1) ความเป็นมา สาระสำคัญและประโยชน์การเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาบาเซล
2) ตัวบทของอนุสัญญาบาเซลและพิธีสารบาเซล
3) อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ ภายใต้อนุสัญญาบาเซล
4) ขั้นตอนการขออนุญาตนำเข้าส่งออกของเสียอันตราย
5) สถิติการนำเข้าส่งออกและการจัดการของเสียอันตรายในประเทศ
6) แนวทางเทคนิคการจัดการของเสียอันตรายประเภทต่าง ๆ
  7) ข่าวสาร/ข้อมูลใหม่ๆ
8) เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

1) ความเป็นมา สาระสำคัญและประโยชน์การเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาบาเซล

ความเป็นมาใน ช่วง 10 ปีที่ผ่านมาปัญหาการลักลอบนำของเสียอันตรายจากประเทศอุตสาหกรรมไปทิ้งในประเทศด้อยพัฒนาที่อยู่ในทวีปแอฟริกาอเมริกากลาง และเอเชียได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นตามลำดับโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (The United Nation Environment Programme : UNEP) จึงได้จัดประชุมนานาชาติขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2532 ณ นครบาเซล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อจัดทำร่างอนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายและการกำจัดของเสียอันตรายข้ามแดนโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมการนำเข้า ส่งออกและนำผ่านของเสียอันตรายให้เกิดความปลอดภัยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย รวมทั้งป้องกันการขนส่งที่ผิดกฎหมายและช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาในการถ่ายทอดเทคโนโลยีการจัดการของเสียอันตราย โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ซึ่งต่อมาได้เปิดให้ประเทศต่างๆ ได้ลงนามเข้าร่วมเป็นภาคีตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2533 และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2535 ปัจจุบันมีประเทศสมาชิกที่ให้สัตยาบันเป็นภาคีสมาชิกอนุสัญญาแล้ว จำนวนทั้งหมด 169 ประเทศ (ข้อมูลเมื่อธันวาคม 2549) ประเทศไทยได้จัดส่งผู้แทนเข้าร่วมการประชุมระดับนานาชาติเพื่อจัดทำร่างอนุสัญญาและกำหนดข้อตกลงต่างๆ มาโดยลำดับและได้ให้สัตยาบันเป็นภาคีสมาชิกอนุสัญญาบาเซลเมื่อวันที่ 24 พฤศิจกายน 2540 อนุสัญญาบาเซลมีผลบังคับใช้ต่อประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2541 เป็นต้นมา

สาระสำคัญ

อนุสัญญาจะควบคุมการขนส่งเคลื่อนย้ายกากสารเคมีประเภทต่างๆ ซึ่งเดิมได้กำหนดบัญชีรายชื่อของเสียที่ควบคุมเพียง 47 ชนิด แต่ต่อมาได้มีการปรับปรุงแก้ไข และจัดกลุ่มใหม่เป็น List A ซึ่งมี 61 ชนิด ได้แก่

1) ของเสียประเภทโลหะ 19 ชนิด เช่น สารหนู ตะกั่ว ปรอท แอสเบสตอส แคดเมียม ฯลฯ

2) ของเสียประเภทอนินทรียสาร 6 ชนิด เช่น สารเร่งปฏิกิริยาฟลูออลีน ฯลฯ

3) ของเสียประเภทอินทรียสาร 20 ชนิด เช่น น้ำมันดิบ น้ำมันเตา ฯลฯ และ

4) ของเสียประเภทอนินทรียสารและหรืออินทรียสาร 16 ชนิด เช่น ของเสียจากโรงพยาบาลวัตถุระเบิด ฯลฯ เป็นต้น

ของเสียที่อยู่ใน List A จะถูกห้ามมิให้มีการขนส่งเคลื่อย้ายจกาประเทศ OECD ไปยังประเทศ Non OECD ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2541 เป็นต้นมา ส่วนบัญชีรายชื่อของเสียใน List B ซึ่งเป็นของเสียไม่อันตรายนั้นได้รับการยกเว้นให้มีการเคลื่อนย้ายเพื่อนำกลับไปใช้ประโยชน์หรือใช้ใหม่ได้ เช่น เศษเหล็ก ทองแดง ชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เซรามิก พลาสติก กระดาษและของเสียจากอุตสาหกรรมสิ่งทอ เป็นต้น ตอกจานี้ของเสียที่ถูกควบคุมภายใต้อนุสัญญายังรวมถึงของเสียอื่น ซึ่งมีลักษณะตามภาคผนวกที่ 3และของเสียที่ภาคีสมาชิกกำหนดห้ามนำเข้าภายในประเทศของตน เพิ่มจากที่กำหนดไว้เดิมก็ได้

การควบคุมจะเริ่มตั้งแต่ก่อนการนำเข้าส่งออกและนำผ่านของเสียอันตรายไปยังประเทศอื่นจะต้องแจ้งรายละเอียดและขออนุญาตตามขั้นตอนจากหน่วยงานที่มีอำนาจ (Competent Authority) ของประเทศที่เกี่ยวข้อง (Competent Authority ของปรเทศไทย คือกรมโรงงานอุตสาหกรรม) การขนส่งต้องบรรจุหีบห่อติดป้ายขนส่งด้วยวิธีการที่กำหนดตามาตรฐานสากล ตลอดจนต้องมีการประกันภัยและรับผิดชอบในกรณีที่เกิดความเสียหายขึ้นโดยต้องนำกลับภายใน 30 วัน และต้องชดใช้ค่าเสียหายหากเกิดอุบัติเหตุมีการรั่วไหลหรือปนเปื้อน

อนุสัญญาจะไม่อนุญาตให้มีการส่งออกหรือนำเข้าของเสียอันตรายจากประเทศที่มิได้เป็นภาคียกเว้นจะทำความตกลงทวิภาคี และจะต้องให้ความร่วมมือกับนานาชาติในการจัดการของเสียอันตรายที่มีความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม รูปแบบของควาร่วมือช่วยเหลือในด้านวิชาการระหว่างนานาประเทศที่เห็นเป็นรูปธรรม คือ การก่อตั้งศูนย์ฝึกอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยีในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันได้จัดตั้งไปแล้ว จำนวน 14 ศูนย์ ประกอบด้วยภูมิภาคแอฟริกาและเอเชียตะวันตกมี 5 ศูนย์ ตั้งอยู่ที่อียิปต์ ไนจีเรีย เซเนกัล แอฟริกาใต้ และอิหร่าน ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกมี 3 ศูนย์ ตั้งอยู่ที่จีน อินโดนีเชีย และแปชิฟิกใต้ ภูมิภาคยุโรปกลางและตะวันออกมี 2 ศูนย์ ตั้งอยู่ที่รัสเซีย และสโลวาเกีย และภูมิภาคอเมริกาใต้และคาริบเบียนมี 4 ศูนย์ ตั้งอยู่ที่ อาเจนตินา เอลซัลวาดอร์ ตรนิแดดและโทบาโก และอุรุกวัย

อนุสัญญาบาเซลมิได้เป็นเพียงมาตรการด้านกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือและกลไกที่ทำให้เกิดการพัฒนาการจัดการของเสียอันตรายของประเทศภาคสมาชิกให้อยู่ในระดับสากล และควบคุมการค้าขายกากของเสียอันตรายให้เป็นระบบมากขึ้น และช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพอนามัยและสิ่งแวดล้อมจากของเสียอันตราย

การดำเนินงานของอนุสัญญาบาเซล

สำนักเลขาธิการอนุสัญญาบาเซลตั้งแต่อยู่ที่นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิสเซอร์แลนด์ ดำเนินงานโดยมีคณะกรรมการคณะทำงานชุดต่างๆ ดังรูปที่ 2 โดยจะประสานกับหน่วยงานประสาน (Focal Point) ของประเทศภาคีสมาชิก (Focal Point ของประเทศไทย คือกรมควบคุมมลพิษ) และจัดให้มีการประชุมดังนี้

1.การประชุมภาคีสมาชิกอนุสัญญา (The Meeting of the Conference of the Parties to the Basel Convention on the Control Transboundary Movements of Hazardous Wastes and Their Disposol : COP) มีการจัดประชุมแล้วทั้งสิ้น 8 สมัย (สมัยที่ 8 เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน -1 ธันวาคม 2549) ที่ประชุมจะพิจารณาข้อตัดสินใจและมติสำคัญที่เป็นพื้นฐานการอนุวัติตามอนุสัญญา

2. การประชุมคณะทำงานด้านวิชาการ (The Technical Working Group of Basel Convention : TWG) ได้มีการจัดประชุมไปแล้ว 20 ครั้ง (ครั้งที่ 20 เมื่อวันที่ 23-24 พฤษภาคม 2549) โดยได้พจิารณาปรับปรุงแก้ไขการกำหนดบัญชีรายชื่อของเสียที่ควบคุมและไม่ควบคุมภายใต้อนุสัญญา การกำหนดแนวทางการจัดการขอเสียอันตรายประเภทต่างๆ เช่น ของเสียพลาสติก ยางรถยนต์ใช้แล้วของเสียประเภทน้ำมันของเสียพีซีบี ฯลฯ และพิจารณากำหนดเกณฑ์จำแนกชนิดและลักษณะของเสียอันตราย เช่น Ecotoxicity ฯลฯ ผลจากการประชุมTWG จะต้องนำเสนอให้ที่ประชุมภาคีสมาชิกอนุสัญญาพิจารณาต่อไป

3. การประชุมคณะทำงานเฉพาะกิจระดับผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และวิชาการเพื่อพิจารณาร่างพิธีสารว่าด้วยความรับผิดชอบและการชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดจากการเคลื่อนย้ายและกำจัดของเสียอันตรายข้ามแดน (The Ad Hoc Working Group of Legal and Technical Experts To Consider and Develop a Draft Protocol on Liability and Compensation for Damage Resulting from Transboundary Movements of Hazardous Wastes and Their Disposal) ได้มีการจัดประชุมไปแล้ว 10 ครั้ง (ครั้งที่ 10 เมื่อตุลาคม 2542) ขณะนี้การจัดทำร่างพิธีสารดังกล่าวใกล้จะแล้วเสร็จแล้ว สาระสำคัญของพิธีสารจะครอบคลุมถึงขอบเขตของพันธกรณี ซึ่งกำหนดให้มีการประกันภัยและเงินประกันการกำหนดบุคคลที่จะรับผิดชอบ ระยะเวลาที่จะต้องรับผิดชอบ อายุความในการเรียกร้องความเสียหายภายในระยะเวลา 10 ปี นับแต่เกิดเหตุหรือ 5 ปี ตั้งแต่เกิดผลความเสียหายวงเงินที่จะเรียกร้องความเสียหายเป็นต้น

4. การประชุมคณะกรรมการเฉพาะเพื่ออนุวัติตามอนุสัญญา The Ad Hoc Committee for the Implementation of the Basel Convention ได้จัดการประชุมไปแล้ว 4 ครั้ง (ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 21-25 มิถุนายน 2549) เพื่อพิจารณาเทคโนโลยีและแนวทางควบคุมการเคลื่อนย้ายและจัดการของเสียอันตรายโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม

5. การประชุมอื่นๆ เช่น การประชุมหารือกลุ่มย่อยด้านกฎหมายและวิชาการเพื่อกำหนดกลไกและติดตามผลการอนุวัติตามอนุสัญญาการประชุม The Expended Bureau to the 4 th Meeting/COP7 (เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2549) เป็นต้น

6. การประชุม Open-ended Working Group of the Basel Convention ได้มีการจัดประชุมไปแล้ว 5 ครั้ง (ครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 3-7 เมษายน 2549)

บทบาทของประเทศไทย

ประเทศไทยได้มีส่วนร่วมในการดำเนินงานอนุสัญญามาตั้งแต่ต้นและได้เป็นภาคีสมาชิกอย่างสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว ในอนาคตอันใกล้นี้ประเทศไทยจะต้องดำเนินการเตรียมความพร้อมในการให้สัตยาบันสารการห้ามขนส่ง (Ban amendment) และพิธีสารว่าด้วยความรับผิดชอบและการชดใช้ค่าเสียหายต่อไป

ประเทศไทยได้อะไรจากการเป็นภาคีอนุสัญญาบาเซล

- สามารถป้องกันปัญหาการลักลอบนำของเสียมาทิ้งในประเทศเนื่องจากอนุสัญญาบาเซล นี้กำหนดมาตรการบังคับให้ประเทศภาคีผู้ส่งออกรับผิดชอบในการนำกลับภายใน 30 วัน และชดเชยค่าเสียหายที่เกิดขึ้น

- การปฏิบัติตามข้อกำหนดอนุสัญญาบาเซล จะทำให้ทราบล่วงหน้าหากมีการนำเข้สนำผ่านและส่งออกของเสียอันตรายซึ่งสามารถพิจารณาเตรียมการและเฝ้าระวังให้เกิดความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพยากรธรรมชาติของประเทศได้มากกว่าการไม่ได้เป็นภาคี ซึ่งจะไม่ทราบการเคลื่อนไหวโดยเฉพาะกรณีที่ถูกนำผ่าน

- ได้รับสิทธิในการส่งออกของเสียอันตรายเพื่อนำไปกำจัดในประเทศภาคี ซึ่งมีเทคโนโลยีที่เหมาะสมและมีความสามารถในการกำจัดของเสียอันตราย อาทิ การส่งออกของเสียอันตรายประเภทหม้อแปลงไฟฟ้า/ตัวเก็บประจุไฟฟ้าที่มีสารพีซีบีไปกำจัดในประเทศฝรั่งเศส และประเทศอังกฤษ

- สามารถค้าขายกับประเทศภาคีในการส่งออกและนำเข้าของเสียอันตรายเพื่อการอุตสาหกรรมที่ใช้ของเสียอันตรายเป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิต

- จะได้รับความคุ้มครองและความช่วยเหลือทั้งทางด้านวิชาการและด้านการเงินจากกองทุนหมุนเวียน เพื่อแก้ไขปัญหากรณีเกิดอุบัติเหตุอันเนื่องจากการขนส่งเคลื่อนย้ายและกำจัดของเสียอันตราย

- จะได้รับความช่วยเหลือด้านวิชาการและเทคโนโลยีต่างๆ จากประเทศภาคีที่พัฒนาแล้วเพื่อปรับปรุงแก้ไขปัญหาการจัดการของเสียอันตรายภายในประเทศให้เป็นระบบ ครบวงจาร ซึ่งทำให้สภาพแวดล้อมของประเทศดีขึ้น

-มีการกำหนดมาตรการและระเบียบปฏิบัติที่เข้มงวดในการควบคุมการส่งออก นำเข้า และนำผ่านของเสียอันตรายรวมทั้งการจัดหาอุปกรณ์และสถานที่กำจัดของเสียอันตรายภายในประเทศ


2) ตัวบทของอนุสัญญาบาเซลและพิธีสารบาเซล

อนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายและการกำจัดของเสียอันตรายข้ามแดน

ภาคีแห่งอนุสัญญานี้

ตระหนักถึง ความเสี่ยงของความเสียหายต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมที่มีสาเหตุจากของเสียอันตรายและของเสียประเภทอื่น และการเคลื่อนย้ายของเสียเหล่านั้นข้ามแดน

คำนึงถึง การคุกคามสุขภาพอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมซึ่งขยายตัวมากขึ้นเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของการก่อกำเนิดและความซับซ้อน และการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายและของเสียอื่น

คำนึงถึงด้วยว่า วิธีการที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการคุ้มครองสุขภาพอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากอันตรายซึ่งเกิดจากของเสียดังกล่าว คือการลดการทำให้ก่อกำเนิดต่ำที่สุดทั้งด้านปริมาณและ/หรือศักยภาพความเป็นอันตราย

เชื่อมั่นว่า รัฐควรดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อประกันว่าการจัดการของเสียอันตรายและของเสียอื่น รวมทั้งการเคลื่อนย้ายข้ามแดนและการกำจัดของเสียเหล่านั้นสอดคล้องกับการคุ้มครองสุขภาพอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมไม่ว่าสถานที่กำจัดจะเป็นอย่างไร

รับทราบว่า รัฐควรประกันว่าผู้ก่อกำเนิดควรจะปฏิบัติตามหน้าที่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งและการกำจัดของเสียอันตราย และของเสียอื่นในลักษณะที่สอดคล้องกับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมไม่ว่าสถานที่กำจัดจะเป็นอย่างไร

ยอมรับอย่างเต็มที่ว่า รัฐใดๆ มีสิทธิอธิปไตยในการห้ามการนำเข้าหรือการกำจัดของเสียที่อันตรายและของเสียอื่นจากต่างประเทศในอาณาเขตของตน

ยอมรับด้วย ถึงความปรารถนาที่เพิ่มขึ้นในการห้ามเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายและการกำจัดในรัฐอื่น โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา

ยอมรับว่า การเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งไปยังประเทศกำลังพัฒนามีความเสี่ยงสูงจากการที่ของเสียอันตรายไม่ได้รับการจัดการที่เป็นมิตรต่อ สิ่งแวดล้อมตามที่กำหนดโดยอนุสัญญานี้

เชื่อมั่นว่า ของเสียอันตรายและของเสียอื่น ควรได้รับการกำจัดภายในรัฐที่เป็นแหล่งก่อกำเนิดด้วยวิธีการที่เข้ากันได้กับการจัดการที่มีประสิทธิภาพและที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ตระหนักด้วยว่า การเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียดังกล่าวจากรัฐที่เป็นแหล่งกำเนิดไปยังรัฐอื่น ควรจะได้รับอนุญาตเฉพาะเมื่อได้ดำเนินการภายใต้เงื่อนไขที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม และภายใต้เงื่อนไขที่สอดคล้องกับบทบัญญัติของอนุสัญญานี้

พิจารณาว่า การควบคุมที่เพิ่มขึ้นของการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายและของเสียอื่นจะเป็นสิ่งจูงใจในการจัดการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการลดปริมาณการเคลื่อนย้ายข้ามแดนดังกล่าว

เชื่อมั่นว่า รัฐควรดำเนินมาตรการในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารที่เหมาะสมและการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายและของเสียอื่น จากรัฐอื่นและไปยังรัฐเหล่านั้น

รับทราบว่า ความตกลงระหว่างประเทศและระดับภูมิภาคจำนวนหนึ่งได้กล่าวถึงประเด็นเกี่ยวกับการคุ้มครองและการรักษาสิ่งแวดล้อม ในส่วนที่เกี่ยวกับการส่งผ่านสินค้าอันตราย

คำนึงถึง ปฏิญญาของการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ (กรุงสต๊อคโฮล์ม ค.ศ.1972) แนวทางและหลักการกรุงไคโรในการจัดการของเสียอันตรายที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งรับรองโดยคณะมนตรีประศาสน์การโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (ยูเเอ็นอีพี) ตามข้อวินิจฉัยที่ 14/30 วันที่ 17 พฤษภาคม 1987 (พ.ศ. 2503)ข้อเสนอของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติว่าด้วยการขนส่งสินค้าอันตราย (จัดทำขึ้นในปี 1957 และแก้ไขเพิ่มเติมทุกสองปี) ข้อเสนอแนะคำประกาศตราสาร และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องที่ได้มีการรับรองภายในระบบของสหประชาชาติ ตลอดจนงานและการศึกษาที่กระทำขึ้นภายในองค์การระหว่างประเทศและองค์กรระดับภูมิภาคอื่นๆ

คำนึงถึง เจตนารมณ์ หลักการ ความมุ่งหมายและหน้าที่ของกฎบัตรโลกสำหรับธรรมชาติซึ่งรับรองโดยสมัชชาสหประชาชาติในการประชุมสมัยที่ 37 (ค.ศ.1982) ว่าเป็นกฎจริยธรรมในส่วนที่เกี่ยวกับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของมนุษย์และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

ยืนยันว่า รัฐมีความรับผิดชอบในการปฏิบัติให้บรรลุผลซึ่งพันธกรณีระหว่างประเทศของตนที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสุขภาพอนามัยของมนุษย์และการคุ้มครองและการรักษาสิ่งแวดล้อม และมีความรับผิดตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ยอมรับว่า ในกรณีที่มีการละเมิดในส่วนที่เป็นสาระสำคัญของบทบัญญัติของอนุสัญญานี้หรือพิธีสารใดของอนุสัญญานี้ให้นำกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องว่าด้วยสนธิสัญญาที่เกี่ยวข้องมาใช้บังคับ

ตระหนักถึง ความต้องการที่จะพัฒนาและการใช้เทคโนโลยีใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมซึ่งก่อให้เกิดของเสียต่ำ ทางเลือกในการนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ ระบบการจัดการและการควบคุมดูแลที่ดีอย่างต่อเนื่องเพื่อลดการเกิดของเสียอันตรายและของเสียอื่นให้เหลือต่ำที่สุด

ตระหนักด้วยว่า ข้อกังวลระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความจำเป็นในการควบคุมอย่างเข้มงวดของการการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายและของเสียอื่น และความต้องการในการลดการเคลื่อนย้ายดังกล่าวให้เหลือต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

กังวลถึง ปัญหาการขนส่งข้ามแดนอย่างผิดกฎหมายของของเสียอันตรายและของเสียอื่น

คำนึงถึงด้วย ขีดความสามารถที่จำกัดของประเทศกำลังพัฒนาในการจัดการของเสียอันตรายและของเสียอื่น

ยอมรับถึง ความต้องการในการส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อการจัดการของเสียอันตรายและของเสียอื่นซึ่งเกิดขึ้นในท้องถิ่นอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา ตามเจตนารมณ์ของแนวทางกรุงไคโร และข้อตัดสินใจที่ 14/16 ของคณะมนตรีประศาสน์การของยูเอ็นอีพีว่าด้วยการส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม

ยอมรับด้วยว่า ของเสียอันตรายและของเสียอื่นควรได้รับการขนส่งตามอนุสัญญาและข้อเสนอแนะระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง

เชื่อมั่นด้วยว่า การเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายและของเสียอื่นควรได้รับอนุญาตเฉพาะเมื่อการขนส่งและการกำจัดขั้นสุดท้ายของของเสียดังกล่าว ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ

มุ่งมั่นที่จะ คุ้มครองสุขภาพอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมโดยการควบคุมอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันผลกระทบที่ร้ายแรง ซึงอาจเป็นผลมาจากการก่อกำเนิดและการจัดการของเสียอันตรายและของเสียอื่น

ได้ตกลงกันดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ขอบเขตของอนุสัญญา

ของเสียดังต่อไปนี้ที่มีการเคลื่อนย้ายข้ามแดน ถือว่าเป็น"ของเสียอันตราย" เพื่อความมุ่งประสงค์ของอนุสัญญานี้

(ก) ของเสียประเภทใที่ระบุในภาคผนวก I เว้นแต่ที่ไม่เข้าลักษณะใดลักษณะหนึ่งในภาคผนวก 3 และ
(ข) ของเสียที่ไม่อยู่ในข่ายของวรรค (ก) แต่ได้รับการนิยามหรือได้รับการพิจารณาว่าเป็นของเสียอันตรายโดยกฎหมายภายในของภาคีผู้ส่งออก, ผู้นำเข้าหรือผู้ถูกนำผ่าน

2. ของเสียประเภทที่ระบุในภาคผนวก 2 ที่มีการเคลื่อนย้ายข้ามแดนเป็น “ของเสียอื่น” เพื่อความมุ่งประสงค์ของอนุสัญญานี้

3. ของเสียซึ่งเป็นผลมาจากเป็นวัตถุกัมมันตรังสี ที่อยู่ภายใต้ระบบการควบคุมระหว่างประเทศระบบอื่น รวมทั้งตราสารระหว่างประเทศที่ใช้บังคับเฉพาะกับวัสดุกัมมันตรังสี อยู่นอกขอบเขตของอนุสัญญานี้

4. ของเสียซึ่งเกิดขึ้นจากการปฏิบัติงานตามปกติของเรือ การระบายทิ้งของเสียดังกล่าว ซึ่งอยู่ในบังคับโดยตราสารระหว่างประเทศอื่น อยู่นอกขอบเขตของอนุสัญญานี้

ข้อ 2 คำนิยาม

เพื่อความมุ่งประสงค์ของอนุสัญญานี้

1. “ของเสีย”หมายถึง สารหรือวัตถุซึ่งถูกกำจัดหรือเจตนาจะกำจัดหรือต้องการกำจัด โดยบทบัญญัติของกฎหมายแห่งชาติ

2. “การจัดการ” หมายถึง การเก็บรวบรวม การขนส่ง แเดละการกำจัดของเสียอันตรายหรือของเสียอื่น รวมทั้งการดูแลรักษาสถานที่กำจัดภายหลังการกำจัดด้วย

3. “การเคลื่อนย้ายข้ามแดน” หมายถึง การเคลื่อนย้ายของเสียอันตรายหรือของเสียอื่นจากพื้นที่ภายใต้เขตอำนาจแห่งรัฐหนึ่งไปยังหรือผ่านพื้นที่ภายใต้เขตอำนาจแห่งชาติของรัฐหนึ่ง หรือไปยังหรือผ่านพื้นที่ที่มิได้อยู่ภายใต้เขตอำนาจแห่งรัฐใด โดย มีรัฐที่เกี่ยวข้องในการเคลื่อนย้ายอย่างน้อย 2 รัฐ

4. “การกำจัด” หมายถึง การปฏิบัติใด ที่ระบุไว้ในภาคผนวก 4 แห่งอนุสัญญานี้

5. “สถานที่หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่ได้รับความเห็นชอบ” หมายถึง สถานที่หรือสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการกำจัดของเสียอันตรายหรือของเสียอื่นซึ่งได้รับมอบอำนาจหรืออนุญาตให้ปฏิบัติการเพื่อความมุ่งประสงค์นี้ โดยหน่วยงานผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องของรัฐซึ่งสถานที่หรือสิ่งอำนวยความสะดวกนั้นตั้งอยู่

6. “หน่วยงานผู้มีอำนาจ”หมายถึง หน่วยงานผู้มีอำนาจของรัฐบาลซึ่งได้รับแต่งตั้งภาคีให้รับผิดชอบภายในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ตามที่ภาคีเห็นว่าเหมาะสม เพื่อรับแจ้งเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของเสียอันตรายหรือของเสียอื่น และข้อมูลข่าวสารอื่นใดที่เกี่ยวข้องและเพื่อตอบสนองต่อการแจ้งเช่นว่าตามที่บัญญัติไว้ในข้อ 6

7. “ศูนย์ประสานงาน” หมายถึง องค์กรของภาคีที่อ้างถึงในข้อ 5 ซึ่งรับผิดชอบในการรับและการส่งข้อมูลข่าวสารตามที่กำหนดไว้ในข้อ 13 และ 16

8. “การจัดการของเสียอันตรายหรือของเสียอื่นที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” หมายถึง การดำเนินตามขั้นตอนที่เป็นไปได้ในทางปฏิบัติทั้งปวงเพื่อประกันว่าของเสียอันตรายหรือของเสียอื่น ได้รับการจัดการในลักษณะที่จะคุ้มครองสุขภาพอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมต่อผลกระทบร้ายแรงซึ่งอาจเป็นผลมาจากของเสียดังกล่าว

9. “พื้นที่ภายใต้เขตอำนาจแห่งรัฐ” หมายถึงพื้นดิน พื้นที่ทางทะเลหรือห้วงอากาศใดซึ่งรัฐรับผิดชอบ ด้านการบริหารและกฎระเบียบตามกฎหมายระหว่างประเทศในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสุขภาพอนามัยของมนุษย์หรือสิ่งแวดล้อม

10. “รัฐผู้ส่งออก”หมายถึง ภาคีซึ่งมีการวางแผนที่จะเริ่มได้เริ่มการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายหรือของเสียอื่นออกไป

11. “รัฐผู้นำเข้า” หมายถึง ภาคีซึ่งมีการวางแผน หรือมีการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายหรือของเสียอื่นเข้ามา เพื่อความมุ่งประสงค์ในการกำจัดภายในประเทศนั้นหรือเพื่อความมุ่งประสงค์ในการขนถ่ายก่อนนำไปกำจัดในพื้นที่ซึ่งมิได้อยู่ภายใต้เขตอำนาจแห่งรัฐใด

12. “รัฐที่ถูกนำผ่านแดน” หมายถึง รัฐใดๆ นอกเหนือจากรัฐผู้ส่งออกหรือนำเข้าซึ่งถูกวางแผน ให้มีการเคลื่อนย้ายของเสียหรือมีการเคลื่อนย้ายของเสียอันตรายหรือของเสียอื่นผ่านแดน

13. “รัฐที่เกี่ยวข้อง” หมายถึง ภาคีซึ่งเป็นรัฐผู้การส่งออกหรือนำเข้า หรือรัฐถูกนำผ่านแดน ไม่ว่าจะเป็นภาคีหรือไม่ตาม

14. “บุคคล” หมายถึง บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลใดๆ

15. “ผู้ส่งออก” หมายถึง บุคคลใดก็ตามซึ่งอยู่ภายใต้เขตอำนาจแห่งรัฐผู้ส่งออกซึ่งเป็นผู้จัดให้มีการส่งออกของเสียอันตรายหรือของเสียอื่น

16. “ผู้นำเข้า” หมายถึง บุคคลใดก็ตามซึ่งอยู่ภายใต้เขตอำนาจแห่งรัฐผู้นำเข้าซึ่งเป็นผู้จัดให้มีการนำเข้าของเสียอันตรายหรือของเสียอื่น

17. “ผู้ขนส่ง” หมายถึง บุคคลใดก็ตามที่ผู้ดำเนินการขนส่งของเสียอันตรายหรือของเสียอื่น

18. “ผู้ก่อกำเนิด” หมายถึง บุคคลใดก็ตามซึ่งกิจกรรมของตนก่อกำเนิดของเสียอันตรายหรือของเสียอื่นหรือหากหาตัวบุคคลผู้นั้นไม่ได้ให้หมายถึงบุคคลผู้ครอบครองและ/หรือควบคุมของเสียเหล่านั้น

19 “ผู้กำจัด” หมายถึง บุคคลใดก็ตามซึ่งถูกขนส่งของเสียอันตรายหรือของเสียอื่นถูกส่งไปให้และเป็นผู้ดำเนินการกำจัดของเสียดังกล่าว

20. “องค์การความร่วมมือทางการเมืองและ/หรือทางเศรษฐกิจ” หมายถึง องค์การที่ก่อตั้งขึ้นโดยรัฐอธิปไตย ซึ่งรัฐสมาชิกได้โอนอำนาจเกี่ยวกับเรื่องในบังคับของอนุสัญญานี้ไปให้ และซึ่งได้รับมอบอำนาจอย่างถูกต้องตามวิธีดำเนินการภายในของตนให้ลงนาม สัตยาบัน ยอมรับ เห็นชอบ ยืนยันอย่างเป็นทางการ หรือภาคยานุวัติอนุสัญญานี้

21. “การขนย้ายที่ผิดกฎหมาย” หมายถึง การเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายหรือของเสียอื่น ตามที่ระบุไว้ในข้อ 9

ข้อ 3 คำนิยามของเสียอันตรายของชาติ

1. ภายใน 6 เดือน หลังจากเข้าเป็นภาคีอนุสัญญานี้ ภาคีแต่ละฝ่ายต้องแจ้งให้สำนักเลขาธิการอนุสัญญาทราบถึงของเสียอื่นนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในภาคผนวก 1 และ 2 ซึ่งได้รับการพิจารณาหรือกำหนดให้เป็นของเสียอันตรายภายใต้กฎหมายของชาติ และข้อกำหนดใดที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนเคลื่อนย้ายข้ามแดนซึ่งใช้บังคับต่อของเสียดังกล่าว

2. ภาคีแต่ละฝ่ายต้องแจ้งให้สำนักเลขาธิการทราบในภายหลังถึงการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่สำคัญของข้อมูลข่าวสารที่ได้แจ้งไว้ตามวรรค 1

3. สำนักเลขาธิการต้องแจ้งให้ภาคีทั้งปวงทราบโดยทันทีถึงข้อมูลข่าวสารที่ตนได้รับตามวรรค 1 และ 2

4. ภาคีต้องรับผิดชอบในการทำให้ข้อมูลข่าวสารที่ตนได้รับจากสำนักเลขาธิการตามวรรค 3 พร้อมที่จะให้แก่ผู้ส่งออกของตน

