Chemicals Use Safety

ฉลากและแถบสีแสดงระดับความเป็นพิษของวัตถุอันตรายทางการเกษตร
อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลในการทำงานกับสารเคม
ความปลอดภัย ในการปฏิบัติเกี่ยวกับสี
การติดข้อมูลวัตถุอันตรายและฉลากแสดงความเป็นอันตรายบนรถยนต์และรถบรรทุก
การติดข้อมูลวัตถุอันตรายและฉลากแสดงความเป็นอันตรายบนภาชนะ
การจัดการอุบัติภัยเบื้องต้นจากสารเคม
วัตถุอันตรายทางการเกษตร หรือ สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์


ฉลากและแถบสีแสดงระดับความเป็นพิษของวัตถุอันตรายทางการเกษตร

จุดมุ่งหมายของการติดฉลากและแถบสีแสดงระดับความเป็นพิษ

ฉลากเป็นสื่อสำคัญ ซึ่งบริษัทผู้ผลิตใช้ในการติดต่อให้รายละเอียดต่าง ๆ แก่เกษตรกรผู้ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์ หรือวัตถุอันตรายทางการเกษตร เพื่อจะได้ทราบถึงประโยชน์ วิธีใช้ และข้อควรระวังต่าง ๆ ส่งผลให้มีการใชัวัตถุอันตรายทางการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย จุดมุ่งหมายเพื่อเป็นข้อมูลแก่ผู้ใช้ และผู้เกี่ยวข้องได้ทราบว่า

  • ผลิตภัณฑ์นั้นมีประโยชน์ในการใช้อย่างไร
  • ควรใช้ในอัตราเท่าใด และวิธีใดจึงจะให้ผลในการควบคุมศัตรูพืชและสัตว์
  • จะต้องเก็บรักษาผลิตภัณฑ์อย่างไร จึงจะมีคุณภาพ
  • จะมีอันตรายต่อผู้ใช้ ผู้เกี่ยวข้อง และสิ่งแวดล้อมอย่างไร
  • ควรป้องกัน ระมัดระวังอันตรายขณะใช้อย่างไรบ้าง
  • เมื่อได้รับพิษภัยจากสารที่ใช้ จะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร
  • ข้อมูลบนฉลากวัตถุอันตรายทางการเกษตร

  • ชื่อการค้าของผลิตภัณฑ์ ,ชื่อสามัญ,ชื่อวิทยาศาสตร์ของสารสำคัญ
  • อัตราส่วนผสม และลักษณะของผลิตภัณฑ์ (EC,WP,WSC,SP,G)
  • ประเภทการใช้ (กำจัดแมลง,โรค,วัชพืช)
  • ประโยชน์ วิธีใช้ วิธีเก็บรักษา พร้อมคำเตือน
  • อาการเกิดพิษ การแก้พิษเบื้องต้น คำแนะนำให้ไปพบแพทย์ พร้อมฉลากและคำแนะนำสำหรับแพทย์ (ถ้ามี)
  • ชื่อผู้ผลิต และชื่อผู้จำหน่าย สถานที่ตั้งทำการ โรงงาน
  • ขนาดบรรจุ
  • เดือนปีที่ผลิต หรือวันหมดอายุการใช้ (ถ้ามี)
  • ทะเบียนวัตถุอันตรายเลขที่
  • เครื่องหมายและข้อความแสดงคำเตือนให้ระมัดระวังอันตราย
  • นอกเหนือจากฉลากแล้ว ยังมีแถบสีกำหนดระมัดความเป็นพิษของวัตถุอันตรายทางการเกษตรตามความสามารถ ในการก่อให้เกิดอันตรายตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เรื่องฉลากและระดับความเป็นพิษของวัตถุอันตราย และได้แบ่งระดับความเป็นพิษออกเป็น 4 ชั้น โดยใช้แถบสีเป็นสิ่งกำหนดดังนี้

    ชั้น 1 เอ หมายถึง วัตถุอันตรายทางการเกษตรที่มีพิษร้ายแรงมาก (แถบสีแดง)
    ชั้น 1 บี หมายถึง วัตถุอันตรายทางการเกษตรที่มีพิษร้ายแรง (แถบสีแดง)
    ชั้น 2 หมายถึง วัตถุอันตรายทางการเกษตรที่มีพิษปานกลาง (แถบสีเหลือง)
    ชั้น 3 หมายถึง วัตถุอันตรายทางการเกษตรที่มีพิษน้อย (แถบสีน้ำเงิน)

    ทั้งนี้เพื่อความสะดวกแก่ผู้ใช้และผู้ที่เกี่ยวข้องจะได้ทราบว่าผลิตภัณฑ์ที่ตนใช้อยู่นั้นมี อันตรายมากน้อยเพียงใด ควรระมัดระวังในการป้องกันอันตรายอย่างไร

    การอ่านฉลากภาชนะบรรจุวัตถุอันตรายทางการเกษตร

    การอ่านฉลากภาชนะบรรจุวัตถุอันตรายทางการเกษตร เป็นการแนะนำรายละเอียดบนฉลาก 4 ส่วน คือ

