในการซ่อมแซมอุปกรณ์ดังกล่าว มีผลให้ต้องจอดรถเป็นเวลานาน ทำให้การทดสอบไม่เป็นไปตามแผนปฏิบัติ
  3. อุปกรณ์หรืออะไหล่บางชิ้นส่วนหายากในตลาดเมืองไทยในระหว่างดำเนินโครงการ ไม่มีผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคด้านการบำรุงรักษาหรือซ่อมแซมเครื่องยนต์ที่ได้รับบริจาคจาก บ.perkins จำกัด ในการให้คำแนะนำปรึกษา ดังนั้น ในกรณีที่รถโดยสารไม่สามารถวิ่งได้ตามปกติ เนื่องจากเครื่องยนต์ชำรุดเสียหาย การซ่อมแซมบำรุงรักษาจึงใช้ระยะเวลานานและไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร


การดำเนินงานความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการจัดการคุณภาพอากาศและเสียง

โครงการจัดการคุณภาพอากาศในส่วนภูมิภาค

1. ชื่อข้อตกลง/โครงการ : โครงการจัดการคุณภาพอากาศในส่วนภูมิภาค ( Enhancement of the Air Quality Management Project to four regional nodes )

2. ประเทศ : สวีเดน

3. องค์กร/สถาบัน : County Administration of Vostra Gotaland Goteborg , Sweden ( CAVG )

4. หน่วยงานที่รับผิดชอบ : สำนักจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ

5. สรุปสาระสำคัญของโครงการ :

  • ความเป็นมา
    ความร่วมมือระหว่างประเทศสวีเดนและกรมควบคุมมลพิษได้เริ่มในปี 2533 เมื่อสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติในขณะนั้น ได้ดำเนินการขอความช่วยเหลือจากประเทศสวีเดน ในการดำเนินการโครงการวางแผนจัดการคุณภาพอากาศในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งรัฐบาลสวีเดนได้ตอบตกลงให้ความช่วยเหลือ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2534 ในชั้นต้นรัฐบาลสวีเดนได้ให้ความช่วยเหลือโดยให้คณะผู้เชี่ยวชาญสวีเดน มาศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับปรุงระบบติดตามและตรวจสอบผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมทั้งเสนอแนะแนวทางการจัดการคุณภาพอากาศ ทั้งในระยะสั้นและในระยะยาวเป็นเงินทั้งหมดประมาณ 3 ล้านบาท ใช้เวลาในการศึกษาทั้งหมด 5 เดือน เริ่มตั้งแต่ เดือนมีนาคมถึงกรกฎาคม 2534

    จากข้อเสนอแนะต่างๆ ของผู้เชี่ยวชาญประเทศสวีเดนที่ได้จากการศึกษานี้ ประเทศสวีเดนได้ให้ความช่วยเหลือแก่สำนักงานคณะกรรมการ สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ในโครงการจัดการคุณภาพอากาศ (Air Quality Management Project ) ในปี 2535 โดยระบบการจัดการคุณภาพอากาศ ในโครงการนี้จะประกอบด้วย 1) ระบบเครือข่ายสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศของประเทศไทย 2) ระบบฐานข้อมูลทั้งข้อมูลคุณภาพอากาศและข้อมูล ของแหล่งกำเนิดของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมและการจราจรและ 3) ระบบคาดการณ์และประเมิน สถานการณ์ภาวะมลพิษทางอากาศ โดยแบบจำลอง ทางคณิตศาสตร์การแพร่กระจายของสารมลพิษ

    ในการจัดทำระบบการจัดการคุณภาพอากาศนี้ ประเทศสวีเดนให้ความช่วยเหลือในด้านเทคนิคและวิชาการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการอบรม เจ้าหน้าที่ของกรมควบคุมมลพิษจนมีความสามารถ ที่จะดำเนินการจัดการระบบ AIRVIRO นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประเทศสวีเดนให้การสนับสนุน โครงการนี้คิดเป็นเงินทั้งสิ้นประมาณ 50 - 60 ล้านบาท ในส่วนของค่าใช้จ่ายของกรมควบคุมมลพิษในโครงการนี้ จะอยู่ในรูปของครุภัณฑ์ต่างๆ รวมถึง สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศต่างๆ และการจัดทำฐานข้อมูลแหล่งกำเนิดของเสียฯ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ประมาณ 400 ล้านบาท

