| การผลิตไฟฟ้าในประเทศ ยังคงพึ่งพาการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง
กิจกรรมดังกล่าวได้ก่อให้เกิดมลพิษในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์
และฝุ่นขนาดต่างๆ ซึ่งมีมาตรการควบคุมที่เข้มงวดอย่างไรก็ตามยังคงมีของเสียที่เกิดขึ้นในรูปของแข็ง
คือ กากขี้เถ้า ซึ่งคิดเป็นปริมาณสูงถึงร้อยละ 25 ของปริมาณลิกไนต์ที่ใช้ในการเผาไหม้
โรงไฟฟ้าพลังความร้อนแม่เมาะ
ใช้ถ่านหินลิกไนต์ประมาณวันละ 40,000 ตัน ซึ่งก่อให้เกิดขี้เถ้าเป็นปริมาณ 10,000
ตัน/วัน ในจำนวนนี้สามารถแบ่งได้เป็น เถ้าหนัก (Bottom
ash) ร้อยละ 20 และเถ้าลอย (Fly ash) ร้อยละ 80 ซึ่งจำเป็นต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่มากในการฝังกลบ
เถ้าลอยที่เกิดขึ้นจะถูกดักจับโดย เครื่องจับฝุ่นระบบไฟฟ้าสถิตย์ (Electrostatic
Precipitator) มีลักษณะเป็นฝุ่นละเอียดสีเทาปนน้ำตาล ประกอบด้วยออกไซด์ของโลหะหลายชนิด
เมื่อทดสอบคุณสมบัติการชะล้างได้ ตามวิธีสกัดสารของประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่
6 (พ.ศ. 2540) พบว่าปริมาณโลหะหนักหรือวัตถุมีพิษในน้ำสกัดมีค่าไม่เกินมาตรฐาน ซึ่งไม่ถือเป็นของเสียอันตราย
อย่างไรก็ตาม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้จัดการใช้ประโยชน์เถ้าลอยที่เกิดขึ้น
เพราะตามหลักวิชาการ เมื่อเถ้าลอยสัมผัสกับน้ำภายใต้อุณหภูมิปกติ
จะเกิดปฏิกิริยาเคมีทำให้มีคุณสมบัติเชื่อมประสาน (Cementitious) ได้อย่างดี จึงมีแนวคิดที่จะใช้เถ้าลอยในอุตสาหกรรมซีเมนต์ การประยุกต์ใช้เถ้าลอยในงานคอนกรีตที่เด่นชัดเริ่มขึ้นครั้งแรก
ในปี พ.ศ. 2491 เมื่อมีการสร้างเขื่อน Hungry Horse ในรัฐมอนทานา สหรัฐอเมริกา โดยมีวัตถุประสงค์หลัก
เพื่อลดความร้อนจากปฏิกิริยาระหว่างน้ำกับซีเมนต์ สำหรับในประเทศไทยนั้น คุณสมชัย
กกกำแหง วิศวกรระดับ 11 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้เล่าให้ฟังว่า มีการทดลองใช้เถ้าลอยครั้งแรกเมื่อปี
พ.ศ. 2530 ในการปรับปรุงถนนภายในโรงไฟฟ้าแม่เมาะ โดยเป็นการทดลองแบบลองผิดลองถูก
และใช้เถ้าลอยผสมน้ำโดยไม่มีการผสมกับซีเมนต์ ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ทำให้ในปีต่อมามีการนำเถ้าลอยมาใช้ปรับปรุงถนนทุกสายในโรงไฟฟ้าแม่เมาะ
โดยมีการพัฒนาวิธีการให้เหมาะสมมากขึ้นเป็นลำดับ เมื่อปี พ.ศ. 2535 มีการสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูงแม่เมาะที่
3 บริเวณหน้าโรงไฟฟ้าหน่วยที่ 12-13 โดยใช้เถ้าลอยบดอัดเป็นบริเวณกว้างประมาณ 30,000
ตารางเมตร หนา 1.5 เมตร เป็นฐานรากแทนเสาเข็ม ซึ่งสามารถรับน้ำหนักอุปกรณ์ไฟฟ้าได้
โดยไม่มีปัญหาการทรุดตัวทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างได้ถึง 4.7 ล้านบาท จากนั้นเป็นต้นมา
กฟผ. ได้นำเถ้าลอยมาประยุกต์ใช้ในงานต่างๆ อีกมากมาย เช่น การใช้เป็น liner ของบ่อเก็บน้ำ
ใช้ซ่อมแซมเพื่อป้องกันการทรุดตัวของท่อระบายน้ำหลัก เป็นต้น
การนำเถ้าลอยมาใช้ประโยชน์เริ่มเป็นที่รู้จักแพร่หลายในประเทศไทย
และมีการศึกษาทางวิชาการอย่างเป็นระบบเมื่อ กฟผ. ได้เชิญผู้แทนจากหน่วยงานและสถาบันการศึกษาต่างๆ
เข้าร่วมชมการก่อสร้างเขื่อนปากมูล เมื่อปี พ.ศ. 2537 ซึ่งใช้คอนกรีตบดอัด (Roller
Compacted Concrete) โดยมีส่วนผสมของซีเมนต์ 58 กิโลกรัม และเถ้าลอย 134 กิโลกรัม/คอนกรีต
1 ลูกบาศก์เมตร มีการใช้เถ้าลอยจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะไปทั้งสิ้น 6,450 ตัน
