| เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหล
การปฏิบัติการร่วมกัน เพื่อขจัดคราบน้ำมันให้เร็วที่สุด จะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
และเศรษฐกิจ การประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อปฏิบัติการขจัดคราบน้ำมัน
ให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วนั้น ต้องอาศัยการเตรียมพร้อมของหน่วยงานต่างๆ ในหลายๆ
ด้าน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516 จนถึงปัจจุบัน มีการรั่วไหลของน้ำมันไม่ต่ำกว่า 60 ครั้ง
ซึ่งการปฏิบัติการขจัดคราบน้ำมันร่วมกันแต่ละครั้ง ก็ได้สะสมบทเรียน ข้อบกพร่อง และพัฒนาการปฏิบัติการต่างๆ
ทำให้ในปัจจุบัน สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ส่งผลให้สามารถระงับความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อสภาวะแวดล้อม
และเศรษฐกิจได้ดีขึ้นเป็นลำดับ ด้วยตระหนักถึงความจำเป็นในการร่วมมือกันป้องกัน
และแก้ไขปัญหาน้ำมันรั่วไหล ในปี พ.ศ. 2525 ได้กำหนดให้มี คณะกรรมการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน
ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันขึ้น
ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. 2538 ได้มีการปรับปรุงคณะกรรมการฯ ดังกล่าว และได้จัดทำ แผนปฏิบัติการเพื่อป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน
ขึ้น ซึ่งเป็นแผนระดับชาติ สำหรับใช้เป็นแนวทาง ในการปฏิบัติการขจัดคราบน้ำมัน โดยแผนฯ
ได้กำหนดหน้าที่ของหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะกลุ่มอนุรักษ์สภาพแวดล้อม
ของวงการอุตสาหกรรมน้ำมัน (Oil Industry Environmental Safety Group - IESG) ตลอดจน
กำหนดแนวทางการประสานงาน และความร่วมมือกัน เพื่อปฏิบัติการขจัดคราบน้ำมัน
หลังจากนั้นในปี
พ.ศ. 2541 ได้มีการประชุม ระดมความคิดเห็น และสรุปบทเรียน ความผิดพลาดต่างๆ รวมทั้งข้อดีข้อด้อย
ในการดำเนินการที่ผ่านมา เพื่อปรับปรุงแผนฯ ดังกล่าว ให้มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติมากขึ้น
โดยเพิ่มเติมภาระหน้าที่และข้อมูลที่จำเป็นต่างๆ ให้เหมาะสม และสามารถปฏิบัติการได้เร็วยิ่งขึ้น
โดยใช้ชื่อแผนฯที่ปรับปรุงใหม่ว่า "แผนป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันแห่งชาติ" แผนป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันแห่งชาติ
ได้กำหนด "หน่วยปฏิบัติการ" ซึ่งประกอบด้วย
กรมเจ้าท่า กองทัพเรือ จังหวัดต่างๆ และ IESG ทำหน้าที่ในการขจัดคราบน้ำมัน รวมทั้งป้องกัน
และทำความสะอาดชายฝั่ง ที่ปนเปื้อนน้ำมัน และ "หน่วยสนับสนุน"
ทำหน้าที่สนับสนุนทางด้านวิชาการ อุปกรณ์ ยานพาหนะ และกำลังคน ทั้งนี้ กรมควบคุมมลพิษ
ทำหน้าที่คาดการณ์แนวทางการเคลื่อนตัวของคราบน้ำมัน เพื่อแจ้งต่อหน่วยปฏิบัติการ
และให้การสนับสนุนด้านอื่น ๆ อาทิ การป้องกันทรัพยากร โดยจัดทำฐานข้อมูลทรัพยากร
ดูแลและกำกับการใช้สารเคมีขจัดคราบน้ำมัน และสนับสนุนข้อมูลที่เป็นหลักฐาน ในการเรียกร้องค่าเสียหาย
และดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ก่อให้เกิดมลพิษจากน้ำมัน
 |
ภายหลังการจัดทำแผนฯแล้ว ความสำเร็จในการร่วมมือกันของกองทัพเรือ
กรมเจ้าท่า กลุ่ม IESG จังหวัดระยอง และกรมควบคุมมลพิษ
เพื่อขจัดคราบน้ำมัน จะเห็นได้จาก กรณีเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลในระหว่างการขนถ่ายน้ำมันจากเรือ
ONCE สู่สถานีรับน้ำมันดิบของบริษัทสตาร์ปิโตรเลียมรีไฟน์นิ่ง จำกัด ซึ่งน้ำมันดิบปริมาณ
160,000 ลิตรรั่วไหลลงสู่ทะเล นอกจากนี้ยังมี เหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลอื่นๆ อีก เช่น
เรือคิงส์ครุยเซอร์ชนหินโสโครก ทำให้น้ำมันเตากว่า
100,000 ลิตร รั่วไหลลงสู่ทะเล แต่กองทัพเรือและหน่วยงานต่างๆ ได้ร่วมมือกันขจัดคราบน้ำมัน
ก่อนที่จะแพร่กระจายไปยังเกาะพีพีซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ นอกเหนือจากความร่วมมือในการจัดทำและปรับปรุงแผนป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน
และปฏิบัติการขจัดคราบน้ำมันแล้ว ยังได้ร่วมมือกันในการเตรียมความพร้อมโดยทำการฝึกซ้อมการขจัดคราบน้ำมันเป็นประจำในระดับต่างๆ
ด้วย นอกจากนี้ยังมีการจัดสัมมนาต่างๆ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจเพื่อก่อให้เกิดการประสานความร่วมมืออย่างเต็มที่ด้วย
อีกทั้งมีการจัดทำเอกสารทางวิชาการเพื่อเผยแพร่ เช่น กรมควบคุมมลพิษ
จัดทำเอกสารต่างๆ เช่น คู่มือบัญชีรายชื่อผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน
โดยกลุ่ม IESG ออกค่าใช้จ่ายในการพิมพ์ แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำมันรั่วไหลลงแหล่งน้ำ
แผนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบจากคราบน้ำมัน คู่มือการประเมินความเสียหายของแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ
คู่มือการใช้สารเคมีขจัดคราบน้ำมัน " โดยรวม ถือเป็นการจัดองค์กรที่ดี
ภาระหน้าที่ครอบคลุมภาระกิจหลัก ทั้งหมดแล้ว แต่ในฐานะจังหวัดซึ่งเป็นผู้ปฎิบัติเมี่อมีน้ำมันรั่วไหล
เห็นว่าหน่วยงานต่างๆยังไม่มีความพร้อมทั้งด้านวิชาการ บุคคล เครื่องมือ อุปกรณ์ที่จะลงไปดูแลในพื้นที่และปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
เมื่อทุกฝ่ายประสานงานร่วมมือปฏิบัติหน้าที่กันอย่างจริงจัง จะเกิดผลดีต่อสภาพแวดล้อมจังหวัดภูเก็ตอย่างแน่นอน
" นายพงศ์โพยม วาศภูติ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต
" การซักซ้อมอย่างสม่ำเสมอจะทำให้ทุกหน่วยได้เข้าใจวิธีการปฏิบัติ
และสามารถดำเนินการแก้ไขได้รวดเร็วยิ่งขึ้นเมื่อเกิดเหตุการณ์จริง การร่วมมือกันทำให้แก้ไขมลพิษจากน้ำมันได้สมบูรณ์
และป้องกันการเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอื่นๆ " นายอานนท์
วงศ์แย้ม ผู้ช่วยป้องกันจังหวัดระยอง "
ในฐานะผู้ประกอบการน้ำมัน การประสานความร่วมมือกันของหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนส่งผลดีต่อทั้งผู้ประกอบการน้ำมัน
สภาพแวดล้อมและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ เนื่องจากหากมีอุบัติเหตุน้ำมันรั่วไหลขนาดใหญ่คงไม่มีหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งจะดำเนินการแก้ไขได้โดยลำพัง
" ดร. สมรัตน์ ยินดีพิธ บริษัท เอสโซ่
(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) " การดำเนินงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน
ในการเตรียมความพร้อมด้านการป้องกันและขจัดคราบน้ำมันที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการประสานงานและความร่วมมือ
จนเป็นที่ยอมรับขององค์กรต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ " กัปตันวีระ
อุดมสรรพ์ บริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด "
ภาครัฐหรือภาคเอกชนจะต้องเข้ามาร่วมมือกันในการลดความเสียหายที่อาจเกิดจากคราบน้ำมันให้เหลือน้อยที่สุด
ภายใต้การประสานงานและการบริหารงานที่เป็นเอกภาพ ซึ่งจากการฝึกซ้อมและการนำแผนฯไปปฏิบัติงานจริง
ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนมีการประสานความร่วมมือกันดี
นับเป็นแบบอย่างที่ดีที่หลายๆประเทศอยากนำไปใช้ในประเทศของตน " นาวาเอกบรรเจิด
ศรีพระราม กองทัพเรือ
 |  |  | พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงทอดพระเนตรนิทรรศการเกี่ยวกับการปฏิบัติการขจัดคราบน้ำมัน และทรงมีพระราชปฏิสัณฐานกับเจ้าหน้าที่ของ
กรมควบคุมมลพิษ ด้วยความสนพระทัย |
|
ด้วยมุ่งหวังที่จะรักษาทรัพยากรที่มีคุณค่าไว้ให้ลูกหลานสืบต่อไป
การร่วมมือกันของหน่วยงานต่าง ๆ ในการปฏิบัติการขจัดคราบน้ำมันและการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนจึงประสบความสำเร็จในขั้นหนึ่ง
ทำให้การป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำมันรั่วไหลที่ผ่านมามีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ผลจากความสำเร็จในการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง
ๆ เหล่านี้ จะเป็นแรงผลักดันให้มีการพัฒนาความร่วมมือในระดับต่าง ๆ และรูปแบบต่าง
ๆ ให้การป้องกันมลพิษทางทะเลสำหรับประเทศไทยประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น ก่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างประเทศและภูมิภาคในที่สุดรวมทั้งความร่วมมือในการจัดการด้านอื่น
ๆ ในอนาคตอีกด้วย | |