    โครงการจัดการคุณภาพอากาศ ได้เสร็จสิ้นลงในปี 2539 แต่ระบบการจัดการคุณภาพอากาศ ซึ่งสำเร็จและใช้ดำเนินการได้แล้วในระดับหนึ่ง ยังจำเป็นต้องมีการดำเนินการขยายศูนย์ควบคุมของระบบฯ ออกไปสู่ระดับภูมิภาค กรมควบคุมมลพิษจึงได้จัดทำโครงการใหม่ โครงการจัดการคุณภาพ อากาศในส่วนภูมิภาค (Enhancement of the Air Quality Management Project to four regional nodes) เพื่อขอการสนับสนุนต่อ จาก ประเทศสวีเดนอีกครั้งหนึ่ง โครงการใหม่นี้เป็นโครงการที่ต่อเนื่องจากโครงการเดิม

    โครงการฯ ในปัจจุบันจะประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลักดังนี้

    1. The Enhancement of the Air Quality Management Project to Four Regional Nodes in addition to the ContinuedSupport for the Central PCD
    2. Support to Establish an Air Quality Laboratory at the PCD
    3. Information System to disseminate the Information from the Air Quality Management Project to Internal and External Users


  • วัตถุประสงค์
    1. เพื่อเป็นการแพร่กระจายแหล่งข้อมูลด้านคุณภาพอากาศต่างๆ ไปสู่ส่วนภูมิภาคทั้ง 4 โดยที่ศูนย์ควบคุมเหล่านี้จะมีความสามารถในการดำเนินการจัดการคุณภาพอากาศ ในแต่ละภูมิภาคเช่นเดียวกับที่ศูนย์ควบคุมส่วนกลางกำลังดำเนินการอยู่
    2. เพื่อเพิ่มความสามารถในการเผยแพร่ข้อมูลคุณภาพอากาศสู่สาธารณะทั้งโดยตรงและผ่านสื่อต่างๆ ได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
    3. เพื่อเตรียมการสำหรับห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐานสำหรับวิเคราะห์สารมลพิษทางอากาศ

  • ระยะเวลาดำเนินงาน
    โดยประมาณ 36 เดือน (มกราคม 2540 - ธันวาคม 2542) ขณะนี้อยู่ระหว่างการขยายระยะเวลาโครงการออกไปจนถึงกันยายน 2543

  • งบประมาณ
    ได้รับเงินสนับสนุนจาก สวีเดน เป็นเงินจำนวน ประมาณ 17 ล้านบาท ( SEK 4,917,000 ) เป็นระยะเวลา 44 เดือน และแรกเริ่ม โครงการฯ ที่เริ่มตั้งแต่ 27 มกราคม 2540 และสิ้นสุด กรกฎาคม 2542 โดย สวีเดนจะเน้นการสนับสนุนในกิจกรรมที่ 1 และ 2 เป็นหลัก ต่อมา Sida / Sweden ให้ความเห็นชอบให้ขยายเวลาโครงการฯนี้ ออกไปถึงวันที่ 30 กันยายน 2543

    ในส่วนของประเทศไทย กจอ. ได้ตั้งเงินงบประมาณผูกพัน 2 ปี ( ปี 2540-41) ปีละ 5 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในส่วนที่เหลือ โดยเน้นใช้งบประมาณดังกล่าวในกิจกรรมที่ 3 ค่าบำรุงรักษาระบบ Airviro ค่าใช้จ่ายภายในประเทศไทยของผู้เชี่ยวชาญสวีเดน และค่าเดินทาง ไปประเทศสวีเดนของเจ้าหน้าที่ไทย (เฉพาะค่าโดยสาร)