ข้อ 4 พันธกรณีทั่วไป

1.        (ก) ภาคีซึ่งใช้สิทธิของตนในการห้ามนำเข้าของเสียอันตรายหรือของเสียอื่นเพื่อการกำจัดต้องแจ้งภาคีอื่นให้ทราบถึงการตัดสินใจของตนตามข้อ 13

(ข) ภาคีต้องห้ามหรือต้องไม่อนุญาตให้มีการส่งออกของเสียอันตรายและของเสียอื่นไปยังภาคีซึ่งได้ห้ามการนำเข้าของเสียดังกล่าวเมื่อได้รับแจ้งตามอนุวรรค 1 (ก) ข้างต้น

(ค) ภาคีต้องห้ามหรือต้องไม่อนุญาตให้มีการส่งออกของเสียอันตรายและของเสียอื่น หากรัฐที่ผู้นำเข้าไม่ยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรต่อการนำเข้านั้นเป็นการเฉพาะ ในกรณีรัฐที่นำเข้าไม่ได้ห้ามการนำเข้าของเสียดังกล่าว

 2.ภาคีแต่ละฝ่ายต้องดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อ

(ก) ประกันว่า การก่อกำเนิดของเสียอันตรายและของเสียอื่นภายในรัฐของตนถูกลดลงให้ต่ำที่สุด โดยคำนึงถึงด้านสังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี

(ข) ประกันว่า มีสิ่งอำนวยความสะดวกในการกำจัดที่เพียงพอสำหรับการจัดการของเสียอันตรายและของเสียอื่นที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  ซึ่งต้องตั้งอยู่ในรัฐนั้น เท่าที่จะเป็นไปได้ ไม่ว่าสถานที่กำจัดจะเป็นอย่างไรก็ตาม

(ค) ประกันว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการจัดการของเสียอันตรายหรือของเสียอื่นในรัฐของตนจะดำเนินการตามขั้นตอนที่จำเป็น เพื่อป้องกันมลพิษจากของเสียอันตรายและของเสียอื่นซึ่งเกิดขึ้นจากการจัดการดังกล่าว และหากมลพิษดังกล่าวเกิดขึ้นต้องลดผลที่จะเกิดต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมให้ต่ำที่สุด

(ง) ประกันว่าการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายและของเสียอื่นได้รับการลดให้เหลือต่ำที่สุดให้สอดคล้องกับการจัดการของเสียดังกล่าว โดยเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมีประสิทธิภาพ และไดกระทำการในลักษณะที่จะคุ้มครองสุขภาพอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากผลกระทบที่ร้ายแรงซึ่งอาจเป็นผลจากการเคลื่อนย้ายดังกล่าว

(จ) ไม่อนุญาตให้มีการส่งออกของเสียอันตรายหรือของเสียอื่นไปยังรัฐหรือกลุ่มรัฐที่อยู่ในองค์การความร่วมมือทางการเมืองและ/หรือทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นภาคี โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศกำลังพัฒนาที่ได้ห้ามการนำเข้าทั้งปวงโดยกฎหมายของตน หรือหากมีเหตุผลที่จะเชื่อได้ว่าของเสียที่เป็นปัญหาจะไม่ได้รับการจัดการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตามเกณฑ์มาตรฐานที่จะกำหนดโดยภาคีทั้งหลายในการประชุมครั้งแรก

(ฉ) กำหนดให้จัดข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเสนอขอเคลื่อนย้ายของข้ามแดนของเสียอันตรายและของเสียอื่น ให้แก่รัฐที่เกี่ยวข้องตามภาคผนวก 5 ก. เพื่อระบุให้ชัดเจนถึงผลกระทบจากการเคลื่อนย้ายที่เสนอนั้นต่อสุขภาพอนามัยมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

(ช) ป้องกันการนำเข้าของเสียอันตรายและของเสียอื่น หากมีเหตุผลที่เชื่อได้ว่าของเสียที่เป็นปัญหาจะไม่ได้รับการจัดการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

(ซ) ร่วมมือในกิจกรรมต่าง ๆ กับภาคีและองค์การที่สนใจ ทั้งโดยตรงและผ่านสำนักเลขาธิการ รวมทั้งการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารว่าด้วยการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายและของเสียอื่น เพื่อปรับปรุงการจัดการของเสียอันตรายที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเพื่อให้บรรลุผลในการป้องกันการขนย้ายที่ผิดกฎหมาย

3. ภาคีถือว่าการขนย้ายซึ่งของเสียอันตรายหรือของเสียอื่นที่ผิดกฎหมายเป็นอาชญากรรม

4. ภาคีแต่ละฝ่ายต้องดำเนินมาตรการด้านกฎหมาย ด้านบริหาร และมาตรการอื่นที่เหมาะสมอันที่จะปฏิบัติตามและบังคับใช้บทบัญญัติแห่งอนุสัญญานี้ รวมทั้งมาตรการในการป้องกันและลงโทษการกระทำที่ละเมิดอนุสัญญานี้

5. ภาคีต้องไม่อนุญาตให้มีการส่งออกของเสียอันตรายหรือของเสียอื่นไปยังประเทศที่มิได้เป็นภาคี หรือนำเข้าจากประเทศที่มิได้เป็นภาคี

6. ภาคีตกลงที่จะไม่อนุญาตให้มีการส่งออกของเสียอันตรายหรือของเสียอื่น เพื่อนำไปกำจัดภายในพื้นที่ใต้เส้นละติจูดที่ 60 องศาใต้ ไม่ว่าของเสียดังกล่าวจะมีการเคลื่อนย้ายข้ามแดนหรือไม่

7. ยิ่งไปกว่านั้น ภาคีแต่ละฝ่ายต้อง

(ก) ห้ามบุคคลทั้งปวงที่อยู่ภายใต้เขตอำนาจแห่งชาติของตนจากการขนส่งหรือกำจัดของเสียอันตรายหรือของเสียอื่น เว้นแต่บุคคลดังกล่าวจะได้รับมอบอำนาจหรือได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติการดังกล่าวนั้น

(ข) กำหนดให้ของเสียอันตรายและของเสียอื่นที่จะมีการเคลื่อนย้ายข้ามแดน ได้รับการบรรจุหีบห่อติดฉลากและขนส่งโดยสอดคล้องกับหลักเกณฑ์และมาตรฐานระหว่างประเทศที่ได้รับการยอมรับและรับรองเป็นการทั่วไปในด้านการบรรจุหีบห่อ การติดฉลากและการขนส่ง และโดยให้คำนึงตามควรถึงทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นที่ยอมรับระหว่างประเทศ

(ค) กำหนดให้จัดทำเอกสารการเคลื่อนย้ายแนบไปกับของเสียอันตรายและของเสียอื่นตั้งแต่จุดที่เริ่มต้นเคลื่อนย้ายข้ามแดนจนถึงจุดที่มีการกำจัด

8. ภาคีแต่ละฝ่ายต้องกำหนดให้ของเสียอันตรายหรือของเสียอื่น ซึ่งจะถูกส่งออกไปได้รับการจัดการโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในรัฐที่ผู้นำเข้าหรือที่อื่นใด แนวทางด้านเทคนิคในการจัดการของเสียที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมภายใต้บังคับของอนุสัญญาจะได้รับการกำหนดโดยภาคีทั้งหลายในการประชุมครั้งแรก

9. ภาคต้องดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อประกันว่าการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายและของเสียอื่นจะได้รับการอนุญาตเฉพาะเมื่อ

(ก) รัฐผู้ส่งออกไม่มีความสามารถทางเทคนิคและสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็น ความสามารถหรือสถานที่กำจัดที่เหมาะสมเพื่อกำจัดของเสียที่เป็นปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือ

(ข) ของเสียที่เป็นปัญหาถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมการนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ในรัฐผู้นำเข้า หรือ

(ค) การเคลื่อนย้ายข้ามแดนที่เป็นปัญหาเป็นไปตามเกณฑ์อื่นที่ถูกกำหนดโดยภาคีหากว่าเกณฑ์เหล่านั้นจะต้องไม่ต่างไปจากวัตถุประสงค์ของอนุสัญญานี้

10. พันธกรณีภายใต้อนุสัญญานี้ของรัฐกำหนดให้ของเสียอันตรายและของเสียอื่นที่ได้ถูกก่อกำเนิดขึ้นภายในรัฐ ต้องด้รับการจัดการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนั้น โดยไม่อาจโอนไปยังรัฐที่นำเข้าหรือนำผ่านไม่ว่าภายใต้สถานการณ์ใด

11. ไม่มีบทบัญญัติใดในอนุสัญญานี้ห้ามมิให้ภาคีออกข้อกำหนดเพิ่มเติมที่สอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งอนุสัญญานี้ และเป็นไปตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อให้มีการคุ้มครองสุขอนามัยของมนุษย์
และสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น

12. ไม่มีบทบัญญัติใดในอนุสัญญานี้ที่จะกระทบไม่ว่าในทางใดต่ออำนาจอธิปไตยของรัฐเหนือทะเลอาณาเขตของตนซึ่งกำหนดขึ้นตามกฎหมายระหว่างประเทศ และสิทธิอธิปไตยและเขตอำนาจซึ่งรัฐมีอยู่ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะและไหล่ทวีปของตนตามกฎหมายระหว่างประเทศ และการใช้งานเรือและอากาศยานของรัฐทั้งปวงคงได้ซึ่งสิทธิและเสรีภาพในการเดินเรือเท่าที่กำหนดตามกฎหมายระหว่างประเทศ และตามที่นัยในตราสารระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง

13. ภาคีต้องรับที่จะทบทวนเป็นระยะๆ ถึงความเป็นไปได้ในการลดจำนวน และ/หรือศักยภาพของการก่อให้เกิดมลพิษของของเสียอันตรายและของเสียอื่นซึ่งส่งออกไปยังรัฐอื่น โดยเฉพาะไปยังประเทศกำลังพัฒนา

ข้อ 4 ทวิ [ข้อกำไขการห้ามส่งออก ซึ่งยังไม่มีผลบังคับใช้]

1. ภาคีแต่ละฝ่าย ตามบัญชีรายชื่อที่ระบุในภาคผนวก 7 ต้องห้ามการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายทั้งหมด ซึ่งมีจจุดมุ่งหมายในการดำเนินการตามวิธีในภาคผนวก 4ก ไปยังรัฐที่ไม่ได้ระบุในภาคผนวก 7

2. ภาคีแต่ละฝ่ายตามบัญชีรายชื่อในภาคผนวก 7 ต้องลดและห้ามการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตราย ทั้งหมดภายใต้ข้อ 1 (1) (ก) ของอนุสัญญา ซึ่งมีจุดมุ่งหมาย เพื่อการดำเนินการตามวิธีในภาคผนวก 4ข ไปยังรัฐที่ไม่ได้ระบุในภาคผนวก 7 ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2540 การเคลื่อนย้ายข้ามแดน เช่นว่า ต้องไม่ถูกห้าม หากว่าของเสียที่เป็นปัญหาไม่แสดงลักษณะอันตราย ภายใต้อนุสัญญา

ข้อ 5 การแต่งตั้งหน่วยงานผู้มีอำนาจและศูนย์ประสานงาน

เพื่ออำนวยความสะดวกในการปฏิบัติตามอนุสัญญานี้ ภาคี

1. แต่งตั้งหรือจัดตั้งหน่วยงานผู้มีอำนาจหนึ่งแห่งหรือมากกว่า และศูนย์ประสานงานหนึ่งแห่ง ต้องจะได้รับแต่งตั้งให้รับการแจ้งในกรณีเป็นรัฐที่ถูกนำผ่านแดน

2. แจ้งสำนักงานเลขาธิการ ภายใน 3 เดือนนับแต่วันที่อนุสัญญามีผลใช้บังคับกับตน ถึงหน่วยงานที่ตนได้แต่งตั้งเป็นศูนย์ประสานงานและหน่วยงานผู้มีอำนาจ

3. แจ้งสำนักงานเลขาธิการ ภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่ได้มีการตัดสินใจให้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกี่ยวกับการมอบหมายภายใต้วรรค 2 ข้างต้น

ข้อ 6 การเคลื่อนย้ายข้ามแดนระหว่างภาคี

1. รัฐผู้ส่งออกต้องแจ้งหรือกำหนดให้ผู้ก่อกำเนิดหรือผู้ส่งออกแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรผ่านหน่วยงานผู้มีอำนาจของรัฐผู้ส่งออก หน่วยงานผู้มีอำนาจของรัฐที่เกี่ยวข้องทราบถึงการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายหรือของเสียอื่น การแจ้งดังกล่าวจะต้องประกอบด้วยเอกสารและข้อมูลข่าวสารตามที่ระบุไว้ในภาคผนวก 5 ก. ที่ทำขึ้นในภาษาซึ่งเป็นที่ยอมรับของรัฐที่นำเข้า การแจ้งไปยังรัฐที่เกี่ยวข้องแต่ละฝ่ายให้ทำเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

2. รัฐผู้นำเข้าจะตอบผู้แจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร ในการยินยอมให้มีการเคลื่อนย้ายโดยมีหรือไม่มีเงื่อนไขในการปฏิเสธการอนุญาตให้มีการเคลื่อนย้ายหรือในการขอข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติม สำเนาคำตอบสุดท้ายของรัฐผู้นำเข้าจะต้องส่งไปให้หน่วยงานผู้มีอำนาจของรัฐที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นภาคี

3. รัฐที่ผู้ส่งออกต้องไม่อนุญาตให้ผู้กำเนิดหรือผู้ส่งออกเริ่มการเคลื่อนย้ายข้ามแดนจนกว่าจะได้รับคำยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่า

(ก) ผู้แจ้งได้รับคำยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากรัฐผู้นำเข้า และ

(ข) ผู้แจ้งได้รับการยืนยันจากรัฐผู้นำเข้าถึงความมีอยู่ของสัญญาระหว่างผู้ส่งออกและผู้กำจัด ซึ่งระบุถึงการจัดการของเสียที่กล่าวถึงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

4. รัฐที่ถูกนำผ่านแต่ละรัฐซึ่งเป็นภาคีจะต้องตอบรับการแจ้งโดยพลันไปยังผู้แจ้ง หลังจากนั้นรัฐนั้นอาจจะตอบไปยังผู้แจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 60 วัน ยินยอมให้มีการเคลื่อนย้ายโดยมีหรือไม่มีเงื่อนไข ปฏิเสธการอนุญาตให้มีการเคลื่อนย้ายหรือการขอข้อมูลข่าวสาร รัฐผู้ส่งออกต้องไม่อนุญาตให้เริ่มการเคลื่อนย้ายข้ามแดนจนกว่าจะได้รับคำยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากรัฐที่ถูกนำผ่านแดน  อย่างไรก็ตามหากเมื่อใดก็ตามที่ภาคีวินิจฉัยว่าไม่ต้องการคำยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นการทั่วไปหรือภายใต้เงื่อนไขเฉพาะสำหรับการ เคลื่อนย้ายข้ามแดนที่เป็นการของเสียอันตรายหรือของเสียอื่นผ่านแดนหรือเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดของตนในเรื่องนี้ภาคีนั้นจะต้องแจ้งโดยทันทีไปยังภาคีอื่นเกี่ยวกับการวินิจฉัยของตนตาม ข้อ 13ในกรณีหลังนี้ หากรัฐที่มีการส่งออกไม่ได้รับคำตอบภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับการแจ้งโดยรัฐที่ส่งออกอาจอนุญาตให้มีการส่งออกผ่านรัฐที่ถูกนำผ่านแดนได้

5. ในกรณีที่มีการเคลื่อนย้ายของเสียข้ามแดนในที่ซึ่งของเสียนั้นได้รับการกำหนดตามกฎหมายหรือได้รับการพิจารณาให้เป็นของเสียอันตรายเฉพาะ

(ก) โดยรัฐผู้ส่งออก ข้อกำหนดของวรรค 9 ของข้อนี้ ซึ่งใช้บังคับกับผู้นำเข้าหรือรัฐผู้กำจัด และรัฐที่นำเข้าต้องใช้บังคับโดยอนุโลมกับผู้ส่งออกและรัฐผู้ส่งออก ตามลำดับ

(ข) โดยรัฐผู้นำเข้า หรือโดยรัฐผู้นำเข้าและรัฐที่ถูกนำผ่านซึ่งเป็นภาคี ข้อกำหนดของวรรค 1 3 4 และ 6 ของข้อนี้ ซึ่งใช้บังคับกับผู้ส่งออกและรัฐผู้ส่งออก ต้องใช้บังคับโดยอนุโลมกับผู้นำเข้าหรือผู้กำจัด และรัฐผู้นำเข้าตามลำดับ หรือ

(ค) โดยรัฐถูกนำผ่านซึ่งเป็นภาคี ข้อกำหนดของวรรค 4 ต้องใช้บังคับกับรัฐ ดังกล่าว

 6. รัฐผู้ส่งออกภายใต้คำยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรของรัฐที่เกี่ยวข้องอาจอนุญาตให้ผู้ก่อกำเนิดหรือผู้ส่งออกใช้การแจ้งทั่วไป ในกรณีที่ของเสียอันตรายหรือของเสียอื่นมีลักษณะทางกายภาพและเคมีเช่นเดียวกันถูกส่ง เป็นประจำไปยังผู้กำจัดรายเดียวกันของรัฐผู้นำเข้าและในกรณีที่มีการนำผ่านแดน ผ่านสำนักงานศุลกากร ขาเข้าและขาออกเดียวกันของรัฐผู้นำเข้าและในกรณีที่มีการนำผ่านแดน ผ่านสำนักงานศุลกากรขาเข้าและขาออกเดียวกันของรัฐที่นำผ่านแดน

7. รัฐที่เกี่ยวข้องอาจทำคำยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรสำหรับการใช้การแจ้งทั่วไปที่อ้างถึงในวรรค 6 ภายใต้การให้ข้อมูลข่าวสารบางประการให้ เช่น ปริมาณที่แน่ชัด หรือบัญชีรายการของเสียอันตรายหรือของเสียอื่นที่ถูกขนส่งในแต่ละครั้ง

8. การแจ้งทั่วไปและคำยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรที่อ้างถึงในวรรค 6 และ 7 อาจครอบคลุมการขนส่งของเสียอันตรายหรือของเสียอื่นหลายครั้งในช่วงระยะเวลานานที่สุด 12 เดือน

9. ภาคีต้องกำหนดให้แต่ละบุคคลที่รับผิดชอบในการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายหรือของเสียอื่น ลงนามในเอกสารกำกับการเคลื่อนย้ายเมื่อส่งมอบหรือรับของเสียที่เป็นปัญหา ภาคีต้องกำหนดด้วยว่าให้ผู้กำจัดแจ้งให้ทั้งผู้ส่งออกและหน่วยงานที่มีอำนาจของรัฐที่ส่งออกทราบถึงการได้รับของเสียที่เป็นปัญหาและภายในเวลาอันควร ให้ทราบว่าการกำจัดได้เสร็จสิ้นลงแล้วตามที่ได้ระบุไว้ในคำแจ้ง หากภายในรัฐผู้ส่งออกไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารดังกล่าว หน่วยงานผู้มีอำนาจของรัฐผู้ส่งออกหรือผู้ส่งออกจะแจ้งให้รัฐผู้นำเข้าทราบตามนั้น

10. การแจ้งและการตอบซึ่งกำหนดไว้โดยข้อนี้จะต้องส่งไปยังหน่วยงานผู้มีอำนาจของภาคีที่เกี่ยวข้อง หรือไปยังหน่วยงานของรัฐบาลที่เหมาะสมในกรณีของประเทศที่มิได้เป็นภาคี

11. การเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายหรือของเสียอื่นจะต้องได้รับการประกันภัย ประกันทัณฑ์บน หรือหลักประกันทางการเงินอื่นตามที่อาจถูกกำหนดโดยรัฐผู้นำเข้าหรือรัฐผู้นำผ่านแดนซึ่งเป็นภาคี

ข้อ 7 การเคลื่อนย้ายข้ามแดนจากภาคีผ่านรัฐที่มิได้เป็นภาคี

วรรค 1 ของข้อ 6 ของอนุสัญญาต้องนำมาใช้บังคับโดยอนุโลมกับการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายหรือของเสียอื่นจากภาคีผ่านรัฐซึ่งมิได้เป็นภาคีรัฐหนึ่งหรือหลายรัฐ

ข้อ 8 หน้าที่ในการนำกลับ

ภายใต้บทบัญญัติของอนุสัญญานี้ เมื่อการเคลื่อนย้ายของเสียอันตรายหรือของเสียอื่นข้ามแดน ซึ่งได้รับการยินยอมจากรัฐที่เกี่ยวข้องว่า ไม่สามารถดำเนินการให้เสร็จสิ้นตามข้อกำหนดในสัญญา รัฐผู้ส่งออกประกันว่าของเสียที่เป็นปัญหาต้องถูกนำกลับไปยังรัฐผู้ส่งออกโดยผู้ส่งออก หากการดำเนินการการจัดการที่เป็นทางเลือกอื่นไม่สามารถกระทำได้ เพื่อการกำจัดของเสียที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมใน 90 วันนับแต่เวลาที่รัฐผู้นำเข้าได้แจ้งรัฐผู้ส่งออกและสำนักเลขาธิการ หรือภายในช่วงเวลาที่รัฐที่เกี่ยวข้องตกลง เพื่อให้วัตถุประสงค์นี้ รัฐผู้ส่งออกและภาคีที่ถูกนำผ่านแดนต้องไม่คัดค้าน ขัดขวาง หรือห้ามการส่งของเสียเหล่านั้นกลับไปยังรัฐผู้ส่งออก

ข้อ 9 การขนย้ายที่ผิดกฎหมาย

เพื่อความมุ่งประสงค์ของอนุสัญญานี้ การเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายหรือของเสียอื่น

(ก) โดยปราศจากการแจ้งตามบทบัญญัติของอนุสัญญานี้ไปยังรัฐที่เกี่ยวข้องทั้งปวง หรือ

(ข) โดยปราศจากการยินยอมตามบทบัญญัติของอนุสัญญานี้ของรัฐที่เกี่ยวข้อง หรือ

(ค) ด้วยการยินยอมจากรัฐที่เกี่ยวข้องที่ได้มาโดยการปลอมแปลง การสำแดงเท็จหรือกลฉ้อฉล หรือ

(ง) ที่ไม่สอดคล้องในสาระสำคัญกับเอกสารอื่นๆ หรือ

(จ) ซึ่งเป็นผลให้มีการกำจัดของเสียอันตรายหรือของเสียอื่นอย่างจงใจ (เช่น การถ่ายทิ้ง) โดยขัดต่ออนุสัญญานี้และหลักการทั่วไปของกฎหมายระหว่างประเทศทั่วไป ให้ถือว่าเป็นการขนย้ายที่ผิดกฎหมาย

2. ในกรณีการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายหรือของเสียอื่นที่ถือว่าเป็นการขนย้ายที่ผิดกฎหมาย เป็นผลเนื่องมาจากการกระทำในส่วนของผู้ส่งออกหรือผู้ก่อกำเนิด รัฐผู้ส่งออกจะต้องประกันว่าของเสียที่เป็นปัญหาต้อง

(ก) ถูกนำกลับไปโดยผู้ส่งออกหรือผู้ก่อกำเนิด หรือหากจำเป็นโดยตนเองไปยังรัฐที่ส่งออกหรือหากไม่สามารถทำในทางปฏิบัติ หากจำเป็นหรือหากไม่สามารถทำได้ในทางปฏิบัติ

(ข) หรือมิฉะนั้นจะถูกกำจัดตามบทบัญญัติของอนุสัญญานี้ภายใน 30 วัน นับแต่เวลารัฐผู้ส่งออกได้รับแจ้งเกี่ยวกับการขนย้ายที่ผิดกฎหมายหรือภายในระยะเวลาอื่นตามที่รัฐที่เกี่ยวข้องอาจตกลงเพื่อวัตถุประสงค์นี้ ภาคีที่เกี่ยวข้องไม่คัดค้าน ขัดขวางหรือห้ามการส่งของเสียเหล่านี้กลับไปยังรัฐผู้ส่งออก

3. ในกรณีที่การเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายหรือของเสียอื่น ที่ถือว่าเป็นการขนย้ายที่ผิดกฎหมายเป็นผลเนื่องมาจากการกระทำในส่วนของผู้นำเข้าหรือผู้กำจัด รัฐผู้นำเข้าต้องประกันว่าของเสียที่เป็นปัญหาได้รับการกำจัดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโดยผู้นำเข้าหรือผู้กำจัด หรือหากจำเป็นโดยตนเองภายใน 30 วัน นับแต่เวลาที่การขนย้ายที่ผิดกฎหมายเป็นที่ล่วงรู้ของรัฐที่นำเข้าหรือภายในระยะเวลาอื่นซึ่งรัฐที่เกี่ยวข้องอาจตกลงเพื่อวัตถุประสงค์นี้ ภาคีที่เกี่ยวข้องต้องให้ความร่วมมือตามที่จำเป็นในการกำจัดของเสียที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

4. ในกรณีที่ไม่สามารถกำหนดความรับผิดชอบในการขนย้ายที่ผิดกฎหมายว่าเป็นของผู้ส่งออกหรือผู้ก่อกำเนิดหรือเป็นของผู้นำเข้าหรือผู้กำจัด ภาคีที่เกี่ยวข้องหรือภาคีอื่น ตามเหมาะสม ต้องประกัน โดยการผ่านการให้ความร่วมมือกำจัด ของเสียที่เป็นปัญหาได้รับการกำจัดอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าในรัฐผู้ส่งออกหรือรัฐผู้นำเข้า หรือที่อื่นตามที่เหมาะสม

5. ภาคีแต่ละฝ่ายต้องออกกฎหมายแห่งชาติที่เหมาะสมเพื่อป้องกันและลงโทษการขนย้ายที่ผิดกฎหมาย ภาคีต้องร่วมมือกันโดยมุ่งให้บรรลุวัตถุประสงค์ของข้อนี้

ข้อ 10 ความร่วมมือระหว่างประเทศ

1. ภาคีต้องร่วมมือกันและกันเพื่อปรับปรุงและบรรลุผลสำเร็จในการจัดการของเสียอันตรายและของเสียอื่นที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

2. เพื่อวัตถุประสงค์นี้ ภาคีต้อง

(ก) เมื่อได้รับการร้องขอจัดให้มีข้อมูล ไม่ว่าระดับทวิภาคีหรือพหุภาคี โดยมุ่งที่จะส่งเสริมการจัดการ ของเสียอันตรายและของเสียอื่น สิ่งแวดล้อม รวมทั้งการทำให้มีความสอดคล้องกันในด้านมาตรฐานทางวิชาการและทางปฏิบัติสำหรับการจัดการของเสียอันตรายและของเสียอื่น ที่เพียงพอ

(ข) ร่วมมือในการติดตามตรวจสอบผลกระทบของการจัดการของเสียอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

(ค) ร่วมมือภายใต้กฎหมาย ระเบียบข้อบังคับและนโยบายแห่งชาติของตน ในการพัฒนาและนำเทคโนโลยีใหม่ที่เป็นมิตรกับต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งก่อให้เกิดของเสียน้อยมาใช้และทำการปรับปรุงเทคโนโลยีที่ ใช้อยู่โดยมุ่งที่จะกำจัดการเกิดของเสียอันตรายและของเสียอื่นให้มากที่สุดเท่าที่จะปฏิบัติได้ เพื่อให้ได้มาซึ่งวิธีที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นเพื่อประกันการจัดการที่เป็นมิตรกับด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการศึกษาผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจสังคม และสิ่งแวดล้อมในการนำเอาเทคโนโลยีใหม่หรือที่ได้ปรับปรุงแล้วมาใช้

(ง) ร่วมมืออย่างจริงจังภายใต้กฎหมาย ระเบียบข้อบังคับและนโยบายแห่งชาติของตน ในการถ่ายทอดทางเทคโนโลยี และระบบการของเสียอันตรายและของเสียอื่นที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภาคีทั้งหลายต้องร่วมมือในการพัฒนาความสามารถทางวิชาการระหว่างภาคีด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคีซึ่งอาจต้องการและร้องของความช่วยเหลือทางด้านวิชาการในสาขานี้

(จ) ร่วมมือในการพัฒนาแนวทางและ/หรือหลักปฏิบัติทางวิชาการที่เหมาะสม

3. ภาคีต้องใช้วิธีการร่วมมือที่เหมาะสมเพื่อที่จะช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาในการปฏิบัติตามอนุวรรค (ก) (ข) (ค) และ (ง) และของวรรค 2 ของข้อ 4

4. พิจารณาถึงความต้องการของประเทศกำลังพัฒนาไม่เฉพาะแต่ ความร่วมมือระหว่างภาคีและองค์การระหว่างประเทศที่มีอำนาจได้รับการสนับสนุนเพื่อส่งเสริมในบรรดาสิ่งทั้งหลาย จิตสำนึกของประชาชน การพัฒนาการจัดการของเสียอันตรายและของเสียอื่นที่เหมาะสม และการรับเอาเทคโนโลยีใหม่ซึ่งก่อให้เกิดของเสียน้อยมาใช้

ข้อ 11 ความตกลงทวิภาคี พหุภาคีและระดับภูมิภาค

1. ไม่ว่าบทบัญญัติของข้อ 4 วรรค 5 จะบัญญัติประการใด ภาคีอาจทำความตกลงทวิภาคี พหุภาคี และระดับภูมิภาค เกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายของเสียอันตรายหรือของเสียอื่นกับรัฐที่เป็นภาคีหรือมิได้เป็นภาคีโดยมีเงื่อนไขว่า ความตกลงหรือข้อตกลงเช่นว่าจะต้องไม่ผิดไปจากการจัดการของเสียอันตรายและของเสียอื่นที่เป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อมตามที่กำหนดไว้ในอนุสัญญานี้ ความตกลงหรือข้อตกลงเหล่านี้ต้องกำหนดบทบัญญัติที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไม่น้อยกว่าที่บัญญัติไว้โดยอนุสัญญานี้ โดยอย่างยิ่งต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศกำลังพัฒนาด้วย

2. ภาคีทั้งปวงต้องแจ้งให้สำนักเลขาธิการทราบถึงความตกลงหรือข้อตกลงทวิภาคี พหุภาคี หรือระดับภูมิภาคที่อ้างถึงในวรรค 1 และความตกลงหรือข้อตกลงฉบับอื่น ๆ ที่ได้ทำไว้ก่อนอนุสัญญาฉบับนี้มีผลใช้บังคับกับตน เพื่อวัตถุประสงค์ในการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายและของเสียอื่นซึ่งมีขึ้นทั้งหมดในระหว่างภาคีของความตกลงเช่นว่า บทบัญญัติแห่งอนุสัญญานี้จะไม่กระทบกระเทือนต่อการเคลื่อนย้ายข้ามแดนที่มีขึ้นภายใต้ความตกลงเช่นว่า โดยมีเงื่อนไขว่าต้องสอดคล้องกับการจัดการของเสียอันตรายและของเสียอื่นที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตามที่กำหนดไว้ในอนุสัญญานี้

ข้อ 12 การปรึกษาหารือว่าด้วยความรับผิด

ภาคีต้องร่วมมือกันโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ที่จะให้มีการรับเอาพิธีที่กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีดำเนินการที่เหมาะสม ในเรื่องความรับผิดและการชดใช้ความเสียหายอันเนื่องมาจากการเคลื่อนย้ายข้ามแดนและการกำจัดของเสียอันตรายและของเสียอื่น

ข้อ 13 การส่งข้อมูล

1. เมื่อใดก็ตามที่ตนทราบภาคีต้องให้ประกันว่าในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุระหว่างการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายหรือของเสียอื่น หรือเพื่อการจัดการของเสียดังกล่าว ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมในรัฐอื่น รัฐเหล่านั้นจะต้องได้รับแจ้งในทันที

2. ภาคีจะแจ้งแก่กัน ผ่านสำนักเลขาธิการถึงเรื่อง

(ก) การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการแต่งตั้งหน่วยงานผู้มีอำนาจและ/หรือศูนย์ประสานงานตามข้อ 5

(ข) การเปลี่ยนแปลงคำนิยามแห่งชาติของของเสียอันตรายตามข้อ 3 และโดยเร็วที่สุดที่จะเป็นไปได้