ผลดีต่อสิ่งแวดล้อมของการนำเถ้าลอยมาใช้ประโยชน์ที่ชัดเจนก็คือ
การลดพื้นที่ในการฝังกลบ ทำให้ลดความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนในแหล่งน้ำและการฟุ้งกระจาย
ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่หลายคนอาจมองข้ามไป ได้แก่ ความจำเป็นในการระเบิดภูเขาหินปูนลดลง
เพราะมีการใช้ซีเมนต์น้อยลง อาจารย์ทิพยรัตน์ หาญสืบสาย
จาก สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
ได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ภูเขาหินปูนไว้ว่า ระบบนิเวศน์วิทยาของเขาหินปูนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
และมีความหลากหลายทางชีวภาพ การดำรงอยู่ของนกและค้างคาวชนิดต่างๆจะช่วยควบคุมประชากรแมลงซึ่งรบกวนพืชผลทางการเกษตร
และช่วยลดการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชลง นอกจากนี้ ข้อมูลจากสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
(1990) รายงานว่าปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากอุตสาหกรรมต่างๆ ในประเทศไทย มาจากอุตสาหกรรมซีเมนต์มากเป็นอันดับหนึ่ง
คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 75 ซึ่งหมายความว่า ถ้าลดการผลิตซีเมนต์ได้บางส่วน จะสามารถช่วยลดปริมาณการผลิต
CO2 ซึ่งก่อให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกได้ด้วย การผลิตซีเมนต์
จำเป็นต้องใช้พลังงานในขั้นตอนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการระเบิด การโม่ และบดหิน เป็นต้น
รศ.ดร. ชัย จาตุรพิทักษ์กุล ภาควิชาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
ได้ยกตัวอย่างที่น่าสนใจไว้ว่าการเผาปูน 1 ตัน จะต้องใช้ถ่านหินประมาณ 220 กิโลกรัม
คิดเป็นค่าใช้จ่ายประมาณ 100 บาท ดังนั้นถ้าลดการใช้ซีเมนต์ลงได้ 1 ล้านตัน/ปี จะสามารถประหยัดค่าเชื้อเพลิงได้ถึง
100 ล้านบาท/ปีทีเดียว
รศ.ดร.
สมนึก ตั้งเติมสิริกุล สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติ สิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้เถ้าลอยสำหรับคอนกรีต ได้อธิบายว่า ปริมาณการผลิตเถ้าลอยในประเทศไทยมีประมาณ
3 ล้านตัน/ปี โดยร้อยละ 90 มาจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ปริมาณการนำเถ้าลอยมาใช้ในงานคอนกรีต
ได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 เป็นต้นมา | จากปริมาณการนำเถ้าลอยมาใช้ดังกล่าว
ทำให้ประเทศไทยเป็นอันดับที่หนึ่งในโลก เมื่อเทียบสัดส่วนปริมาณการนำกลับมาใช้ต่อปริมาณการผลิตในปี
พ.ศ. 2544 ข้อมูลจาก กฟผ. รายงานว่าราคาของเถ้าลอยจำหน่ายที่โรงไฟฟ้าแม่เมาะ ตันละ
70 บาท ถ้ารวมค่าขนส่งและการจัดการราคาเถ้าลอยจะอยู่ที่ประมาณ 1,000 บาท/ตัน ในขณะที่ซีเมนต์ปกติจะจำหน่ายในราคาประมาณ
2,000 บาท/ตัน แต่เนื่องจากเถ้าลอยยังไม่จัดว่าเป็นผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม จึงยังคงมีความไม่แน่นอนในการควบคุมคุณภาพ
และการขนส่ง อาจทำให้ค่าใช้จ่ายสูงเกินกว่าที่จะนำมาใช้ทดแทนซีเมนต์ อย่างไรก็ตาม
ในปัจจุบันมีผู้สนใจเข้ามารับซื้อเถ้าลอยจากไซโลที่โรงไฟฟ้าแม่เมาะ เป็นจำนวนกว่าหนึ่งร้อยราย
ความนิยมในการใช้เถ้าลอยที่เพิ่มขึ้น
นอกจากจะมีสาเหตุทางด้านเศรษฐกิจแล้วยังมีเหตุผลทางด้านเทคนิค ซึ่งเพิ่มคุณสมบัติหลายประการของคอนกรีตให้ดียิ่งขึ้น
โดยมีการศึกษาวิจัยของนักวิชาการและคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ยืนยันผลการทดสอบ
ตัวอย่างเช่น ขนาดที่เล็กละเอียดและมีทรงกลมเป็นส่วนใหญ่ ทำให้เถ้าลอยทำหน้าที่ในการลดช่องว่างที่เป็นโพรงอากาศ