  • ขั้นตอนการดำเนินงาน
    ทั้ง 3 กิจกรรมจะดำเนินงานไปพร้อมๆ กัน โดยแต่ละกิจกรรมจะมีแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนโดยผู้เชี่ยวชาญสวีเดนจะเดินทางมา ปฏิบัติงานตามแผนที่จัดไว้ในช่วงเวลาต่างๆ ที่กำหนดไว้ในแต่ละกิจกรรม ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการบำรุงรักษาระบบ Airviro อบรมเจ้าหน้าที่ กจอ. และเจ้าหน้าที่จากศูนย์ภาคทั้ง 4 รวมทั้งติดตั้งระบบสารสนเทศคุณภาพอากาศและเสียงที่เผยแพร่ผ่านทางระบบอินเตอร์เนท
6. ผลที่คาดว่าจะได้รับ :
  1. ระบบการจัดการคุณภาพอากาศที่มีสมรรถนะในการรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลการจัดการคุณภาพอากาศ
  2. แต่ละภูมิภาคสามารถติดตามคุณภาพอากาศในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
  3. ห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐานสากลสำหรับวิเคราะห์สารมลพิษทางอากาศ
  4. ความสามารถของบุคลากรของ คพ. และศูนย์ภาค ในด้านการวิเคราะห์ข้อมูลคุณภาพอากาศที่ถูกต้อง
7. การดำเนินงานที่ผ่านมา : จะดำเนินตาม 3 กิจกรรมหลักของโครงการฯ ดังนี้
  1. Enhancement of the Air Quality Management Project to Four Regional Nodes in addition to the Continued Support for the Central PCD
  2. Support to Establish an Air Quality Laboratory at the PCD
  3. Information System to disseminate the Information from the Air Quality Management Project to Internal and External Users

8. ปัญหาอุปสรรคและข้อคิดเห็น : -



การดำเนินงานความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการจัดการคุณภาพอากาศและเสียง

การพัฒนาเครือข่ายการติดตามตรวจสอบการตกสะสมของกรดในประเทศไทย

1. ชื่อข้อตกลง/โครงการ : การพัฒนาเครือข่ายการติดตามตรวจสอบการตกสะสมของกรดในประเทศไทย (Acid Deposition Monitoring Network in Thailand)

2. ประเทศ : ญี่ปุ่น

3. องค์กร/สถาบัน :

  • Acid Deposition and Oxidant Research Center (ADORC)
  • Japan International Cooperation Agency (JICA)
  • Embassy of Japan
  • กรมควบคุมมลพิษ
  • ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม
  • กรมป่าไม้
  • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

4. หน่วยงานที่รับผิดชอบ : ฝ่ายติดตามและตรวจสอบ สำนักจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ

5. สรุปสาระสำคัญของโครงการ :

  • ความเป็นมา
    ปัญหา Acid Deposition เป็นปัญหาในระดับประเทศและระดับภูมิภาค โดยมีลักษณะเป็น Transboundary Pollution ซึ่งประเทศ ไทยอาจได้รับผลกระทบจาก Acid Deposition จากประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคได้ ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้ประเทศไทยจะสามารถดำเนินการลดการระบาย สารมลพิษทางอากาศจากแหล่งกำเนิดต่าง ๆ ไปมากแล้ว เช่น การติดตั้งระบบกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์จากโรงไฟฟ้า การลดสารกำมะถันในน้ำมันเตา และการควบคุมการระบายสารมลพิษทางอากาศจากแหล่งกำเนิดอื่น ๆ