(ค) ข้อตัดสินใจของตนที่จะไม่ยินยอมทั้งหมดหรือบางส่วนในการนำเข้าของเสียอันตราย หรือของเสียอื่นเพื่อการกำจัดในพื้นที่ภายใต้เขตอำนาจของชาติ

(ง) ข้อตัดสินใจของตนในการกำจัดหรือห้ามการส่งออกของเสียอันตรายหรือของเสียอื่น

(จ) ข้อมูลข่าวสารอื่นใดที่กำหนดไว้ตามวรรค 4 ของข้อนี้

3. โดยสอดคล้องกับกฎหมายและระเบียบข้อบังคับแห่งชาติ ภาคีต้องส่งรายงานของปีปฏิทินก่อนหน้านี้ผ่านสำนักเลขาธิการไปยังที่ประชุมภาคีซึ่งจัดตั้งขึ้นภายใต้ข้อ 15 ก่อนสิ้นสุดปีปฏิทินแต่ละปีโดยมีข้อมูลข่าวสารดังต่อไปนี้

(ก) หน่วยงานผู้มีอำนาจและศูนย์ประสานงานที่ตนได้แต่งตั้งตามข้อ 5

(ข) ข้อมูลเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายข้ามแดนซึ่งของเสียอันตราย หรือของเสียอื่น ซึ่งภาคีเกี่ยวข้องด้วย โดยรวมถึง

(1) ปริมาณของเสียอันตรายและของเสียอื่นที่ส่งออก ชนิด จุดหมายปลายทาง ประเทศที่ถูกนำผ่านแดนทั้งหมด วิธีการกำจัดตามที่ระบุไว้ในการตอบรับการแจ้งให้ทราบ

(2) จำนวนของเสียอันตรายและของเสียอื่นที่นำเข้า ชนิด ลักษณะ ต้นทางและวิธีการกำจัด

(3) การกำจัดที่มิได้มีการดำเนินการไปตามที่กำหนดไว้

(4) ความพยายามที่จะบรรลุผลสำเร็จในการลดปริมาณของเสียอันตรายหรือของเสียอื่น ที่จะต้องมีการเคลื่อนย้ายข้ามแดน

(ค) ข้อมูลว่าด้วยมาตรการที่ภาคีนำมาใช้เพื่อการปฏิบัติตามอนุสัญญานี้

(ง) ข้อมูลที่ว่าด้วยสถิติที่ถูกต้องที่มีอยู่ ซึ่งภาคีรวบรวมไว้เกี่ยวกับผลกระทบที่มีต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากการก่อกำเนิดการขนส่งและการกำจัดของเสียที่เป็นอันตรายหรือของเสียอื่น

(จ) ข้อมูลเกี่ยวกับข้อตกลงและข้อตกลงทวิภาคี พหุภาคีและระดับภูมิภาคซึ่งได้มีการทำตามข้อ 11 ของอนุสัญญานี้

(ฉ) ข้อมูลว่าด้วยอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นระหว่างการเคลื่อนย้ายข้ามแดนและการกำจัดของเสียอันตรายและของเสียอื่น และมาตรการที่ได้ดำเนินการไปแล้วเพื่อจัดการกับอุบัติเหตุเหล่านั้น

(ช) ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับทางเลือกในการกำจัดที่ปฏิบัติอยู่ภายในพื้นที่ภายใต้เขตอำนาจของประเทศตน

(ซ) ข้อมูลว่าด้วยมาตรการที่ดำเนินการไปเพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีในการลดและ/หรือการกำจัด การก่อให้เกิดของเสียอันตรายและของเสียอื่น และ

(ฌ) เรื่องอื่นซึ่งที่ประชุมภาคีพิจารณาเห็นว่าเกี่ยวข้อง

4. โดยสอดคล้องกับกฎหมายและข้อบังคับแห่งชาติ ภาคีต้องประกันว่าสำเนาการแจ้งเกี่ยวกับการให้เคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายหรือของเสียอื่น และการตอบรับการแจ้งนั้นได้ถูกส่งไปยังสำนักเลขาธิการ เมื่อภาคีที่พิจารณาว่า สิ่งแวดล้อมของตนอาจจะได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนย้ายข้ามแดนได้ร้องขอให้
กระทำเช่นนั้น

ข้อ 14 ประเด็นด้านการเงิน

1. ตามความแตกต่างในแต่ละภูมิภาคและอนุถูมิภาค ภาคีตกลงว่า ควรจัดตั้งศูนย์ระดับภูมิภาคหรืออนุภูมิภาค เพื่อการฝึกอบรมและการถ่ายทอดทางเทคโนโลยีเกี่ยวกับการจัดการของเสียอันตรายและของเสียอื่น และการลดการก่อกำเนิดของเสีย ภาคีต้องตัดสินใจเรื่องจัดตั้งกลไกที่เหมาะสมในการจัดหาหาทุนในลักษณะที่เป็นไปโดยความสมัครใจ

2. ภาคีต้องพิจารณาการจัดตั้งกองทุนหมุนเวียนเพื่อช่วยเหลือในชั่วคราวในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อลดความเสียหายให้เหลือน้อยที่สุดจากอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นจากการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายและของเสียอื่นหรือเกิดขึ้นระหว่างการกำจัดของเสียเหล่านั้น

ข้อ 15 ที่ประชุมใหญ่ภาคี

1. โดยการนี้ที่ประชุมใหญ่ภาคีได้ถูกจัดตั้งขึ้น การประชุมครั้งแรกของที่ประชุมใหญ่ภาคีจะจัดขึ้นโดยผู้อำนวยการบริหารของยูเอ็นอีพี ในเวลาไม่เกิน 1 ป ีหลังจากอนุสัญญานี้มีผลบังคับใช้ หลังจากนั้น การประชุมสามัญของที่ประชุมภาคี จะมีขึ้นเป็นประจำในช่วงเวลาที่จะกำหนดโดยที่ประชุมในการประชุมครั้งแรก

2. การประชุมวิสามัญของที่ประชุมใหญ่ภาคีต้องถูกจัดขึ้นในเวลาอื่นตามที่ที่ประชุมใหญ่อาจเห็นสมควรว่าจำเป็นหรือตามคำร้องขอเป็นลายลักษณ์อักษรของภาคีใด โดยมีเงื่อนไขว่า จะต้องได้รับการสนับสนุนจากภาคีอย่างน้อย หนึ่งในสามภายในเวลาหก เดือนหลังจากที่ภาคีได้รับแจ้งจากสำนักเลขาธิการให้ทราบถึงคำร้องขอดังกล่าว

3. ที่ประชุมใหญ่ภาคีต้องตกลงกันโดยฉันทามติในการรับเอาระเบียบข้อบังคับประชุมใหญ่และขององค์การย่อยซึ่งที่ประชุมจัดตั้งขึ้นรวมทั้งกฎทางการเงิน ที่กำหนดโดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อการมีส่วนร่วมทางด้านการเงินของภาคีภายใต้อนุสัญญานี้

4. ในการประชุมใหญ่ครั้งแรก ภาคีต้องพิจารณามาตรการเพิ่มเติมใดที่จำเป็นในการช่วยเหลือให้ตนให้ปฏิบัติหน้าที่ได้บรรลุตามความรับผิดชอบอย่างเต็มที่เกี่ยวกับการคุ้มครองและรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเลในบริบทของอนุสัญญานี้

5. ที่ประชุมใหญ่ภาคีต้องติดตามทบทวนและประเมินผลการปฏิบัติตามอย่างมีประสิทธิภาพของอนุสัญญานี้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังต้อง

(ก) สนับสนุนการประสานนโยบายที่เหมาะสม กลยุทธ์และมาตรการที่จะลดอันตรายให้ต่ำที่สุดจากของเสียอันตรายและของเสียต่อสุขอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ให้เหลือน้อยที่สุด

(ข) พิจารณาและรับเอาข้อแก้ไขของอนุสัญญานี้ และภาคผนวกตามที่จำเป็นโดยคำนึงถึงในบรรดาสิ่งแวดล้อม ไม่เฉพาะแต่ข้อมูลข่าวสารทางด้านวิทยาศาสตร์ วิชาการ เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

(ค) พิจารณาและดำเนินการกิจกรรมเพิ่มเติมที่กำหนดเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จตามความมุ่งประสงค์ของอนุสัญญานี้ โดยอาศัยประสบการณ์ที่ได้รับจากผลบังคับของอนุสัญญาและผลบังคับของความตกลงและข้อตกลงที่กำหนดไว้ในข้อ 11

(ง) พิจารณาและรับเอาพิธีสารตามที่จำเป็น และ

(จ) จัดตั้งองค์กรย่อยตามที่เห็นสมควรว่าจะเป็นเพื่อการปฏิบัติตามอนุสัญญานี้

6. สหประชาชาติ ทบวงการชำนัญพิเศษของสหประชาชาติ ตลอดจนรัฐใดที่มิได้เป็นภาคีของอนุสัญญานี้ อาจมีผู้แทนในการประชุมใหญ่ภาคีในฐานะผู้สังเกตการณ์ องค์กรหรือตัวแทนอื่นไม่ว่าจะเป็นระดับชาติหรือระดับนานาชาติ รัฐบาลหรือมิใช่รัฐบาลซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมในสาขาที่เกี่ยวกับของเสียอันตรายหรือของเสียอื่น ซึ่งได้แจ้งสำนักเลขาธิการแล้วว่า ประสงค์จะมีผู้แทนในฐานะผู้สังเกตการณ์ในการประชุมของที่ประชุมภาคี อาจได้รับการยอมรับหาก หนึ่งในสาม ของภาคีที่มาประชุมไม่คัดค้าน การยอมรับและการเข้าร่วมประชุมของผู้สังเกตการณ์ให้ขึ้นอยู่กับระเบียบ ข้อบังคับการประชุมตามขั้นตอนที่รับเอาโดยที่ประชุมใหญ่ภาคี

7. 3 ปี หลังจากอนุสัญญานี้มีผลใช้บังคับ และอย่างน้อยทุก 6 ปี หลังจากนั้น ที่ประชุมภาคีจะดำเนินการประเมินผลประสิทธิภาพของอนุสัญญา และหากเห็นสมควรว่าจำเป็นจะพิจารณาการห้ามโดยสิ้นเชิงหรือเพียงบางส่วนต่อการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของเสียอันตรายและของเสียอื่น โดยคำนึงถึงข้อมูลข่าวสารล่าสุดทางด้านวิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม วิชาการและเศรษฐกิจ

ข้อ 16 สำนักเลขาธิการ

1. หน้าที่ของสำนักเลขาธิการ คือ

(ก) จัดและให้การบริการต่างๆ แก่การประชุมตามที่กำหนดไว้ในข้อ 15 และ 17

(ข) จัดเตรียมและส่งรายงานโดยอาศัยข้อมูลข่าวสารที่ได้รับตามข้อ 3 4 6 11 และ 13 รวมทั้งข้อมูลที่ได้จากการประชุมองค์กรย่อยซึ่งจัดตั้งขึ้นตามข้อ 15 ตลอดจนข้อมูลข่าวสารที่ได้จากองค์ภาวะที่เกี่ยวข้องของรัฐบาลและมิใช่รัฐบาลตามที่เหมาะสม

(ค) จัดเตรียมรายงานเกี่ยวกับกิจกรรมซึ่งตนได้ปฏิบัติตามหน้าที่ของตนภายใต้อนุสัญญา นี้และนำเสนอรายงานต่อที่ประชุมใหญ่ภาคี

(ง) ประกันว่ามีการประสานงานที่จำเป็นกับองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเข้าทำข้อตกลงด้านการบริหาร ด้านสัญญา ตามที่อาจกำหนดเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างมีประสิทธิภาพ

(จ) ติดต่อกับศูนย์ประสานงานและหน่วยงานผู้มีอำนาจซึ่งจะจัดตั้งขึ้นโดยภาคี ตามข้อ 5 ของอนุสัญญานี้

(ฉ) รวบรวมข้อเกี่ยวกับสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกในประเทศของภาคีซึ่งเป็นที่กำจัดของเสียอันตรายและของเสียอื่นของตน และเวียนข้อมูลนี้ให้แก่ภาคีทราบ

(ช) รับและส่งข้อสนเทศจากและไปยังภาคีเกี่ยวกับ

- แหล่งความช่วยเหลือและการฝึกอบรมทางวิชาการ
- ความรู้ทางวิชาการและวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่
- แหล่งให้คำแนะนำ และความรู้ความชำนาญและ
- ทรัพยากรที่มีอยู่ในด้านต่าง ๆ โดยมุ่งที่จะช่วยเหลือภาคีเมื่อได้รับการขอร้อง เช่น
- การดูแลระบบการแจ้งตามอนุสัญญานี้
- การจัดการของเสียอันตรายและของเสียอื่น
- เทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวกับของเสียอันตรายและของเสียอื่น เช่น เทคโนโลยีทำให้เกิดของเสียในปริมาณน้อยและที่ไม่ก่อให้เกิดของเสีย
- การประเมินขีดความสามารถในการกำจัดและสถานที่กำจัด
- การติดตามตรวจสอบของเสียอันตรายและของเสียอื่น และ - การตอบสนองในกรณีฉุกเฉิน

(ซ) เมื่อได้รับการร้องขอ ให้ข้อมูลแก่ภาคีเกี่ยวกับที่ปรึกษา หรือบริษัทที่ปรึกษาที่มีความสามารถทางวิชาการที่จำเป็นในสาขาซึ่งสามารถช่วยเหลือภาคีในการพิจารณาตรวจสอบการแจ้งเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายข้ามแดน ความสอดคล้องของการขนส่งของเสียอันตรายหรือของเสียอื่นกับการแจ้งที่เกี่ยวข้องและ/หรือข้อเท็จจริงที่ว่าสถานที่กำจัดของเสียอันตรายหรือของเสียอื่นที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เมื่อภาคีมีเหตุผลที่จะเชื่อว่าของเสียที่กล่าวถึงจะไม่ได้รับจัดการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การตรวจสอบเช่นว่าใดจะได้ไม่คิดค่าใช้จ่ายจากสำนักเลขาธิการ

(ฌ) ช่วยเหลือภาคีเมื่อได้รับการร้องขอในการระบุกรณีการขนส่งที่ผิดกฎหมาย และเวียนโดยทันทีให้ภาคีที่เกี่ยวข้องทราบถึงข้อมูลใดก็ตามที่ตนได้รับเกี่ยวกับการขนส่งที่ผิดกฎหมาย

(ญ) ร่วมมือกับภาคีและองค์การระหว่างประเทศและหน่วยงานที่มีอำนาจที่เกี่ยวข้องในการจัดหาผู้เชี่ยวชาญและอุปกรณ์ เพื่อความมุ่งประสงค์ในการให้ความช่วยเหลือโดยเร็วแก่รัฐเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้น และ

(ฎ) ปฏิบัติหน้าที่อื่นที่เกี่ยวข้องกับความมุ่งประสงค์แห่งอนุสัญญานี้ ตามที่ที่ประชุมของภาคีอาจพิจารณากำหนด

2.ยูเอ็นอีพีจะปฏิบัติหน้าที่สำนักเลขาธิการเป็นการชั่วคราวไปจนกว่าจะสิ้นสุดการประชุมครั้งแรกของที่ประชุมใหญ่ภาคีซึ่งจัดขึ้นตามข้อ 15

3. ในการประชุมครั้งแรก ที่ประชุมใหญ่ภาคีจะแต่งตั้งสำนักเลขาธิการจากองค์การระหว่างประเทศที่มีความสามารถที่มีอยู่ ซึ่งได้แสดงความตั้งใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ของเลขาธิการภายใต้อนุสัญญานี้ ในการประชุมครั้งแรกนี้ ที่ประชุมภาคีจะประเมินผลการปฏิบัติงานของเลขาธิการชั่วคราวในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายด้วย โดยเฉพาะภายใต้วรรค 1 ข้างต้น และจะพิจารณากำหนดโครงสร้างที่เหมาะสมสำหรับหน้าที่เหล่านั้น

ข้อ 17 การแก้ไขอนุสัญญา

1. ภาคีใดอาจเสนอขอแก้ไขอนุสัญญานี้ได้และภาคีใดของพิธีสารอาจเสนอขอแก้ไขพิธีสารนั้น การแก้ไขเช่นว่าจะต้องคำนึงถึงพิจารณาด้านต่างๆไม่เฉพาะข้อพิจารณาทางด้านวิทยาศาสตร์และวิชาการที่เกี่ยวข้อง

2. ข้อแก้ไขของอนุสัญญานี้จะต้องได้รับการรับเอาในการประชุมของการประชุมใหญ่ภาคี ข้อแก้ไขของพิธีสารใด ๆ จะต้องได้รับการรับเอาในการประชุม ภาคีพิธีสารนั้น ตัวบทของข้อแก้ไขใดต่ออนุสัญญานี้หรือพิธีสารใด เว้นแต่ที่อาจกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในพิธีสารเช่นว่า สำนักเลขาธิการจะต้องแจ้งข้อความของข้อเสนอขอแก้ไขไปยังภาคีทั้งปวง
อย่างน้อย 6 เดือน ก่อนการประชุมที่จะมีการพิจารณาเพื่อรับเอาข้อเสนอขอแก้ไขนั้น และสำนักเลขาธิการจะต้องแจ้งข้อเสนอแก้ไขไปยังประเทศผู้ลงนามอนุสัญญาเพื่อทราบด้วย

3. ภาคีต้องพยายามทุกวิถีทางที่จะบรรลุความตกลงเกี่ยวกับข้อเสนอขอแก้ไขใดต่ออนุสัญญานี้ โดยฉันทามติ หากความพยายามเพื่อให้ได้ฉันทามติไม่ประสบผล และไม่สามารถบรรลุความตกลงกันได้ ทางเลือกสุดท้ายข้อแก้ไขต้องได้รับการรับรองโดยคะแนนเสียงส่วนใหญ่ 3 ใน 4 ของภาคีที่เข้าร่วมประชุมและออกเสียง และต้องได้รับการเสนอโดยผู้เก็บรักษาอนุสัญญาไปยังภาคีทั้งปวงเพื่อการให้สัตยาบัน การให้ความเห็นชอบ การยืนยัน หรือการยอมรับอย่างเป็นทางการ

4. วิธีดำเนินการที่กล่าวถึงในวรรค 3 ข้างต้น จะใช้กับข้อแก้ไขพิธีสารใดๆ ด้วย เว้นแต่การรับเอาข้อแก้ไขพิธีสารต้องใช้คะแนนเสียงส่วนใหญ่ 2 ใน 3 ของภาคีพิธีสารที่เข้าร่วมประชุมและออกเสียง

5. ให้เก็บรักษาสัตยาบันสาร สารให้ความเห็นชอบ สารยืนยัน หรือสารยอมรับอย่างเป็นทางการของข้อแก้ไขไว้กับผู้เก็บรักษา ข้อแก้ไขได้รับการรับเอาตามวรรค 3 หรือ 4 ข้างต้น ต้องมีผลใช้บังคับระหว่างภาคีที่ได้ให้การยอมรับภายในวันที่ 90 หลังจากที่ผู้เก็บรักษาได้รับสัตยาบันสาร สารให้ความเห็นชอบ สารยืนยัน หรือสารยอมรับอย่างเป็นทางการจากภาคีอย่างน้อย 3 ใน 4 ข้างต้นของภาคีที่ได้ยอมรับข้อแก้ไข หรืออย่างน้อย 2 ใน 3 ของภาคีพิธีสารที่เกี่ยวข้องที่ยอมรับข้อแก้ไข ยกเว้นจะเป็นไปตามที่อาจกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในพิธีสารเช่นว่า ข้อแก้ไขจะมีผลใช้บังคับกับภาคีอื่นใดในวันที่ 90 หลังจากภาคีนั้นมอบสัตยาบันสาร สารให้ความเห็นชอบ สารยืนยัน หรือสารยอมรับอย่างเป็นทางการของข้อแก้ไขต่อผู้เก็บรักษา

6. เพื่อความมุ่งประสงค์ของข้อนี้ “ภาคีที่เข้าประชุมและออกเสียงลงคะแนน” หมายถึง ภาคีที่อยู่ในที่ประชุมและออกเสียงยอมรับหรือปฏิเสธ

ข้อ 18 การรับเอาและการแก้ไขภาคผนวก

1. ภาคผนวกของอนุสัญญานี้หรือพิธีสารใดๆ ต้องประกอบเป็นส่วนหนึ่งของอนุสัญญานี้หรือพิธีสารเช่นว่า แล้วแต่กรณีและ เว้นแต่จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นโดยชัดแจ้ง การอ้างอิงใด ตามอนุสัญญาหรือพิธีสารของอนุสัญญานี้จะถือเป็นการอ้างอิงภาคผนวกใดของอนุสัญญาหรือพิธีสารนั้นด้วย ภาคผนวกเช่นว่าต้องจำกัดอยู่เฉพาะในเรื่องทางวิทยาศาสตร์ วิชาการ และด้านบริหาร

2. เว้นแต่ที่อาจจะมีการกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในพิธีสารใดๆ เกี่ยวกับภาคผนวกของพิธีสารนั้น ขั้นตอนต่อไปนี้ จะใช้กับข้อเสนอการรับเอาและการมีผลใช้บังคับของภาคผนวกเพิ่มเติมของอนุสัญญานี้หรือภาคผนวกของพิธีสาร

(ก) ภาคผนวกของอนุสัญญาและพิธีสารของอนุสัญญานี้ ต้องได้รับการเสนอและรับรองตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในข้อ 17 วรรค 2, 3 และ 4

(ข) ภาคีใดๆ ที่ไม่สามารถรับภาคผนวกเพิ่มเติมของอนุสัญญานี้ หรือภาคผนวกของพิธีสารใดที่ตนเป็นภาคีจะต้องแจ้งแก่ผู้เก็บรักษาเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่ที่ผู้เก็บรักษามีหนังสือแจ้งการรับเอา ผู้เก็บรักษาต้องแจ้งไปยังภาคีทั้งปวงโดยไม่ชักช้าถึงการบอกกล่าวเช่นว่าใดๆ ที่ได้รับ ภาคีหนึ่งอาจให้การยอมรับแทนคำแถลงคัดค้านก่อนหน้านั้น และเมื่อนั้นภาคผนวกจะมีผลใช้บังคับต่อภาคีนั้น

(ค) เมื่อสิ้นสุดเวลา 6 เดือนนับแต่วันที่ผู้เก็บรักษาได้มีหนังสือเวียนให้ทราบ ภาคผนวกต้องมีผลบังคับแก่ภาคีทั้งปวงของอนุสัญญานี้หรือพิธีสารใดๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งมิได้มีหนังสือแจ้งตามบทบัญญัติของอนุวรรค (ข) ข้างต้น

3. การเสนอ การรับเอา และการมีผลใช้บังคับของข้อแก้ไขภาคผนวกของอนุสัญญานี้หรือพิธีสารใดๆ ต้องอยู่ภายใต้บังคับของวิธีการเดียวกันกับการเสนอ การรับรอง และการมีผลใช้บังคับของภาคผนวกของอนุสัญญา หรือภาคผนวกของพิธีสาร ภาคผนวกและข้อแก้ไขจะคำนึงตามควรไม่เฉพาะแต่ข้อพิจารณาทางด้านวิทยาศาสตร์และวิชาการที่เกี่ยวข้อง

4. หากภาคผนวกที่เพิ่มเติมหรือขอแก้ไขภาคผนวก ภาคผนวกเพิ่มเติมหรือข้อแก้ไขภาคผนวกนั้นเกี่ยวกับการแก้ไขอนุสัญญานี้หรือพิธีสารใดจะไม่มีผลใช้บังคับจนกว่าการแก้ไขอนุสัญญานี้หรือพิธีสารมีผลใช้บังคับ

ข้อ 19 การตรวจสอบ

ภาคีใดที่มีเหตุผลเชื่อได้ว่าภาคีอื่นกำลังกระทำหรือได้กระทำการเป็นการฝ่าฝืนพันธกรณีของตนภายใต้อนุสัญญานี้ อาจแจ้งสำนักเลขาธิการ และในเหตุการณ์เช่นว่า จะต้องแจ้งภาคีที่ถูกกล่าวหาในเวลาเดียวกัน และในทันทีโดยตรงหรือโดยผ่านสำนักเลขาธิการ สำนักเลขาธิการควรส่งข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องทั้งปวงไปยังภาคต่างๆที่เกี่ยวข้อง

ข้อ 20 การระงับข้อพิพาท

1. ในกรณีที่มีข้อพิพาทระหว่างภาคีเกี่ยวกับการตีความ หรือการใช้ หรือการปฏิบัติตามอนุสัญญานี้หรือพิธีสารใดๆ ภาคีจะหาทางระงับข้อพิพาทโดยการเจรจาหรือด้วยสันติวิธีอื่นใดตามที่ตนจะเลือกได้

2. หากภาคีที่เกี่ยวข้องไม่สามารถระงับข้อพิพาทโดยวิธีดังกล่าวในวรรคก่อนได้ และหากฝ่ายในข้อพิพาทตกลงกันให้เสนอข้อพิพาทต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือการอนุญาโตตุลาการภายใต้เงื่อนไขที่ระบุไว้ในภาคผนวก 6 ว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการ อย่างไรก็ตามการไม่สามารถตกลงร่วมกันได้ในการเสนอข้อพิพาทต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือการอนุญาโตตุลาการ จะไม่ทำให้ภาคีพ้นจากความรับผิดชอบที่จะต้องแสวงหาทางระงับข้อพิพาทต่อไป โดยวิธีที่อ้างถึงในวรรค 1

3. ในขณะที่ให้สัตยาบัน ให้การยอมรับ ให้ความเห็นชอบ ให้การยืนยันอย่างเป็นทางการหรือภาคยานุวัติอนุสัญญานี้ หรือในเวลาใดก็ตามหลังจากนั้น รัฐหรือองค์การความร่วมมือทางการเมืองและ/หรือเศรษฐกิจ อาจประกาศว่าตนยอมรับการบังคับโดยอัตโนมัติ และโดยปราศจากความตกลงพิเศษเกี่ยวกับการยอมรับพันธกรณีเดียวกันของภาคีใด

(ก) การเสนอข้อพิพาทต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ และ/หรือ

(ข) การอนุญาโตตุลาการตามวิธีดำเนินการที่ระบุไว้ในภาคผนวก 6

การประกาศเช่นว่าจะต้องได้รับการแจ้ง เป็นลายลักษณ์อักษรไปยังสำนักเลขาธิการซึ่งจะแจ้งการประกาศนั้นไปยังภาคี

ข้อ 21 การลงนาม

อนุสัญญานี้จะเปิดให้มีการลงนามโดยรัฐ โดยนามิเบีย ซึ่งทำหน้าที่แทนโดยคณะมนตรีสหประชาชาติ สำหรับนามิเบียและโดยองค์การความร่วมมือทางการเมืองและ/หรือทางเศรษฐกิจที่เมืองบาเซล ในวันที่ 22 มีนาคม ค.ศ. 1989 ที่กระทรวงต่างประเทศของสวิตเซอร์แลนด์ ณ กรุงเบิร์น ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม ค.ศ. 1989 ถึง30 มิถุนายน ค.ศ. 1989 และที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ กรุงนิวยอร์ค ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1989 ถึง 22 มีนาคม ค.ศ. 1990

ข้อ 22 การให้สัตยาบัน การยอมรับ การยืนยัน หรือการให้ความเห็นชอบอย่างเป็นทางการ

1.อนุสัญญานี้จะต้องได้รับการสัตยาบัน การยอมรับ หรือการให้ความเห็นชอบ โดยรัฐและโดยนามิเบีย ซึ่งทำหน้าที่แทนโดยคณะมนตรีสหประชาชาติสำหรับนามิเบีย และได้รับการยืนยันหรือการให้ความเห็นชอบอย่างเป็นทางการจากองค์การความร่วมมือทางการเมืองและ/หรือทางเศรษฐกิจสัตยาบันสาร สารการยอมรับสารการยืนยันหรือสารการให้ความเห็นชอบอย่างเป็นทางการจะต้องมอบไว้กับผู้เก็บรักษา

2.องค์การใดที่อ้างถึงในวรรค 1 ข้างต้นซึ่งเข้าเป็นภาคีอนุสัญญานี้โดยที่ไม่มีรัฐสมาชิกใดของตนเป็นภาคีต้องผูกพันโดยพันธกรณีทั้งปวงภายใต้อนุสัญญานี้ในกรณีขององค์การเช่นว่าซึ่งมีรัฐสมาชิกรัฐหนึ่งหรือมากกว่าของตนเป็นภาคีอนุสัญญา องค์การหรือรัฐสมาชิกของตนต้องตัดสินใจเกี่ยวกับความรับผิดชอบภายในต่อการปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาในกรณีเช่นว่าองค์การและรัฐสมาชิกจะไม่มีสิทธิที่จะใช้สิทธิภายใต้อนุสัญญาในเวลาเดียวกัน

3.ในสารให้คำยืนยันหรือความเห็นชอบอย่างเป็นทางการของตนองค์การที่อ้างถึงในวรรค1 ข้างต้น ต้องประกาศขอบเขตอำนาจตนในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องที่กำหนดโดยอนุสัญญา องค์การเหล่านี้ ต้องแจ้งผู้เก็บรักษาด้วยว่าผู้ใดจะแจ้งให้ภาคีทราบถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญใดในเรื่องขอบเขตอำนาจของตนด้วย

ข้อ 23 ภาคยานุวัติ

1.อนุสัญญานี้จะเปิดให้ภาคยานุวัติโดยรัฐ โดยนามิเบีย ซึ่งทำหน้าที่แทนโดยคณะมนตรีสหประชาชาติ สำหรับนามิเบียและโดยองค์การความร่วมมือทางการเมืองและ/หรือทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่วันหลังจากวันที่อนุสัญญานี้ ปิดการลงนาม ภาคยานุวัติสารจะต้องมอบไว้กับผู้เก็บรักษา

2. ในภาคยานุวัติสารของตน องค์การที่อ้างถึงในวรรค 1 ข้างต้นจะต้องประกาศขอบเขตอำนาจของตนในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องที่กำหนดโดยอนุสัญญา องค์การเหล่านี้จะแจ้งผู้เก็บรักษาถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญใดในขอบเขตอำนาจของตน

3. บทบัญญัติของข้อ 22 วรรค 2 ต้องใช้บังคับกับองค์การความร่วมมือทางการเมืองและ/หรือทางเศรษฐกิจ ซึ่งภาคยานุวัติอนุสัญญานี้

ข้อ 24 สิทธิลงคะแนนเสียง

1. เว้นแต่ที่ได้กำหนดไว้ในวรรค 2 ท้ายนี้ ให้ภาคีคู่สัญญาแต่ละฝ่ายของอนุสัญญานี้มีหนึ่งคะแนนเสียง

2. องค์การความร่วมมือทางการเมืองและ/หรือทางเศรษฐกิจ ในเรื่องภายในขอบเขตอำนาจของตนตามข้อ 22 วรรค 3 และข้อ 23 วรรค 2 ต้องใช้สิทธิในการลงคะแนนเสียงเท่ากับจำนวนรัฐสมาชิกของตนซึ่งเป็นภาคีอนุสัญญาหรือพิธีสารที่เกี่ยวข้อง องค์การเช่นว่าจะไม่ใช้สิทธิในการลงคะแนนเสียง หากรัฐสมาชิกขององค์การได้ใช้สิทธิของตนไปแล้ว และเช่นเดียวกันในทางกลับกัน

ข้อ 25 การมีผลใช้บังคับ

1. อนุสัญญานี้จะมีผลบังคับใช้ ในวันที่เก้าสิบหลังจากวันที่มีการมอบสัตยาบันสาร สารการยอมรับ สารการยืนยันอย่างเป็นทางการ สารการให้ความเห็นชอบ หรือภาคยานุวัติสาร ฉบับที่ยี่สิบ

2. สำหรับแต่ละรัฐหรือองค์การความร่วมมือทางการเมือง และ/หรือทางเศรษฐกิจ ซึ่งได้ให้สัตยาบันยอมรับ เห็นชอบ หรือยืนยันอย่างเป็นทางการ อนุสัญญานี้หรือที่ภาคยานุวัติภายหลังจากวันที่ได้มีการมอบสัตยาบันสาร สารการยอมรับ สารการให้ความเห็นชอบ สารการยืนยันเป็นทางการ หรือภาคยานุวัติสารฉบับที่ยี่สิบ อนุสัญญานี้ จะมีผลใช้บังคับในวันที่เก้าสิบหลังจากวันที่รัฐหรือองค์การความร่วมมือทางการเมืองและ/หรือทางเศรษฐกิจเช่นว่า ได้มอบสัตยาบันสาร สารการยอมรับ สารให้ความเห็นชอบ สารยืนยันอย่างเป็นทางการ หรือภาคยานุวัติสาร