  • ข้อมูลและรายละเอียดของสาร ประกอบด้วยความเข้มข้นของสารสูตร ปริมาณบรรจุ ทะเบียนวัตถุอันตราย ชื่อสารเคมี และสารออกฤทธิ์
  • ข้อควรระมัดระวังและคำเตือน ได้แก่ วิธีการเก็บรักษา ข้อควรปฏิบัติระหว่างผสมหรือฉีดพ่น
  • ข้อควรปฏิบัติหลังการใช้สาร วิธีทำลายภาชนะบรรจุ อาการเกิดพิษการแก้พิษเบื้องต้น
  • คำแนะนำในการใช้ ได้แก่ อัตราการใช้ วิธีการใช้ และข้อควรระวังในการใช้
  • แถบสีแสดงความเป็นพิษวัตถุอันตรายทางการเกษตร

    สัญลักษณ์แสดงวิธีปฏิบัติในการใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตร

    ให้เก็บมิดชิดพ้นมือเด็ก ให้ชำระล้างหลังการใช้
    เป็นอันตรายต่อสัตว์เลี้ยง เป็นอันตรายต่อปลาและสัตว์น้ำ ห้ามเททิ้งในแหล่งน้ำ
    สวมอุปกรณ์ป้องกันตา สวมอุปกรณ์ป้องกันจมูกและปาก
    สวมหน้ากากป้องกันไอพิษ สวมถุงมือป้องกันการสัมผัสถูกมือ
    สวมผ้าป้องเปื้อน เพื่อป้องกันอันตรายต่อผู้ใช้ สวมชุดป้องกันวัตถุอันตรายตลอดตัวผู้ใช้ ขณะฉีดและใช้
    สวมร้องเท้าป้องกันเท้า พิษร้ายแรงมาก
    พิษร้ายแรง อันตราย
    ระวัง


    อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลในการทำงานกับสารเคมี

    ความสำคัญของอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล

    ไอ ระเหย ก๊าซ ฝุ่น ฟูม และอนุภาคของสารเคมี ทำให้บุคลากรที่เข้าไปทำงานเลี่ยงต่ออันตราย ด้วยเหตุนี้บุคลากรที่ทำงานในพื้นที่จึงต้องสวมใส่อุปกรณ์ทุกครั้งที่เข้าไปใกล้พื้นที่นั้น โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อกัน หรือแยกคนจากอันตรายทางเคมี อันตรายทางกายภาพ และอันตรายทางชีวภาพ และเป็นการป้องกันผู้สวมใส่จากการบาดเจ็บ หรือการได้รับอันตราย

    อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลในการทำงานกับสารเคมี ประกอบด้วย

    1. ชุดสวมใส่ป้องกันสารเคมี มีหลายชนิด

    ชนิดขึ้นเดียว หรือ 2 ขึ้น หรือชุดทนทานใช้ครั้งเดียวทิ้ง เป็นชุดห่อหุ้มทั้งร่างกายมิดชิดรองเท้าและถุงมืออาจอยู่ติดกับ ชุดหรือเป็นชิ้นเดียวกับชุด ใช้ป้องกันก๊าซ ฝุ่น ไอระเหย และการกระเด็นของสาร

    2. หมวกนิรภัย

    เป็นหมวกแข็ง ทำด้วยพลาสติกแข็งหรือยาง อาจมีพลาสติกบุด้านใน เพื่อให้เกิดความอบอุ่น ใช้ป้องกันศรีษะจากการกระแทก

    ฮูด

    โดยทั่วไปใช้ใส่ทับหมวกนิรภัยเพื่อป้องกันสารเคมีที่กระเด็นมาสัมผัส

    ที่คลุมผม

    สวมใส่เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของสารเคมี และป้องกันไม่ให้เข้าไปติด ในอุปกรณ์หรือเครื่องจักรขณะทำงาน

    3. กระบังหน้า แว่นนิรภัย แว่นตาที่ครอบบิดตา

    เป็นอุปกรณ์ป้องกันตาและใบหน้าจากสารเคมีจากอนุภาคขนาดใหญ่ และจากวัตถุที่กระเด็น

    4. ที่ครอบหูและที่อุดหู

    เป็นอุปกรณ์ป้องกันหูจากการได้ยินเสียงดังเป็นเวลานาน ๆ

    5.ถุงมือ

    อาจเป็นชิ้นเดียวกันยึดติดกันกับแขนเสื้อหรือชุดสวมป้องกัน หรือแยกจากชุดป้องกันอื่น ๆ เป็นอุปกรณ์ปกป้องมือจากการสัมผัสสารเคมี

    6. รองเท้าบูททนต่อสารเคมี

    ใช้ป้องกันเท้าจากการสัมผัสสารเคมี

    การจัดเก็บและการดูแลรักษาอุปกรณ์ป้องกัน

    1. ชุดป้องกันสารเคมีและหน้ากาก ต้องเก็บไว้อย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันการเสียหาย หรือใช้งานไม่ได้ เนื่องจากการสัมผัสกับฝุ่น ความชื้น แสงแดด สารเคมี อุณหภูมิที่สูงหรือต่ำมาก ๆ และแรงกระแทก

    2. การสวมใส่ชุดป้องกันสารเคมีที่สามารถใช้ซ้ำได้ ต้องทำความสะอาดหลังการใช้ และจัดเก็บไว้ในสถานที่ที่มีการระบายอากาศดี ห้ามเก็บชุดเหล่านี้ไว้ใกล้กับเสื้อผ้าอื่น ๆ

