| ขยะมักถูกมองไปในแง่ลบเสมอว่าเป็นของที่เน่าเสีย สิ่งของที่เหลือใช้หรือสิ่งของที่หมดความจำเป็นแล้ว
ซึ่งหากใครถูกเปรียบเปรยว่าเป็นขยะแล้วคงจะเสียความรู้สึกอย่างแน่ๆ แต่มนุษย์ก็เป็นผู้ก่อให้เกิดและเป็นตัวแปรสำคัญ
ที่จะทำให้ปริมาณขยะมากหรือน้อย เพิ่มขึ้นหรือลดลงก็ได้ ทั้งนี้เพราะขยะที่มีศักยภาพในการนำกลับมาใช้ใหม่ในเชิงพาณิชย์
มีมากถึงร้อยละ 40 จากการดำเนินงานที่ผ่านมาพบว่า ภาครัฐบาล
องค์กรท้องถิ่น ชุมชน หน่วยงานเอกชนต่างๆ ได้ร่วมมือกันนำขยะกลับมาใช้ใหม่อย่างต่อเนื่อง
จนประสบผลสำเร็จสามารถลดปริมาณขยะมูลฝอยในเทศบาลต่างๆ ดังนี้ เทศบาลนครพิษณุโลก
เทศบาลนครพิษณุโลกประสบกับปัญหาปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นทุกวัน
จะเห็นได้จากปี 2536-2540 ปริมาณขยะเพิ่มขึ้นจาก 49 ตัน/วัน เป็น 142 ตัน/วัน การที่ปริมาณขยะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ส่งผลให้ต้องจัดหาสถานที่ฝังกลบแห่งใหม่ เนื่องจากสถานที่ฝังกลบเดิมค่อนข้างเล็กใช้ไม่กี่ปีก็เต็ม
เทศบาลเองก็ตระหนักดีในปัญหานี้ จึงได้หันมาใช้แนวทางในการลดและใช้ประโยชน์ขยะมูลฝอย
โดยขอความสนับสนุนงบประมาณและผู้เชี่ยวชาญ จาก GTZ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีมาช่วยเหลือในการจัดการขยะมูลฝอย
จากการศึกษาวิเคราะห์องค์ประกอบขยะมูลฝอยในเขตเทศบาลนครพิษณุโลก พบว่า ขยะที่สามารถขายได้มีปริมาณถึงร้อยละ
40 ขยะย่อยสลายได้อีกร้อยละ 40 และอื่นๆ อีกร้อยละ 20 ดังนั้น หากนำเอาขยะมาใช้ประโยชน์ได้มากเท่าไร
ปริมาณขยะที่จะต้องกำจัดจริงก็จะลดปริมาณลงเท่านั้น ดังนั้นจะทำอย่างไรถึงจะลดขยะได้
ซึ่งท่านนายกเทศมนตรีนครพิษณุโลก (นางเปรมฤดี ชามพูนท) ได้ให้ความกระจ่างว่า เทศบาลใช้วิธีการง่าย
ๆ ว่าของไหนขายได้ให้ครัวเรือนเก็บขายก่อนอย่าทิ้ง โดยมีบริษัท วงษ์พาณิชย์
จำกัด เป็นบริษัทรับซื้อขยะรีไซเคิลทุกชนิด ต่อมาก็เริ่มขยายไปที่ ขยะย่อยสลายได้
โดยนำเอามาทำปุ๋ยใช้ประโยชน์ในครัวเรือน และเทศบาลได้จัดให้มีการรณรงค์ประชาสัมพันธ์
การเคาะประตูตามบ้าน การจัดตั้งธนาคารขยะในโรงเรียนและชุมชน
รวมทั้งการฝึกอบรมอาสาสมัครรักษ์สิ่งแวดล้อมระดับโรงเรียนและระดับชุมชนด้วย
ซึ่งผลการดำเนินงานที่ผ่านมาทั้งหมดพบว่า ในปี 2543 ปริมาณขยะมูลฝอยลดลงเหลือเพียง
72 ตัน/วัน หรือลดลงร้อยละ 50 ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้แยกประเภทอื่น เอาแค่ขยะที่ขายได้และทำปุ๋ย
นี่คือผลสำเร็จที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของประชาชนในท้องถิ่น โดยเทศบาลเป็นผู้ให้การสนับสนุนและกระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจในการปฏิบัติ
เทศบาลนครลำพูน
เทศบาลเมืองลำพูนเองก็ประสบปัญหาการจัดการขยะมูลฝอยเช่นเดียวกับเทศบาลอื่นๆ
ไม่ว่าจะเป็นปริมาณขยะมูลฝอยที่เพิ่มขึ้น และพื้นที่ในการฝังกลบเต็มอย่างรวดเร็ว
อีกทั้งยังมีปัญหาในด้านงบประมาณที่ต้องใช้ในการเก็บขน และกำจัดขยะที่มีจำนวนค่อนข้างสูง
ถึงตันละ 480-520 บาท ซึ่งท่านนายก เทศมนตรีเมืองลำพูน (นายประภัสร์ ภู่เจริญ) ได้กล่าวโดยสรุปว่า