3. เพื่อความมุ่งประสงค์ของวรรค 1 และ 2 ข้างต้น สารใดที่ได้มอบโดยองค์การความร่วมมือทางการเมือง และ/หรือทางเศรษฐกิจ ต้องไม่นับรวมเพิ่มเติมจากสารที่ได้มอบโดยรัฐสมาชิกขององค์การเช่นว่า

ข้อ 26 ข้อสงวนและคำแถลง

1. ข้อสงวนหรือข้อยกเว้นต่ออนุสัญญานี้ไม่อาจทำได้

2. วรรค 1 ของข้อนี้ ไม่ห้ามรัฐหรือองค์การความร่วมมือทางการเมืองและ/หรือทางเศรษฐกิจในขณะที่ลงนามให้สัตยาบัน ยอมรับ เห็นชอบ ยืนยันอย่างเป็นทางการ หรือภาคยานุวัติอนุสัญญานี้ในการทำคำประกาศหรือคำแถลง ไม่ว่าจะใช้ข้อความหรือเรียกชื่อ อย่างไรก็ตาม โดยมุ่งในบรรดาสิ่งทั้งหลายที่จะทำให้กฎหมายและข้อบังคับของตนสอดคล้องกับบทบัญญัติของอนุสัญญานี้ โดยมีเงื่อนไขว่า คำประกาศหรือคำแถลงเช่นว่าจะต้องไม่มีความหมายให้ตัดหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขผลทางกฎหมายของบทบัญญัติของอนุสัญญานี้ที่ใช้บังคับกับรัฐนั้น

ข้อ 27 การถอนตัว

1. ไม่ว่าในเวลาใด ภายหลัง 3 ปี นับแต่วันที่อนุสัญญานี้มีผลใช้บังคับแก่ภาคี ภาคีนั้นอาจถอนตัวจากอนุสัญญาได้ โดยการแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรไปยังผู้เก็บรักษา

2. การถอนตัวจะมีผลภายใน 1 ปี หลังจากที่ผู้เก็บรักษาได้รับแจ้ง หรือในวันที่หลังจากนั้นตามที่ระบุไว้ในคำแจ้ง

ข้อ 28 ผู้เก็บรักษา

เลขาธิการสหประชาชาติจะเป็นผู้เก็บรักษาอนุสัญญานี้และพิธีสารใดๆ ตามอนุสัญญานี้ ๆ

ข้อ 29

ต้นฉบับตัวบทภาษาอาหรับ จีน อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย และสเปน ของอนุสัญญานี้มีความถูกต้องเท่าเทียมกัน เพื่อเป็นพยานแก่การนี้ ผู้ลงนามข้างท้ายนี้ซึ่งได้รับมอบอำนาจเพื่อการนี้ ได้ลงนามอนุสัญญานี้

ทำ ณ .........................................เมื่อวันที่...................................................ค.ศ 1989


ภาคผนวก 1 ประเภทของของเสียที่จะถูกควบคุม

ชนิดของของเสีย

Y1ของเสียจากการรักษาพยาบาลทางการแพทย์ในโรงพยาบาล ศูนย์รักษาสุขภาพและคลีนิค
Y2ของเสียจากการผลิตและเตรียมผลิตภัณฑ์เภสัชกรรม
Y3ของเสียที่เป็นเภสัชกรรมยาและเวชกรรม
Y4ของเสียจากการผลิต การผสม และการใช้สารทำลายสิ่งมีชีวิตและเภสัชกรรม
Y5ของเสียจากอุตสาหกรรมการผลิต การผสม และการใช้สารเคมีในการรักษาเนื้อไม้
Y6ของเสียจากการผลิต การผสม หรือการใช้ตัวทำละลายอินทรีย์
Y7ของเสียจากการปฏิบัติงานในการควบคุมระดับความร้อนที่มีไซยาไนด์
Y8ของเสียจากน้ำมันแร่ที่มีสภาพไม่เหมาะสมสำหรับการใช้งานตามวัตถุประสงค์เดิม
Y9ของเสียอิมัลชั่นหรือของผสมระหว่างน้ำมัน/น้ำ หรือไฮโดรคาร์บอน/น้ำ
Y10ของเสียที่เป็นวัสดุและสิ่งของซึ่งมีหรือปนเปื้อนด้วยสารประเภทโพลีคลอริเนตเตดไบฟีนิล (พีซีบี) และ/หรือโพลีคลอริ เนตเตดเทอร์ฟีนิล(พีซีที) และ/หรือโพลีโบรมิเนตเตดไบฟีนิล (พีบีบี)
Y11ของเสียประเภทกากน้ำมันดิบที่เกิดจากโรงกลั่นน้ำมัน กระบวนการกลั่นและการดำเนินการด้วยวิธีไพโรไลติก
Y12ของเสียจากการผลิต การผสม และการใช้หมึก สีย้อม สาร สี สีน้ำมันครั่ง และน้ำมันชักเงา
Y13ของเสียจากการผลิต การผสม หรือการใช้เรซิ่น ลาเท็กซ์ พลาสติไซเซอร์ กาวหรือผลิตภัณฑ์ประเภทกาว
Y14ของเสียที่เป็นสารเคมีซึ่งเกิดจากศึกษาวิจัยและการพัฒนาหรือกิจกรรมการสอนที่ไม่อาจระบุได้ และ/หรือเป็นสารชนิดใหม่ และผลกระทบต่อมนุษย์และ/หรือสิ่งแวดล้อมยังไม่เป็นที่ทราบ
Y15ของเสียที่โดยธรรมชาติสามารถระเบิดได้ ซึ่งไม่อยู่ภายใต้กฎหมายอื่น
Y16ของเสียจากกระบวนการผลิต การผสม หรือการใช้สารเคมี ที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายภาพและวัสดุในการล้างอัดภาพ
Y17ของเสียทีเป็นผลมาจากการเตรียมผิวหน้าโลหะและพลาสติก
Y18กากที่เกิดจากการดำเนินการกำจัดของเสียทางอุตสาหกรรม

ภาคผนวก 3 รายการลักษณะที่เป็นอันตราย

UN ประเภทที่1 รหัส ลักษณะ
1 H1 ระเบิดได้
สารหรือของเสียซึ่งอยู่ในรูปของแข็งหรือของเหลวหรือของเสีย (หรือของผสมระหว่างสารหรือของเสีย) ที่ระเบิดได้ ซึ่งโดยตัวของมันเองมีความสามารถในการก่อให้เกิดปฎิกิริยาเคมี ทำให้เกิดก๊าซที่อุณหภูมิและความกดดันหนึ่ง และ ณ ความเร็วที่สามารถก่อให้เกิดความเสียหายต่อปริเวณแวดล้อม
3 H3 ของเหลวไวไฟ
คำว่า “ติดไฟได้” มีความหมายเช่นเดียวกับ“จุดให้ติดไฟได้” ของเหลวที่ติดไฟได้อาจอยู่ในรูปของเหลวหรือสารผสมของของเหลวหรือของเหลวที่มีของแข็งผสมอยู่ในสภาพสารละลาย หรือสารแขวนลอย(ตัวอย่างเช่น สี น้ำมันครั่ง น้ำมันชักเงา เป็นต้น แต่ไม่รวมถึงสารหรือของเสียที่มีการจัดประเภทคุณสมบัติความเป็นอันตรายไว้เป็นอย่างอื่น) ซึ่งมีจุดติดไฟที่อุณหภูมิต่ำกว่า 60.5 องศาเซลเซียส ด้วยวิธี Closed-cup test หรือที่อุณหภูมิที่ต่ำกว่า 65.6 องศาเซลเซียส ด้วยวิธี Open-cup test นี้ (เนื่องจากผลการทดสอบด้วยวิธี Open-cup tests และ Closed-cup tests เปรียบเทียบกันไม่ได้แน่ชัด และผลการทดสอบแต่ละวิธีในแต่ละครั้งก็ไม่คงที่ ดังนั้น ข้อกำหนดต่าง ๆ ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงจากตัวเลขข้างต้นเพื่อกำหนดค่าที่ยอมรับได้นั้น จึงขึ้นกับเจตนาของคำจำกัดความนี้)
4.1 H4.1 ของแข็งติดไฟ
ของแข็งหรือของเสียที่เป็นของแข็ง นอกเหนือจากที่จัดประเภทอยู่ในสารที่ระเบิดได้ ซึ่งในสภาพปกติในการขนส่งอาจเกิดการลุกไหม้ได้หรืออาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดติดไฟได้เนื่องจากการเสียดสี
4.2 H4.2 สารหรือของเสียซึ่งอาจจะลุกไหม้ได้เอง
สารหรือของเสียซึ่งอาจจะเกิดความร้อนขึ้นเอง ภายใต้สภาพปกติในการขนส่งหรือเกิดความร้อนเพิ่มขึ้นเมื่อสัมผัสกับอากาศ และทำให้ลุกติดไฟได้
4.3 H4.3 สารหรือของเสียซึ่งเมื่อสัมผัสกับน้ำจะให้ก๊าซที่ไวไฟ
สารหรือของเสียซึ่งเมื่อทำปฏิกิริยากับน้ำ ทำให้ลุกติดไฟด้วยตัวเองหรือให้ก๊าซ ไวไฟได้ในปริมาณที่เป็นอันตราย
5.1 H5.1 ออกซิไดซิงส์
สารหรือของเหลวซึ่งโดยตัวของมันเอง ปกติไม่ติดไฟแต่เมื่อได้รับออกซิเจนเพิ่มขึ้นจะเป็นสาเหตุหรือมีส่วนช่วยให้เกิดการติดไฟของสารอื่นที่วางไว้ใกล้เคียง
5.2 H5.2 สารอินทรีย์ของเปอร์ออกไซด์
สารหรือของเสียอินทรีย์ที่มีโครงสร้างแบบ ออกซิเจน 2 ตัว (bivalent-o-o-structure) ซึ่งเป็นสารที่ไม่เสถียรสามารถลายตัวให้ความร้อนรวดเร็วได้ด้วยตัวเอง
6.1 H6.1 เป็นพิษ (อย่างเฉียบพลัน)
สารหรือของเสียซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุทำให้ตายหรือบาดเจ็บอย่างรุนแรงหรือเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์ เมื่อกลืนกินหรือหายใจหรือสัมผัสทางผิวหนัง
6.2 H6.2 สารติดเชื้อ
สารหรือของเสียที่มีจุลินทรีย์ขนาดเล็ก หรือสารพิษของมัน ซึ่งทราบหรือสันนิษฐานเป็นเหตุให้เกิดโรคในสัตว์หรือมนุษย์
8 H8 สารกัดกร่อน
สารหรือของเสีย ซึ่งเมื่อทำปฏิกิริยาทางเคมี จะเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงเมื่อสัมผัสกับเนื้อเยื่อที่มีชีวิต หรือเมื่อเกิดรั่วไหลจะทำความเสียหาย หรือทำลายหรือทำอันตรายอื่นๆ กับวัตถุ สินค้า หรือยานพาหนะที่ใช้ขนส่ง และอาจทำให้เกิดอันตรายอื่นๆ
9 H10 ให้ก๊าซพิษเมื่อสัมผัสกับอากาศหรือน้ำ
สารหรือของเสีย ซึ่งเมื่อทำปฏิกิริยากับอากาศหรือน้ำจะให้ก๊าซพิษในปริมาณที่เป็นอันตราย
9 H11 เป็นพิษ (อย่างช้าหรือเรื้อรัง)
สารหรือของเสียซึ่งเมื่อหายใจหรือกลืนกินหรือซึ่งผ่านผิวหนังแล้ว ทำให้มีผลทำให้เกิดความเจ็บป่วยอย่างช้าๆ หรือเรื้อรัง รวมทั้ง การก่อให้เกิดมะเร็ง
9 H12 เป็นพิษต่อระบบนิเวศน์
สารหรือของเสียซึ่งเมื่อมีการปล่อยออกมาจะก่อให้เกิดหรืออาจจะก่อให้เกิดผลกระทบเสียหายร้ายแรงอย่างช้า ๆ ต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีการสะสมในสิ่งมีชีวิตและ/หรือมีความเป็นพิษต่อระบบร่างกายสิ่งมีชีวิต
9 H13 สามารถทำให้เกิดของเสียโดยวิธีใดๆ ก็ตาม ซึ่งลักษณะตามที่ระบุข้างต้น ภายหลังการกำจัดสารดังกล่าว

การทดสอบ

อันตรายของของเสียชนิดต่าง ๆ ยังมิได้จัดทำเป็นเอกสารไว้โดยสมบูรณ์ การทดสอบเพื่อกำหนดความเป็นอันตรายในเชิงปริมาณยังไม่ดำเนินการ การศึกษาวิจัยเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการจัดทำแนวทางในการกำหนดความเป็นอันตรายต่อมนุษย์ และ/หรือสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากของเสียเหล่านี้ การทดสอบด้วยวิธีการตามมาตรฐานอยู่ในระหว่างการจัดทำโดยใช้สารหรือวัสดุที่บริสุทธิ์ หลายประเทศได้พัฒนาวิธีการทดสอบซึ่งสามารถนำไปใช้กับวัสดุชนิดต่าง ๆ ตามที่ระบุในภาคผนวก 1 ทั้งนี้ เพื่อจะพิจารณากำหนดว่าวัสดุเหล่านั้นมีลักษณะตามที่ระบุในภาคผนวกนี้หรือไม

ภาคผนวก4 การดำเนินการกำจัด

1.การดำเนินการซึ่งไม่นำไปสู่ความเป็นไปได้ในการนำกลับมาใช้ประโยชน์ การหมุนเวียน การฟื้นฟูสภาพ การนำมาใช้ใหม่โดยตรง หรือการดำเนินการอื่น ๆ

ก. การดำเนินการกำจัดทั้งหมดซึ่งเป็นไปได้ทางปฏิบัติ

D 1 การทิ้งลงสู่หรือบนพื้นดิน (เช่น การฝังกลบ)
D 2 การบำบัดบนพื้นดิน(เช่น การย่อยสลายทางชีวภาพของของเหลวหรือกากตะกอนซึ่งอยู่ในของแข็ง เป็นต้น)
D 3 การพ่นฉีดลงสู่ที่ลึก (เช่น การพ่นฉีดโดยการปั๊มลงสู่บ่อน้ำ บ่อเกลือ ที่เกิดตามธรรมชาติเป็นต้น)
D 4 การเก็บกักไว้บนพื้นผิว (เช่นการเก็บกักของเหลวหรือกากตะกอนในหลมุ บ่อหรือทะเลสาบเป็นต้น)
D 5 การฝังกลบด้วยวิธีพิเศษทางวิศวกรรม (เช่น การเก็บกักในช่องว่างที่แยกจากกัน ซึ่งปิดเป็นส่วนๆ แยกจากกัน และแยกจากสิ่งแวดล้อม)
D 6 การปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ ยกเว้นทะเล/มหาสมุทร
D 7 การปล่อยลงสู่ทะเล/มหาสมุทร รวมทั้ง การทิ้งลงสู่ก้นทะเล
D 8 การบำบัดทางชีวภาพซึ่งมิได้กำหนดไว้ที่ใดในภาคผนวกนี้ ซึ่งเป็นผลให้เกิดสารประกอบสุดท้าย หรือของผสมที่จะต้องถูกกำจัดด้วยวิธีดำเนินการใดตามที่กำหนดในภาค ก นี้
D 9 การบำบัดทางฟิสิกส์-เคมีซึ่งมิได้กำหนดไว้ที่ใดในภาคผนวกนี้ ซึ่งเป็นผลให้เกิดสารประกอบสุดท้าย หรือของผสมที่จะต้องถูกกำจัดด้วยวิธีดำเนินการตามที่กำหนดในข้อ ก (ได้แก่ การระเหย การทำให้แห้ง การผสมด้วยปูน การทำให้เป็นกลาง การตกตะกอนและอื่น ๆ)
D10 การเผาบนบก
D 11 การเผาในทะเล
D12 การเก็บกักอย่างถาวร (เช่น การบรรจุในภาชนะเพื่อเก็บในเหมืองแร่ เป็นต้น)
D 13 การผสมหรือการผสมก่อนที่จะดำเนินการกำจัดตามที่กำหนดในข้อ ก
D14 การบรรจุหีบห่อเพื่อการขนส่งก่อนพิจารณาขนส่งไปดำเนินการกำจัดตามที่กำหนดในข้อ ก
D 15 การเก็บกักระหว่างรอการดำเนินการกำจัดตามที่กำหนดในข้อ ก

2. การดำเนินการที่อาจจะนำไปสู่การนำกลับมาใช้ประโยชน์ การหมุนเวียน การฟื้นฟูสภาพ การนำมาใช้ใหม่โดยตรง หรือการดำเนินการอื่น ๆ

ข. การดำเนินการทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับวัสดุซึ่งได้ถูกกำหนดหรือพิจารณาเป็นของเสีย อันตรายตามกฏหมาย และวัสดุอื่นซึ่งถูกกำหนดให้ดำเนินการตามที่ระบุในข้อ ก

R 1 การใช้เป็นเชื้อเพลิง (นอกเหนือขจากการเผาในเตาเผาโดยตรง) หรือวิธีการอื่นที่ให้พลังงาน
R 2 การนำตัวทำละลายมาใช้ประโยชน์/การฟื้นฟูสภาพของตัวทำละลาย
R 3 การนำกลับมาใช้ประโยชน์/การฟื้นฟูสภาพสารอินทรีย์ที่ไม่ใช้เป็นตัวทำละลาย
R 4 การนำกลับมาใช้ประโยชน์/การฟื้นฟูสภาพของโลหะหรือสารประกอบโลหะ
R 5 การนำกลับมาใช้ประโยชน์/การฟื้นฟูสภาพของสารอนินทรีย์อื่น ๆ
R 6 การเปลี่ยนสภาพกรดหรือด่างให้ใช้ได้อีก
R 7 การนำกลับมาใช้ประโยชน์ของสารที่ใช้ในการควบคุมมลพิษ
R 8 การนำกลับมาใช้ประโยชน์ของสารประเภทตัวเร่งปฏิกิริยา
R 9 การใช้น้ำมันที่ใช้แล้วกลับมากลั่นหรือการใช้ซึ่งน้ำมันที่ผ่านการใช้งาน
R 10 การบำบัดบนพื้นดินซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงการเกษตรกรรมหรือการพัฒนาระบบนิเวศน์
R 11 การใช้สารตกค้างที่ได้จากการดำเนินการตามข้อ R1 - R10
R12 การแลกเปลี่ยนของเสียเพื่อการดำเนินการตามข้อ R1 - R11
R13 การเก็บสะสมสารเพื่อการดำเนินการตามภาค ข

ภาคผนวก 5 ก ข้อมูลที่กำหนดให้ระบุไว้ในใบแจ้ง

1. เหตุผลในการส่งออกของเสีย
2. ผู้ส่งออกของเสีย 1/
3. ผู้ก่อกำเนิดของเสียและสถานที่ที่เป็นแหล่งกำเนิดของเสีย 1/
4. ผู้กำจัดของเสียและสถานที่กำจัดที่แท้จริง 1/
5. ผู้ดำเนินการขนส่งของเสียหรือตัวแทนขนส่งที่กำหนด( หากทราบ) 1/
6. ประเทศที่ส่งออกของเสีย หน่วยงานผู้มีอำนาจ 2/
7. ประเทศที่คาดว่าของเสียจะถูกนำผ่าน หน่วยงานผู้มีอำนาจ 2/
8. ประเทศผู้นำเข้าของเสีย หน่วยงานผู้มีอำนาจ 2/
9. การแจ้งโดยทั่วไปหรือการแจ้งเฉพาะเจาะจง
10. วันที่กำหนดให้มีการขนส่งและระยะเวลาซึ่งของเสียจะถูกส่ง ออกของเสียและกำหนดขนส่งที่เสนอ(รวมทั้งจุดนำเข้าและส่งออก) 3/
11.วิธีการขนส่งที่กำหนด (ขนส่งทางถนน ทางรถไฟ ทางทะเล ทางอากาศ ทางน้ำภายในประเทศ)
12. ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการประกันภัย 4/
13.การระบุและแสดงรายละเอียดทางกายภาพของของเสีย รวมทั้งตัวเลข Y และ ประเภท UN และองค์ประกอบของของเสีย 5/ และข้อมูลเกี่ยวกับข้อกำหนดพิเศษใดๆ สำหรับการขนส่ง รวมทั้งข้อกำหนดการฉุกเฉินเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
14.ชนิดของการบรรจุหีบห่อที่กำหนดไว้ (เช่น บรรจุดป็นก้อนกองขนาดใหญ่ บรรจุในถัง บรรจุในเรือ)
15. ปริมาณน้ำหนัก/ปริมาตร โดยประมาณ
16. กระบวนการที่ก่อให้เกิดเสียถูกผลิตขึ้น
17. สำหรับของเสียตามรายการในภาคผนวก 1 การจัดประเภทตามภาคผนวก 3 ลักษณะความเป็นอันตรายรหัส H และรหัส UN
18. วิธีการกำจัดตามที่ระบุไว้ในภาคผนวก 4
19. คำรับรองของผู้ก่อกำเนิดของเสียและผู้ส่งออกว่าข้อมูลนั้นถูกต้อง
20. ข้อมูลจากผู้กำจัดของเสีย (รวมทั้งรายละเอียดทางวิชาการของโรงงานและสถานที่จัดการ) ที่จะส่งไปยังผู้ส่งออกหรือก่อกำเนิด ซึ่งต้องอ้างหลักฐานประกอบการประเมินว่าไม่มีเหตุที่จะเชื่อได้ว่าของเสียจะไม่ได้รับการจัดการด้วยวิธีการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของประเทศผู้นำเข้า
21. ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสัญญาระหว่างผู้ส่งออกและผู้กำจัด

หมายเหตุ

1/ ชื่อเต็มของผู้ส่งออก ผู้ก่อกำเนิด ปฃผู้กำจัด และผู้ขนส่ง และที่อยู่หมายเลขโทรศัพท์หมายเลขโทรพิมพ์หรือโทรสารและชื่อที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์หมายเลขโทรพิมพ์หรือโทรสารของบุคคลซึ่งจะติดต่อได้
2/ ชื่อเต็มหน่วยงานผู้มีอำนาจ ประเทศผู้ส่งออก ประเทศผู้ถูกนำผ่านแดน และประเทศผู้นำเข้า และที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ หมายเลขโทรพิมพ์หรือโทรสาร
3/ ในกรณีการแจ้งโดยทั่วไปซึ่งครอบคลุมการขนส่งหลายเที่ยว ต้องระบุวันเวลาที่คาดว่าจะมีการขนส่งแต่ละเที่ยว หรือหากไม่ทราบจะต้องระบุความถี่ของการขนส่งที่คาดการณ์ไว้
4/ ต้องให้ข้อมูล เรื่องข้อกำหนดของการประกันภัยที่เกี่ยวข้องและข้อปฏิบัติที่ผู้ส่งออกและทำอย่างไร ผู้ขนส่งและ ผู้กำจัด ที่ต้องดำเนินการตามข้อกำหนด
5/ ลักษณะและความเข้มข้นขององค์ประกอบของเสียที่เป็นเป็นอันตราย มากที่สุด ในแง่ของความเป็นพิษและความเป็นอันตรายอื่นๆ ซึ่งอาจเกิดขึ้นในระหว่างการดำเนินการและการกำจัดตามวิธีที่เสนอไว้
6/ ในกรณีของการแจ้งโดยทั่วไป ซึ่งครอบคลุมการขนส่งหลายเที่ยว จะต้องระบุปริมาณรวมทั้งหมดที่คาดการณ์ว่าจะส่ง และทั้งปริมาณที่คาดการณ์ในการขนส่งแต่ละเที่ยว
7/ ในกรณีที่จำเป็นจะต้องประเมินความเป็นอันตรายและพิจารณาความเหมาะสมของวิธีกำจัดตามที่เสนอมา

ภาคผนวก 5 ข
ข้อมูลที่กำหนดให้ระบุในใบกำกับการเคลื่อนย้าย

1.ผู้ส่งออกของเสีย 1/
2.ผู้ก่อกำเนิดของเสียและสถานที่ที่เป็นแหล่งกำเนิด 1/
3.ผู้กำจัดของเสียและสถานที่กำจัด
4.ผู้ขนส่งของเสียหรือตัวแทน
5. การแจ้งทั่วไปหรือการแจ้งเฉพาะเจาะจง
6.วันที่เริ่มการเคลื่อนย้ายข้ามแดน และวันที่ต่างๆและการลงชื่อกำกับในใบรับโดยแต่ละบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องกับของเสีย
7.วิธีการขนส่ง(โดยทางถนน ทางรถไฟ ทางน้ำภายในประเทศทาง ทะเล ทางอากาศ)รวมทั้งประเทศผู้ส่งออก ประเทศผู้นำผ่านแดน และ ประเทศผู้นำเข้า รวมทั้งจุดนำเข้าและส่งออกตามที่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้า
8. รายละเอียดโดยทั่วไปของของเสีย(ลักษณะทางกายภาพ ชื่อประเภทการขนส่งตาม UN ที่เหมาะสม ตัวเลขกำกับการขนส่ง และรหัสUN รหัส Y และรหัส H ที่ใช้กันอยู่)
9.ข้อมูลที่เกี่ยวกับการขนส่งพิเศษรวมทั้งข้อกำหนดกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินจากอุบัติเหตุ 10.ชนิดและจำนวนของหีบห่อ
11.ปริมาณน้ำหนัก/ปริมาตร
12.คำรับรองโดยผู้ก่อกำเนิดหรือผู้ส่งออกรว่าข้อมูลดังกล่าวถูกต้อง
13. คำรับรองโดยผู้ก่อกำเนิดหรือผู้ส่งออกระบุไว้ว่า ไม่มีการคัดค้านจากหน่วยงานผู้มีอำนาจของประเทศภาคีทั้งปวงที่เกี่ยวข้อง
14.การรับรองโดยผู้กำจัด ว่าได้รับของเสียที่สถานที่กำจัด แล้ว และการระบุวิธีการกำจัดและวันเวลาที่คาดว่ากำจัด

หมายเหตุ

ข้อมูลที่กำหนดไว้ในใบกำกับการเคลื่อนย้าย หากเป็นไปได้ควรจะทำให้อยู่ในเอกสารแผ่นเดียว กับที่กำหนดไว้ภายใต้ระเบียบการขนส่ง กรณีที่เป็นไปไม่ได้ ควรจัดทำข้อมูลให้คบถ้วนสมบูรณ์ มากกว่าจะไปซ้ำซ้อน กับที่กำหนดไว้ภายใต้ระเบียบการขนส่ง ใบกำกับการเคลื่อนย้ายนี้จะเป็นเอกสารที่จัดส่งไปยังผู้ที่กำหนดเป็นผู้ให้ข้อมูลและกรอกรายการ

1/ ชื่อเต็มของผู้ส่งออก ผู้ก่อกำเนิด ปฃผู้กำจัด และผู้ขนส่ง และที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ โทรพิมพ์หรือโทรสาร และชื่อที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ โทรพิมพ์หรือ
โทรสาร ของบุคคลที่จะติดต่อในกรณีฉุกเฉิน

ภาคผนวก 6 การอนุญาโตตุลาการ

ข้อ 1 เว้นแต่จะมีการตกลงตามข้อ 20 แห่งอนุสัญญานี้ กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นให้ดำเนินการขั้นตอนการตัดสินโดยอนุญาโตตุลาการเป็นไปตามข้อ 2 ถึง 10 ข้างท้ายนี้

ข้อ 2 ภาคีผู้อ้างสิทธิต้องแจ้งสำนักเลขาธิการว่าภาคีได้ตกลงที่จะเสนอข้อพิพาทสู่การตัดสินโดยอนุญาโตตุลาการ ตามวรรค 2 หรือ วรรค 3 ของข้อ 20 และรวมทั้งข้ออื่นของอนุสัญญาที่ระบุการตีความหรือการประยุกต์บังคับใช้เมื่อเกิดกรณีพิพาท สำนักเลขาธิการต้องแจ้งข้อมูลซึ่งได้รับไปยังภาคีทั้งปวงของอนุสัญญา

ข้อ 3 ให้คณะอนุญาโตตุลาการ ประกอบด้วยสมาชิก 3 คน ภาคีแต่ละฝ่ายที่มีกรณีพิพาทต้องแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการ และอนุญาโตตุลาการ 2 คนที่ได้รับแต่งตั้งต้องทำความตกลงร่วมกันในการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการคนที่ 3 ขึ้นเป็นประธาน ประธานต้องไม่เป็นคนของชาตภาคีใดภาคีหนึ่ง ที่มีกรณีพิพาทหรือมีถิ่นที่อยู่ในดินแดนภาคีใดภาคีหนึ่ง ที่มีกรณีพิพาทและไม่ได้รับการจ้างงานโดยภาคีใดภาคีหนึ่ง และไม่เกี่ยวข้องในกรณีฐานะอื่น

ข้อ 4
1. หากประธานของอนุญาโตตุลาการไม่ได้รับการแต่งตั้งภายใน2 เดือนนับแต่มีการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการคนที่สอง เลขาธิการสหประชาชาติโดยได้รับการร้องขอจากภาคีใดภาคีหนึ่งต้องแต่งตั้งบุคคลดังกล่าวภายในเวลา 2 เดือน
2.หากภาคีใดภาคีหนึ่งของที่มีกรณีพิพาทไม่แต่งตั้งอนุญาโตตุลการภายใน2 เดือนภายหลังการได้รับการร้องขอ ภาคีคู่กรณีอาจอีกฝ่ายจะแจ้งไปยังเลขาธิการสหประชาชาติซึ่งจะแต่งตั้งประธานของอนุญาโตตุลาการภายใน2 เดือน เมื่อมีการแต่งตั้ง ประธานคณะอนุญาโตตุลาการอาจต้องร้องขอภาคีที่มิได้แต่งตั้งอนุญาโตตุลาการให้ดำเนินการภายใน 2 เดือน ภายหลัง จากระยะเวลาดังกล่าว ประธานต้องแจ้งเลขาธิการสหประชาชาติให้ดำเนินการแต่งตั้งภายใน 2 เดือน

ข้อ 5
1. คณะอนุญาโตตุลาการต้องตัดสินโดยตามกฎหมายระหว่างประเทศ และบทบัญญัติแห่งอนุสัญญานี้

2.คณะอนุญาโตตุลาการใดที่จัดตั้งขึ้นภายใต้ภาคผนวกแห่งอนุสัญญานี้ต้องร่างระเบียบข้อบังคับของตนเอง

ข้อ 6
1.คำตัดสินของคณะอนุญาโตตุลาการทั้งขั้นตอนและเนื้อหาต้องได้รับการสนับสนุนจากเสียงส่วนใหญ่ของสมาชิก
2.คณะอนุญาโตตุลาการอาจใช้มาตรการที่เหมาะสมทั้งปวงเพื่อหาข้อเท็จจริง โดยการร้องขอของภาคีหนึ่งคณะอนุญาโตตุลาการอาจเสนอแนะมาตรการคุ้มครองชั่วคราวที่จำเป็นเบื้องต้นเพื่อการป้องกันอารักขา
3.ภาคีคู่กรณีพิพาทจะต้องจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นสำหรับการดำเนินการประชุมพิจารณาคดีอย่างมีประสิทธิภาพ 4. การไม่ปรากฏตัวหรือขาดนัดของภาคีที่มีกรณีพิพาทไม่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการกระบวนการพิจารณา

ข้อ 7 คณะอนุญาโตตุลาการอาจจะรับฟังและพิจารณาการโต้แย้งอ้างสิทธิที่เกิดขึ้นโดยตรงจากประเด็นข้อพิพาท

ข้อ 8 หากคณะอนุญาโตตุลาการมิได้มีการพิจารณาเป็นอย่างอื่นเนื่องจากเหตุผลแวดล้อมแห่งคดี ค่าใช้จ่ายของคณะอนุญาโตตุลาการ รวมทั้งค่าตอบแทนของสมาชิกแห่งคณะอนุญาโตตุลาการจะอยู่ในความรับผิดชอบของภาคีคู่กรณีที่มีกรณีพิพาทในจำนวนเท่ากัน คณะอนุญาโตตุลาการจะเก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายทั้งหมดไว้และจัดส่งหลักฐานครั้งสุดท้ายให้ภาคี