    3. ชุดสวมใส่ป้องกันสารเคมีและถุงมือที่ทำด้วยวัสดุต่างชนิดกันควรจัดเก็บแยกกัน เพื่อป้องกันการหยิบผิด โดยพับหรือแขวนตามที่บริษัทผู้ผลิตแนะนำ

    4. ควรถอดแยกส่วนของอุปกรณ์ช่วยหายใจ (self contained breathing apparatus) ออกล้างและฆ่าเชื้อโรคหลังการใช้ทุกครั้งและควรจัดเก็บในตู้เก็บที่จัดทำให้โดยผู้ผลิต สำหรับหน้ากากชนิดกรองอากาศควรเก็บไว้ในกล่องเฉพาะ แยกไว้แต่ละอันหรือบรรจุในถุงพลาสติกที่ปิดผนึกได้

    การตรวจอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลก่อนใช้

    1. ชุดสวมใส่ป้องกันสารเคมี
  • เลือกใช้ชุดสวมใส่ป้องกันสารเคมีให้ถูกต้องและเหมาะสมกับระดับความเป็นอันตราย
  • ตรวจสอบสภาพความเรียบร้อยของชุดก่อนการใช้งาน เช่น บริเวณตะเข็บชิป รวมถึงตรวจหาลักษณะการเสื่อมสภาพจากการจัดเก็บ เช่น สีซีดจาง บวม หรือเหนียวติดกัน
  • 2. ถุงมือ

    ตรวจสอบหารูรั่ว โดยการม้วนถุงมือจากด้านแขนไปยังปลายนิ้ว หรือเป่าลมเข้าไปแล้วจุ่มลงในน้ำ เพื่อตรวจสอบฟองอากาศ

    3. ชุดสวมใส่ป้องกันสารเคมีพร้อมอุปกรณ์ช่วยหายใจ
  • ตรวจเซ็ดการทำงานของวาล์วปล่อยความดัน
  • ตรวจสอบรอยต่อที่ข้อมือ ข้อเท้า และคอ
  • ตรวจเซ็คกระบังหน้าหารอยแตกร้าว หรือการเป็นฝ้า
  • 4. หน้ากากกรองอากาศ

  • ตรวจสอบสภาพชิ้นส่วนก่อนการใช้งาน
  • ตรวจสอบไส้กรองอากาศ ให้มั่นใจว่ายังไม่หมดอายุการใช้งาน
  • เลือกตัวกรองหรือไส้กรองให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการใช้ และชนิดของสารเคมี
  • 5. กระบังหน้า แว่นนิรภัย แว่นตาที่ครอบปิดตา

    ตรวจสอบรอยร้าว รอยแตก และการเป็นฝ้ายของกระบังหน้า และเลนส์



    ความปลอดภัย ในการปฏิบัติเกี่ยวกับสี

    สี คือ ส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ ใช้เคลือบวัตถุและเติมแต่งในสิ่งต่างๆ สวยงามคนส่วนใหญ่จึงไม่คิดว่าสีจะมีอันตราย แต่เนื่องจากสีประกอบด้วยสารเคมีชนิดต่างๆ มากมาย ซึ่งถ้าได้รับในปริมาณที่มากเกินไป ก็จะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ คุณสามารถใช้สีอย่างปลอดภัยได้ ถ้าคุณปฏิบัติตามคำแนะนำด้านความปลอดภัยในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับสี

    สารเคมีที่เป็นส่วนประกอบของสี

    เม็ดสี

    ส่วนที่ทำให้เกิดสี และในบางกรณีเม็ดสีเป็นตัวป้องกันการเกิดสนิม เช่น ซิงค์ ฟอสเฟต , ซิงค์ออกไซด์, คอปเปอร์ออกไซด์, โมลิบเดต เรด, ทิเทเนียมไดออกไซด์ และโลหะหนักอื่น ๆ ได้แก่ ตะกั่ว, โครเมี่ยม, ปรอท

    ตัวทำละลาย

    ใช้เป็นตัวทำละลายส่วนประกอบของสีอื่น ๆ ช่วยให้สีแห้งเร็วและเรียบ โดยทั่วไปตัวทำละลายจะประกอบด้วยน้ำ หัวน้ำนม น้ำมันสน โทลูอีน แนปทา ไซลีน เอสเตอร์ คีโตนหรือไกลคอลอีเทอร์ เอทานอล ฯลฯ

    เรซิ่น

    ช่วยเพิ่มความเรียบของสีในการเกาะติดพื้นผิว และทำให้สีติดทนทาน เช่น แอลขีดเรซิ่น, โพลียูรีเทนเรซิ่น, อีพอกซีเรซิ่น

    สารเติมแต่ง

    ช่วยให้สีมีคุณสมบัติพิเศษต่าง ๆ เช่น คงทนต่อสภาพอากาศ ง่ายในการทำความสะอาด ป้องกันการเกิดเชื้อรา ทำให้สีไม่เป็นฟอง และป้องกันการบูดของสี

    อันตรายจากสี

    1. อันตรายต่อสุขภาพ

    เมื่อสูดดมหรือสัมผัสทางผิวหนังในปริมาณมาก อาจเป็นสาเหตุให้เกิดอันตรายตามมาได้ ซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพดังนี้ คัดจมูก อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ เจ็บคอ หรือมีอาการไอ อาเจียน ระคายเคืองตา เกิดผื่นคัน เกิดอาการบวม