เพิ่มความแข็งแรงในระยะยาวให้คอนกรีต เพิ่มความสามารถในการเทและสูบดีขึ้น
ไม่อุดตัน โดยที่ความต้องการน้ำในการผสมน้อยลง การเกิดปฏิกิริยากับน้ำไม่คายความร้อนรุนแรงเหมือนซีเมนต์
ซึ่งจะลดความเสี่ยงของการแตกร้าวในคอนกรีต ทำให้เหมาะแก่การใช้งานกับโครงสร้างที่มีความหนามากกว่า
1 เมตรขึ้นไป นอกจากนี้ คอนกรีตที่ผสมเถ้าลอยจะมีความทนทานต่อกรดและซัลเฟตเพิ่มขึ้น
ซึ่งสามารถยืดอายุของคอนกรีตที่อยู่ในบริเวณแหล่งน้ำทะเลได้นานขึ้น
การยอมรับและนำไปใช้อย่างแพร่หลายเกิดจากกลยุทธ์การประชาสัมพันธ์ที่ดี
และการเตรียมความพร้อมของข้อมูลที่จำเป็นโดยนักวิจัยไทย ตัวอย่างเช่น การทดสอบและวิเคราะห์ผลการศึกษาคุณสมบัติของเถ้าลอยและคอนกรีต
การจัดอบรมสัมมนาตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ การสร้างธุรกิจการขนส่งเถ้าลอยอย่างเป็นระบบ
การเตรียมออกมาตรฐานอุตสาหกรรม รวมทั้งการออกมาตรฐาน วสท. 1014-40 เรื่องข้อกำหนดมาตรฐานวัสดุและการก่อสร้างสำหรับโครงสร้างคอนกรีต
และการจัดพิมพ์เกณฑ์การออกแบบส่วนผสมของคอนกรีตผสมเถ้าลอย โดยวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ความสำเร็จของการนำเถ้าลอยมาใช้ในงานคอนกรีต
สามารถพบเห็นได้ทั่วไปไม่ว่าจะเป็น การก่อสร้างผนังอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดิน
สะพานพระราม 8 แท่นจอดรถไฟฟ้า BTS โครงการระบบบำบัดน้ำเสียที่หนองแขมและสมุทรปราการ
อาคารมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ วิทยาเขตบางนา และโครงการอื่นๆ อีกมากมาย นอกเหนือไปจากงานก่อสร้างแล้ว
ความสำเร็จยังรวมไปถึงการเปิดสอนหลักสูตรเทคโนโลยีวัสดุก่อสร้างงานคอนกรีตสมัยใหม่
เรื่อง การใช้เถ้าลอยจากถ่านหิน
ผ่านทางอินเตอร์เน็ต (www.learn.in.th) รวมทั้งการพัฒนาโปรแกรมการออกแบบและคำนวณการใช้เถ้าลอยในงานคอนกรีตโดย
รศ.ดร. สมนึก ตั้งเติมสิริกุล และคณะซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของ กฟผ. ซอฟท์แวร์ที่พัฒนาขึ้นนี้ได้รับความสนใจจากบริษัทผลิตไฟฟ้าในประเทศญี่ปุ่น
ซึ่งนำไปสู่ความร่วมมือและให้ทุนในการวิจัยพัฒนาให้เหมาะสมกับเถ้าลอยของประเทศญี่ปุ่น
อย่างไรก็ตามโครงการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเห็นจะเป็นการก่อสร้างเขื่อนคลองท่าด่าน
อันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อบรรเทาความทุกข์ร้อนของชาวนครนายก
เขื่อนคลองด่านมีความยาว 2,720 เมตร ถือเป็นเขื่อนคอนกรีตที่ยาวที่สุดในโลก
อยู่ในความรับผิดชอบของกรมชลประทาน ก่อสร้างด้วยระบบคอนกรีตบดอัด โดยใช้คอนกรีตผสมประมาณ
5 ล้านลูกบาศก์เมตร ประกอบด้วยซีเมนต์ 90 กิโลกรัม และเถ้าลอย 100 กิโลกรัม/คอนกรีต
1 ลูกบาศก์เมตร
|
ความสำเร็จต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นด้วยความร่วมมือจากหลายๆ
ฝ่ายอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กรมทรัพยากรธรณี กรมชลประทาน และบริษัทเอกชนต่างๆ ที่ได้นำเถ้าลอยไปใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลายและเป็นรูปธรรม
|
Source:
1. การปฐมนิเทศ web base วิชาเทคโนโลยีวัสดุก่อสร้างงานคอนกรีตสมัยใหม่ 2. อาจารย์สมนึก
ตั้งเติมศิริกุล สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 3. นายธรวัฒน์
นุกูลการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โรงไฟฟ้าแม่เมาะ More
Information: Publications:-
Success Stories about Pollution Management (in Thai) | |
| |