ข้อ 9 ภาคีใด ที่มีส่วนได้เสียในแง่กฎหมายเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาท ซึ่งอาจถูกกระทบจากคำตัดสินในคดีอาจจะเข้าร่วมในกระบวนการพิจารณาคดีโดยการยินยอมของคณะอนุญาโตตุลาการ

ข้อ 10
1.คณะอนุญาโตตุลาการต้องชี้ขาดภายในเวลา5 เดือนนับแต่วันที่ได้มีการจัดตั้งคณะอนุญาโตตุลาการ พบว่า มีความจำเป็นต้องขยายเวลา ซึ่งไม่ควรเกิน5 เดือน
2.คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการต้องประกอบด้วยเหตุผลประกอบคำชี้ขาดให้ถือเป็นที่สุดและผูกพันภาคีในกรณีพิพาท
3.ข้อพิพาทใด ซึ่งอาจเกิดขึ้นระหว่างภาคีที่เกี่ยวกับการตีความหรือบังคับคำชี้ขาดไปยังคณะอนุญาโตตุลาการ ซึ่งเป็นผู้ทำคำชี้ขาดนั้น หากกรณีหลังนี้ไม่สามารถกระทำได้ ให้จัดส่งไปยังคณะอนุญาโตตุลาการ อื่นซึ่งตั้งขึ้นสำหรับวัตถุประสงค์ในเรื่องเดียวกันกับข้างต้น

ภาคผนวก 7

ภาคีและรัฐอื่นซึ่งเป็นสมาชิกขององค์การพัฒนาความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ (The Organization of Economic Coorperation Development, OECD) ประชาคมยุโรป (The European Community, EC) ไลช์เทนสไตน์ (Liechtenstein)

บัญชีรายชื่อ A

ของเสียที่มีในภาคผนวกนี้มีลักษณะเป็นอันตรายภายใต้ข้อ1 ย่อหน้า 1 (ก) ของอนุสัญญานี้และการระบุของเสียในภาคผนวกนี้ไมห้ามการใช้งานภาคผนวก 3 เพื่อพิสูจน์ว่าของเสียนั้นไม่เป็นอันตราย

A1 ของเสียประเภทโลหะและที่มีโลหะเป็นองค์ประกอบ

A1010 ของเสียประเภทโลหะ และของเสียที่ประกอบด้วยโลหะผสม ดังต่อไปนี้
  • พลวง
  • สารหนู
  • เบริลเลียม
  • แคดเมียม
  • ตะกั่ว
  • ปรอท
  • ซิลิเนียม
  • เทลลูเรียม
  • แทลเลียม

  • ยกเว้นของเสียนั้นได้รับการระบุเป็นพิเศษในบัญชีรายชื่อ B

    A1020 ของเสียที่มีองค์ประกอบหรือสารปนเปื้อน ดังต่อไปน(ไม่รวมของเสียในรูปก้อนโลหะ)
  • พลวงและสารประกอบพลวง
  • เบริลเลียมและสารประกอบเบริลเลียม
  • แคดเมียมและสารประกอบแคดเมียม
  • ตะกั่วและสารประกอบตะกั่ว
  • ซิลิเนียมและสารประกอบซิลิเนียม
  • เทลลูเรียมและสารประกอบเทลลูเรียม
  • A1030 ของเสียที่มีองค์ประกอบและสารปนเปื้อน ดังต่อไปนี้
  • สารหนูและสารประกอบสารหนู
  • ปรอทและสารประกอบปรอท
  • แทลเลียมและสารประกอบแทลเลียม
  • A1040 ของเสียที่มีองค์ประกอบ ดังต่อไปนี้
  • โลหะคาร์บอนิล
  • สารประกอบโครเมียมเฮกซาวาเลนท์
  • A1050 กากตะกอนจากการชุบโลหะ
    A1060 ของเสียที่เป็นของเหลวที่เกิดจากการทำความสะอาดโลหะด้วยกรด
    A1070 กากจากกระบวนการผลิตสังกะสี ฝุ่น และกากตะกอน เช่น จาโรไซท์ เฮมาไทท์ฯลฯ
    A1080 ของเสียประเภทกากสังกะสี ไม่รวมที่ระบุในบัญชีรายชื่อ B ที่มีสารตะกั่วและแคดเมียมในความเข้มข้นมากเพียงพอที่แสดงลักษณะตามภาคผนวก 3
    A1090 เถ้าจากการเผาสายฉนวนหุ้มเส้นลวดทองแดง
    A1100 ฝุ่นและกากจากระบบกรองก๊าซในโรงถลุงทองแดง
    A1110 สารละลายนำไฟฟ้าที่ใช้แล้ว จากกระบวนการแยกทองแดงให้บริสุทธิ์ด้วยไฟฟ้า
    A1120 กากตะกอน ยกเว้น สารที่ทำหน้าที่เป็นขั้วไฟฟ้าบวก (anode slimes) จากกระบวนการแยกทองแดงให้บริสุทธิ์ด้วยไฟฟ้า
    A1130 สารละลายใช้ขึนรูปแม่พิมพ์ที่ใช้แล้วที่มีองค์ประกอบของทองแดงที่ละลายได้
    A1140 ของเสียสารเร่งปฏิกิริยาประเภททองแดงไซยาไนด์ และคิวปริคคลอไรด์
    A1150 เถ้าโลหะมีค่าจากการเผาแผงวงจรอิเลคทรอนิก1 ไม่รวมที่ระบุในบัญชีรายชื่อ B1
    A1160 แบตเตอรี่ชนิด ตะกั๋ว-กรด ทั้งที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์และแยกส่วน
    A1170 ของเสียประเภทแบตเตอรี่ที่ยังไม่ได้แยกประเภท ยกเว้นของผสมของแบตเตอรี่เฉพาะในบัญชีรายชื่อ B ของเสียประเภทแบตเตอรี่ที่ไม่ระบุในบัญชีรายชื่อ B ที่มีองค์ประกอบของสารในภาคผนวก 1 จนถึงขอบเขตที่เป็นอันตราย
    A1180 ของเสียประเภทเศษหรือชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเลคทรอนิก2ที่มีส่วนประกอบ ซึ่งได้แก่ ตัวเก็บประจุไฟฟ้าและแบตเตอรี่อื่น ๆ ที่รวมในบัญชีรายชื่อ A สวิทช์ที่มีปรอทเป็นองค์ประกอบแก้วจากหลอด Cathode-ray และ Activated glass อื่น ๆ ตัวเก็บประจุไฟฟ้าที่มีสารพีซีบีหรือที่ปนเปื้อนด้วยองค์ประกอบในภาคผนวก 1 (เช่น แคดเมียมปรอท ตะกั่ว โพลีคลอริเนทเตดไบฟีนิล) จนถึงขอบเขตที่ทำให้ของเสียนั้นมีลักษณะใดๆ ตามภาคผนวก 3 (สัมพันธ์กับรายการ B1110 ในบัญชีรายชื่อ B)3
    A1190 ขอเสีบสายเคเบิลโลหะที่เคลือบด้วยพลาสติก ซึ่งมีหรือปนเปื้อนด้วนน้ำมัน ดินจากถานหิน (coal tar) สารโพลีคลอรีเน็ทเต็ดไบฟีนอล ที่ระดับความเข้มข้นไม่น้อยกว่า 50 มิลลิกรัมต่อกิโลหรัม ตะกั่ว แคดเมียม และสารประกอบฮาโลเจนอินทรีย์ (Organohalogen Compounds) อื่น หรือองค์ประกอบ ในภาคผนวก 1 จนถึงขอบเขตที่ทำให้ของเสียนั้นมีลักษณะใดๆ ตามภาคผนวก 3

    หมายเหตุ
    1 รายการที่ระบุในบัญชีรายชื่อ B (B1060) ไม่มีการยกเว้นพิเศษ
    2 รายการนี้ไม่รวมเศษชิ้นส่วนจากเครื่องกำเนิดพลังงงานไฟฟ้า
    3 สารพีซีบีที่ระดับความเข้มข้นไม่น้อยกว่า 50 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

    A2 ของเสียที่มีสารอนินทรียเป็นองค์ประกอบหลัก ซึ่งอาจมีโลหะและสารอินทรีย์

    A2010 หลอดแก้ว Cathode-ray และ Activated glass อื่น ๆ
    A2020 ของเสียประเภทสารประกอบฟลูออรีนอนินทรีย์ ในรูปของเหลวหรือกากตะกอน แต่ยกเว้นของเสียเช่นว่าที่ระบุในบัญชีรายชื่อ B
    A2030 ของเสียประเภทสารเร่งปฏิกิริยา (Catalysts) แต่ยกเว้นของเสียเช่นว่าที่ระบุในบัญชีรายชื่อ B
    A2040 ของเสียยิปซั่มที่เกิดจากกระบวนการทางอุตสาหกรรมเคมี ซึ่งมีองค์ประกอบในภาคผนวก 1 จนถึงขอบเขตที่แสดงลักษณะอันตรายตามภาคผนวก 3 (สัมพันธ์กับรายการรายการ B2080 ในบัญชีรายชื่อ B)
    A2050 ของเสียแอสเบสตอส (ฝุ่นและเส้นใย)
    A2060 เถ้าลอยจากโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าจากถ่านหินที่มีสารในภาคผนวก 1 ในความเข้มข้นมากเพียงพอที่แสดงลักษณะตามภาคผนวก 3 (สัมพันธ์กับรายการรายการ B2050 ในบัญชีรายชื่อ B)

    A3 ของเสียที่มีสารอินทรีย์เป็นองค์ประกอบหลัก ซึ่งอาจมีโลหะและสารอนินทรีย์

    A3010 ของเสียจากการผลิตและกระบวนการผลิต Petroleum coke และ/หรือ Bitumen
    A3020 ของเสียประเภทน้ำมันแร่ที่มีสภาพไม่เหมาะสำหรับการใช้งานตามวัตถุประสงค์เดิม
    A3030 ของเสียซึ่งมีหรือปนเปื้อนด้วยตะกอนสารประกอบที่ใช้ป้องกันเครื่องยนต์ดับ ที่มีตะกั่วเป็นองค์ประกอบ B
    A3040 ของเสียประเภทของเหลวที่ใช้ตัวถ่ายเทความร้อน
    A3050 ของเสียจากการผลิต การผสม และการใช้เรซิน ลาเท็กซ์ พลาสติไซเซอร์ กาว/ผลิตภัณฑ์ประเภทกาว ยกเว้นของเสียเช่นว่าที่ระบุในบัญชีรายชื่อ B (สัมพันธ์กับรายการ B4020ในบัญชีรายชื่อ B)
    A3060 ของเสียประเภทไนโตรเซลลูโลส
    A3070 ของเสียประเภทฟีนอล สารประกอบฟีนอล รวมทั้งคลอโรฟีนอล ทั้งในรูปของเหลวหรือกากตะกอน
    A3080 ของเสียประเภทอีเทอร์ ไม่รามที่ระบุในบัญชีรายชื่อ B
    A3090 ของเสียที่เกิดจากฝุ่นหนัง เถ้า กากตะกอน และแป้ง ที่มีสารประกอบโครเมียมเฮกซาวาเลนท์ หรือสารที่ทำลายสิ่งมีชีวิต(สัมพันธ์กับรายการ B3100 ในบัญชีรายชื่อ B)
    A3100 ของเสียประเภทเศษหนังหรือส่วนประกอบของหนังที่ไม่เหมาะสำหรับการผลิตหนังที่มีสารประกอบโครเมียมเฮกซาวาเลนท์ หรือสารที่ทำลายสิ่งมีชีวิต ที่สอดคล้องตามบัญชีรายชื่อB
    A3110 ของเสียจากการผลิตหนังแกะ ที่มีสารประกอบโครเมียมเฮกซาวาเลนท์ หรือสารที่ทำลายสิ่งมีชีวิต หรือสารติดเชื้อ
    A3120 ปุยขนาดเล็กที่มีการตัด หั่น ซอย
    A3130 ของเสียประเภทสารประกอบฟอสฟอรัสอินทรีย์
    A3140 ของเสียประเภทตัวทำละลายอินทรีย์ที่ไม่มีธาตุฮาโลเจนเป็นองค์ประกอบ แต่ยกเว้นของเสียเช่นว่าที่ระบุในบัญชีรายชื่อ B
    A3150 ของเสียประเภทตัวทำละลายอินทรีย์ที่มีธาตุฮาโลเจนเป็นองค์ประกอบ
    A3160 ของเสียปกากของเสียจากการกลั่นของเหลวที่ไม่ละลายน้ำทั้งที่มีฮาโลเจนและที่ไม่มีฮาโลเจนเป็นองค์ประกอบ ในกระบวนการนำตัวทำละลายอินทรีย์กลับมาใช้ใหม่
    A3170 ของเสียจากการผลิต Aliphatic halogenated hydrocarbon ได้แก่ คลอโรมีเทน ไดคลอโรอีเทน ไวนิลคลอไรด์ ไวนิลอิดีนคลอไรด์ อัลลิลคลอไรด์ และอีพิคลอไฮดริน
    A3180 ของเสียและชิ้นส่วนที่ประกอบหรือปนเปื้อนด้วยโพลีคลอริเนทเต็ดไบฟีนิล โพลีคลอริเนทเต็ดเตอร์ฟีนิล โพลีคลอริเนทเต็ดแนฟธาลีน หรือโพลีโบรมิเนทเต็ดไบฟีนิล หรือโพลีโบรมิเนทเต็ดอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกันที่ระดับความเข้มข้นไม่น้อยกว่า 50 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม4
    A3190 กากน้ำมันดิน (ยกเว้น Asphalt cements) ที่เกิดจากโรงกลั่นน้ำมัน และกระบวนการกลั่นหรือการบำบัดอินทรียวัตถุด้วยวิธีไพโรไลติก

    หมายเหตุ
    4 ระดับ 50 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมนี้ ได้รับการพิจารณาว่าเป็นระดับที่เหมาสมสำหรับ ของเสียทุกประเภทในระดับนานาชาติ หลายประเทศได้มมีการกำหนดระดับบังคับตามกฏหมายสำหรับ ของเสียพิเศษบางชนิดในระดับที่ต่ำกว่า (เช่น 20 มิลลิกรมต่อกิโลกรัม)

    A4 ของเสียที่มีองค์ประกอบอนินทรีย์และอินทรีย์

    A4010 ของเสียจากการผลิต การเตรียม และการใช้ผลิตภัณฑ์เภสัชกรรม แต่ยกเว้นของเสียเช่นว่าที่ระบุในบัญชีรายชื่อ B
    A4020 ของเสียจากการรักษาพยาบาล หรือโครงการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทางการแพทย์ พยาบาล ทันตกรรม การรักษาสัตว์ หรือที่เกิดจากโรงพยาบาล หรือสถานพยาบาลอื่น ๆ
    A4030 ของเสียจากการผลิต การผสม และการใช้สารทำลายสิ่งมีชีวิต และ Phytopharmaceuticals รวมถึงของเสียประเภทสารป้องกันศัตรูพืชและยาปราบวัชพืช ซึ่งไม่ได้คุณภาพตามกำหนด หรือหมดอายุ5 หรือไม่เหมาะสำหรับการใช้งานตามวัตถุประสงค์เดิม
    AA4040 ของเสียจากการผลิต การผสม และการใช้สารเคมีรักษาเนื้อไม้6
    A4050 ของเสียที่ประกอบหรือปนเปื้อนด้วยสาร ดังต่อไปนี้
    ไซยาไนด์อนินทรีย์ ยกเว้น กากโลหะมีค่าที่เป็นของแข็งซึ่งมีสารไซยาไนด์อนินทรีย์ในปริมาณน้อย
    ไซยาไนด์อินทรีย์
    A4060 ของเสียผสมระหว่างน้ำมัน/น้ำ หรือ ไฮโดรคาร์บอน/น้ำ หรืออยู่ในรูปอิมัลชั่น
    A4070 ของเสียจากการผลิต การผสม และการใช้หมึก สีย้อม สารสี สี น้ำมันครั่ง และน้ำมันชักเงา ยกเว้น
    ของเสียเช่นว่าใด ๆ ที่ระบุในบัญชีรายชื่อ B
    A4080 ของเสียที่สามารถระเบิดได้ (แต่ยกเว้นของเสียเช่นว่าที่ระบุในบัญชีรายชื่อ B)
    A4090 ของเสียประเภทสารละลายกรด หรือด่าง นอกเหนือจากที่ระบุในบัญชีรายชื่อ B (สัมพันธ์กับรายการ B2120 ในบัญชีรายชื่อ B)
    A4100 ของเสียจากอุปกรณ์ควบคุมมลพิษสำหรับการบำบัดก๊าซเสียจากอุตสาหกรรม แต่ยกเว้นของเสียเช่นว่าที่ระบุในบัญชีรายชื่อ B
    A4110 ของเสียที่ประกอบหรือปนเปื้อนด้วยสาร ดังต่อไปนี้
  • Congenor ใด ๆ ของสารคลอริเนทเต็ด ไดเบนโซ-ฟิวแรน
  • Congenor ใด ๆ ของสารโพลีคลอริเนทเต็ด ไดเบนโซ-ไดออกซิน
  • A4120 ของเสียที่ประกอบหรือปนเปื้อนด้วยเปอร์ออกไซด์
    A4130 ของเสียประเภทบรรจุภัณฑ์ หรือภาชนะบรรจุที่มีสารในภาคผนวก 1 ในความเข้มข้นมากเพียงพอที่
    แสดงลักษณะอันตรายตามภาคผนวก 3
    A4140 ของเสียประเภทที่ประกอบหรือมีสารเคมีที่ไม่ได้คุณภาพตามที่กำหนดหรือหมดอายุ7 ซึ่งสอดคล้องกับรายการในภาคผนวก 1 และที่แสดงลักษณะอันตรายตามภาคผนวก 3
    A4150 ของเสียสารเคมีที่เกิดจากการศึกษาวิจัยและพัฒนา หรือกิจกรรมการสอน ซึ่งยังไม่ได้จำแนกชนิด และ/หรือเป็นสิ่งใหม่ และมีผลต่อสุขภาพอนามัย และหรือสิ่งแวดล้อมยังไม่เป็นที่ทราบกัน
    A4160 Activated carbon ที่ใช้แล้ว ที่ไม่รวมในบัญชีรายชื่อ B (สัมพันธ์กับรายการ B2060 ในบัญชีรายชื่อ B)

    หมายเหตุ
    5 หมดอายุ หมายถึง ไม่ได้ใช้ภายในเวลาที่แนะนำโดยผู้ผลิต
    6 รายการนี้ไม่รวมถึงไม้ที่ได้รับการรักษาด้วยสารเคมีรักษาเนื้อไม้
    7 หมดอายุ หมายถึง ไม่ได้ใช้ภายในเวลาที่แนะนำโดยผู้ผลิต

    ภาคผนวก 9 บัญชีรายชื่อ B

    ของเสียที่มีในภาคผนวกจะไม่เป็นของเสียที่ครอบคลุมโดยข้อ 1 ย่อหน้า 1 (a) ของอนุสัญญานี้ หากว่าของเสียนั้นไม่มีวัตถุในภาคผนวก 1 จนเป็นเหตุให้แสดงลักษณะตามภาคผนวก 3

    B1ของเสียประเภทโลหะและที่มีโลหะในองค์ประกอบ

    B1010 ของเสียโลหะและโลหะผสมในรูปโลหะที่ไม่ฟุ้งกระจาย
  • โลหะมีค่า (กลุ่มทอง เงิน แพลทตินั่ม แต่ไม่รวมปรอท)
  • เศษเหล็กและเหล็กกล้า
  • เศษทองแดง
  • เศษนิกเกิล
  • เศษอลูมิเนียม
  • เศษสังกะสี
  • เศษดีบุก
  • เศษทังสเตน
  • เศษโมลิบดินัม
  • เศษแทนทาลัม
  • เศษแมกนีเซียม
  • เศษโคบอล์ท
  • เศษบิสมัธ
  • เศษไทเทเนียม
  • เศษเซอร์โคเนียม
  • เศษแมงกานีส
  • เศษเจอมาเนียม
  • เศษเวเนเดียม
  • เศษฮาฟเนียม อินเดียมไนโอเบียม เรเนียม และแกลเลียม
  • เศษธอเรียม
  • เศษโลหะจำพวกี่หายาก
  • และเศษโครเมียม
  • B1020 เศษโลหะที่สะอาดไม่ปนเปื้อน รวมถึงโลหะผสมในรูปสำเร็จขนาดใหญ่ (แผ่น เพลท ลำ แท่ง ฯลฯ) ของ
  • เศษพลวง
  • เศษเบริลเลียม
  • เศษแคดเมียม
  • เศษตะกั่ว (แต่ยกเว้นแบตเตอรี่ชนิด ตะกั่ว-กรด)
  • เศษเซเลเนียม
  • เศษเทลลูเรียม
  • B1030 เศษโลหะหลอมยากซึ่งมีกากเจือปน
    B1031 ของเสียโลหะและโลหะผสม ในรูปโลหะที่ฟุ้งกระจายได้ (ผงโลหะ) ของโมลิบดินัม ทังสเตน ไทเทเนียม แทนทาลัม ไนโอเบียม และริเนียม ยกเว้นของเสีย เช่นว่า ที่ระบุในบัญชีรายชื่อ A ภายใต้รายการ A1050 กากตะกอนจากการชุบโลหะ
    B1040 เศษชิ้นส่วนจากเครื่องกำเนิดพลังงานไฟฟ้าที่ไม่ปนเปื้อนน้ำมันหล่อลื่น สารพีซีบี หรือพีซีที จนถึงขอบเขตที่ทำให้ของเสียนั้นเป็นอันตราย
    B1050 โลหะไม่มีเหล็กผสม เศษชิ้นส่วนหนัก ที่ไม่มีวัตถุในภาคผนวก 1 ในความเข้มข้นมากเพียงพอที่แสดงลักษณะตามภาคผนวก 38
    B1060 ของเสียประเภทเซเลเนียม และเทลลูเลียม ในรูปธาตุโลหะ รวมถึงที่เป็นผง
    B1070 ของเสียประเภททองแดงและโลหะผสมทองแดงในรูปฟุ้งกระจายได้ หากของเสียนั้นไม่มีองค์ประกอบในภาคผนวก 1 จนถึงขอบเขตที่ของเสียนั้นแสดงลักษณะตามภาคผนวก 3
    B1080 เถ้าและกากสังกะสี รวมถึงกากโลหะผสมสังกะสีในรูปที่ฟุ้งกระจาย หากของเสียนั้นไม่มีองค์ประกอบในภาคผนวก 1 ในความเข้มข้นจนทำให้แสดงลักษณะตามภาคผนวก 3 หรือแสดงลักษณะอันตราย H 4.39
    B1090 ของเสียประเภทแบตเตอรี่ที่เป็นไปตามกำหนด ยกเว้นที่ทำด้วย ตะกั่ว แคดเมียม หรือปรอท
    B1100 ของเสียที่มีองค์ประกอบของโลหะจากการหลอมโลหะ การถลุงโลหะ และการกลั่นโลหะ ดังต่อไปนี้
  • แท่งสังกะสีแข็ง
  • ขี้โลหะจากสังกะสี
  • - ขี้โลหะ (สังกะสีส่วนบนจากการชุบโลหะ) (> 90% Zn)
    - ขี้โลหะ (สังกะสีส่วนล่างจากการชุบโลหะ) (> 92% Zn)
    - ขี้โลหะจากการหล่อโดยวิธีฉีดสังกะสีร้อนเหลวเข้าไปในแม่พิมพ์ (> 85% Zn)
    - ขี้โลหะสังกะสีจากเครื่องชุบโลหะร้อน (batch) (> 92% Zn)
    - เศษสังกะสี

  • เศษอะลูมิเนียม ยกเว้นตะกรันเกลือ
  • ตระกรันจากกระบวนการเตรียมทองแดงเพื่อนำเข้าไปทำให้บริสุทธิ์ หรือกระบวนการต่อไปที่ไม่มีสารหนูตะกั่ว หรือแคดเมียมเจือปน จนถึงขอบเขตที่ทำให้ของเสียนั้นแสดงลักษณะอันตรายตามภาคผนวก 3
  • ของเสียของ fraction linings จากการถลุงทองแดง (Copper smelting) รวมถึง crucibles จากการหลอมทองแดง
  • ตระกรันจากกากระบวนการเตรียมโลหะมีค่าเพื่อนำไปทำให้บริสุทธิ์
  • ตระกรันดีบุกที่มีแทนทาลั่มในองค์ประกอบน้อยกว่าร้อยละ
  • 0.5 ของดีบุก

    B1110 ชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเลคทรอนิก ดังนี้
  • ชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิกส์ที่ประกอบด้วยโลหะหรือโลหะผสม
  • ของเสียประเภทเศษหรือชิ้นส่วนไฟฟ้าหรืออิเล็คทรอนิก10 (รวมถึงแผงวงจร) ทีไม่มีองค์ประกอบ ซึ่งได้แก่ หม้อเก็บประจุไฟฟ้าและแบตเตอรี่อื่น ๆ ที่รวมในบัญชีรายชื่อ A สวิทช์ที่มีปรอทเป็นองค์ประกอบ แก้วจากหลอด Cathode-ray และ activated glass อื่น ๆ หม้อเก็บประจุไฟฟ้าที่มีสารพีซีบี หรือที่ไม่ปนเปื้อนด้วยองค์ประกอบในภาคผนวก 1 (เช่น แคดเมียม ปรอท ตะกั่ว โพลีคลอริเนเตด
    ไบฟีนิล) หรือที่ซึ่งองค์ประกอบเหล่านั้นได้รับการกำจัดจนถึงขอบเขตที่ทำให้ของเสียนั้นไม่มีลักษณะใด ๆ ตามภาคผนวก 3 (สัมพันธ์กับรายการ A1180 ในบัญชีรายชื่อ A)
  • ชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็คทรอนิก (รวมถึงแผงวงจร สายไฟ และส่วนประกอบอิเล็คทรอนิก) ที่มีจุดประสงค์เพื่อนำมาใช้ซ้ำโดยตรง11 และไม่ใช่เพื่อการรีไซเคิลหรือกำจัดขั้นสุดท้าย 12
  • B1115 ของเสียสายเคเบิลที่เคลือบด้วยพลาสติก ซึ่งไม่รวมที่ระบุในบัญชีรายชื่อ A1190 ยกเว้น แต่ของเสียเหล่านั้นมีจุดมุ่งหมาย เพื่อดำเนินการตามภาคผนวก 4A หรือ การกำจัดอื่นๆ ที่ทุกขั้นตอนไม่มีการควบคุมอุณหภูมิ เช่น การเผาในที่โล่ง
    B1120 สารเร่งปฏิกิริยา (catalysts) ใช้แล้วยกเว้นของเหลวที่ใช้เป็นสารเร่งปฏิกิริยาที่มีสารดังต่อไปนี้

    โลหะ transition ยกเว้นของเสียประเภทสารเร่งปฎิกิริยา (สารเร่งปฏิกิริยาใช้แล้ว ของเหลวที่ใช้เป็นสารเร่งปฏิกิริยา หรือสารเร่งปฏิกิรกยาอื่น ๆ) ในบัญชีรายชื่อ A

  • สแกนเดียม
  • ไทเทเนียม
  • วาเนเดียม
  • โครเมียม
  • แมงกานีส
  • เหล็ก
  • โคบอล์ท
  • นิกเกิล
  • ทองแดง
  • สังกะสี
  • ลิเทียม
  • เซอโคเนียม
  • ไนโอเบียม
  • โมลิบดินัม
  • ฮาฟเนียม
  • แทนทาลัม
  • ทังสเตน
  • เรเนียม

  • แลนธาไนด์ (โลหะหายาก)
  • แลนธานัม
  • เซเรียม
  • ฟราซีโอไดเมียม
  • นีโอดี
  • เซมาเรียม
  • ยูเรเบียม
  • แกโดลิเนียม
  • เทอเบียม
  • ไดสโปรเซียม
  • ฮอลเมียม
  • เออเบียม
  • ธูเลียม
  • อิทเทอร์เบียม
  • ลูทีเซียม
  • B1130 สารเร่งปฏิกิริยาใช้แล้วที่มีโลหะมีค่าในองค์ประกอบที่ผ่านการทำความสะอาดแล้ว
    B1140 กากในรูปของแข็งที่มีโลหะมีค่าในองค์ประกอบซึ่งมีไซยาไนด์อนินทรีย์ปริมาณน้อย
    B1150 ของเสียโลหะผสมและโลหะมีค่า (กลุ่มทองเงิน แพลทตินัม แต่ไม่รวมปรอท) ในรูปที่ไม่ใช่ของเหลวและฟุ้งกระจายได้ในบรรจุภัณฑ์และฉลากที่เหมาะสม
    B1160 เถ้าโลหะมีค่าจากการเผาแผงวงจรในเตาเผา (สัมพันธ์กับรายการ A1150ในบัญชีรายชื่อ A)
    B1170 เถ้าโลหะมีค่าจากการเผาฟิล์มถ่ายภาพในเตาเผา
    B1180 ของเสียประเภทฟิล์มถ่ายภาพที่มสารประกอบของธาตุฮาโลเจนเงิน (Silver halides) และโลหะเงิน (metalic silver)
    B1190 ของเสียประเภทกระดาษอัดภาพที่มีเงินเฮไลด์ (Silver halides) และโลหะเงิน (metalic silver)
    B1200 ตะกรันโลหะลักษณะเป็นเม็ดที่เกิดจากการผลิตเหล็กและเหล็กกล้า
    B1210 ตะกรันโลหะลที่เกิดจากการผลิตเหล็กและเหล็กกล้า รวมถึงตะกรันที่เป็นแหล่งกำเนิดของไทเทเนียมไดออกไซด์และเวเนเดียม
    B1220 ตะกรันจากการผลิตสังกะสี ที่มีเหล็กปริมาณสูง (มากกว่าร้อยละ 20) ซุฃึ่งถูกนำมาปรับเสถียรทางเคมี และนำมาใช้ในการก่อสร้าง โดยดำเนินการตามข้อกำหนดทางอุตสาหกรรม(เช่น DIN 4301)
    B1230 เศษจากการบดที่เกิดจากการผลิตเหล็กและเหล็กกล้า
    B1240 เกล็ด/สเก็ดจากการบดทองแดงออกไซด์
    B1250 ยานพาหนะที่มีเครื่องยนต์ ที่หมดอายุการใช้งานแล้วที่ไม่มีของเหลวหรือ องค์ประกอบอันตรายอื่นๆ

    หมายเหตุ
    8 ระดับการที่ปนเปื้อนด้วยวัตถุในภาคผนวกที่ 1 ขั้นต่ำที่เริ่มทำให้เกิดกระบวนการ รวมถึงกระบวนการรีไซเคิล ซึ่งอาจเป็นผลทำให้เกิดการแยกส่วนประกอบที่มีวัตถุในภาคผนวก 1 จนมีความเข้มข้นมากเพียงพอจนถึงขอบเขตที่แสดง ลักษณะอันตรายตามภาคผนวกที่ 3
    9 สถานะของเถ้าสังกะสีในปัจจุบันได้รับการทบทวนและมีข้อแนะนำจากการประชุมสหประชาชาติ ว่าด้วยการค้า และการพัฒนา และการค้าว่าเถ้าสังกะสีไม่ควรจัดเป็นสินค้าอันตราย
    10 รายการนี้ไม่รวมเศษจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
    11 การใช้ซ้ำรวมถึงการซ่อมแซม การเปลี่ยนซ่อมโดยโครงการ (refurbisment) การปรับปรุงดีขึ้น แต่ไม่รวมถึงการประกอบใหม่
    12 ในบางประเทศ วัตถุซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อนำไปใช้ซ้ำโดยตรง จะไม่พิจารณา ว่าเป็นของเสีย