    2. อันตรายอื่น ๆ

  • เกิดไฟใหม้ ถ้าทาสีในบริเวณที่ไม่มีการระบายอากาศที่ดี และอยู่ใกล้กับชนวนที่สามารถทำให้เกิดการลุกไหม้ เช่น ประกายไฟ หรือก้นบุหรี่
  • เกิดการระเบิด กรณีที่ภาชนะที่ใช้บรรจุสีได้รับความร้อนสูง
  • การเกิดปฏิกิริยา สีจะมีสารเคมีที่อาจทำปฎิบัติยากับสารเคมีตัวอื่น
  • อันตรายจากตัวทำละลาย เช่น โทลูอีน เป็นสารอันตรายซึ่งสามารถเข้าสู่ร่างกายด้วยการดูดซึมทางผิวหนัง ระบบทางเดินหายใจ โดยทำให้ผู้สูดหายใจเข้าใจเกิดอาการมึนงง เหนื่อยและเมื่อยล้า จิตใจฟุ้งซ่าน และสับสน คลื่นเหียน ปวดศีรษะและเวียนศรีษะ และถ้าได้รับในปริมาณมากอาจมีอาการอื่นเช่น โลหิตจาง และตับโต นอกจากนี้โทลูอีนยังเป็นสารเคมีที่เสี่ยงต่อการติดไฟและระเบิด
  • ข้อควรปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยเมื่อต้องใช้สี

  • ก่อนการใช้งาน ควรอ่านฉลากที่ติดบนภาชนะบรรจุสีนั้น ๆ อย่างละเอียดไม่ควรใช้บรรจุภัณฑ์ที่ไม่ติดฉลาก
  • ห้ามผสมสีกับสารเคมีตัวนอกเหนือในรายละเอียด ซึ่งแนะนำบนฉลาก
  • ควรมีการระบายอากาศในเพียงพอในบริเวณที่ทำงานเกี่ยวกับสี และไม่ควรสูบบุหรี่ในขณะทำงาน
  • ใช้อุปกรณ์ป้องกันในถูกต้องทุกครั้ง เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น การสวมชุดป้องกันการสัมผัสทางผิวหนัง การสวมถุงมือ แว่นตา หน้ากากและอุปกรณ์กรองอากาศ
  • ควรเก็บภาชนะบรรจุสีไว้ในที่มิดชิด และให้พ้นจากมือเด็ก ไม่ควรเก็บ สีไว้ในที่มีอุณหภูมิสูงหรือต่ำเกินไป
  • รวบรวมภาชนะทีใช้หมดแล้ว และส่งกำจัดโดยแยกจากขยะทั่วไป
  • เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินควรทำอย่างไร

    ถ้าได้รับสีในปริมาณที่มากเกินไป ควรได้รับการรักษาโดยเร่งด่วน โดยการปฐมพยาบาลตามขั้นตอนดังนี้

    การสูดดมเข้าไป

  • ควรได้รับอากาศบริสุทธิ์ทันที โดยการให้ออกซิเจน หรือการผายปอด ถ้าจำเป็น
  • การสัมผัสทางผิวหนัง

  • ถอดเสื้อผ้าที่เปื้อนออกทันที และชำระล้างทำความสะอาดร่างกายด้วยสบู่ และน้ำ
  • ถ้าเข้าตา

  • ล้างตาด้วยน้ำอุ่นเป็นเวลา 15 นาที
  • รีบนำผู้ป่วยส่งแพทย์ทันที

  • พร้อมด้วยภาชนะบรรจุ หรือฉลากที่ติดบนภาชนะบรรจุสี


  • การติดข้อมูลวัตถุอันตรายและฉลากแสดงความเป็นอันตรายบนรถยนต์และรถบรรทุก

    วัตถุอันตราย

    วัตถุอันตราย หมายถึง วัตถุระเบิดได้, วัตถุไวไฟ, วัตถุออกซิไดซ์, วัตถุเปอร์ออกไซต์, วัตถุมีพิษ, วัตถุที่ทำให้เกิดโรค,วัตถุกัมมันตรังสี,วัตถุที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม,วัตถุกัดกร่อน, วัตถุที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง,วัตถุอย่างอื่นไม่ว่าจะเป็นเคมีภัณฑ์หรือสิ่งอื่นใดที่อาจทำให้เกิดอันตรายแก่บุคคล สัตว์ พืช ทรัพย์ หรือสิ่งแวดล้อม

    ก่อนทำการขนส่ง ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก หรือผู้มีไว้ในนครอบครอง ซึ่งวัตถุอันตรายดังกล่าว ต้องติดข้อมูลวัตถุอันตรายและฉลากแสดงความเป็นอันตรายภาชนะบรรจุ เพื่อประโยชน์ในการขนส่ง การป้องกันบรรเทาและระงับอันตรายจากอุบัติภัยที่เกิดขึ้นจากวัตถุอันตราย

    ฉลากแสดงความเป็นอันตรายของวัตถุอันตราย

    องค์การสหประชาชาติได้แบ่งวัตถุอันตรายเป็น 9 ประเภท เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บ และการขนส่ง และได้กำหนดสัญลักษณ์ความเป็นอันตรายดังต่อไปนี้

