| คุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งทั่วประเทศ ในปี
2544 กรมควบคุมมลพิษ ได้ดำเนินการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งใน
23 จังหวัดที่มีพื้นที่ติดทะเล โดยมีสถานีที่ตรวจวัดไม่น้อยกว่า 300 สถานี ตามชายฝั่งทะเล
ปากแม่น้ำสำคัญ แหล่งเพาะ-เลี้ยงสัตว์น้ำ แหล่งอุตสาหกรรมที่สำคัญ หาดท่องเที่ยว
56 หาด และเกาะมากกว่า 10 เกาะที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ซึ่งทำการตรวจวัดไม่น้อยกว่า
30 พารามิเตอร์ เช่น อุณหภูมิ ค่าออกซิเจนละลาย ตะกอน-แขวนลอย ค่าโคลิฟอร์มแบคทีเรีย
ไนเตรต ไนไตรท์ แอมโมเนีย ฟอสเฟต โลหะหนัก และสารเคมีที่ใช้ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์
เป็นต้น โดยนำค่าการตรวจวัดของคุณภาพน้ำแต่ละพารามิเตอร์มาประเมินกับมาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่ง
7 ประเภท (เพื่อการสงวนและรักษาธรรมชาติ เพื่อการอนุรักษ์แหล่งปะการัง เพื่อการอนุรักษ์แหล่งธรรมชาติอื่น
ๆ นอกจากแหล่งปะการัง เพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เพื่อการว่ายน้ำ เพื่อการกีฬาทางน้ำอย่างอื่น
นอกจากการว่ายน้ำ และบริเวณแหล่งอุตสาหกรรม) ผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งในปี
2544 พบว่า 45 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนสถานีที่ตรวจวัด มีค่าเป็นไปตามมาตรฐานฯที่กำหนดทุกพารามิเตอร์
ส่วนสถานีอื่นๆ มีบางพารามิเตอร์ที่เกินมาตรฐานฯ เช่น ออกซิเจนละลายต่ำกว่ามาตรฐานฯ
(44 สถานี) โดยพบบริเวณปากแม่น้ำ ปากคลอง แหล่งชุมชน ชุมชนชาวประมง สะพานปลา บริเวณแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำบางแห่ง
และแหล่งอุตสาหกรรม (1.4-3.9 มิลลิกรัม ต่อลิตร) ทั้งนี้เนื่องจากช่วงต้นฤดูฝนน้ำจะชะล้างสิ่งสกปรกลงสู่ทะเลเป็นจำนวนมาก
ส่งผลให้ค่าออกซิเจนละลายต่ำลง น้ำมีสภาพขุ่นมาก และมีสีดำ แบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มสูงเกินมาตรฐานฯ
(29 สถานี) โดยพบบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา ท่าจีน แม่กลอง ตาปี และหาดบางแสน หาดป่าตอง
หาดชาญดำริ (1,100-16,000 เอ็มพีเอ็นต่อ 100 มิลลิลิตร) เหล็ก และแมงกานีสสูงเกินมาตรฐานฯ
(0.31-60.5, 0.11-2.51 มิลลิกรัมต่อลิตร ตามลำดับ) โดยพบตลอดแนวชายฝั่งของอ่าวไทยและอันดามัน
รวมทั้งบริเวณที่เป็นแหล่งอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตามเหล็กและแมงกานีสเป็นสารที่จำเป็นต่อพืชและสัตว์
ซึ่งจะส่งผลกระทบถ้ามีปริมาณสูงเกินไป แต่ผลกระทบไม่มากเนื่องจากไม่ใช่โลหะหนักที่เป็นพิษรุนแรง
นอกจากนี้น้ำทะเลยังมีความขุ่นสูงกว่าที่ผ่านมา เนื่องจากการชะล้างจากแผ่นดินและการพังทะลายของชายฝั่ง
ส่งผลให้ตะกอนแขวนลอยที่ตรวจวัดในหลายพื้นที่มีค่าสูงมาก (101-1,129 มก./ล.)
 |
ปัญหาที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือขยะที่พบบริเวณชายหาดและในทะเลรวมทั้งเกาะต่าง
ๆ เป็นจำนวนมาก เช่น ถุงพลาสติก ขวดน้ำ ซึ่งพัดพามาจากปากแม่น้ำ พื้นที่ชุมชน หมู่บ้านประมงริมฝั่งทะเล
จากเรือประมงและเรือต่าง ๆ สะพานปลา รวมทั้งจากกิจกรรมการท่องเที่ยวในบริเวณชายหาดต่าง
ๆ และเกาะท่องเที่ยวด้วย สำหรับสถานการณ์การเกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสี
ได้เกิดขึ้นในปี 2544 รวม 6 ครั้ง ในจังหวัดชลบุรี (อ่างศิลา บางแสน ศรีราชา อ่าวอุดม
เกาะสีชัง) ซึ่งแพลงค์ตอนพืชชนิดเด่นที่พบได้แก่ Ceratium furca (5 ครั้ง) และ Noctiluca
scintillans (1 ครั้ง) และไม่มีรายงานความเสียหายต่อการทำการประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
รวมทั้งไม่พบแพลงค์ตอนชนิดที่เป็นพิษ | นอกจากนี้มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาการขนถ่ายน้ำมันกลางทะเลและแป้งมันสำปะหลังบริเวณเกาะสีชัง
คุณภาพน้ำเสื่อมโทรมในบริเวณแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในจังหวัดเพชรบุรี ปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมายในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
และปัญหาน้ำทิ้งจากบ่อเลี้ยงกุ้งในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดชุมพร ซึ่งกรมควบคุมมลพิษได้ดำเนินการออกตรวจสอบและเสนอแนะแนวทางแก้ไขไปยังผู้ได้รับความเดือดร้อนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว เหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลในรอบปี
2544 เกิดขึ้น 8 ครั้ง ที่จังหวัดระยอง 3 ครั้ง จังหวัดภูเก็ต 2 ครั้ง ในแม่น้ำเจ้าพระยา
2 ครั้ง และในคลองแสนแสบ 1 ครั้ง โดยน้ำมันที่รั่วไหลมีทั้งน้ำมันเตา น้ำมันดิบ และน้ำมันเครื่องที่ผ่านการใช้งานแล้ว
สำหรับน้ำมันที่พบบริเวณชายหาดจังหวัดภูเก็ต จะเป็นก้อนน้ำมัน (Tar ball) แพร่กระจายอยู่บริเวณหลาย
ๆ ชายหาด ทั้งนี้ ทางกรมควบคุมมลพิษได้ให้การสนับสนุนข้อมูลการจัดการกับก้อนน้ำมันดังกล่าว
และ การดำเนินการของภาครัฐในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำมันรั่วไหล อุบัติเหตุน้ำมันรั่วไหลที่รุนแรงที่สุดในรอบปี
2544 เกิดจากการรั่วไหลของน้ำมันดิบ 30 ตัน บริเวณทุ่นรับน้ำมันนอกชายฝั่งของจังหวัดระยอง
เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม กรมควบคุมมลพิษได้ให้การสนับสนุนข้อมูลในเรื่องการคาดการณ์แนวทางการเคลื่อนตัวของน้ำมันโดยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์
และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้สารเคมีขจัดคราบน้ำมันและข้อมูลทางวิชาการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
|