    B2 ของเสียที่มีสารอนินทรีย์เป็นองค์ประกอบหลัก ซึ่งอาจมีโลหะและสารอินทรีย์

    B2010 ของเสียจากกระบวนการทำเหมืองในรูปที่ไม่ฟุ้งกระจายจาก
  • ของเสียประเภทแกร์ไฟต์ธรรมชาติ
  • ของเสียประเภท หินชนวน ไม่ว่าจะตัดหรือเล็มอย่างหยาบๆ โดยเลื่อยหรืออื่นใด
  • ของเสียประเภทไมก้า
  • ของเสียประเภท Leucite Nepheline และ Nepheline syenite
  • ของเสียประเภทเฟลด์สปาร
  • ของเสียฟลูออสปาร์
  • ของเสียประเภทซิลิกาในรูปของแข็ง ยกเว้นของเสียนั้นใช้ในกระบวนการหลอมเหล็ก/แก้ว
  • B2020 ของเสียประเภทแก้วในรูปไม่ฟุ้งกระจาย
  • เศษแก้วที่รวบรวมมาเพื่อหลอมใหม่ ของเสียอื่น และเศษของแก้ว ยกเว้นแก้วจากหลอดCathode-ray และ Activated glassอื่น ๆ
  • B2030 ของเสียประเภทเซรามิคในรูปไม่ฟุ้งกระจาย
  • ของเสียโลหะกันความร้อน (ของผสมเซรามิคโลหะ)
  • ใยเซรามิค ที่ไม่ระบุหรือรวมไว้ในที่อื่น
  • B2040 ของเสียอื่นที่มีองค์ประกอบอนินทรีย์หลักดังนี้
  • แคลเซียมซัลเฟตที่ทำให้บริสุทธิ์บางส่วน ซึ่งผลิตจากก๊าซที่ระบายออกจากปล่องซึ่งไม่ขจัดซํลเฟอร์ (FGD) ออกแล้ว
  • ของเสียประเภทฝาผนังยิปซัมหรือ ฝาผนังพลาสเตอร์ จากการรื้อถอนอาคาร
  • ตะกรันจากการผลิตทองแดง ที่มีเหล็กปริมาณสูง (มากกว่าร้อยละ 20) ซึ่งถูกนำมาปรับเสถียรทางเคมี และนำมาใช้ในการก่อสร้างและใช้เป็นวัตถุสำหรับวัด (abrasive applications) โดยดำเนินการตามข้อกำหนดทางอุตสาหกรรม (เช่น DIN 4301 และ DIN 8201)
  • กำมะถัน ในรูปของแข็ง
  • หินปูน จากการผลิตแคลเซียมไซยานาไมด์ (ที่มีความเป็นกรดเป็นด่างน้อยกว่า 9)
  • โซเดียมคลอไรด์ โปรแตสเซียม แคลเซียมคลอไรด์
  • คาโบรันดัม (ซิลิกอนคาร์ไบด์)
  • คอนกรีตแตก
  • ลิเทียม-แทนทาลัม และลิเทียม-ไนโอเบียม ที่มีเศษแก้วเป็นองค์ประกอบ
  • B2050 เถ้าลอยจากโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าจากถ่านหินที่ไม่รวมในบัญชีรายชื่อ A (สัมพันธ์กับรายการ A2060 ในบัญชีรายชื่อ A)
    B2060 activated carbon ที่ไม่มีในภาคผนวก 1 จนถึงขอบเขตที่แสดงลักษณะตามภาคผนวก 3 ตัวอย่างเช่น คาร์บอน ที่เป็นผลจากการปรับปรุงคุณภาพน้ำดื่มสำหรับพกพาและกระบวนการอุตสาหกรรมอาหารและการผลิตวิตามิน (สัมพันธ์กับรายการA4160 ในบัญชีรายชื่อ A)
    B2070 กากตะกอนแคลเซียมฟลูออไรด์
    B2080 ของเสียประเภทยิบซัมที่เกิดจากกระบวนการอุตสาหกรรมเคมีที่ไม่รวมในบัญชีรายชื่อ A (สัมพันธ์กับรายการ A2040 ในบัญชีรายชื่อA)
    B2090 ของเสียประเภท ปลายขั้วบวก จากการผลิตอลูมิเนียมหรือเหล็กกล้า ที่ทำด้วยถ่านโค้ก หรือบิทูเมน และได้รับการทำความสะอาดตามข้อกำหนดทางอุตสาหกรรมตามปกติ (ยกเว้น ปลายขั้วบวก จากอุตสาหกรรม คลออัลคาไลน์ อิเล็คโตรไลส์ และ ถลุงโลหะ)
    B2100 ของเสียประเภท อลูมิเนียมที่มีน้ำเป็นองค์ประกอบ และของเสียประเภทออกไซด์ของอะลูมิเนียมและกากจากการผลิตออกไซด์ของอะลูมิเนียม ยกเว้นวัตถุ เช่นว่าที่ใช้สำหรับการะบวนการทำความสะอาดก๊าซ การตกตะกอน หรือการกรอง
    B2110 กาก แร่อะลูมิเนียม (Bauxite residue หรือ red mud) (ที่มีค่าความเป็นกรดเป็นด่าง เป็นกลางจนถึงไม่เกิน 11.5)
    B2120 ของเสียประเภทสารละลายกรดหรือด่าง ที่มีค่าความเป็นกรด เป็นด่าง เป็นกลาง มากกว่า 2 แต่น้อยกว่า 11.5 ซึ่งไม่กัดกร่อนหรือเป็นอันตรายอื่นใด (สัมพันธ์กับรายการ A4090 ในบัญชีรายชื่อA)
    B2130 บิทูมัส (ของเสียยางมะตอย - asphalt wastes) จากการก่อสร้างและบำรุงรักษาถนนที่ไมีมีน้ำมันดิบปนเปื้อน (สัมพันธ์กับรายการ A3200 ในบัญชีรายชื่อ A)

    B3 ของเสียที่มีองค์ประกอบอินทรีย์หลัก ซึ่งอาจมีโลหะอนินทรียสาร

    B3010 ของเสียประเภทพลาสติกที่เป็นของแข็ง ดังนี้
    วัตถุพลาสติกและพลาสติกผสมดังต่อไปนี้ ที่ไม่ผสมกับของเสียอื่นและเตรียมจนได้คุณภาพที่กำหนด
    เศษพลาสติกของโพลิเมอร์และโคโพลิเมอร์ที่ไม่มีธาตุฮาโลเจนเป็นองค์ประกอบ1 เช่น
  • เอทธิลีน
  • สไตรีน
  • โพลีโพรไพลีน
  • โพลีเอทธิน เทอร์เรฟาธาเลท
  • อคริโลไนไตร์ล
  • บิวทาไดอีน
  • โพลีอะเซทัล
  • โพลีเอไมด์
  • โพลีบิวทิลีน เทอร์เรฟาธาเลท
  • โพลีคาร์โบเนต
  • โพลีอีเทอร์
  • โพลีฟีนิลีน ซัลไฟด์
  • อะคริลิกโพลีเมอร์ อัลเคน C10-C13 (พลาสติไซเซอร์)
  • โพลียูรีเทน (ที่ไม่มีสารซีเอฟซี)
  • โพลีซิโลเซน
  • โพลีเมธิล เมธาคริเลท
  • โพลีไวนีล อัลกอฮอล์
  • โพลีไวนิลบิวไทรอล
  • โพลีไวนิล อะซิเทต
  • ของเสียประเภทเรซินที่ผ่านการบำบัดแล้ว ดังต่อไปนี้
  • เรซินยูเรียฟอร์มัลดีไฮด์
  • เรซิน ฟีนอลฟอร์มัลดีไฮด์
  • เรซินเมลามีนฟอร์มัลดีไฮด์
  • เรซินอิพอกซี่
  • เรซิน อัลไคด์
  • โพลีเอไมด์
  • ของเสียประเภทฟลูออริเนทเตด โพลีเมอร์ ดังต่อไปนี้
  • เปอร์ฟลูออโรเอทธิลีน / โพรไพลีน (เอฟอีพี)
  • เปอร์ฟลูออโรอัลโคซิล อัลเคน (พีเอฟเอ)
  • เตตระเปอร์ฟลูออโรเอทิลีน อัลเคน (เอ็มเอฟเอ)
  • เตตระโพลีไวนิลฟลูออไรด์ (พีวีเอฟ)
  • เตตระโพลีไวนิลอิดีนฟลูออไรด์ (พีวีดีเอฟ)
  • B3020 ของเสียประเภทผลิตภัณฑ์ของกระดาษ กระดาษแข็ง กระดาษ
    วัตถุดังต่อไปนี้ที่ไม่ผสมกับของเสียอันตราย ได้แก่
    ของเสียและเศษของกระดาษ หรือบอร์ดกระดาษ ดังต่อไปนี้
  • กระดาษหรือกระดาษแข็งที่ไม่ฟอกขาว กระดาษหรือกระดาษแข็งที่เป็นลูกฟูก
  • ระดาษหรือกระดาษอื่น ซึ่งส่วนใหญ่ทำจากเยื่อฟอกขาวด้วยสารเคมีที่ไม่มีสี
  • กระดาษหรือกระดาษ ซึ่งส่วนใหญ่ทำจากเยื่อกระดาษแบบ mechanical (ตัวอย่างเป็น หนังสือพิมพ์ วารสาร และสิ่งพิมพ์อื่นที่คล้ายคลึงกัน)
  • อื่น ๆ เช่น 1. กระดาษแข็งที่มีการเคลือบ (aminated) 2. เศษที่ไม่ได้จำแนก
  • B3030 ของเสียสิ่งทอ วัตถุดังต่อไปนี้ ที่ไม่ผสมกับของเสียอื่น และได้รับการเตรียมจนได้คุณภาพที่กำหนด
  • ของเสียประเภทไหม (รวมถึงรังไหมที่ไม่เหมาะสำหรับม้วน ของเสียประเภทไหมพรม แต่ยกเว้น garnetted stock)
  • - ไม่แข็ง หรือสางไม่ได้
    - อื่น ๆ

  • ของเสียจากขนแกะ หรือขนสัตว์ที ละเอียดหรือหยาบ รวมถึง ของเสียประเภทไหมพรม แต่ยกเว้น garnetted stock
  • - เส้นใยสั้นๆ จากขนแกะ หรือจากขนสัตว์ละเอียด
    - ของเสียอื่น ๆ จากขนแกะ หรือของขนสัตว์ละเอียด
    - ของเสียจากขนสัตว์หยาบ

  • ของเสียประเภทฝ้าย (รวมถึง ของเสียประเภทไหมพรม และ garnetted stock)
  • - ของเสียประเภทไหมพรม (รวมถึงของเสียประเภทด้าย)
    - garnetted stock
    - อื่น ๆ

  • เศษปอจากต้นแฟลกซ์ที่นำมาทำผ้าลินิน และของเสีย
  • เศษปอและของเสีย (รวมถึงของเสียประเภทไหมพรมและ garnetted stock) ของป่านแท้ชนิด Cannabis sativa L.
  • เศษปอและของเสีย (รวมถึงของเสียประเภทไหมพรมและ Garnetted stock) และปอกระเจาและเส้นใย สิ่งทออื่น ๆ (ยกเว้นแฟลกซ์ ป่านแท้ และป่านรามี)

  • เศษปอและของเสีย (รวมถึงของเสียประเภทไหมพรมและ garnetted stock) ของเยื่อไม้จำพวกยาดำ
    และเส้นใยสิ่งทออื่น ๆ ของไม้ตระกูลดอกโค
  • เศษปอ เส้นใยสั้นๆ และของเสีย (รวมถึงของเสียประเภทไหมพรมและ garnetted stock) ของมะพร้าว
  • เศษปอ เส้นใยสั้นๆ และของเสีย (รวมถึงของเสียประเภทไหมพรมและ garnetted stock) ของป่านมนิลา (ป่านมนิลา หรือ Musa textilis Nee)

  • เศษปอ เส้นใยสั้นๆ และของเสีย (รวมถึงของเสียประเภทไหมพรมและ garnetted stock) ของป่านรามีและเส้นใยสิ่งทอจากพืชอื่น ๆ ที่ไม่ระบุหรือรวมไว้ในที่อื่น
  • ของเสีย (รวมถึงเส้นใยสั้นๆ ของเสียประเภทไหมพรมและ garnetted stock) ของเส้นใยที่มนุษย์ทำขึ้น ได้แก่
  • - เส้นใยสังเคราะห์
    - เส้นใยเทียม

  • เสื้อผ้าและชิ้นส่วนสิ่งทออื่น ๆ ที่สวมใส่แล้ว
  • เศษเสื้อผ้าเก่าใช้แล้ว เศษเชือกชนิดฟั่น เครื่องเชือก เชือก เชือกพวน และชื้นส่วนเชือกชนิดฟั่น เครื่องเชือก เชือกของวัตถุสิ่งทอที่ไม่สวมใส่แล้ว
  • - ที่จำแนกชนิด
    - อื่น ๆ

    B3035 ของเสียประเภทไหมพรม สิ่งทอที่ใช้คลุมพื้น
    B3040 ของเสียประเภทยาง วัตถุดังต่อไปนี้ ที่ไม่ได้ผสมกับของเสียอื่น
  • ของเสียและเศษของยาวแข็ง (เช่น ยางผสมกำมะถัน )
  • ของเสียยางอื่นๆ (ยกเว้น ของเสียนั้นระบุไว้อย่างอื่น)
  • B3050 ของเสียประเภทไม้ และคอร์กที่ไม่ได้บำบัด ดังนี้
  • เศษและของเสียประเภทไม้ ทั้งที่เป็นรูปซุง ก้อน ก้อนกลม หรือรูปอื่นที่คล้ายกัน
  • ของเสียประเภทคอร์ก ได้แก่ คอร์กที่บด ทำให้เป็นเม็ด หรือบีบอัด
  • B3060 ของเสียจากอุตสาหกรรมอาหารจากการที่ไม่ติดเชื้อ
  • กาก/ตะกอนไวน์
  • ของเสียประเภทพืชผักที่ทำให้ปราศจากเชื้อ และทำให้แห้งกากและผลพลอยได้ไม่ว่าจะเป็นรูปก้อนกลมรูปที่ใช้เป็นอาหารสัตว์ หรืออื่น ๆ ทั้งหมด ซึ่งไม่ได้ระบุไว้เป็นอย่างอื่น
  • ไขมัน ได้แก่ กากจากการบำบัดสารไขมันหรือสัตว์หรือพืช
  • ของเสียของกระดูกและขา ซึ่งใช้งานไม่ได้แล้ว ได้รับการขจัดไขมันออก เตรียมอย่างง่าย (แต่ไม่ต้องเป็นรูปร่าง) บำบัดด้วยกรด หรือขจัดเจลลาตินออก
  • ของเสียประเภทปลาเปลือก
  • เปลือกแข็ง ผิวของโกโก้ และของเสียอื่น ๆ จากโกโก้
  • ของเสียอื่นจากอุตสาหกรรมอาหารที่ผลิตจากผลิตภัณฑ์เกษตร ยกเว้นผลลอยได้ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานและข้อกำหนดระดับชาติและนานาชาติ สำหรับการบริโภคของมนุษย์และสัตว์
  • B3065 ของเสียจากไขมันและน้ำมันสัตว์ หรือพืชที่รับประทานได้ (เช่น น้ำมันสำหรับทอด) ที่ไม่แสดงลักษณะตามภาคผนวก 3
    B3070 ของเสียต่อไปนี้
  • ของเสียจากเส้นผมมนุษย์
  • ของเสียฟาง
  • ราไมซีเลียมที่ทำให้หมดฤทธิ์แล้ว ซึ่งเกิด จากการผลิต เพนิชิลิน เพื่อ จะนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์
  • B3080 ของเสียเปลือกหอยและเศษยาง
    B3090 เปลือกและของเสียอื่นของหนัง หรือหนังประกอบซึ่งไม่เหมาะสมสำหรับ การผลิตงาน หนังที่ไม่มีสารประกอบโครเมียมเฮกซะวาเลนซ์และสารทำลายสิ่งมีชีวิต ยกเว้นกากตะกอนหนัง (สัมพันธ์กับรายการ A3100 ในบัญชีรายชื่อ A)
    B3100 แป้ง กากตะกอน เถ้า ฝุ่น หรือ หนัง ที่ไม่มีสารประกอบโครเมียมเฮกซาวาเลนท์ หรือ สารทำลายสิ่งมีชีวิต (สัมพันธ์กับรายการ A3090 ในบัญชีรายชื่อ A)
    B3110 ของเสีย Fellmongery ที่ไม่มีสารประกอบโครเมียมเฮ็กซาวาเลนท์ สารติดเชื้อ หรือสารทำลายสิ่งมีชีวิต (สัมพันธ์กับรายการ A3110 ในบัญชีรายชื่อ A)
    B3120 ของเสียที่ประกอบด้วย สีย้อมอาหาร
    B3130 ของเสียโพลีเมอร์อีเทอร์และของเสียโมโนเมอร์อิเทอร์ที่ไม่อันตราย ซึ่งไม่สามารถก่อรูปเปอร์ออกไซด์ได้ vud
    B3140 ของเสียยางที่ขับดันด้วยแรงลม ยกเว้นที่มีจุดประสงค์สำหรับการดำเนินการตามภาคผนวก 4A

    หมายเหตุ
    1 เป็นที่เข้าใจว่าเศษเหล่านั้นได้ผ่านการทำเป็นโพลิเมอร์อย่างสมบูรณ์

    B4 ของเสียซึ่งมีทั้งองค์ประกอบอินทรีย์และอนินทรีย์

    B4010 ของเสียประกอบด้วยสีน้ำ สีพลาสติก หมึก และน้ำมันชักเงาที่จับแข็ง ซึ่งไม่มีตัวทำละลายอันทริย์ โลหะหนักหรือสารทำลายสิ่งมีชีวิต เป็นองค์ประกอบจนถึงที่ทำให้ของเสียนั้นเป็นอันตราย (สัมพันธ์กับรายการ A4070 ในบัญชีรายชื่อ A)
    B4020 ของเสียจากการผลิต กากผสม และการใช้เรซิน ลาเท็กซ์ พลาสติกไซเซอร์กาวและผลิตภัณฑ์ ที่ทำให้เกาะยืด ปราศจากตัวทำละลาย และสารปนเปื้อนอื่น ที่ไม่ทำให้ของเสียนั้น แสดงลักษณะตามภาคผนวก 3 ซึ่งไม่ได้กำหนดในบัญชีรายชื่อ A ตัวอย่าง เช่นละลายน้ำ หรือกาวที่ทำจากแป้ง โปรีนจากนม เดกซ์ทรินเซลลูโลส อีเทอร์,โพลีไวนิล อัลกอฮอล์ (่สัมพันธ์กับรายการ A3050 ในบัญชีรายชื่อ A)
    B4030 กล้องแบบใช้ครั้งเดียวที่ใช้งานแล้วพร้อมแบตเตอรี่ที่ไม่รวมในบัญชีรายชื่อ A


    พิธีสารบาเซลว่าด้วยความรับผิดและการชดใช้ความเสียหายอันเนื่องมาจากการเคลื่อนย้ายและกำจัดของเสียอันตรายข้ามแดน

    อารัมภบท

    ภาคีแห่งพิธีสาร

    คำนึงถึง บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องของหลักการที่13 ของปฏิญญาริโอว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา 2535 ซึ่งเกี่ยวกับรัฐต้องจัดพัฒนาตราสารทางกฎหมายของประเทศและระหว่างประเทศ เกี่ยวกับความรับผิดและการชดใช้ความเสียหายจากมลพิษและความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมอื่น

    ในฐานะเป็น ภาคีของอนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของเสียอันตรายและการกำจัด

    คำนึงถึง พันธกรณีภายใต้อนุสัญญา

    ตระหนักถึง ความเสี่ยงของความเสียหายต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์ ทรัพย์สินและสิ่งแวดล้อม ที่มีสาเหตุจากของเสียอันตรายและของเสียอื่นและการเคลื่อนย้ายของเสียเหล่านั้น

    กังวลถึง ปัญหาการเคลื่อนย้ายข้ามแดนอย่างผิดกฎหมายของเสียอันตรายและของเสียอื่น

    ผูกพันต่อ ข้อ 12 ของอนุสัญญา และมุ่งเน้นความจำเป็นที่จะกำหนดกฎระเบียบและขั้นตอนที่เหมาะสมในด้านความรับผิดและการชดใช้ความเสียหายที่เป็นผลจากการเคลื่อนย้ายข้ามแดนและการกำจัดของเสียอันตรายและของเสียอื่น

    เชื่อมั่นว่า ความต้องการที่จะให้มีความรับผิดบุคคลที่ 3 และความรับผิดด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อประกันว่าจะมีการชดเชยที่เพียงพอ และพร้อมสำหรับความเสียหายที่เป็นผลจากการเคลื่อนย้ายและกำจัดของเสียอันตรายและของเสียอื่น

    ข้อ 1วัตถุประสงค์

    วัตถุประสงค์ของพิธีสาร คือ จัดให้มีความระบบบริหารจีดการที่ดีครอบคลุมความรับผิดและการชดใช้ความเสียหายอย่างเพียงพอและโดยพลันสำหรับความเสียหายอันเนื่องมาจากการเคลื่อนย้ายข้ามแดนและการกำจัดของเสียอันตรายและของเสีย รวมถึงการเคลื่อนย้ายที่ผิดกฎหมายของของเสียดังกล่าว

    ข้อ 2 คำนิยาม

    1. คำนิยามของคำต่าง ๆ ที่กำหนดในอนุสัญญาจะใช้บังคับกับพิธีสาร เว้นแต่กำหนดให้เป็นอย่างอื่นในพิธีสาร

    2. เพื่อความมุ่งประสงค์ของพิธีสาร

    (ก) “อนุสัญญา” หมายถึงอนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายและการกำจัด
    (ข) “ของเสียอันตรายและของเสียอื่น” หมายถึงของเสียอันตรายและของเสียอื่นที่มีความหมายตามข้อ 1 ของอนุสัญญา
    (ค) “ความเสียหาย” หมายถึง
    (1) การสูญเสียชีวิตหรือการเจ็บป่วยของบุคคล
    (2) การสูญเสียหรือความเสียหายของทรัพย์สินที่นอกเหนือจากทรัพย์สินของบุคคลผู้รับผิดตามพิธีสารนี้
    (3) การสูญเสียเงินได้ที่เกิดขึ้นโดยตรงจากผลประโยชน์จากอันเป็นผลมาจากความเสื่อมโทรมจากสภาพสิ่งแวดล้อม ดดยคำนึงถึงรายรับและรายจ่าย
    (4) ค่าใช้จ่ายของมาตรการที่ใช้ในการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมให้คืนสู่สภาพเดิม โดยจำกัดเฉพาะค่าใช้จ่ายของมาตรการที่อยู่ระหว่างดำเนินการต่อไปและ
    (5) ค่าใช้จ่ายของมาตรการป้องกัน รวมทั้งการสูญเสียหรือความเสียหายอันเนื่องมาจากมาตรการดังกล่าว เท่าที่ความเสียหายที่เกิดขึ้นเนื่องมาจากคุณสมบัติของเสียที่เกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายและการกำจัด ของเสียอันตรายและของเสียอื่นที่ระบุไว้ในอนุสัญญา
    (ง) “มาตรการฟื้นฟู” หมายถึง มาตรการที่เหมาะสมใดที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการประเมินการ ฟื้นฟูหรือซ่อมแซมสิ่งแวดล้อมในส่วนที่เสียหายหรือถูกทำลายให้กลับคืนสู่สภาพเดิม โดยกฎหมายท้องถิ่นอาจระบุถึงผู้รับผิดชอบที่จะต้องดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว
    (จ)“มาตรการป้องกัน”หมายถึงมาตรการที่เหมาะสมใดๆ ที่ดำเนินการโดยบุคคลที่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อป้องกันลดหรือบรรเทาการสูญเสียหรือความเสียหาย หรือ เพื่อการฟื้นฟูสภาพสิ่งแวดล้อม
    (ฉ) “ภาคีคู่สัญญา” หมายถึง ภาคีของพิธีสาร
    (ช) “พิธีสาร”หมายถึงพิธีสารฉบับนี้
    (ซ) “เหตุการณ์” หมายถึง สิ่งใดๆ ที่เกิดขึ้นหรือสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นจุดอย่างต่อเนื่อง โดยมีจุดเริ่มต้นเดียวกัน ของก่อให้เกิดความเสียหายหรือเป็นต้นเหตุคุกคามทำให้เกิดความเสียหายอยางร้ายแรง
    (ฌ) “องค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค”หมายถึงองค์กร ที่จัดตั้งขึ้นโดยรัฐอธิปไตยซึ่งรัฐสมาชิกได้โอนอำนาจในการดำเนินการตามพิธีสารหรือมอบอำนาจเกี่ยวกับการดำเนินการตามพิธีสาร เพื่อลงนามยืนยันหรือยินยอมอย่างเป็นทางการตามพิธีสาร
    (ญ) “หน่วยของเงิน”หมายถึง สิทธิพิเศษถอนเงินตามที่กำหนโดยกองทุนระหว่างประเทศ

    ข้อ3 ขอบเขตการบังคับใช้

    1. พิธีสารจะบังคับใช้กับความเสียหายอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของ ของเสียอันตรายและของเสียอื่นและการกำจัด รวมถึงการขนส่งที่ผิดกฎหมายจากจุดที่ของเสียได้ถูกขนถ่ายในการขนส่งภายในพื้นที่ภายใต้เขตอำนาจแห่งชาติรัฐผู้ส่งออกของพิธีสาร ภาคีคู่สัญญาอาจแจ้งไปยังผู้เก็บรักษาเกี่ยวกับการ ยกเว้นการบังคับใช้ของพิธีสารในส่วนที่เกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายข้ามแดนสำหรับเหตุการณ์เช่นว่าที่เกิดภายใต้เขตอำนาจแห่งชาติในส่วนเกี่ยวกับความเสียหายภายในเขตอำนาจการปกครอง แห่งชาติรัฐผู้ส่งออก สำนัก เลขาธิการต้องแจ้งเวียนคำแจ้งของภาคีคู่สัญญาที่ได้รับเกี่ยวกับข้อนี้ :

    2. พิธีสารนี้จะใช้บังคับ :

    (ก) ในกรณีที่การเคลื่อนย้ายไปยังจุดหมาย เพื่อการดำเนินการตามที่ดำเนินการระบุในภาคผนวก 4 ของอนุสัญญาแต่ไม่รวมการดำเนินการตามวิธี D13 D14 D15 R12 หรือ R13 จนถึงเวลาที่การกำจัดได้ดำเนินการแล้วเสร็จสมบูรณ์ตามที่ระบุไว้ในคำแจ้ง ตามข้อ 6 วรรค 9 ของอนุสัญญาหรือหากมิได้มีการจัดทำการแจ้งดังกล่าว
    (ข) ในกรณีที่การเคลื่อนย้ายไปยังจุดหมาย เพื่อการดำเนินการตามวิธีการ D13 D14 D15 R12 หรือ R13 ที่ระบุในภาคผนวก 4 ของอนุสัญญา จนกระทั่งถึงกระบวนการการกำจัดที่ต่อเนื่องตามวิธีการที่แสดงไว้ใน D1 ถึง D12 และ R1 ถึง R11 ในภาคผนวก 4 ของอนุสัญญา

    3.

    (ก) พิธีสารมีบังคับใช้เฉพาะกับความเสียหายที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่ภายใต้เขตอำนาจแห่งชาติภาคีคู่สัญญาซึ่งเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ตามที่ระบุในวรรค 1
    (ข) ในกรณีที่รัฐผู้นำเข้าเป็นภาคีคู่สัญญาแต่รัฐผู้ส่งออกมิได้เป็นภาคีคู่สัญญาพิธีสารจะมีผลบังคับใช้กับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ตามที่กำหนดในข้อ 1 ที่เกิดขึ้นก่อนเวลาที่รับของเสียอันตรายและของเสียอื่น ในกรณีที่รัฐผู้ส่งออกเป็นภาคีค่สัญญาแต่รัฐนำเข้ามิได้เป็นภาคีคู่สัญญา พิธีสารนี้จะมีผลบังคับใช้เฉพาะกับความเสียที่เกิดขี้นจากเหตุการณ์ตามที่กำหนดในข้อ 1 นับตั้งแต่การขนส่งก่อนถึงผู้กำจัดในกรณีที่รัฐผู้ส่งออกหรือผู้นำเข้ามิได้เป็นภาคีคู่สัญญา พิธีสารจะไม่มีผลใช้บังคับ
    (ค) ไม่ว่าบทบัญญัติของวรรค ก จะบัญญัติประการใด พิธีสารต้องบังคับใชกับ้ความเสียหายตามที่กำหนดในข้อ 2 วรรค 2 (ค) (1) (2) และ (5) ของพิธีสารที่เกิดขึ้นนอกอำนาจการของรัฐใดๆ
    (ง) ไม่ว่าบทบัญญัติของวรรค ก จะบัญญัติประการใดพิธีสารซึ่งเกี่ยวข้องกับสิทธิภายใต้เขตอำนาจแห่งชาติของรัฐผู้นำผ่านตามที่กำหนดในภาคผนวก ก และให้สัตยาบันต่อความตกลงหลายฝ่ายหรือความตกลงระดับภูมิภาคที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งเคลื่อนย้ายข้ามแดนซึ่งมีผลบังคับใช้ให้นำวรรค ข มาใช้บังคับโดยอนุโลม

    4. ไม่ว่าบทบัญญัติของอนุวรรค 1 จะบัญญัติประการใด ในกรณีที่มีการนำกลับตามข้อ 8 หรือข้อ 9 วรรค 2(ก) และข้อ 9 วรรค (4) ของข้ออนุสัญญาบทบัญญัติของพิธีสารต้องบังคับใช้จนกว่าของเสียอันตรายและของเสียอื่นจะถูกนำกลับมายังรัฐผู้ส่งออกแรก

    5. ไม่ว่าสิ่งใด่ในพิธีสารจะกระทบในทางใดต่ออำนาจอธิปไตยของรัฐเหนือทะเลอาณาเขต และเขตอำนาจและสิทธิในเขตเศรษฐกิจจำเพาะและไหล่ทวีปตามกฎหมายระหว่างประเทศ

    6. ไม่ว่าบทบัญญัติของอนุวรรค 1 จะบัญญัติประการใด และตามวรรค 2 ของข้อนี้

    (ก) พิธีสาร จะไม่มีผลบังคับใช้กับความเสียหายซึ่งเกิดขึ้นจากการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของเสียอันตรายและของเสียอื่น ซึ่งเกิดขึ้นก่อนการมีบังคับใช้ของพิธีสารต่อภาคีคู่สัญญาที่เกี่ยวข้อง
    (ข) พิธีสาร จะมีผลบังคับใช้กับความเสียหายที่เป็นผลมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียที่อยู่ภายใต้ข้อ 1 อนุวรรค 1 (ข) ของอนุสัญญาเฉพาะกรณีที่ของเสียเหล่านั้นได้ถูกแจ้งตามข้อ 3 ของอนุสัญญาโดยรัฐผู้ส่งออก หรือนำเข้า หรือทั้งสอง และความเสียหายที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภายใต้เขตอำนาจแห่งชาติของรัฐ รวมทั้งรัฐผู้ถูกนำผ่านได้กำหนด หรือพิจารณาว่าของเสียเหล่านั้นเป็นอันตราย ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดข้อ 3 ของอนุสัญญา ในกรณีนี้ความรับผิดเด็ดขาดนี้จะตามข้อ 4 ของพิธีสาร

    7.
    (ก) พิธีสารจะไม่มีผลบังคับใช้กับความเสียหายที่เกิดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายของเสียอื่นและการกำจัด ตามความตกลงทวิภาคี พหุพาคี หรือระดับภูมิภาคที่ทำขึ้นและแจ้งตามข้อ 11 ของอนุสัญญา หากว่า

    (1) ความเสียหายที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภายใต้เขตอำนาจแห่งชาติภาคีคู่สัญญาของความตกลงหรือข้อตกลง
    (2) มีระบอบความรับผิดและการชดใช้ที่ความเสียหายที่เป็นผลจากการเคลื่อนย้ายข้ามแดนหรือการกำจัดหรือเกินจากวัตถุประสงค์ของพิธีสาร ด้วยการกำหนดความคุ้มครองระดับสูงต่อบุคคลผู้ซึ่งได้รับความเสียหาย
    (3) ภาคีของความตกลงหรือข้อตกลง 11 ที่ได้รับความเสียหายได้มีการแจ้งผู้เก็บรักษาเกี่ยวกับการไม่บังคับใช้พิธีสารต่อความเสียหายใด ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภายใต้เขตเขตอำนาจแห่งชาติของตนซึ่งเกิดเหตุการณ์ที่เป็นผลจากการเคลื่อนย้ายและกำจัดตามที่อ้างถึงในอนุวรรคนี้ และ
    (4) ภาคีของความตกลงหรือข้อตกลงในข้อ 11 ที่ไม่ได้ใประกาศว่าพิธีสารที่จะบังคับใช้ได้