    วัตถุระเบิด

    หมวด 1.1,1.2 และ1.3
    สัญลักษณ์ : สะเก็ดระเบิดสีดำ
    สีพื้น : ส้ม
    ตัวเลข : "1" อยู่มุมล่าง
    หมวด 1.4,1.5 และ1.6
    สัญลักษณ์ : ตัวเลขสีดำแสดงหมวด 1.4, 1.5, 1.6 ตัวเลขต้องสูงอย่างน้อย 30 มม. และหนาอย่างน้อย 5 มม.
    สีพื้น : ส้ม
    ตัวเลข : "1" อยู่มุมล่าง

    ก๊าซ

    หมวด 2.1ก๊าซไวไฟ
    สัญลักษณ์ : เปลวไฟสีดำ หรือขาว
    สีพื้น : แดง
    ตัวเลข : "2" อยู่มุมล่าง
    หมวด 2.2 ก๊าซไม่ไวไฟ, ไม่เป็นพิษ
    สัญลักษณ์ : หลอดถังก๊าซสีดำหรือขาว
    สีพื้น : เขียว
    ตัวเลข : "2" อยู่มุมล่าง
    หมวด 2.3 ก๊าซพิษ
    สัญลักษณ์ :หัวกระโหลกไขว้สีดำ
    สีพื้น : ขาว
    ตัวเลข : "2" อยู่มุมล่าง
       

    ของเหลวไวไฟ

    หมวด 3 ของเหลวไวไฟ
    สัญลักษณ์ : เปลวไฟสีดำ หรือขาว
    สีพื้น : แดง
    ตัวเลข : "3" อยู่มุมล่าง

    ของแข็งไวไฟ วัตถุที่ทำให้เกิดการลุกไหม้ได้เอง วัตถุที่ถูกน้ำแล้วให้ก๊าซไวไฟ

    หมวด 4.1ของแข็งไวไฟ
    สัญลักษณ์ : เปลวไฟสีดำ หรือขาว
    สีพื้น : แถลขาวสลับแถบแดง
    ตัวเลข : "4" อยู่มุมล่าง
    หมวด 4.2 วัตถุที่ทำให้เกิดการลุกไหม้ได้เอง
    สัญลักษณ์ : เปลวไฟสีดำ
    สีพื้น : ครึ่งบนสีขาว,ครึ่งล่างสีแดง
    ตัวเลข : "4" อยู่มุมล่าง
    หมวด 4.3 วัตถุที่ถูกน้ำแล้วให้ก๊าซไวไฟ
    สัญลักษณ์ : เปลวไฟสีดำหรือขาว
    สีพื้น : น้ำเงิน
    ตัวเลข : "4" อยู่มุมล่าง

    วัตถุออกซิไดซ์ วัตถุออร์แกนนิคเปอร์ออกไซด์

    หมวด 5.1 วัตถุออกซิไดซ์
    สัญลักษณ์เปลวไฟอยู่เหนือวงกลมสีดำ
    สีพื้น เหลือง
    ตัวเลข : "5.1" อยู่มุมล่าง
    หมวด 5.2 ออร์แกนนิคเปอร์ออกไซต์
    สัญลักษณ์ เปลวไฟอยู่เหนือวงกลมสีดำ
    สีพื้น :เหลือง
    ตัวเลข : "5.2" อยู่มุมล่าง

    วัตถุมีพิษ วัตถุติดเชื้อ

    หมวด 6.1 วัตถุมีพิษ
    สัญลักษณ์ หัวกระโหลกไขว้สีดำ
    สีพื้น ขาว
    ตัวเลข "6" อยู่มุมล่าง
    หมวด 6.2 วัตถุติดเชื้อ
    สัญลักษณ์ รูปวงเดือน 3 วง ซ้อนทับบนวงกลมสีดำ
    สีพื้น ขาว
    ตัวเลข : "6" อยู่มุมล่าง

    วัตถุกัมมันตรังสี

    กลุ่ม1,กลุ่ม2,กลุ่ม3
    สัญลักษณ์ ใบพัด 3 แฉก สีดำ
    สีพื้น กลุ่ม 1 สีขาว กลุ่ม 2 และกลุ่ม 3 เครื่องบน สีเหลือง,ครึ่งล่างสีขาว
    ตัวเลข "7" อยู่มุมล่าง

    วัตถุกัดกร่อน

    สัญลักษณ์หลอดแก้วกับมือสีดำ
    สีพื้น ครึ่งบนสีขาว,ครึ่งล่างสีดำ
    ตัวเลข "8" อยู่มุมล่าง

    วัตถุอื่น ๆ ที่เป็นอันตราย

    สัญลักษณ์ หลอดแก้วสลับแถบขาว
    สีพื้น ครึ่งล่างสีขาว
    ตัวเลข "9" อยู่มุมล่าง

    การติดป้ายและข้อมูลวัตถุอันตรายบนรถยนต์และรถบรรทุก

    ป้ายข้อมูลวัตถุอันตราย

    ต้องเป็นป้ายสีขาว ตัวอักษรสีแดงสูง 200 มิลลิเมตร มีความหนาของเส้น 25 มิลลิเมตร โดยมีข้อความแสดงประเภทของวัตถุอันตราย