    ปัจจุบัน ประเทศไทยมีหน่วยงานที่มีการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการติดตามตรวจสอบการตกสะสมของกรดหลายหน่วยงาน กรมควบคุม มลพิษ เป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีการดำเนินการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำฝนในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 2 ปี โดยมีการตรวจวัด คุณภาพน้ำฝน (Wet Deposition) จากสถานี จำนวน 5 สถานี และสามารถคำนวณหา Dry Deposition จากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศในบรรยากาศ จำนวน 53 สถานีได้ แต่การดำเนินการติดตามตรวจสอบที่ผ่านมายังไม่มีการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนเพราะยังขาดแคลนงบประมาณในการ ดำเนินการอีกมาก ซึ่งในปี 2540 ประเทศไทยได้เข้าร่วมในการประชุม The Fourth Expert Meeting on Acid Deposition Monitoring Network in East Asia ที่ประเทศญี่ปุ่น และที่ประชุมได้มีการพิจารณารายละเอียดเกี่ยวกับการจัดตั้งเครือข่ายการติดตามตรวจสอบการตกสะสมของกรด ในภูมิภาคเอเซียตะวันออก (Acid Deposition Monitoring Network in East Asia) โดยมีประเทศต่างๆ เข้าร่วมประชุมได้แก่ประเทศญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ รัสเซีย มาเลเซีย เวียตนาม จีน เกาหลี มองโกเลีย และประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกันถึงสถานะภาพของ Acid Deposition ระหว่างประเทศและองค์กรต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเซียตะวันออก รวมทั้งนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระดับภูมิภาค เพื่อป้องกันผลกระทบของ Acid Deposition ที่เกิดขึ้นต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม โดยการติดตามตรวจสอบการ ตกสะสมของกรดในภูมิภาคเอเซียตะวันออกจะมีการจัดตั้ง Network Center ที่เมือง Nigata ประเทศญี่ปุ่นและศูนย์เครือข่าย รวมทั้งจะให้มี National Center ในแต่ละประเทศที่เป็นสมาชิก ต่อมาคณะกรรมการควบคุมมลพิษ ในการประชุมครั้งที่ 2/2540 เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2540 ได้เห็นชอบให้ ประเทศไทยเข้าร่วมใน Network ดังกล่าวและมีมติให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเครือข่ายการติดตามตรวจสอบการตกสะสมของประเทศไทย โดยมีผู้แทน จากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นอนุกรรมการ ได้แก่ กรมควบคุมมลพิษ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กรมวิชาการเกษตร กรมป่าไม้ กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน กรมอนามัย กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัย เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยได้เข้าร่วมในเครือข่ายในระยะเตรียมการ (Preparatory Phase) ระหว่างปี 2543-2544 โดยกรมควบคุมมลพิษได้จัดทำ National Monitoring Plan ของประเทศไทยร่วมกับอนุกรรมการ และมีแผนงานการ ดำเนินการติดตามตรวจสอบการตกสะสมของกรดในประเทศไทย ทั้งในส่วนของ Wet Deposition ,Dry Deposition , Soil & Vegetation และ Inland Aquatic Environment เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการเข้าร่วมในเครือข่ายและปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้น ก่อนที่จะเข้าร่วมเป็นสมาชิก ในเครือข่ายฯ อย่างถาวรต่อไป

  • วัตถุประสงค์
    1. เพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกันถึงสถานะภาพการตกสะสมของกรด (Acid Deposition) ระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเซียตะวันออก
    2. เพื่อนำเสนอและแลกเปลี่ยนข้อมูล Acid Deposition ที่เป็นประโยชน์ระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระดับภูมิภาค
    3. เพื่อป้องกันผลกระทบของ Acid Deposition ที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพอนามัย
    4. เพื่อติดตามตรวจสอบการตกสะสมของกรดในประเทศไทยในทุกภูมิภาคของประเทศไทย ทั้ง 4 ส่วน คือ
      • Wet Deposition
      • Dry Deposition
      • Soil &Vegetation
      • Inland Aquatic Environment
    5. เพื่อควบคุมปริมาณการตกสะสมของกรดในประเทศไทยไม่ให้เพิ่มขึ้น
    6. เพื่อสำรวจและศึกษาความ Sensitive และความสามารถในการรองรับการตกสะสมของกรด (Critical Load) ของพื้นที่และระบบนิเวศน์ ต่าง ๆ ในประเทศไทย
    7. เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลปริมาณการตกสะสมของกรดในสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย

  • ระยะเวลาดำเนินงาน
    - ระยะเตรียมการ 2 ปี (ปี 2542-2544)
    - ระยะปฎิบัติการ (พ.ศ. 2545 เป็นต้นไป)

  • งบประมาณ
    1. งบประมาณงานจัดการมลพิษ กิจกรรม
    2. ได้รับความช่วยเหลือทางด้านวิชาการและด้านเทคนิคจากประเทศญี่ปุ่นในลักษณะ
    - การส่งผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่นมาให้ความรู้ในประเทศไทย
    - การให้ทุนแก่ประเทศไทยในการส่งเจ้าหน้าที่ไปอบรม/ประชุมเรื่อง Acid Deposition ที่ประเทศญี่ปุ่นและประเทศอื่น ๆ ในกลุ่มประเทศสมาชิก EANET