    (ข) เพื่อความโปร่งใส ภาคีคู่สัญญาที่ได้แจ้งผู้เก็บรักษาเกี่ยวกับการไม่บังคับใช้พิธีสารจะต้องแจ้งสำนักงานเลขาธิการความรับผิดและการชดใช้ที่นำมาบังคับใช้ได้ตามที่อ้างอิงในอนุวรรค (ก) (2) และรวมถึงรายละเอียดของขอบเขตดังกล่าว สำนัก เลขาธิการต้องเสนอรายงานต่อที่ประชุมภาคีเกี่ยวกับการได้รับแจ้งอย่างสม่ำเสมอ

    (ค) ภายหลังการแจ้งตามอนุวรรค (ก) (3) ได้กระทำแล้ว การชดใช้สำหรับความเสียหายซึ่งอนุวรรค (ก) (1) บังคับใช้อาจไม่ต้องกระทำภายใต้พิธีสาร

    8. การยกเว้นตามวรรค 7 ของข้อนี้ต้องไม่มีผลกระทบต่อสิทธิและข้อผูกพันใดตามพิธีสารต่อภาคีคู่สัญญาที่มิได้เป็นภาคีของความตกลงหรือข้อตกลงที่กล่าวถึงข้างต้นไม่มีผลกระทบต่อสิทธิของรัฐผู้นำผ่านที่มิได้เป็นภาคีคู่สัญญา

    9. ข้อ 3 วรรค 2 ต้องไม่กระทบต่อการบังคับใช้ของข้อ 16 ต่อภาคีคู่สัญญา

    ข้อ 4 ความรับผิดเด็ดขาด

    1. บุคคลผู้แจ้งตามข้อ 6 ของอนุสัญญาต้องรับผิดในความเสียหายจนกว่าผู้กำจัดจะครอบครองของเสีย อันตรายและของเสียอื่นหลังจากนั้นผู้กำจัดจะเป็นผู้รับผิดในความเสียหาย ในกรณีที่รัฐผู้ส่งออกเป็นผู้แจ้งหรือถ้าไม่ได้มีการแจ้งผู้ส่งออกต้องรับผิดในความเสียหายจนกว่าผู้กำจัดจะครอบครองของเสียอันตรายและของเสียอื่น ภายใต้ข้อ 3 อนุวรรค 5 (ข) ของพิธีสาร ให้นำข้อ 6 วรรค 5 ของอนุสัญญามาบังคับใช้โดยอนุโลม หลังจากนั้นผู้กำจัดต้องเป็นผู้รับผิดในความเสียหาย

    2. โดยไม่กระทบวรรค 1 ในส่วนที่เกี่ยวกับของเสียภายใต้ข้อ 1 อนุวรรค 1 (ข) ของอนุสัญญาซึ่งได้รับการแจ้งว่าเป็นอันตราย โดยรัฐที่นำเข้าตามข้อ3 ของอนุสัญญา แต่ไม่ใช่โดยรัฐผู้ส่งออก ผู้นำเข้าจะเป็นผู้รับผิดชอบจนกว่าผู้กำจัดจะครอบครองของเสียหากว่ารัฐที่นำเข้าเป็นผู้แจ้งหรือหากไม่มีการแจ้งเกิดขึ้น หลังจากนั้นผู้กำจัดจะต้องรับผิดต่อความเสียหายนั้น

    3. หากของเสียอันตรายและของเสียอื่นถูกนำกลับตามข้อ 8 ของอนุสัญญา บุคคลผู้แจ้งจะเป็นผู้รับผิดในความเสียหายตั้งแต่เวลาที่ของเสียอันตรายออกจากสถานที่กำจัด จนกระทั่งของเสียได้ถูกครอบครองโดยผู้ส่งออก, หากเป็นในกรณีนั้น หรือผู้กำจัดรายอื่น

    4. หากของเสียอันตรายและของเสียอื่นถูกนำกลับตามข้อ 9 อนุวรรค 2 (ก) หรือ ข้อ 9 วรรค 4 ของอนุสัญญาภายใต้ข้อ3 ของพิธีสาร บุคคลนำกลับต้องรับผิดชอบความเสียหายจนกว่าของเสียจะถูกครอบครองโดยผู้ส่งออกหากเป็นไปใรกรณีนั้น หรือโดยผู้กำจัดรายอื่น

    5. จะไม่มีความรับผิดตามข้อนี้ต่อบุคคลตามที่อ้างถึงในวรรค 1 และ 2 ของข้อนี้หากบุคคลดังกล่าวพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายนั้นเป็น

    (ก) ผลจากความขัดแย้งทางอาวุธ ศัตรู สงครามกลางเมือง หรือการก่อกบฎ
    (ข) ผลจากปราการณ์ธรรมชาติที่มีลักษณะพิเศษ หลีกเลี่ยงไม่ได้ คาดการณ์ไม่ได้ และต้านทานไม่ได้
    (ค) ผลทั้งปวงซึ่งเกิดจากการปฏิบัติตามมาตรการบังคับของหน่วยงานรัฐที่มีอำนาจ ที่ซึ่งความเสียหายนั้นเกิดขึ้น หรือ
    (ง) ผลทั้งปวงซึ่งเกิดจากการกระทำที่มิชอบโดยเจตนาของบุคคลที่สามหรือบุคคลที่ได้รับความเสียหาย

    6. ถ้าบุคคลตั้งแต่ 2 หรือมากกว่าต้องรับผิดตามข้อนี้ ผู้เรียกร้องมีสิทธิ์ที่จะขอเรียกการชดใช้ความเสียหายทั้งหมดได้จากบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือจากบุคคลทุกคนที่ต้องรับผิดก็ได้

    ข้อ 5 ความผิดตามพื้นฐานความผิด

    โดยไม่กระทบข้อ 4 บุคคลใดต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นเนื่องจากการไม่ปฏิบัติตามบทบัญัติที่อนุวัติอนุสัญญาหรือโดยเจตนามิชอบ ขาดความระมัดระวังหรือกระทำการโดยประมาทหรือการละเว้นการกระทำข้อนี้ ต้องไม่กระทบต่อกฎหมายภายในของรัฐภาคีคู่สัญญาที่กำหนดเกี่ยวกับความรับผิดของคนงานและตัวแทน

    ข้อ 6 มาตรการป้องกัน

    1. บุคคลที่ถูกกำหนดโดยกฎหมายภายในประเทศบุคคลใดที่เป็นผู้ควบคุมดูแลดำเนินการต่อของเสียอันตรายและของเสียอื่น ณ เวลาที่เกิดเหตุการณ์ต้องใช้มาตรการทุกอย่างเท่าที่ทำได้เพื่อบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์นั้น

    2. ไม่ว่าบทบัญญัติในพิธีสารบัญญัติไว้เป็นประการใด บุคคลใดซึ่งครอบครองและ /หรือควบคุมของเสียอันตรายและของเสียอื่น เพื่อวัตถุประสงค์ในการปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน ซึ่งบุคคลดังกล่าวได้ทำการอย่างเหมาะสมและเป็นไปตามกฎหมายภายในประเทศ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับมาตรการในการป้องกันแล้ว บุคคลนั้นไม่ต้องรับผิดตามพิธีสาร

    ข้อ 7 ความเสียหายร่วม

    1. ในกรณีที่มีความเสียหายเกิดขึ้นเนื่องมาจากของเสียภายใต้พิธีสารและของเสียอื่นใดที่ไม่อยู่ภายใต้พิธีสาร บุคคลผู้รับผิดจะรับผิดในความเสียหายเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับพิธีสารในสัดส่วนความรับผิดชอบจากความเสียหาย ี่ที่เกิดจากของเสียภายใต้พิธีสารเท่านั้น

    2.สัดส่วนของความรับผิดชอบจากความเสียหายที่ได้อ้างถึงในวรรค 1 นั้นให้พิจารณาตามปริมาณและคุณสมบัติของของเสียที่เกี่ยวข้องและประเภทของความเสียหายที่เกิดขึ้น

    3. ในกรณีความเสียหายที่ไม่สามารถแบ่งแยกระหว่างส่วนที่เกิดขึ้นจากของเสียชี้ความแตกต่างระหว่างของเสียที่อยู่ภายใต้พิธีสารและของเสียอื่นที่มิได้อยู่ภายใต้พิธีสาร ความเสียหายทั้งหมดให้ถือว่าเป็ฯไปตามพิธีสาร

    ข้อ 8 สิทธิไล่เบี้ย

    1. ให้บุคคลผู้รับผิดภายใต้พิธีสารมีสิทธิไล่เบี้ยตามกระบวนการทางกฎหมายของศาลผู้มีอำนาจ

    (ก) ต่อบุคคลอื่นใดผู้ต้องรับผิดภายใต้พิธีสาร และ
    (ข) ตามที่กำหนดอย่างชัดแจ้งในความตกลงระหว่างคู่สัญญา

    2. ไม่มีสิ่งใดในพิธีสารจะทำให้เสียสิทธิไล่เบี้ยใดของบุคคลผู้รับผิดที่มีสิทธิตามกฎหมายศาลของผู้มีอำนาจ

    ข้อ 9 การลดความผิด

    การชดใช้ความเสียหายอาจได้รับการปฏิเสธหรือไม่เป็นไปตามที่ควรหากบุคคลนั้นได้รับความทุกข์จากความเสียหายหรือบุคคลนั้นต้องรับผิดชอบตามกฎหมายในประเทศ ตามความผิดของตนที่ได้ก่อหรือมีส่วนร่วมให้เกิดความเสียหายตามแต่กรณี

    ข้อ 10 วิธีการปฏิบัติ

    1. ภาคีคู่สัญญาต้องรับเอามาตรการด้านกฎหมาย ข้อบังคับ และบริหารที่จำเป็นต้องปฏิบัติของพิธีสาร

    2. เพื่อความชัดเจนภาคีคู่สัญญาต้องแจ้งสำนักเลขาธิการเกี่ยวกับมาตรการต่างๆ ใน การปฏิบัติตามพิธีสารรวมทั้งข้อจำกัดความรับผิดใดที่ระบุตามวรรค1 ของภาคผนวก ข.

    3. ข้อบัญญัติต่างๆของพิธีสารนี้จะต้องบังคับใช้โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติตามเชื้อชาติ ภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่

    ข้อ 11 ความขัดแย้งกับความความตกลงอื่นว่าด้วยความรับผิดและการชดใช้ความเสียหาย

    เมื่อบทบัญญัติของพิธีสารและบทบัญญัติของความตดลงทวิภาคี พหุภาคี หรือความตกลงในระดับภูมิภาคอื่นใดมีผลใช้บังคับเพื่อการรับผิดและการชดใช้ความเสียหายอันเนื่องมาจากเหตุการณ์เคลื่อนย้ายข้ามแดน ในส่วนเดียวกันพิธีสารจะไม่มีผลบังคับใช้ โดยความตกลงอื่นนั้นมีผลบังคับระหว่างภาคีที่เกี่ยวข้องและความตกลงนั้นได้เปิดให้มีการลงนามแล้วในขณะที่พิธีสารได้มีการลงนาม ถึงแม้ว่าความตกลงดังกล่าวจะได้มีการแก้ไขในภายหลังก็ตาม

    ข้อ 12 ข้อจำกัดด้านการเงิน

    1. ความรับผิดของบุคคลผู้รับผิดสำหรับความเสียหายตามข้อ 4 ของพิธีสารจะกำหนดอยู่ในภาคผนวก ข. ของพิธีสาร การจำกัดดังกล่าวจะไม่รวมผลประโยชน์หรือค่าใช้จ่ายของศาลผู้มีอำนาจ

    2.ไม่มีการจำกัดวงเงินความรับผิดชอบภายใต้ข้อ5

    ข้อ 13 ข้อจำกัดเวลาของความรับผิด

    1. การเรียกร้องความเสียหายภายใต้พิธีสารจะไม่สามารถทำได้เว้นแต่จะดำเนินการเรียกร้องภายใน 10 ปี นับตั้งแต่วันเกิดเหตุการณ์ความเสียหาย

    2. การเรียกร้องความเสียหายภายใต้พิธีสารจะไม่สามารถทำได้เว้นแต่จะดำเนินการภายใน 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ผู้เรียกร้องรู้หรือมีเหตุอันควรจะทราบถึงความเสียหาย ทั้งนี้ โดยมีข้อจำกัดของเวลาไม่เกินตามวรรค 1 ของข้อนี้

    3. ในกรณีที่หากเหตุการณ์ประกอบด้วยหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นลำดับโดยมีสาเหตุเดียวกัน ข้อจำกัดเวลาจะนับตั้งแต่วันเกิดเหตุการณ์ลำดับสุดท้าย ในกรณีที่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ข้อจำกัดของเวลาจะนับตั้งแต่วันสิ้นสุดของเหตุการณ์ต่อเนื่องนั้น

    ข้อ 14 การประกันภัยและหลักประกันทางการเงินอื่น

    1. บุคคลที่มีความรับผิดภายใต้ข้อ 4 จะต้องจัดให้มีการประกันภัย พันธบัตร หรือหลักประกันทางการเงินอื่นที่ได้คุ้มครองต่อความรับผิดดังกล่าวตลอดระยะเวลาของความรับผิด โดยมีจำนวนเงินความคุ้มครองไม่น้อยกว่าขีดจำกัดขั้นต่ำสุดดังระบุในวรรค 2 แห่งภาคผนวก ข รัฐอาจปฏิบัติตามข้อผูกพันภายใตวรรคนี้โดยการแจ้งการประกันตนเอง บทบัญญัติในวรรคนี้ไม่จำกัดการกำหนดให้มีความรับผิดส่วนแรกหรือการร่วมกันจ่ายระหว่างผู้รับประกันภัย แต่ไม่ให้ยกเอาการที่ผู้เอาประกันภัยไม่สามารถจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกหรือร่วมกันจ่ายในส่วนที่ตนต้องรับผิดชอบมาใช้เป็นข้ออ้างในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อบุคคลที่ได้รับความเสียหาย

    2. สำหรับความรับผิดของผู้แจ้งหรือผู้ส่งออกภายใต้ข้อ 4 วรรค 1 หรือของผู้นำเข้าภายใต้ข้อ 4 วรรค 2 นั้น ให้การประกันภัย พันธบัตร หรือหลักประกันทางการเงินอื่น ที่อ้างถึงในวรรค 1 ของข้อนี้ มีขึ้นเพื่อการชดใช้ความเสียหายเฉพาะความเสียหายที่กล่าวไว้ในข้อ 2 ของพิธีสารเท่านั้น

    3. เอกสารที่แสดงความคุ้มครองสำหรับความรับผิดของผู้แจ้งหรือผู้ส่งออกภายใต้ข้อ 4 วรรค 1 หรือของผู้นำเข้า ภายใต้ข้อ 4 วรรค 2 ของพิธีสาร ต้องแนบมาพร้อมกับการแจ้งที่อ้างถึงในข้อ 6 ของอนุสัญญา ส่วนหลักฐานแสดงความคุ้มครองสำหรับความรับผิดของผู้กำจัดต้องถูกนำส่งให้แก่หน่วยงานที่มีอำนาจของรัฐที่นำเข้านั้น ๆ

    4. การเรียกร้องใด ๆ ภายใต้พิธีสาร อาจกระทำโดยตรงต่อผู้รับประกัน ผู้ออกพันธบัตร หรือผู้ออกหลักประกันทางการเงินอื่น โดยผู้รับประกันภัยหรือผู้ออกหลักประกันทางการเงินอื่นนั้นมีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องให้บุคคลที่มีความรับผิดภายใต้ข้อ 4 เข้ามาในกระบวนการพิจารณา นอกจากนี้ ผู้รับประกันภัยหรือผู้ออกหลักประกันทางการเงินอื่นอาจใช้สิทธิ์ยกข้อต่อสู้เท่าที่บุคคลที่มีความรับผิดภายใต้ข้อ 4 มีสิทธิ์ดังกล่าว

    5. ไม่ว่าบทบัญญัติในวรรค 4 จะบัญญัติไว้ประการใด ในกรณีที่ภาคีคู่สัญญาประสงค์จะไม่ให้สิทธิในการฟ้องร้องดำเนินคดีโดยตรงดังกล่าวในวรรค 4 โดยภาคีคู่สัญญาต้องแจ้งต่อผู้เก็บรักษาพิธีสาร ณ เวลาที่ลงนาม ให้สัตยาบัน หรือ รับรอง หรือภาคียานุวัติพิธีสารนี้ถึงความประสงค์นั้น และสำนักเลขาธิการต้องเก็บรักษาข้อมูลของภาคีคู่สัญญาผู้ซึ่งได้ทำการแจ้งตามวรรคนี้แล้ว

    ข้อ 15 กลไกทางการเงิน

    1. ในกรณีที่การชดใช้ภายใต้พิธีสารไม่ครอบคลุมมูลค่าความเสียหาย มาตรการสนับสนุนอื่นใดที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีการชดใช้ที่เพียงพอและทันท่วงที อาจถูกนำมาใช้ได้โดยอาศัยกลไกที่มีอยู่

    2. ที่ประชุมภาคีต้องทบทวนความต้องการและความเป็นไปได้ในการพัฒนากลไกที่มีอยู่เดิมหรือจัดหากลไกใหม่ ๆ อยู่เสมอ

    ข้อ 16 ความรับผิดชอบของรัฐ

    พิธีสารจะไม่มีผลต่อสิทธิและข้อผูกพันของภาคีคู่สัญญาภายใต้กฏเกณฑ์ของกฎหมายระหว่างประเทศทั่วไปที่เกี่ยวกับความรับผิดชอบของรัฐ

    ข้อ 17 ศาลผู้มีอำนาจ

    1. การเรียกร้องใดเพื่อชดใช้ค่าเสียหายภายใต้พิธีสารอาจถูกนำขึ้นสู่ศาลของภาคีคู่สัญญา ในกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้

    ก) ความเสียหายที่ได้เกิดขึ้น
    ข) มีเหตุการณ์เกิดขึ้นหรือ
    ค) จำเลยมีถิ่นที่อยู่ตามปกติหรือสถานหลักในการที่ประกอบธุรกิจ

    2. ภาคีคู่สัญญาแต่ละฝ่ายต้องมั่นใจว่าศาลเป็นผู้มีอำนาจในการดำเนินการตามข้อเรียกร้องสำหรับชดใช้ เช่นว่า

    ข้อ 18 คดีที่เกี่ยวเนื่อง

    1. ในกรณีที่การฟ้องคดีที่เกี่ยยวเนื่องถูกนำขึ้นศาลต่างภาคีกัน ศาลใดนอกจากศาลแรกที่ทำการรับคำฟ้อง ในขณะที่การฟ้องคดียังคงดำเนินอยู่ในชั้นต้น อาจชะลอ กระบวนการพิจารณาของตน

    2. เมื่อรับคำฟ้องของภาคีใดภาคีหนึ่ง ศาลอาจปฏิเสธการใช้เขตอำนาจของตน หากกฏหมายของศาลนั้นอนุญาตให้มีการรวมฟ้องคดีที่เกี่ยวเนื่องและอีกศาลหนึ่งมีเขตอำนาจเหนือการฟ้องร้องทั้งสองคดี

    3. เพื่อความมุ่งประสงค์ของข้อนี้ ให้ถือว่าการฟ้องคดีที่เกี่ยวเนื่องกันเมื่อคดีดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิดที่สมควรจะต้องรับฟังและพิจารณาร่วมกันเพื่อหลีกเลี่ยง ความเสี่ยงของคำตัดสินที่ไม่สอดคล้องกันอันเกิดจากกระบวนการพิจารณาที่แยกกัน

    ข้อ 19 กฎหมายที่บังคับใช้

    ประเด็นเกี่ยวกับเนื้อหาสาระหรือวิธีพิจารณาใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเรียกร้องซึ่งยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจอันมิได้กำหนดไว้โดยเฉพาะในพิธีสารนี้ ให้นำกฎหมายของศาลนั้นมาใช้บังคับ ซึ่งรวมถึงกฎเกณฑ์ใด ๆ ตามกฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย

    ข้อ 20 ความสัมพันธ์ระหว่างพิธีสารกับกฎหมายแห่งศาลผู้มีอำนาจ

    1. ภายใต้บังคับแห่งวรรรค 2 ไม่มีบทบัญญัติใดในพิธีสารที่จะถูกตีความไปในทางที่ทำให้เสื่อมสิทธิของบุคคลผู้ซึ่งได้รับความเสียหายหรือไปในทางที่จำกัดการคุ้มครองหรือการทำให้สิ่งแวดล้อมคืนสู่สภาพเดิม ตามที่อาจกำหนดในกฎหมายภายในประเทศ

    2. ไม่มีการเรียกร้องสำหรับการค่าชดใช้ที่อยู่บนพื้นฐานความรับผิดเด็ดขาดของผู้แจ้งหรือผู้ส่งออกตามข้อ 4 วรรค 1 หรือผู้นำเข้าตามข้อ 4 วรรค 2 ของพิธีสาร จะทำให้ นอกเหนือจากที่พิธีสารกำหนด

    ข้อ 21 การยอมรับและการบังคับตามคำพิพากษา

    1. คำตัดสินใดของศาลที่มีเขตอำนาจตามข้อ 17 ของพิธีสาร ซึ่งบังคับได้ในรัฐต้นกำเนิดและไม่อยู่ ภายใต้การทบทวนทั่วไปในรัฐภาคีคู่สัญญาจะได้รับการยอมรับ เมื่อขั้นตอนที่กำหนดในภาคีนั้นได้ปฏิเสธครบถ้วนแล้ว เว้นแต่เมื่อ

    ก) คำตัดสินนั้นได้มาโดยกลฉ้อฉล
    ข) ผู้ถูกฟ้องมิได้รับการแจ้งออกสมเหตุสมผลและไม่มีโอกาสตามควรในการต่อสู้คดีของตน
    ค)
    คำตัดสินนั้นไม่สอดคล้องกับคำตัดสินก่อนหน้าที่ออกไป ภาคีคู่สัญญาอื่นในส่วนที่เกี่ยวกับเหตุแห่งการกระทำเดียว กันและคู่กรณีเดียวกัน
    ง) คำตัดสินนั้นขัดต่อนโยบายสาธารณะของภาคีคู่สัญญา

    2. คำตัดสินที่ได้รับการยอมรับภายใต้ วรรค 1 ของข้อนี้ให้ถือว่าให้บังคับได้ในประเทศภาคีคู่สัญญา เมื่อขั้นตอนที่กำหนดในภาคีนั้นได้ปฏิบัติครบถ้วนแล้ว

    3. บทบัญญัติของวรรค 1 และ 2 ของข้อนี้ต้องไม่บังคับใช้ระหว่างรัฐภาคีคู่สัญญาซึ่งเป็นภาคีความตกลงหรือข้อตกลงนั้นมีผลใช้บังคับว่าด้วยการยอมรับ และบังคับตามคำตัดสิน จะได้รับการยอมรับและบังคับตามอยู่แล้ว

    ข้อ 22 ความสัมพันธ์ของพิธีสารกับอนุสัญญาบาเซล

    เว้นแต่กำหนดไว้เป็นอื่นในพิธีสาร บทบัญญัติของอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องกับพิธีสารของอนุสัญญาจะบังคับใช้กับพิธีสารด้วย

    ข้อ 23 การแก้ไขภาคผนวก ข

    1. ที่ประชุมใหญ่ภาคีอนุสัญญาบาเซล ในการประชุมครั้งที่ 6 อาจแก้ไขวรรค 2 ของภาคผนวก ข ตามขั้นตอนกำหนดในข้อ 18 ของอนุสัญญาบาเซล

    2. การแก้ไขเช่นว่าอาจทำก่อนได้ที่พิธีสารจะมีผลใช้บังคับ

    ข้อ 24 การประชุมภาคี

    1. โดยการนี้ที่ประชุมภาคีจะถูกจัดจัดขึ้น สำนักเลขาธิการต้องจัดการประชุมภาคีครั้งแรก สมัยแรก ร่วมกับการ ประชุมภาคีครั้งแรกของที่ประชุมใหญ่ภาคีอนุสัญญาบาเซล หลังจากที่พิธีสารมีผลใช้บังคับ

    2. การประชุมสามัญภาคีครั้งต่อมาถูกจัดขึ้นร่วมกับการประชุมของที่ประชุมใหญ่ภาคีอนุสัญญา เว้นแต่ที่ประชุมภาคีเห็นเป็นอย่างอื่น การประชุมวิสามัญของภาคีต้องถูกจัดขึ้นในเวลาอื่น ตามที่ประชุมอาจเห็นสมควรว่าจำเป็น หรือตามคำร้องขอเป็นลายลักษณ์อักษรของภาคีคู่สัญญาใด โดยมีเงื่อนไขว่า จะต้องได้รับการสนับสนุนจากภาคีอย่างน้อยหนึ่งในสามใน หก เดือนหลังจากภาคีได้รับแจ้งจากสำนักเลขาธิการให้ทราบถึงคำร้องขอดังกล่าว

    3. ในการประชุมครั้งแรกภาคีคู่สัญญาต้องรับเอากฏระเบียบข้อบังคับการประชุมที่ประชุมภาคีโดยฉันทามติ รวมทั้ง กฏหมายการเงิน

    4. อำนาจหน้าที่ของที่ประชุมภาคี

    ก. ทบทวนการปฏิบัติตามและดำเนินการให้สอดคล้องกับพิธีสาร
    ข. ในกรณีที่จำเป็นจัดให้มีการรายงานการดำเนินงานและจัดทำแนวทางและขั้นตอนสำหรับการรายงาน
    ค. ในกรณีที่จำเป็นพิจารณาและรับเอาข้อเสนอเพื่อการ แก้ไขพิธีสารหรือภาคผนวกใดและเพื่อภาคผนวกใหม่ และ
    ง. พิจารณาและดำเนินการเพิ่มเติมตามที่กำหนดเพื่อความมุ่งประสงค์ของพิธีสาร

    ข้อ 25 สำนักเลขาธิการ

    1. เพื่อความมุ่งประสงค์ของพิธีสาร สำนักเลขาธิการต้อง

    ก. จัดและให้บริการต่างๆแก่การประชุมภาคีตามที่กำหนดในข้อ 24
    ข. เตรียมรายงานรวมทั้งข้อมูลด้านการเงินเกี่ยวกับกิจกรรมซึ่งตนได้ปฏิบัติตามหน้าที่ภายใต้พิธีสาร และนำเสนอรายงานต่อที่ประชุมภาคี
    ค. ประกันว่ามีการประสานงานที่จำเป็นกับองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำข้อตกลงด้านการบริหารด้านสัญญาและตามที่อำนาจกำหนดเพื่อการปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ
    ง. รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายแห่งชาติและบทบัญญัติด้านการบริหารของภาคคู่สัญญาในการปฏิบัติตามพิธีสาร
    จ. ร่วมมือกับภาคีคู่สัญญาและหน่วยงานและองค์กรระหว่างประเทศที่มีอำนาจในการจัดหาผู้เชี่ยวชาญ และอุปกรณ์เพื่อความมุ่งประสงค์ในการช่วยเหลือโดยเร็วแกรัฐ เมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน
    ฉ. สนับสนุนประเทศที่มิใช่ภาคี ในการเข้าร่วมประชุมภาคีในฐานะผู้สังเกตุการณ์และเพื่อการปฏิบัติ ตามบทบัญญัติของพิธีสาร และ
    ช. ปฎิบัติหน้าที่อื่นใด เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของพิธีสารนี้ ตามที่ประชุมภาคีอาจมอบหมาย

    2. หน้าที่ของสำนักเลขาธิการจะต้องได้รับการดำเนินการโดยสำนักเลขาธิการอนุสัญญาบาเซล

    ข้อ 26 การลงนาม

    พิธีสารจะเปิดให้มีการลงนามโดยรัฐและองค์กรความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคที่เป็นภาคีอนุสัญญาบาเซล ณ กรุงเบิร์น ที่กระทรวงการต่างประเทศของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ตั้งแต่ 6 ถึง 17 มีนาคม 2543 (ค.ศ.2000)และที่สำนักงานใหญ่ สหประชาชาติ ณ กรุงนิวยอร์ค ตั้งแต่ 1 เมษายน 2543 (ค.ศ.2000)ถึง 1 ธันวาคม 2543 (ค.ศ.2000)

    ข้อ 27 การให้สัตยาบัน การยอมรับ การยืนยันหรือการให้ความเห็นชอบอย่างเป็นทางการ

    1. พิธีสารจะต้องได้รับการให้สัตยาบัน การยอมรับ หรือการให้ความเห็นชอบโดยรัฐและได้รับการยืนยันหรือการให้ความเห็นชอบอย่างเป็นทางการจากองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค สัตยาบัน สารการยอมรับ สารการยืนยัน หรือสารการให้ความเห็นชอบจะต้องมอบไว้กับผู้เก็บรักษา

    2. องค์การใดตามอ้างถึง ในวรรค 1 ของข้อนี้ซึ่งเข้าเป็นภาคีคู่สัญญา โดยที่ไม่มีรัฐสมาชิกใดของตนเป็นภาคีคู่สัญญาต้องผูกพันโดยพันธกรณีทั้งปวงภายใต้พิธีสาร ในกรณีขององค์การเช่นว่าซึ่งมีรัฐสมาชิกรัฐหนึ่งหรือมากกว่าของตนเป็นภาคีคู่สัญญานี้ องค์การและรัฐสมาชิกของตนต้องตัดสินใจเกี่ยวกับความรับผิดชอบของตนต่อการปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้พิธีสาร ในกรณีเช่นว่าองค์การและรัฐสมาชิกจะไม่มีสิทธิภายใต้พิธีสารในเวลาเดียวกัน

    3. ในสารให้คำยืนยันหรือความเห็นชอบอย่างเป็นทางการของตน องค์การตามที่อ้างถึงในวรรค 1 ของข้อนี้ จะต้องประกาศขอบเขตอำนาจของตนในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องที่กำหนดโดยพิธีสาร องค์การเหล่านี้จะต้องแจ้งผู้เก็บรักษาด้วยว่าผู้ใดจะแจ้งให้ภาคีคู่สัญญาทราบถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญใดในเรื่องขอบเขตอำนาจของตนด้วย

    ข้อ 28 ภาคยานุวัติ

    1. พิธีสารต้องเปิดให้ภาคยานุวัติโดยรัฐและองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคที่เป็นภาคีอนุสัญญาบาเซลซึ่งไม่ได้ลงนามในพิธีสาร ภาคยานุวัติสารจะต้องมอบไว้กับผู้เก็บรักษา

    2. ในภาคยานุวัติสารของ องค์การที่อ้างถึงในวรรค 1 ของข้อนี้จะต้องประกาศขอบเขตอำนาจของตนในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องที่กำหนดโดยพิธีสาร องค์การเหล่านี้ต้องแจ้งผู้เก็บรักษาถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญใดในขอบเขตอำนาจของตน

    3. บทบัญญัติของข้อ 27 วรรค 2 ต้องใช้บังคับกับองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ซึ่งภาคยานุวัติพิธีสาร

    ข้อ 29 การมีผลใช้บังคับ

    1. พิธีสารจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 90 หลังจากวันที่มีการมอบสัตยาบันสาร สารการยอมรับ สารการยืนยันอย่างเป็นทางการ สารการให้ความเห็นชอบหรือ ภาคยานุวัติสาร ฉบับที่ 20

    2. สำหรับแต่ละรัฐหรือองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ซึ่งได้ให้สัตยาบันยอมรับ เห็นชอบ หรือยืนยันอย่างเป็นทางการพิธีสาร หรือที่ภาคยานุวัติภายหลังจากวันที่ได้มีการมอบสัตยาบันสาร สารยอมรับสารการให้ความเห็นชอบ สารการยืนยันอย่างเป็นทางการหรือภาคยานุวัติสาร ฉบับที่ 20 พิธีสารจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 90 หลังจากวันที่รัฐ หรือองค์การร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค เช่นว่าได้มอบให้สัตยาบันสารสารยอมรับ สารให้ความเห็นชอบ สารยืนยันอย่างเป็นทางการหรือภาคยานุวัติสาร

    3. เพื่อความมุ่งประสงค์ของวรรค 1 และ 2 ของข้อนี้ สารใดที่ได้มอบโดยองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคต้องไม่นับรวมเพิ่มเติมจากสารที่ได้มอบโดยรัฐสมาชิกขององค์การเช่นว่า