    ป้ายแสดงความเป็นอันตราย

    ต้องเป็นป้ายสี่เหลี่ยมจัตุรัสทำมุม 45 องศา มีขนาดอย่างน้อย 250 มิลลิเมตร คูณ 250 มิลลิเมตร และมีสัญลักษณ์แสดง ความเป็นอันตรายตามประเภทของวัตถุอันตรายและมีเส้นขนาด 12.5 มิลลิเมตร สีเดียวกับสัญลักษณ์อยู่ภายในและขนานกับกรอบ และมีหมายเลขสหประชาชาติ ( UN.No.) ขนาดความสูงอย่างสหประชาชาติสามารถติดบนป้ายสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีส้ม ขนาดความสูงไม่น้อยกว่า 120 มิลลิเมตร และกว้าง 300 มิลลิเมตร มีเส้นขอบสีดำกว้าง 10 มิลลิเมตร ในตำแหน่งใกล้เคียงกับป้ายแสดงความเป็นอันตราย

    ป้ายข้อมูลวัตถุอันตรายและป้ายแสดงความเป็นอันตราย

    ต้องติดภายนอกของรถยนต์และรถบรรทุกอย่างน้อย 2 ด้านของรถให้เห็นชัดเจน อ่านได้ ไม่หลุดลอกตลอดการขนส่ง



    การติดข้อมูลวัตถุอันตรายและฉลากแสดงความเป็นอันตรายบนภาชนะ

    การติดข้อมูลวัตถุอันตรายบนภาชนะบรรจุ

  • ข้อมูลวัตถุอันตรายต้องเขียนหรือติดด้านนอกภาชนะบรรจุให้เห็นชัดเจนอ่านได้ ไม่หลุดลอกง่าย ข้อความต้องมีสีดำตัดกับภาชนะบรรจุอย่างชัดเจนกรณีที่เป็นภาชนะบรรจุขนาดใหญ่กว่า 450 ลิตร ให้ติดข้อมูลวัตถุอันตรายบนภาชนะบรรจุทั้ง 2 ด้าน โดยมีรายละเอียดของข้อมูลวัตถุอันตรายดังต่อไปนี้
  • ชื่อทางการขนส่ง (Proper Shipping Name) เป็นชื่อเฉพาะของวัตถุอันตราย เช่น SODIUM HYDROCIDE SOLUTION , SULPHURIC ACID, SODIUM CHLORITE, HYDROGEN PEROXIDE
  • หมายเลขสหประชาชาติ (UN NUMBER) เป็นหมายเลขกำกับชนิดของวัตถุอันตรายโดยองค์การสหประชาชาติ (United Nation) ขึ้นต้นด้วยตัวอักษร UN ตามด้วยตัวเลข 4 หลัก เช่น UN 2014 เป็นหมายเลขกำกับของ HYDROGEN PEROXIDE
  • คำเตือนและข้อแนะนำในการขนส่งและเก็บรักษา มีลักษณะเป็นข้อความ หรือสัญลักษณ์ที่ต้องปฏิบัติ เช่น สัญลักษณ์รูปร่ม หมายถึง ภาชนะบรรจุนั้นต้องแห้งอยู่เสมอ ไม่ให้ถูกน้ำหรือความชื้นมากเกินไป เป็นต้น
  • การติดฉลากแสดงความเป็นอันตรายบนภาชนะบรรจุ

  • ฉลากต้องติดด้านนอกภาชนะบรรจุในบริเวณเดียวกันที่ติดข้อมูลวัตถุอันตราย ต้องติดให้เห็นชัดเจนอ่านได้ ไม่หลุดลอกง่าย โดยฉลากมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลียมจัตุรัสที่ทำมุม 45 องศา มีขนาดอย่างน้อย 100 มม. คูณ 100 มม. และมีเส้นขนาด 5 มม. สีเดียวกับสัญลักษณ์อยู่ภายในและให้ขนานไปกับกรอบ
  • วัตถุอันตรายที่มีคุณสมบัติความเป็นอันตรายมากกว่า 1 ประเภท ต้องติดฉลากแสดงความเป็นอันตรายทั้งหมด เช่น HYDROGEN PEROXIDE มีคุณสมบัติเป็นวัตถุออกซิไดซ์ และ วัตถุกัดกร่อน
  • กรณีที่เป็นภาชนะบรรจุขนาดใหญ่ กว่า 450 ลิตร ให้ติดข้อมูลวัตถุอันตรายบนภาชนะบรรจุทั้ง 2 ด้าน



  • การจัดการอุบัติภัยเบื้องต้นจากสารเคมี

    การเตรียมการก่อนเข้าระงับอุบัติเหตุ

    ทันทีที่ได้รับแจ้งเหตุการเกิดอุบัติภัยจากสารเคมีที่เกิดขึ้นในโรงงานอุตสาหกรรม โกดังเก็บสินค้า รถยนต์ หรือรถบรรทุกพลิกคว่ำ เจ้าหน้าที่รับแจ้งเหตุ จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

    1.สอบถามข้อมูลจากผู้แจ้งเหตุ ให้ได้ข้อมูลดังต่อไปนี้

  • มีสารเคมีในบริเวณที่เกิดเหตุหรือไม่
  • ถ้ามี ให้ขอข้อมูลและรายละเอียดของสารเคมี เช่น ชื่อของสารเคมีสัญลักษณ์ หรือเครื่องหมายบนภาชนะบรรจุ หรือป้ายที่ติดอยู่บนรถและสถานะของสารเคมีว่าเป็นอย่างแข็ง ของเหลว ก๊าซ หรือกลุ่มควัน
  • สอบถามถึงตำแหน่งที่สารเคมีรั่วไหล หรือเกิดเพลิงไหม้
  • 2. ค้นหาข้อมูลเบื้องต้นของสารเคมีที่ได้รับแจ้งอย่างละเอียด ได้แก่ ความเป็นพิษ อาการจากการได้รับสาร ผลกระทบที่ได้สัมผัสสารทางผิวหนังจากการสูดดม และข้อมูลสิ่งแรกที่ต้องทำ