  • ขั้นตอนการดำเนินงาน
    1. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเครือข่ายการตกสะสมของกรดในประเทศไทย
    2. เข้าร่วมในเครือข่ายในระยะเตรียมการ (Preparatory Phase) ระหว่างปี 2542-2544
    3. จัดทำ National Monitoring Plan ของประเทศไทย เพื่อติดตามตรวจสอบการตกสะสมของกรดในประเทศไทย
    4. การจัดทำ Standard Operating Procedures (SOPs) และ QA/QC Program สำหรับการเก็บตัวอย่างและการวิเคราะห์ Acid Deposition เพื่อให้เกิดเป็นมาตรฐานและรูปแบบเดียวกันภายในประเทศ
    5. สำรวจและเก็บตัวอย่าง Acid Deposition ทั้ง Wet Deposition , Dry Deposition , Soil & Vegetation และ Inland Aquatic Environment
    6. การวิเคราะห์ผลในห้องปฏิบัติการของ Acid Deposition ซึ่งเป็นตัวอย่างในประเทศไทย รวมถึงการเปรียบเทียบความถูกต้องแม่นยำในการวิเคราะห์กับห้องปฏิบัติการอื่น ๆ ในภูมิภาค (Round Robin Analysis)
    7. ประเมินผลเครือข่ายการติดตามตรวจสอบการตกสะสมของกรดในประเทศไทย
    8. การประเมินความสามารถในการรองรับอัตราการตกสะสมของกรดในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศไทย
    9. ปรับปรุงระบบฐานข้อมูลแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศที่เป็นสาเหตุของการตกสะสมของกรดในประเทศไทย และการประยุกต์ใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์สำหรับการแพร่กระจายของ Acid Deposition
    10. พัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการควบคุม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาการตกสะสมของกรดในประเทศไทย
6. ประโยชน์ที่ได้รับ :
  1. สามารถลดปัญหาผลกระทบที่เกิดจากการตกสะสมของกรดที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอนามัยของประชาชนได้
  2. มีเครือข่ายการติดตามตรวจสอบการตกสะสมของกรดในภูมิภาคของประเทศไทย ซึ่งจะทำให้ดำเนินการควบคุม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาการตกสะสมของกรดได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
  3. มีการพัฒนาระบบเครือข่ายการติดตามตรวจสอบการตกสะสมของกรดในประเทศไทย โดยการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการควบคุม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาการตกสะสมของกรด
  4. ทราบสถานภาพและปริมาณการรองรับอัตราการตกสะสมของกรด และขีดจำกัดของการตกสะสมของกรดในประเทศไทย
  5. สามารถเผยแพร่ความรู้และข้อมูล รวมถึงสถานภาพด้านการตกสะสมของกรดแก่ประชาชนทั่วไป
7. การดำเนินงานที่ผ่านมา :
  1. การจัดตั้ง Acid Deposition Network Center ที่เมือง Nigata ประเทศญี่ปุ่น และศูนย์เครือข่าย
  2. การจัดตั้ง National Center ในประเทศที่เป็นสมาชิก
  3. การประชุม The Interim Scientific Advisory Group for the Acid Deposition Monitoring Network in east Asia ที่เมือง Yokohama ประเทศญี่ปุ่น
  4. National Training programs for the implementation of EANET ณ เมือง Nigata ประเทศญี่ปุ่น
  5. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเครือข่ายติดตามตรวจสอบการตกสะสมของประเทศไทย
  6. เตรียมตัวเพื่อเข้าร่วมในเครือข่ายฯ ในระยะเตรียมการ (Peratory phase) ในปี 2543 - 2544 โดยจัดทำ National Monitoring Plan ซึ่งกำหนดกิจกรรมตามแผนงาน ปี 2541- 2542 ดังนี้
    1. การเก็บตัวอย่าง Acid Deposition ตาม Guideline ของประเทศญี่ปุ่นทั้ง Wet , Dry , Soil&Vegetation และ Inland Aquatic Environment โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
    2. การเก็บรวบรวมข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยาในช่วงที่ผ่านมาเพื่อตรวจสอบและเปรียบเทียบกับข้อมูล Acid Deposition

8. ปัญหาอุปสรรคและข้อคิดเห็น :

  1. ประเทศไทยยังขาดแคลนงบประมาณในการดำเนินการเรื่อง Acid Deposition อย่างจริงจัง
  2. หน่วยงานที่มีหน้าที่ติดตามตรวจสอบการตกสะสมของกรดในประเทศไทยมีน้อยิ
  3. บุคคลากรที่มีหน้าที่ในการปฏิบัติงานในเรื่องการติดตามตรวจสอบการตกสะสมของกรดในประเทศไทย ยังมีน้อยและยังต้องการความรู้ความชำนาญเพิ่มมากขึ้น

further information please contact
Planning Analysis and Evaluation Division
Environmental Economics and Foreign Relations Group
Tel. 66 2298 2475 Fax 66 2298 2471
E-mail : jiranun(dot)h(at)pcd(dot)go(dot)th