เทศบาลเมืองลำพูนมีความคิดที่จะลดปริมาณขยะมูลฝอย สิ่งสำคัญที่สุด คือจะลดได้ยังไงและคุ้มค่าใช้จ่าย
เทศบาลจึงได้หันมาใช้แนวทางการดำเนินงานเช่นเดียวกับเทศบาลนครพิษณุโลก โดยจัดให้มีการรณรงค์ประชาสัมพันธ์
จัดทำระบบการคัดแยกขยะมูลฝอย 4 ประเภท คือ ขยะรีไซเคิล ขยะอินทรีย์
ขยะทั่วไป และขยะอันตราย โดย 3 ประเภทแรก เทศบาลแจกถังขยะ 3 ใบ ให้ชาวบ้านแต่ละบ้านสำหรับแยกขยะให้เทศบาลเก็บ
ส่วนประเภทสุดท้ายเทศบาลจะจัดวางถังขยะในจุดที่สำคัญๆ ที่มีความต้องการถังขยะอันตราย
แล้วเทศบาลจะเป็นผู้ทำการเก็บขนไปดำเนินการต่อไป นอกจากนี้ยังมีการสร้างองค์กรในโรงเรียนโดยตั้งเป็น
กองทุนในการรับซื้อขยะรีไซเคิลจากเด็กๆ ในโรงเรียน
ซึ่งเงินที่เด็กได้จะเป็นเงินอาหารกลางวัน หรือเงินออมของเด็ก ขยะที่รวบรวมได้ทั้งหมดเทศบาลจะนำไปขาย
เพื่อนำมาใช้ ในการจัดการขยะมูลฝอยที่เหลือและดำเนินงานด้านอื่นๆ ต่อไป และต่อมากองทุนดังกล่าวได้พัฒนาเป็นธนาคารขยะคล้ายๆ
กับที่พิษณุโลกและทางโรงเรียนก็รับภาระรวบรวมนำขยะรีไซเคิลไปขายเองสำหรับความร่วมมือภายในชุมชนนั้น
เทศบาลเมืองลำพูนได้ใช้หลักการสร้างจิตสำนึกให้กับเด็กนักเรียน ครู ประธานชุมชน ชาวบ้าน
รวมทั้งการจัดฝึกอบรมเด็ก เยาวชน ผู้ปกครองทุกท่าน ให้ทราบถึงกรรมวิธีการแยกขยะ ลดปริมาณขยะที่สามารถปฏิบัติเองได้อย่างง่ายๆ
ส่วนการจัดการขยะอินทรีย์นั้น
เทศบาลได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วท.) และรัฐบาลญี่ปุ่น
โดยการนำขยะอินทรีย์มาบดเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วผสมกับสารเร่ง Effective
Microorganism (EM) หมักเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ภายในเวลา 15 วัน ซึ่งใช้เวลาน้อยกว่าการหมักทำปุ๋ยที่เทศบาลนครพิษณุโลกดำเนินการ
จากนั้นนำปุ๋ยหมักบรรจุถุงแล้วขายให้แก่เกษตรกรสวนลำใย กิโลกรัมละ 2 บาท นอกจากนี้เทศบาลเมืองลำพูนได้ร่วมกับ
วท. และกรมควบคุมมลพิษ ทำโครงการสาธิตการจัดการผักตบชวา
และขยะมูลฝอยในรูปแบบปุ๋ยอินทรีย์อย่างยั่งยืน โดยผลิตปุ๋ยหมักจากขยะอินทรีย์บางส่วนและจากผักตบชวาที่เก็บรวบรวมได้จากแม่น้ำกวง
โดยขยะอินทรีย์และผักตบชวาต้องผ่านขั้นตอนการบด ย่อย สับ ก่อนนำสู่สายพานลำเลียงส่งไปยังเครื่องไซโลที่ประดิษฐ์ขึ้นโดย
วท. เป็นเครื่องมือในการผลิตปุ๋ยหมัก ซึ่งผลการดำเนินงานที่ผ่านมาทั้งหมด ทำให้ปริมาณขยะในปี
2539 จำนวน 18 ตัน/วัน ลดลงเหลือเพียง 9 ตัน/วัน ในปี 2543 และทางเทศบาลเมืองลำพูนก็ได้ตั้งเป้าหมายในปี
2544 ไว้ว่าจะลดเหลือเพียง 6 ตัน/วัน เท่านั้น
เทศบาลนครระยอง
เทศบาลนครระยอง
เป็นเทศบาลอีกแห่งหนึ่งที่มีปัญหาในเรื่องการจัดการขยะมูลฝอยเช่นกัน ซึ่ง ท่านนายกเทศมนตรีนครระยอง
(นายสุรพงษ์ ภู่ธนะพิบูล) ได้กล่าวถึงว่า เทศบาลเองก็มีแนวคิดในการแก้ไขปัญหาด้วยการดำเนินงานลดและใช้ประโยชน์ของเสียอยู่แล้ว
จึงได้นำแนวทางนี้ไปใช้ในชุมชน ซึ่งเริ่มแรกได้ขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกระทรวง
วิทยาศาสตร์ฯ จัดทำโครงการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนได้ตระหนักถึงปัญหาขยะมูลฝอย
แต่ไม่ค่อยประสบผลสำเร็จ เนื่องจากเป็นการดำเนินการที่ ไม่พร้อมเพรียง มีการรณรงค์แต่ไม่มีการปฏิบัติ
ต่อมา จึงได้ใช้แนวทางที่ว่าการมีแรงจูงใจที่ดีย่อมเกิดการปฏิบัติ ดังนั้นเมื่อได้รับงบประมาณสนับสนุน
จำนวน 25,000 บาท จากโครงการจัดการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) เทศบาลจึงจัดทำ
โครงการขยะแลกไข่ขึ้นมา โดยการนำเงินไปซื้อไข่มาแลกขยะในชุมชน
ประชาชนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โครงการนี้ได้ดำเนินงานในทุกชุมชน ในเขตเทศบาล
ซึ่งก็ได้ผลดีเงินต้นทุนยังคงอยู่กำไร ก็ได้ ถือว่าเป็นผลสำเร็จที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง
สิ่งที่ประสบผลสำเร็จอีกอย่างก็คือ การทำธนาคารขยะในโรงเรียน
โดยมีโรงเรียนเทศบาลวัดปากน้ำเป็นโรงเรียนนำร่อง ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีทั้งเด็ก
นักเรียนและผู้ปกครอง จึงได้ขยายผลไปยังโรงเรียนอื่นๆ อีกต่อไป นอกจากนี้เทศบาลก็ยังได้ส่งเสริมให้ชุมชนมีการนำขยะอินทรีย์มาทำปุ๋ย
ครัวเรือน และจำหน่ายให้แก่ผู้ที่ต้องการซื้อต่อไปด้วยและสิ่งหนึ่งที่เทศบาลภาคภูมิใจมากก็คือ
ได้ริเริ่มตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจด้านสิ่งแวดล้อม (Ad hoc team)
ซึ่งเป็นอาสาสมัครไม่มีเงินเดือน จำนวน 20 คน ทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานความเข้าใจระหว่างเทศบาลและประชาชน
รวมทั้ง ร่วมทำกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมกับประชาชนซึ่งจากผลการดำเนินงานที่ผ่านมาทั้งหมด
พบว่า จากเดิมปริมาณขยะในปี 2541 จำนวน 88 ตัน/วัน ลดลงเหลือเพียง 78 ตัน/วัน ในปี
2543 และมีแนวโน้มจะลดขยะลงมา ได้อีก ผลสำเร็จในการลดปริมาณขยะที่เกิดขึ้น
ในเทศบาลดังกล่าวข้างต้นได้ก่อให้เกิดต้นแบบการลดปริมาณขยะของเทศบาลและชุมชนอื่นๆ
เช่น ธนาคารขยะ การหมักทำปุ๋ยทั้งที่มีการเติมสารเร่ง (EM) หรือไม่มีการเติมสารเร่ง
(EM) กิจกรรมขยะแลกไข่ และ คณะทำงานเฉพาะกิจด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งมีผลให้ เทศบาลและชุมชนต่างๆ
ที่นำรูปแบบข้างต้นไปดำเนินการสามารถลดขยะได้ถึงร้อยละ 20-50 ได้แก่ เทศบาลตำบลด่านขุนทด
เมืองพัทยา ชุมชน สุขสันต์ 26 และชุมชนวัดกลาง (เขตบางกะปิ) เป็นต้น
|
แต่อย่างไรก็ตามการลดขยะเป็นการดำเนินงานที่ต้องใช้ระยะเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ผลสำเร็จ
ไม่สามารถเห็นผลได้ในระยะเวลาที่สั้นๆ และที่สำคัญที่สุด คือ การส่งเสริมเครือข่ายความร่วมมือและความคิดที่ประชาชนจะต้องแก้ปัญหาร่วมกัน
ไม่ใช่ว่ามีขยะให้เทศบาลไปทิ้งอย่างเดียวบ้านใครบ้านมัน หรือไม่ก็ไม่ใช่บ้านเราก็ทิ้งไปเรื่อยๆ
สิ่งเหล่านั้นไม่สามารถแก้ปัญหาขยะได้ หัวใจของการแก้ไขปัญหาการจัดการขยะมูลฝอย คือ
การมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริงและการส่งเสริมเครือ ข่ายความร่วมมือถึงจะสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน
| |