    3. หาข้อมูลทิศทางลม ความเร็วลมจากสถานี หรือจุดตรวจวัดอากาศที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ หรือ ให้สังเกตจากถุงวัดลม หรือศรลม หรือสังเกตจากสภาพแวดล้อมใกล้เคียง
    4. เลือกเส้นทางที่จะไปถึงที่เกิดเหตุให้เร็วที่สุด และใช้เส้นทางที่อยู่ในแนวเหนือทิศทางลม
    5. ทำการปิดกั้นพื้นที่เกิดเหตุโดยแถบเชือกสีเหลือง หรือปิดทางเข้าออกโรงงาน และกันผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องการบริเวณที่เกิดเหตุ

    การเข้าระงับอุบัติภัย

    1. มองหาฉลากหรือเครื่องหมายที่ติดบนภาชนะบรรจุ ถังเหล็ก แท็งก์หรือป้ายที่ติดบนรถยนต์ หรือรถบรรทุก ให้แน่ใจว่าเป็นสารเคมีชนิดใดชื่ออะไร และต้องแน่ใจว่าไม่มีประกายไฟในพื้นที่เกิดเหตุ โดยขณะตรวจสอบต้องอยู่เหนือทิศทางลม และในกรณีที่เป็นระยะทางไกล หรือเห็นไม่ชัดเจนควรใช้กล้องส่องทางไกล
    2. ถ้าไม่สามารถตรวจสอบชื่อและชนิดของสารเคมีได้ การเข้าตรวจสอบจะต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง หรือรอชุดปฏิบัติการระงับภัยจากสารเคมี
    3. ถ้ามีการรั่วไหลของสารเคมีเป็น บริเวณกว้าง ให้ถอยห่างจากที่เกิดเหตุ
    4.ถ้าสงสัยว่ามีไอระเหยจากสารเคมีในที่เกิดเหตุให้ออกห่างพื้นที่เกิดเหตุและอยู่เหนือทิศทางลม ให้มากที่สุด
    5.ให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บที่ยังไม่หมดสติ แต่ถ้าพบว่าผู้บาดเจ็บหมดสติในที่เกิดเหต ต้องรีบถอยห่างจากที่เกิดเหตุ และสวมชุดป้องกันตนเองทันที
    6.ให้เจ้าหน้าที่หยุดการเข้าตรวจสอบ และรอให้เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ ซึ่งมีชุด สวมใส่ป้องกันสารเคมีและอุปกรณ์ช่วยหายใจ (self contained breathing apparatus) มาถึงยังที่เกิดเหตุ
    7.สอบถามและรวบรวมข้อมูลความปลอดภัยของสารเคมีจากเจ้าหน้าที่โรงงาน คนขับรถ หรือข้อมูลจากใบขนส่งสินค้าในสถานที่เกิดเหตุ
    8.กำหนดพื้นที่ปฐมพยาบาลผู้ป่วย หรือผู้ได้รับอันตรายสำหรับผู้ประสบเหตุที่ร่างกายสัมผัส หรือปนเปื้อนสารเคมี ให้กำหนดพื้นที่ปฐมพยาบาลเฉพาะเพื่อทำการชำระล้างทำความสะอาดร่างกายก่อน ทำการปฐมพยาบาล
    9. ขอความช่วยเหลือและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านสารเคม
    10. จัดตั้งศูนย์บัญชาการระงับภัย ให้ห่างจากพื้นที่เกิดเหตุพอสมควร และอยู่เหนือทิศทางลม
    11. การเข้าระงับภัยจำเป็นจะต้องใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองให้ถูกต้อง และเหมาะสมกับสารเคมีที่เกิดเหตุ
    12. จำไว้ว่า ก๊าซพิษบางชนิดไม่มีกลิ่นและสามารถซึมผ่านชุดป้องกันตนเองรวมถึงผิวหนังได้ และถ้าไม่ทราบว่าเป็นสารเคมีชนิดใด การเข้าระงับภัยให้ตั้งสมมุติฐานไว้ก่อนว่าเป็นสารเคมีที่มีพิษร้ายแรง หรือมีปฏิกิริยารุนแรงหรือระเบิดได้


    วัตถุอันตรายทางการเกษตร หรือ สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์

    เป็นสารหรือส่วนผสมของสารใดๆ ที่ได้จากการสังเคราะห์ขึ้นหรือที่ได้จากธรรมชาติ มีประสิทธิภาพในการป้องกันควบคุมและทำลาย ศัตรูพืช ได้แก่ โรคพืช แมลง วัชพืช ศัตรูสัตว์ ได้แก่ เชื้อโรค แมลง ปาราสิต ศัตรูมนุษย์ ได้แก่ เชื้อโรค แมลงและสัตว์ที่เป็นพาหะนำโรค สามารถแบ่งตามลักษณะการใช้ประโยชน์ได้ 5 กลุ่ม ใหญ่ คือ