    ข้อ 30 ข้อสงวนและคำแถลง

    1. ข้อสงวนหรือข้อยกเว้นต่อพิธีสารนี้ไม่อาจทำได้ เพื่อความมุ่งประสงค์ของพิธีสาร การแจ้งตามข้อ 3 วรรค 1 ข้อ 3 วรรค 6 หรือข้อ 14 วรรค 5 จะไม่ถือเป็นข้อสงวนหรือข้อยกเว้น

    2. วรรค 1 ของข้อนี้ไม่ห้ามรัฐหรือองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ในขณะที่ลงนามให้สัตยาบัน ยอมรับ เห็นชอบ ยืนยันอย่างเป็นทางการหรือภาคยานุวัติ พิธีสารในการทำคำประกาศหรือคำแถลงไม่ว่าจะใช้ข้อความหรือเรียกชื่ออย่างไรก็ตาม โดยมุ่งในบรรดาสิ่งทั้งหลายที่จะทำให้กฎหมายและข้อบังคับของตนสอดคล้องกับบทบัญญัติของพิธีสารนี้ โดยมีเงื่อนไขว่าคำประกาศหรือคำแถลงเช่นว่าจะต้องไม่มีความหมายให้ตัดหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขผลทางกฎหมายของบทบัญญัติของพิธีสารที่ใช้บังคับกับรัฐหรือองค์การนั้น

    ข้อ 31 การถอนตัว

    1. ไม่ว่าเวลาใดภายหลัง 3 ปี นับจากวันที่พิธีสารมีผลบังคับแต่ภาคีคู่สัญญา ภาคีคู่สัญญานั้นอาจถอนตัวจากพิธีสารได้โดยการแจ้งอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรไปยังผู้เก็บรักษา

    2. การถอนตัวให้มีผลภายใน 1 ปี หลังจากที่ผู้เก็บรักษาได้รับแจ้ง หรือในวันที่หลังจากนั้นตามที่ระบุไว้ในคำแจ้ง

    ข้อ 32 ผู้เก็บรักษา

    เลขาธิการสหประชาชาติจะต้องเป็นผู้เก็บรักษาพิธีสาร

    ข้อ 33 ตัวบทที่ถูกต้อง

    ต้นฉบับตัวบทภาษาอาหรับ จีน อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซียและสเปนของพิธีสารจะมีความถูกต้องเท่าเทียมกัน

    ภาคผนวก ก รายชื่อของรัฐผู้นำผ่านตามที่อ้างถึงในข้อ 3 อนุวรรค 3 (ง)

    1.แอนทิกาและบาร์บูดา 2. บาฮามาส 3. บาห์เรน 4. บาร์เบโดส
    5. เคปเวิร์ด 6. คอโมรอส 7. หมู่เกาะคุก 8. คิวบา
    9. ไซปรัส 10. โดมินิกา 11. สาธารณรัฐโดมินิกัน 12. ฟิจิ
    13. เกรเนดา 14. ไฮติ 15. จาไมก้า 16. คิริบาส
    17. มาลดีฟส์ 18. มอลตา 19. หมู่เกาะมาร์แชล 20. มอร์เซียส
    21. ไมโครนีเซีย 22. นาอูรู 23. เนเธอร์แลนด์ ในนามของอารูบา (เนเธอร์แลนด์แอนทิลีส์) 24. นิวซีแลนด์ ในนามของโตเกลา
    25. นีอูเอ 26. ปาลัว 27. ปาปัว นิว กินี 28. ซามัว
    29. ซัวตเมและปรินซิเป 30. เชเซล 31. สิงคโปร์ 32. หมู่เกาะโซโลมอน
    33. เซนต์ลูเซีย 34. เซนต์ คิตส์ และเนวิส 35. เซนต์ วินเซนต์และ เกรนาดีนส์ 36. ตองกา
    37. ตรีนิแดดและโทเบโก 38. ตูวาลู 39. วานูอาตู

    ภาคผนวก ข. ขีดจำกัดด้านการเงิน

    1. ขีดจำกัดด้านการเงินสำหรับความรับผิดภายใต้ข้อ 4 ของพิธีสารต้องได้รับการกำหนดโดยกฎหมายภายในประเทศ

    2. ขีดจำกัดของความรับผิด

    (ก) สำหรับผู้แจ้ง ผู้ส่งออกหรือผู้นำเข้าต่อหนึ่งเหตุการณ์ ไม่น้อยกว่า

    (1) 1 ล้านหน่วยของเงิน สำหรับการขนส่งจนถึง 5 ตัน
    (2) 2 ล้านหน่วยของเงิน สำหรับการขนส่งเกิน 5 ตัน จนถึง 25 ตัน
    (3) 4 ล้านหน่วยของเงิน สำหรับการขนส่งเกิน 25 ตัน จนถึง 50 ตัน
    (4) 6 ล้านหน่วยของเงิน สำหรับการขนส่งเกิน 50 ตัน จนถึง 1,000 ตัน
    (5)10 ล้านหน่วยของเงิน สำหรับการขนส่งเกิน 1,000 ตัน จนถึง 10,000 ตัน
    (6) ส่วนเพิ่มอีก 1,000 หน่วยของเงิน สำหรับจำนวนแต่ละตันที่เพิ่มขึ้น จนถึงขั้นสูงสุด คือ 30 ล้านหน่วยของเงิน

    (ข) สำหรับผู้กำจัดต่อหนึ่งเหตุการณ์ ต้องไม่น้อยกว่า 2 ล้านหน่วยของเงิน

    จำนวนที่อ้างถึงในวรรค 2 ต้องได้รับการทบทวนโดยภาคีคู่สัญญาอย่างสม่ำเสมอ โดยคำนึงถึงแต่ไม่จำกัดเพียงความเสี่ยงที่อาจเกิดต่อสิ่งแวดล้อมจากการเคลื่อนย้าย ของเสียอันตรายและของเสียอื่น การกำจัด และการใช้ประโยชน์ รวมถึง สภาพ ปริมาณ และคุณสมบัติอันตรายของของเสียเหล่านั้น


    3) อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานต่างๆ ภายใต้อนุสัญญาบาเซล

    การกำหนดหน้าที่ของหน่วยงานที่รับผิดชอบในการปฏิบัติตามข้อบัญญัติในอนุสัญญาบาเซลฯ

    1. กรมโรงงานอุตสาหกรรมปฏิบัติงานในฐานะเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจ (Competent Authority) โดยมีหน้าที่รับผิดชอบ ดังนี้

    1)พิจารณาคำขอขึ้นทะเบียนและขออนุญาตนำเข้าส่งออกหรือนำผ่านของเสียอันตรายข้ามแดน

    2)แจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรถึงพนักงานผู้มีอำนาจของประเทศผู้นำเข้าและผู้นำผ่านเกี่ยวกับการพิจารณาอนุญาตให้มีการเคลื่อนย้ายอย่างมีเงื่อนไขหรือไม่มีเงื่อนไข หรือปฏิเสธไม่ยินยอมให้มีการเคลื่อนย้ายอย่างมีเงื่อนไขหรือขอข้อมูลเพิ่มเติม

    3)ตอบเป็นลายลักษณ์อักษรแก่ผู้แจ้งในการพิจารณาการอนุญาตให้มีการเคลื่อนย้ายอย่างมีเงื่อนไขหรือไม่มีเงื่อนไขหรือปฏิเสธไม่ยินยอมให้มีการเคลื่อนย้ายหรือขอข้อมูลเพิ่มเติม

    4)แจ้งให้ฝ่ายเลขาธิการอนุสัญญาบาเซลฯทราบถึงของเสียชนิดอื่น (นอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในภาคผนวกที่I และ IIซึ่งได้รับการพิจารณาให้เป็นของเสียอันตรายภายใต้กฎหมายของประเทศนั้นๆ)

    5)ส่งต่อข้อมูลจากฝ่ายเลขาธิการอนุสัญญาบาเซลฯให้แก่ผู้ส่งออกผู้นำเข้าและผู้นำผ่านทราบ

    6)แจ้งให้ฝ่ายเลขาธิการอนุสัญญาบาเซลฯถึงการตัดสินใจห้ามนำเข้าของเสียเพื่อการกำจัดขั้นสุดท้ายและห้ามการส่งออกของเสียไปยังประเทศที่ห้ามนำเข้า

    7) ห้ามนำเข้าของเสียหากมีเหตุผลเพียงพอที่เชื้อได้ว่าของเสียนั้นจะไม่ได้รับการกำจัดด้วยวิธีที่คำนึงถึงด้านสิ่งแวดล้อม

    8)เป็นผู้อนุญาตให้ทำากรขนส่งหรือกำจัดของเสียที่อยู่ภายใต้ขอบเขตอำนาจศาลขอประเทศตน

    9)กำหนดมาตรการทางด้านกฎหมายเพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติและควบคุมใหัอยู่ภายใต้ข้อกำหนดในอนุสัญญาบาเซลฯซึ่งได้แก่

    - จัดทำเอกสารคำขออนุญาตนำเข้าส่งออกหรือนำผ่าน
    - จัดทำแบบฟอร์มที่มีข้อมูลรายละเอียดตามภาคผนวกที่5เพื่อให้ผู้ส่งออกกรอกรายละเอียดและแจ้งให้ประเทสภาคีที่เกี่ยวข้องทราบรวมทั้งเอกสารกำกับการเคลื่อนย้ายของเสียอันตราย (ตั้งแต่จุดเริ่มขนถึงที่กำจัด)
    - กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการบรรจุหีบห่อภาชนะและฉลากที่เป็นมาตรฐานสากลซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ
    - กำหนดให้มีการประกันภัยหรือมีการค้ำประกันทางด้านการเงินหรือสัญญาผูกมัดหรือการรับรองอื่นๆเมื่อต้องการจะส่งออกของเสียอันตรายและมีเอกสารประกันภัยหรือการค้ำประกันมาแนบเมื่อต้องการนำของเสียเข้ามาในราชอาณาจัด
    - กำหนดบทลงโทษผู้ที่ทำการขนส่งที่ผิดกฎหมาย(ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการเคลื่อนย้ายของเสียข้ามแดน)
    - กำหนดหลักการในการปฏิบัติเมื่อของเสียที่ส่งออกเกิดการรั่วไหลและชดเชยค่าเสียหายที่เกิดขึ้น
    -กำหนดแผน/มาตรการรวมทั้งการขอความช่วยเหลือจากประเทศภาคีหากประเทศไทยต้องรับผิดชอบในการนำกลับของเสียอันตราย

    10) ประสานงานในการจัดทำความตกลงระดับทวิภาคีความตกลงหลายฝ่ายและความตกลงระดับภูมิภาคในการเคลื่อนย้ายของเสียข้ามแดน

    11)ตรวจสอบและติดตามผลการทำงานของระบบบำบัดและการกำจัดของเสียที่มีอยู่ในประเทศให้มีการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม

    12)วางแผนการจัดการให้มีการลดการผลิตของเสียอันตรายภายในประเทศและจัดสรรงบประมาณเพื่อการจัดการของเสียอันตราย

    13)ประสานงานกับประเทศภาคีฝ่ายเลขาธิการอนุสัญญาบาเซลฯและองค์กรเอกชนอื่นๆในการรับแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายของเสียอันตรายเพื่อจะได้หาทางป้องกัน

    14)ส่งต่อข้อมูลจากต่างประเทศให้ผู้ส่งออกผู้นำเข้าผู้นำผ่านและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ

    2.กรมควบคุมมลพิษปฏิบัติงานในฐานะเป็นศูนย์ประสานงาน(Focal - point)โดยมีหน้าที่รับผิดชอบดังนี้

    1) รับและแจ้งข้อมูลให้แก่ฝ่ายเลขาธิการอนุสัญญาบาเซลฯให้ทราบถึง
    - การแต่งตั้ง/การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับคำจำกัดความชนิดและประเภทของของเสียอันตราย
    - ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายของเสียอันตรายข้ามแดนที่จะไม่ปฏิบัติตามทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งหรือการห้ามการเคลื่อนย้ายภายใต้ขอบเขตอำนาจกฎหมายของประเทศ
    - ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งที่ผิดกฎหมาย

    2)แจกจ่ายข่าวสารที่ได้รับแจ้งจาแฝ่ายเลขาธิการอนุสัญญาบาเซลฯไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในประเทศ

    3)แจ้งประเทศที่เกี่ยวข้องโดยทันทีเมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นระหว่างการเคลื่อนย้ายของเสียอันตรายหรือการกำจัดของเสียอันตรายข้ามแดน

    4)ประสานงานกับฝ่ายเลขาธิการอนุสัญญาบาเซลฯองค์กรระหว่างประเทศและประเทศภาคีสมาชิกที่เกี่ยวข้องในการ

    - จัดทำข้อมูลแระสานงานทางวิชาการในการจัดทำแนวทางปฏิบัติสำหรับการจัดการของเสียอันตราย
    - พัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีในการจัดการของเสียอันตราย
    - จัดตั้งศูนย์ระดับภูมิภาคเพื่อการฝึกอบรมและการถ่ายทอดเทคโนโลยีการจัดการของเสียอันตรายและการลดปริมาณการผลิตของเสียอันตราย
    - ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศภาคีสมาชิกเพื่อพัฒนาความสามารถทางวิชาการและเทคโนโลยีสำหรับประเทศที่มีความต้องการและร้องขอความช่วยเหลือ
    - จัดตั้งกองทุนหมุนเวียนเพื่อช่วยเหลือกรณีฉุกเฉินเพื่อลดความเสียหายจากอุบัติภัยที่เกิดจากการเคลื่อนย้ายหรือการกำจัดของเสียอันตรายข้ามแดน

    5)จัดทำรายงานข้อมูลประจำปีซึ่งประกอบด้วย ข้อมูลเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายของเสียอันตรายข้ามแดนซึ่งได้แก่ชนิดปริมาณของเสียอันตรายของประเทศผู้นำเข้าประเทศผู้ส่งออกและประเทศผู้นำผ่านมาตรการในการกำจัดและการดำเนินการเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีในการลด หรือกำจัดของเสียอันตรายข้อมูลอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นระหว่างการเคลื่อนย้ายของเสียอันตรายข้ามแดนฯลฯ

    6)ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในประเทศในการดำเนินงานเพื่อให้เป็นไปตามข้กำหนดในอนุสัญญาบาเซลฯเช่น

    - การจัดทำความตกลงระดับทวิภาคีความตกลงหลายฝ่ายและความตกลงระดับภูมิภาค
    - การรับผิดชอบในการนำกลับและการชดใช้ค่าเสียหาย
    - การติดตามตรวจสอบผลกระทบที่เกิดจากการจัดการของเสียอันตรายที่อาจมีต่อสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

    7) จัดส่งผู้แทนเพื่อเข้าร่วมการประชุมต่างๆได้แก่การประชุมสมัยสามัญประจำปีของประเทศภาคีสมาชิกอนุสัญญาบาเซลฯการประชุมกลุ่มทำงานด้านวิชาการของอนุสัญญาบาเซลฯ การประชุมกลุ่มทำงานเฉพาะกิจระดับผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและวิชากการและการประชุมคณะกรรมการเฉพาะเรื่องเพื่อการอนุวัตตามอนุสัญญาบเซลฯ

    8)จัดสรรเงินงบประมาณเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเป็นสมาชิกการการประสานงานกับประเทศภาคีสมาชิกการประชุมการสบทบทุนการจัดตั้งศูนย์ภูมิภาคเพื่อการฝึกอบรม และถ่ายทอดเทคโนโลยีกองทุนหมุนเวียนและการดำเนินงานใดๆเพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดในอนุสัญญาบาเซลฯ

    9)ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ได้รับมอบหมายจากการประชุมประเทศภาคีสมาชิก

    3.หน่วยงานปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง

    1) กรมศุลกากร-  ควบคุมตรวจสอบให้ผู้ประกอบการนำเข้าส่งออก หรือนำผ่านของเสียอันตรายรวมทั้งของติดตัวผู้โดยสารดำเนินการนำเข้าและส่งออกให้เป็นไปตามกฎระเบียบทีเกี่ยวข้อง

    2)กรมเจ้าท่า -  ควบคุมพิจารณาอนุญาตให้ขนถ่ายของเสียอันตรายให้เป็นไปตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง

    3)องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์-  ดำเนินการขนส่งของเสียอันตรายให้เป็นไปตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง

    4)การท่าเรือแห่งประเทศไทย ควบคุมตรวจสอบ และพจิารณาอนุญาตการจอดเรื่อเทียบท่าและากรขนถ่ายของเสียอันตรายให้เป็นไปตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง

    5)กรมการประกันภัยกำหนดข้อปฏิบัติเกี่ยวกับการประกันภัยในการเคลื่อนย้ายของเสียอันตรายให้เป็นไปตามมาตรฐานระหว่างประเทศ

    6)สำนักงบประมาณแผ่นดิน ดำเนินการจัดสรรเงินงบประมาณฯเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายดังนี้

    - การเข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิก
    - สมทบทุนในการจัดตั้งกองทุนหมุนเวียนตามข้อกำหนดในอนุสัญญาบาเซลฯ
    - ค่าชดเชยความเสียหายที่เกิดจากความบกพร่องจากการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ
    - ค่าใช้จ่ายในการจัดส่งผู้แทนเข้าร่วมการประชุมสมัยสามัญ/วิสามัญ

    7)กระทรวงการต่างประเทศ-  ร่วมพิจารณาการเตรียมความพร้อมในการให้สัตยาบันและการดูแลให้เป็นไปตามอนุสัญญาบาเซลฯตลอดจนให้ข้อคิดเห็นในการตีความในสนธิสัญญา ในกรณีเกิดข้อพิจารณาภายใต้อนุสัญญาบาเซลฯนี้


    4) หลักเกณฑ์การปฏิบัติในการขออนุญาตินำเข้า-ส่งออกของเสียอันตรายตามอนุสัญญาบาเซล

    1. การแจ้งขอคำยินยอมในการเคลื่อนย้ายของเสียอันตราย ตามอนุสัญญาบาเซล Download [ 117 KB ]

    2. การติดตามการเคลื่อนย้ายของเสียอันตรายระหว่างประเทศตามอนุสัญญาบาเซลDownload [ 30 KB ]

    3. แผนผังสำหรับการตรวจสอบการดำเนินงานของผู้ส่งออกDownload [ 94 KB ]

    4. ขั้นตอนสำหรับการตรวจสอบการดำเนินงานของผู้ส่งออกDownload [ 50 KB ]

    5. แผนผังสำหรับการตรวจสอบการดำเนินงานของผู้รับกำจัดDownload [ 93 KB ]

    6. ขั้นตอนสำหรับการตรวจสอบการดำเนินงานของผู้รับกำจัดDownload [ 57 KB ]

    7. สาระสำคัญในหนังสือสัญญาระหว่างผู้ส่งออกและผู้รับกำจัดDownload [ 49 KB ]

    8. เอกสารประกอบการพิจารณาการส่งออกของเสียอันตรายตามอนุสัญญาบาเซลDownload [ 62 KB ]

    9. เอกสารประกอบการพิจารณาการนำเข้าของเสียอันตรายตามอนุสัญญาบาเซลDownload [ 62 KB ]

    10. Revised notification and movement documents for the control of transboundary movement of hazardous wastes and instructions for completing these documents Download [ 340 KB ]

    11. หลักเกณฑ์การกำหนดมูลค่าของ Bank guarantee สำหรับการส่งออกของเสียอันตรายตาม Basel Convention Download [ 53 KB ]

    12. ตัวอย่างข้อความใน Bank guarantee Download [ 125 KB ]

    13. คำขออนุญาตนำเข้าวัตถุอันตราย Download [ 122 KB ]

    14. คำขออนุญาตส่งออกวัตถุอันตรายDownload [ 131 KB ]



    5) ภาพรวมการจัดการของเสียอันตรายในประเทศไทย

    Waste streams

    Hazardous wastes to be controlled for the import and export were defined in list of hazardous substances Item: Chemical Wastes in the Notification of Ministry of Industry on List of Hazardous Substances B.E.2543 (2000) issued under the Hazardous Substance Act B.E. 2535 (1992) in accordance with the wastes listed in Annex VIII of the Basel Convention List A).

    According to the Notification of the Ministry of Industry No 6 B.E. 2540 (1997) issued pursuant to the provisions in the Factory Act B.E. 2535 (1992) on Disposal of Wastes or Unusable Materials, the categories of industrial hazardous wastes were defined and listed in 4 items as follows:

    - Item 1 Hazardous wastes: Ignitable, corrosive, reactive, toxic and leachable substances;

    - Item 2 Hazardous wastes from non-specific and specific sources;

    - Item 3 Hazardous wastes: discarded commercial chemical products, off-specification species, container residues, and spill residues (Acute hazardous and toxic hazardous chemicals); and

    - Item 4 Hazardous wastes: Chemical wastes.

    According to the Notification of the Ministry of Industry No.1 B.E. 2541 (1998) issued pursuant to the provisions in the Factory Act B.E. 2535 (1992) on Disposal of Wastes or Unusable Materials, the categories of industrial wastes were defined and listed in 2 sections as follows:

    - Section 1 Industrial Non-Hazardous Wastes; and

    - Section 2 Wastes and Unusable Materials from Specific Industrial Processes.

    Wastes having as constituents

    According to the Notification of the Ministry of Industry No.6 B.E. 2540 (1997), the definition of wastes having as constituents is in the item 1(5) and item 3 of the “characteristics and properties of hazardous wastes, as defined under notification of Ministry of Industry No. 6 B.E. 2540 (1997) which was issued under Factory Act B.E. 2535 (1992).

    Statistics 1999

    Quantities of Hazardous Wastes and other Wastes Generated, Exported and Imported as reported

    Generation Total amount (in metric tonnes)
    Export 260 1 600 0001
    Import No import  

    1 For the whole country. 1 250 000 tons of industrial hazardous waste and 350 000 tons of hazardous waste generated from community

    Transboundary Movement Reduction Measures

    Environmental standards / criteria to be met by waste generators

    According to the Notification of the Ministry of Industry No. 6. [B.E. 2540 (1997)] issued pursuant to the Factory Act B.E. 2535(1992) on Disposal of Wastes or Unusable Materials, Factory operators having hazardous wastes which have such characteristics and properties as defined in Annex 1 of the notification (as described in waste stream) must carry out the disposal of the wastes or unusable materials as defined as follows:

    Such hazardous wastes shall not be taken out of the factory except with prior approval from the Director-General of Industrial Works Department or the person assigned by Director-General of Industrial Works Department to take them out to detoxify, dispose, discard or landfill by method and at the place according to the criterion and the method defined in Annex 2 of the Notification.

    Details on type, quantity, characteristics, properties and storing place of such hazardous wastes or unusable materials concerned as well as method of storage, detoxification, disposal, discarding, landfilling and transport according to "Form Ror. Ngor. 6", attached to the notification must be notified to the Department of Industrial Works within the limit of 90 days from the effective date hereof, except that factory operators who operate a factory after the effective date hereof shall notify within the limit of 90 days from the commencing date of factory operation.

    Economic measures / initiatives offered by the government

    Tax differentiate, e.g. the different excise tax rate for recyclable batteries production which is rebated 5% of the excise tax, unleaded gasoline (ULG);

    Tax exemption, e.g. equipment for the control, treatment or eliminate pollutants;

    Deposit-refund system, e.g. bring-back program, this system will be used as a tool for subsidizing the consumer to return the remains of products containing hazardous substances such as dry cell batteries for final disposal or recovery;

    The environmental fund is established for the environmental sound management activities in accordance with item 2 “Environmental Fund” of the Enhancement and Conservation of the National Environment Quality Act B.E. 2535 (1992); and

    The Thai green label scheme project is established for developing the criteria on the clean or waste minimized products (e.g. no mercury added dry cell batteries, recyclable plastic products, etc.)

    Efforts made by industries / wastes generators

    In cooperation and support from authorized agencies, 5 categories of 50 factories, have been in the process of developing clean technologies and waste minimization methods. These industries are plastics industry, food industry, electroplating industry, pulp and paper industry and tannery industry.

    Other measures

    The following methods have been used as support tools to reduce and/or eliminate generation of wastes:

    ISO 14000;

    - Research on clean technologies and waste minimization e.g. research on energy recovery from used lubricating oil; and

    -Technical guidelines on the environmental sound management of hazardous wastes generated from communities e.g. laboratory waste, commercial waste, infectious waste, vessel and port waste.

    Disposal/Recovery Facilities

    Disposal facilities

    Central hazardous waste disposal facilities are:

    -GENCO, Map Ta Put, Rayong Province serving industries in the Eastern region for stabilization/neutralization unit (D9),physical and chemical wastewater pre-treatment unit (D9) and secured landfill (D5);

    - Industrial Waste Treatment Plant, Samae Dum, Bangkok serving Central region for physical and chemical wastewater pre-treatment plant for electroplating (D9) and stabilization/neutralization unit (D9); and

    Secured Landfill, Ratchaburi Province serving Central region for secured landfill (D5).

    Technochem Ltd., Chacheongsao Province serving industries in Central region for disposal of some volatile organic solvents, i.e. 1, 1, 1 Trichloroethane, 1, 1, 2 Trichloroethelene, 1, 1, 3 Trichlorofluoroethane, Methylene Chloride, Isopropyl Alcohol etc. (D9)

    Central Infectious Waste Incinerators are:

    - On-Nuch Infectious Waste Incinerator (20 tonnes per day) serving hospitals and clinics in Bangkok Metropolitan Region;

    - Hat Yai Infectious waste incinerator (5 tonnes per day) serving hospitals and clinics in Songkhla province and its vicinity;

    - Samut Sakorn Infectious waste incinerator (5 tonnes per day) serving hospitals and clinics in Samut Sakorn province and its vicinity; and

    - Nonthaburi Infectious Waste Incinerator (5 tonnes per day) serving the hospitals and clinics in Nonthaburi Province and its vicinity.

    Recovery/recycling/Re-use facilities

    Genco, Rayong Province: fuel blending unit (solvent and waste oil) (R1 and R2);

    Sita Thai Group, Saraburi: fuel blending unit (waste oil) (R1);

    Siam Cement, Saraburi: operating the cement kiln by using used lubricated oil and off-spec/used tyres as secondary fuel (energy recovery) (R1 and R2); and

    Lead Melting Industry (SME) (R4).

    Export and Import Prohibition

    The Royal Thai Government has policy to ban the import of hazardous waste for final disposal and strictly control the import of hazardous waste for recovery i.e. the decision on “Ban to the import of used lead-acid batteries for either disposal or recovery” (1993) and the Decision on “Strictly control to the import of used plastic scarps for recovery” (1994).

    Decision have been made to limit export of hazardous wastes and other wastes for final disposal (of PCBs) and recovery (of sludge from electronics factory).

    Bilateral, Multilateral or Regional Agreements

    None.

    Technical Assistance and Training Available

    During the year 2000 Pollution Control Department conducted or cooperated with the other agencies to arrange the training or workshop program on Hazardous waste as follows:

    Training course on Hazardous Waste Manifest System, 14, 16 and 18 Feb 2000 by Pollution Control Department

    In house training on Wastes Management in Laboratory , March 200 by MERCK and Pollution Control Department

    Infectious Waste Management Workshop 11-12 May 2000 by Ministry of Public health, Pollution Control Department, Kenan Institue Asia, United State - Asia Environmental Partnership, and Institue of International Education

    Workshop on PCB Inventory and Management, 20 Jul 2000 by Pollution Control Department


    6) แนวทางเทคนิคการจัดการของเสียอันตรายประเภทต่าง ๆ

    แนวทางเทคนิคการจัดการของเสียอันตรายจากกระบวนการผลิตและการใช้ตัวทำละลายอินทรีย์(Technical Guidelines on Hazardous Waste from the Production and Use of Organic Solvents (Y6)) HTML
    แนวทางเทคนิคการจัดการของเสียอันตราย: ของเสียน้ำมันจากแหล่งกำเนิดปิโตรเลียม (Technical Guidelines on Hazardous Waste: Waste Oils from Petroleum Origins and Sources (Y8)) HTML
    แนวทางเทคนิคการจัดการของเสียที่มีองค์ประกอบของพีซีบี พีซีทีและพีบีบี (Technical Guidelines on Wastes Comprising or Containing PCBs, PCTs andPBBs (Y10)) HTML
    แนวทางเทคนิคการจัดการของเสียจากบ้านเรือน (Technical Guidelines on Wastes Collected from households (Y46)) HTML
    TechnicalGuidelines -- an Introduction HTML
    แนวทางเทคนิคการฝังกลบแบบพิเศษ (Technical Guidelines on Specially Engineered Landfill (D5)) HTML
    แนวทางเทคนิคการเผาบนดิน (Technical Guidelines on Incineration on Land (D10)) HTML
    แนวทางเทคนิคการกลั่นน้ำมันใช้แล้วใหม่หรือการนำน้ำมันใช้แล้วมาใช้ประโยชน์อื่น (Technical Guidelines on Used Oil Re-refining or Other Re-uses of Previously Used Oil (R9)) HTML


    7) ข่าวสาร/ข้อมูลใหม่ ๆ

    1. สรุปผลการประชุมคณะกรรมการกำกับการดำเนินงานศูนย์ภูมิ ภาคอนุสัญญาบาเซล ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ ประเทศอินโดนีเซีย รายละเอียด pdf 98.7KB[98.7 KB]

    2.สรุปผลการจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่องเทคนิคการจำแนกและตรวจสอบการขนส่งของเสียอันตราย รุ่นที่ 3 ประจำปี 2549 รายละเอียด [830 KB] pdf 830KB

    3.สรุปผลการจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่องเทคนิคการจำแนกและตรวจสอบการขนส่งของเสียอันตราย รุ่นที่ 4 ประจำปี 2550 รายละเอียด [4.42 MB] pdf 830KB

    4. คู่มือปฏิบัติในการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายตามอนุสัญญาบาเซล รายละเอียด [3.18 MB] pdf 830KB

    5.สรุปผลการจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่องเทคนิคการจำแนกและตรวจสอบการขนส่งของเสียอันตราย รุ่นที่ 5 ประจำปี 2551 รายละเอียด [38.94 MB] pdf 38.94KB

    ติดต่อศูนย์ประสานงานอนุสัญญาบาเซลประเทศไทย Contact Thai Focal Point of the Basel Convention
    กรมควบคุมมลพิษ
    สำนักจัดการกากของเสียและสารอันตราย
    92 ซอยพหลโยธิน 7
    ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน
    เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
    โทร. 0 2298 2436-8
    โทรสาร 0 2298 2427
    อีเมล: hazwaste(at)pcd(dot)go(dot)th
    Pollution control Department
    Waste and Hazardous Substance
    Manaqement Bureau
    92 Soi Phahon Yothin 7,
    Phahon Yothin Road, Phayathai District,
    Bangkok 10400 Thailand
    Tel. (662) 298-2436-8
    Fax. (662) 298-2427

    email: hazwaste(at)pcd(dot)go(dot)th
    ติดต่อหน่วยงานที่มีอำนาจตามอนุสัญญาบาเซล ประเทศไทย: Contact Thai Competent Authority of the Basel Convention
    กรมโรงงานอุตสาหกรรม
    สำนักโรงงานอุตสาหกรรมรายสาขา 6
    75/6 ถนนพระราม 6 เขตราชเทวี
    กรุงเทพฯ 10400
    โทร. 0 2202 4168
    โทรสาร 0 2202 4167
    อีเมล: bundit@diw.go.th
    Department of Industrial Works
    Industrial Cluster 6 Bureau
    75/6 Rama VI Road, Ratchatewi
    Bangkok 10400, Thailand
    Tel: (662) 2024168
    Fax: (662) 2024167
    E-mail: bundit@diw.go.th

    ข้อมูลเพิ่มเติมอนุสัญญาบาเซล More information about the Basel Convention

    ติดต่อสำนักเลขาธิการอนุสัญญาบาเซล

    Contact to SBC : Secretariat of the Basel Convention
    15, chemin des Anmones, 1219 Chatelaine (Geneva), Switzerland
    Tel: (41 22) 917 8218 Fax: (41 22) 797 3454
    E-mail: sbc@unep.ch


    ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
    สำนักจัดการกากของเสียและสารอันตราย
    โทรศัพท์ 0 2298 2436-8 โทรสาร 0 2298 2427
    E-mail : hazwaste(at)pcd(dot)go(dot)th