    สารกำจัดแมลง

    แบ่งตามกลุ่มของสารเคมีได้เป็น กลุ่มออร์แกโนฟอสเฟต กลุ่มคาร์บาเมท กลุ่มออร์แกโนคลอรีน กลุ่มไพรีทรอยด์ กลุ่มสารรมควันพิษ เช่น คาร์บาริล มาลาไธออน เอ็นโดซัลแฟน ไซเปอร์เมทธิล เมธิลโบรไมด์ เป็นต้น

    สารกำจัดวัชพืช

    เช่น ไกลโฟเสท อะทราซีน พาราควอท

    สารกำจัดเชื้อรา


    เช่น ซัลเฟอร์ คอปเปอร์ ไซเนป นีโนมิล คาร์บอกซิน

    สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช


    เช่น เอทธิลลีน ตามิโนโซด์

    สารอื่น ๆ ได้แก่


    สารกำจัดหนู เช่น ฟลูโดมาเฟน ราคูมิน ซิงค์ฟอสไฟด์
    สารกำจัดหอยเช่น เมทัลดีไฮด์ ไบลัสไซด์ นิโคซาไมด์
    สารกำจัดไรและไส้เดือนฝอย เช่น นีมากอน โบโมโพรไพเลต

    การนำวัตถุอันตรายทางเกษตรมาใช้ก็เพื่อควบคุม ป้องกัน และกำจัดศัตรูที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ต่อผลผลิตทางการเกษตร ปัจจุบันมีปริมาณการใช้เพิ่มสูงขึ้นทุกๆ ปี และมีปริมาณภาชนะบรรจุเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกัน ก่อให้เกิดปัญหาการกำจัดทำลายซึ่งการจัดการที่ไม่ถูกต้อง โดยการทิ้งในแหล่งน้ำ หรือทิ้งรวมไปกับขยะมูลฝอย จะมีผลกระทบต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมทำให้วัตถุอันตรายทางการเกษตรม ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นวัตถุมีพิษมีการตกค้างในดินน้ำใต้ดินแหล่งน้ำธรรมชาติและถ่ายทอดไปยังสิ่งมีชีวิต และเกิดพิษสะสมเป็นอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์ได้

    หลักการกำจัดวัตถุอันตรายทางการเกษตรและภาชนะบรรจุ

  • 1. อย่าทิ้งรวมไปกับขยะมูลฝอยทั่วไป
  • 2. ไม่นำไปใช้บรรจุสิ่งของอื่น ๆ และไม่ขายต่อให้กับพ่อค้ารับซื้อของเก่า
  • 3. ไม่นำไปเผา ผังดิน หรือทิ้งลงท่อระบายน้ำ หรือแหล่งน้ำ สาธารณะ
  • 4. ไม่นำภาชนะบรรจุไปล้าง และรวบรวมเก็บไว้ในพื้นที่เฉพาะแยกจากอาคารที่พักอาศัย ให้อยู่ในสภาพภาชนะบรรจุเดิมรอการเก็บไปกำจัดอย่างถูกวิธี หรือคืนภาชนะบรรจุเดิมให้กับตัวแทน จำหน่ายเพื่อบรรจุสารเคมีตัวเดิมซ้ำอีก
  • ปัจจุบันการเรียกคืนภาชนะบรรจุกลับไปยังตัวแทนจำหน่ายหรือผู้ผลิตหรือการเรียกเก็บขนและนำไปกำจัด อย่างถูกวิธียังไม่มีการดำเนินการดังนั้นการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นได้จากวัตถุอันตรายทางการเกษตรและ ภาชนะบรรจุในพื้นที่เกษตรกรรมสามารถทำได้โดยการกำจัดและฝังกลบอย่างถูกอย่างถูกวิธี

    ขั้นตอนและวิธีกำจัดที่เหมาะสมสำหรับเกษตรกร

    นำขวดแก้ว ถังแกลลอนพลาสติกหรือถังเหล็กไปล้างน้ำ 3 ครั้ง และนำน้ำที่ปนเปื้อนวัตถุอันตรายทางการเกษตรไปฉีดพ่นในแปลงเพราะปลูก
    ทำลายขวดแก้ว ถังแกลลอนพลาสติก ถังเหล็ก ถุงกระดาษให้อยู่ในสภาพที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก นำไปฝังกลบในดิน


    เลือกพื้นที่ฝังกลบ
  • ให้มีระยะห่างอย่างน้อย 50 เมตร จากแหล่งน้ำและที่พักอาศัย
  • ต้องน้ำท่วมไม่ถึง และไม่ต่ำกว่าระดับน้ำใต้ดิน


  • วิธีการฝังกลบ
  • ขุดหลุมลึกอย่างน้อย 1 เมตร และรองก้นหลุมด้วยปูนขาวเพื่อลดความเป็นพิษของสารเคมี
  • นำภาชนะบรรจุฝังและโรยปูนขาวสลับเป็นชั้นๆ ความหนาแต่ละชั้นประมาณ 10 -15 เซนติเมตร
  • ปิดกลบชั้นสุดท้ายด้วยดินหนา 50 เซนติเมตร ให้อยู่ในระดับเสมอกับพื้นดินเดิม
  • ติดป้ายข้อความ "อันตราย" และล้อมรั้ว
  • ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
    สำนักจัดการกากของเสียและสารอันตราย
    โทรศัพท์ 0 2298 2438 โทรสาร 0 2298 2425
    E-mail : hazwaste(at)pcd(dot)go(dot)th




    กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม