The Dangerous Dioxin

เร็วๆ นี้ เราคงได้ยินคำว่า ไดอ๊อกซิน” หนาหูจากวงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจากหน่วยงานราชการ องค์กรเอกชนหรือจากสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ซึ่งแน่นอนความหมายก็คงจะไม่ใช่เรื่องดีนักและบ่งชี้ไปในทางที่เป็นอันตรายกับสุขภาพและชีวิตของมนุษย์โดยตรง “ไดอ๊อกซิน” ไม่ใช่ตัวอันตรายตัวใหม่หรือพันธุ์ใหม่อะไร เป็นของที่มีปรากฏอยู่คู่กับมนุษย์โลกมานานแล้ว หลายๆ ประเทศที่เจริญแล้วได้ตระหนักถึงความร้ายแรงของมันและได้แก้ไขปัญหาจนบรรลุผลสำเร็จมาแล้ว สำหรับประเทศไทยอาจจะเป็นเรื่องใหม่สำหรับประชาชนทั่วไปแต่ความจริงแล้ว “ไดอ๊อกซิน” นี้อยู่ใกล้ตัวเราที่สุดและทำร้ายเรามานานแล้วโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นประชาชนคนไทยควรทำความรู้จักถึงพิษภัยให้ถ่องแท้และมาช่วยร่วมมือกันดำเนินการป้องกันแก้ไขให้บรรลุผลสำเร็จต่อไป

ไดอ๊อกซินคืออะไร
ความเป็นพิษต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ( หนูและกระต่าย)
การรับสารของมนุษย์
การปลดปล่อยสู่น้ำ
การปลดปล่อย PCDDs/PCDFs จากเตาเผาอุณหภูมิสูง
ระบบเตาเผาขยะสารอันตรายและขยะโรงพยาบาลที่ใช้เทคโนโลยีดีที่สุด (Best Available Technology หรือ BAT)
มาตรการควบคุม PCDDs/PCDFs ในระดับโลก
เอกสารประกอบการเรียบเรียง


ไดอ๊อกซินคืออะไร

ไดอ๊อกซิน (dioxins) เป็นผลิตผลทางเคมีที่เกิดขึ้นมาโดยมิได้ตั้งใจผลิต (unintentional products) จากกระบวนการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ เป็นสารประกอบในกลุ่มคลอริเนตเตทอะโรเมติก (chlorinated aromatic compounds) ที่มีออกซิเจน(O) และคลอรีน(Cl) เป็นองค์ประกอบ 1 ถึง 8 อะตอม ไดอ๊อกซินมีชื่อเรียกเต็ม คือ โพลี่คลอริเนตเตท ไดเบนโซ่ พารา-ไดอ๊อกซิน (polychlorinated dibenzo-para-dioxins : PCDDs) สารในกลุ่มไดอ๊อกซินมีทั้งหมด 75 ชนิด สารประกอบที่คล้ายคลึงกับกลุ่มไดอ๊อกซินอีกกลุ่มหนึ่ง คือ “ฟิวแรน (furans) หรือมีชื่อเรียกเต็มว่า โพลีคลอริเนตเตท ไดเบนโซ่ ฟิวแรน (polychlorinated dibenzo furans : PCDFs) มีอยู่ 135 ชนิด สารฟิวแรน (PCDFs) แตกต่างจากกลุ่ม "ไดอ๊อกซิน(PCDDs)" ก็โดยมีออกซิเจนน้อยกว่าอยู่ 1 อะตอม โดยทั่วไปนักวิชาการมักเรียกรวมและรู้จักกันทั่วว่า "ไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน" หรือ “PCDDs/PCDFs” เนื่องจากมีความคล้ายคลึงกันอย่างมากทั้งด้านคุณสมบัติ ความเป็นพิษ และแหล่งกำเนิด สารไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน สามารถผลิตขึ้นมาได้จากปฏิกิริยาเคมีระหว่างสาร 4,5-dichlorocatechol และ สาร 2,5-dinitro-1,4-dichlorobenzene ทั้งนี้เพื่อใช้สำหรับการศึกษาและเป็นสารมาตรฐานในการตรวจวิเคราะห์เท่านั้น และยังไม่เคยมีรายงานจากแหล่งใดๆ ว่าผลิตมาเพื่อใช้ประโยชน์อื่นๆ

โครงสร้างของไดอ๊อกซินและฟิวแรน

2,3,7,8 Tetrachloro dibenzo dioxin
(2,3,7,8 Tetra CDD)

-----------------------------------------

2,3,7,8 Tetrachloro dibenzo
(2,3,7,8 Tetra CDF)

ชนิดของสารไดอ็อกซิน/ฟิวแรน

สารไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน มีทั้งหมด 210 ชนิด (75+135) ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่สารคลอรีน (Cl) ไปประกอบอยู่บนวงแหวนเบนซีน (benzene ring) สาร 210 ชนิดนี้ส่วนใหญ่ไม่มีผลร้ายกับสุขภาพมนุษย์มากนักมีอยู่เพียง 17 ชนิด เท่านั้นที่มีรายงานว่ามีพิษร้ายแรงและเป็นอันตรายต่อมนุษย์ คือ 1) 2,3,7,8-TetraCDD, 2)1,2,3,7,8-PentaCDD, 3)1,2,3,4,7,8-HexaCDD, 4)1,2,3,6,7,8-HexaCDD, 5)1,2,3,7,8,9-HexaCDD, 6)1,2,3,4,6,7,8-HeptaCDD, 7)OctaCDD, 8)2,3,7,8-tetraCDF, 9)1,2,3,7,8-PentaCDF, 10)2,3,4,7,8-PentaCDF, 11)1,2,3,4,7,8-HexaCDF, 12)1,2,3,6,7,8-HexaCDF, 13)1,2,3,7,8,9-HexaCDF, 14)2,3,4,6,7,8-HexaCDF, 15)1,2,3,4,6,7,8-HeptaCDF, 16)1,2,3,4,7,8,9-HeptaCDF, 17)OctaCDF และชนิดที่มีพิษร้ายแรงที่สุดก็คือ 2,3,7,8-TCDD

การตรวจวัดปริมาณความเข้มข้นของสารไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน หรือ PCDDs/PCDFs ที่ปะปนอยู่ในสิ่งแวดล้อมจะทำการวัดกันในระดับที่ต่ำมากๆ กว่าสารพิษชนิดอื่นใดโดยจะนิยมวัดกันที่ระดับ นาโนกรัม (nanogram, ng) หรือ 0.000000001 g หรือ 10-9 g และที่ระดับ พิโคกรัม (picogram, pg) หรือ 0.000000000001 g หรือ 10-12 g ต่อ น้ำหนักดิน 1 กิโลกรัม(kg) หรือปริมาตรอากาศ 1 ลูกบาศก์เมตร(m3)หรือ น้ำ 1 ลิตร ( l )



ความเป็นพิษต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ( หนูและกระต่าย)

พิษเฉียบพลัน

ไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน ไม่ทำให้เกิดอาการพิษหรือตายอย่างทันทีแต่อาการจะค่อยๆ เกิดและเพิ่มความรุนแรงจนถึงตายได้ อาการเฉียบพลันที่ปรากฏคือ ทำให้เกิดโรคผิวหนังที่เรียกว่า “Chloraone” คือมีผิวหนังขึ้นเป็นสิวหัวดำ มีถุงสีน้ำตาลอมเหลืองของผิวหนังบริเวณหลังใบหู ขอบตา หลัง ไหล่ และบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ อาจมีขนขึ้นในบริเวณที่ปกติจะไม่มีขึ้น ผิวหนังมีสีเข้มขึ้น สีของเล็บเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล เยื่อบุตาอักเสบและมีขี้ตา

มีรายงานการเกิดอาการ“Chloraone” นี้ในคนที่อยู่ในบริเวณที่ได้รับการปนเปื้อน ไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน ที่อิตาลี ไต้หวัน และญี่ปุ่น

พิษเรื้อรัง

ไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน ทำให้น้ำหนักตัวลดลง เกิดความผิดปกติที่ตับ เซลล์ตับตาย และเกิดอาการโรคผิวหนังอักเสบ

การเป็นสารก่อมะเร็ง

สถาบันวิจัยมะเร็งระหว่างชาติได้จัดให้สาร ไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน เป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์จากการที่มีข้อมูลทางระบาดวิทยายืนยัน และจากการศึกษาระยะยาวในสัตว์ทดลองพบว่า สารนี้ทำให้เกิดมะเร็งหรือเนื้องอกในอวัยวะต่างๆ ของหนูโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตับ ซึ่งได้รับสารปริมาณน้อยมากแค่ 10 นาโนกรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัวเท่านั้น นอกจากตับแล้วยังพบว่าสารนี้ทำให้เกิดเป็นเนื้องอกในอวัยวะต่างๆ ของหนูได้ เช่น ลิ้นแผ่นกั้นช่องจมูก เพดานปากส่วนแข็ง ต่อมไทรอยด์ ชั้นนอกของต่อมหมวกไต ชั้นใต้ผิวหนัง และปอด ต่อมไทรอยด์เป็นตำแหน่งไวที่สุดที่ทำให้เกิดมะเร็งในหนู ซึ่งระดับไดอ๊อกซินต่ำที่สุดที่ได้รับคือ 1.4 นาโนกรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัว อย่างไรก็ตามการศึกษากลไกของการเกิดมะเร็งพบว่าสารไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน ไม่ใช่สารก่อเซลล์มะเร็งโดยตรง (tumor initiator) หรือถ้าเป็นก็มีฤทธิ์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่เป็นสารสนับสนุนการเกิดมะเร็ง (tumor promotor) ที่มีความรุนแรงมากที่สุด

ความเป็นพิษต่อระบบประสาท

มีรายงานว่าเกิดโรคระบบประสาทในคนงานที่ได้รับสารนี้จากการหกรดหรือปนเปื้อนในอุตสาหกรรม โดยมีอาการกล้ามเนื้อมือเสื่อมไม่มีกำลัง มีการแสดงอาการโรคประสาท เช่น การสูญเสียความรับรู้บนเส้นประสาท ปลายมือ และปลายเท้าอ่อนเพลีย เป็นต้น สำหรับหนูทดลองพบว่า ขาหน้าไม่มีแรงในการจับยึด เดินหมุนเป็นวง ไม่สามารถไต่กรงได้และความรับรู้ผิดปกติ

ความเป็นพิษต่อภูมิคุ้มกัน

การศึกษาทางระบาดวิทยาของคนพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงของระดับภูมิคุ้มกันบางชนิดในบางกลุ่มคนที่ ได้รับสารไดอ๊อกซินจากอุบัติการณ์การปนเปื้อน เช่น ที่อิตาลีและที่รัฐมิสซูรี่ สหรัฐอเมริกา

ความผิดปกติต่อการสืบพันธุ์

สารไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนในกระแสเลือดซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของสัตว์ทดลองและปริมาณของสาร ทำให้เกิดความผิดปกติของระบบสืบพันธุ์ของสัตว์เพศผู้และเพศเมีย ลักษณะทั่วไปในเพศเมียคือการผสมติดของสัตว์ลดลงหรือไม่สามารตั้งท้องได้จนครบกำหนด จำนวนลูกต่อครอกลดลง การทำงานของรังไข่ผิดปกติหรือไม่ทำงาน วงจรของระดูหรือการเป็นสัดผิดปกติ และมีเนื้อเยื่อบุมดลูกเจริญเติบโตภายนอกมดลูก

ในเพศผู้พบว่าสารไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน ทำให้น้ำหนักของอัณฑะและอวัยวะอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการสืบพันธุ์ลดลง อัณฑะมีรูปร่างผิดปกติ การสร้างเชื้ออสุจิลดลง และการผสมติดลดลง สัตว์ที่มีความไวต่อสารได้แก่ ลิงและหนูชนิดต่างๆ ระดับต่ำสุดที่ 1 ไมโครกรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัว/วัน และได้รับต่อเนื่องกันนาน 13 สัปดาห์ ทำให้การสร้างอสุจิลดลง

ความผิดปกติในทารก

จากการศึกษาสัตว์ทดลองตัวเมียและผลการศึกษาทางระบาดวิทยาของคนที่ประเทศญี่ปุ่นและไต้หวันพบว่าสารนี้มีความเป็นพิษต่อการพัฒนาตัวอ่อนหรือทารกซึ่งมีผลกระทบ 3 รูปแบบคือ 1) ทำให้ตัวอ่อน/ทารกผิดปกติและตายก่อนครบกำหนด 2) ทำให้ทารกมีโครงสร้างผิดปกติ 3) ทำให้การทำงานของอวัยวะและเนื้อเยื่อบางชนิดผิดปกติ

การศึกษาในมารดาพบว่าการได้รับสารไดอ๊อกซิน/ฟิวแรนที่ปนเปื้อนในน้ำมันรำข้าวที่ประเทศจีนทำให้มีอัตราการตายของทารกในช่วงตั้งครรภ์สูง ทารกมีน้ำหนักแรกเกิดต่ำกว่าเกณฑ์ปกติซึ่งแสดงถึงการเจริญเติบโตที่ช้ากว่าปกติของทารก ทารกบางรายเกิดมามีรูปร่างผิดปกติ ที่เกาะไต้หวันพบว่าทารกที่เกิดมามีอาการผิดปกติของระบบประสาท มีการพัฒนาทางสติปัญญาช้ากว่าปกติและมีพฤติกรรมประสาทผิดปกติ

ลักษณะผิดปกติที่เด่นชัดของทารกในครรภ์คือผิวหนังและเยื่อบุมีสีเข้มกว่าปกติ เล็บมือและเท้ามีสีเข้มและผิดรูปผิดร่าง ขับสารออกมากกว่าปกติ เยื่อบุตาอักเสบ เหงือกมีการบวมขยายใหญ่ ทารกแรกเกิดมีฟันขึ้นแล้ว การขึ้นของฟันแท้ผิดปกติหรือไม่มีฟันแท้ขึ้น และรากฟันมีรูปร่างผิดปกติ ลักษณะของฟันที่เกิดขึ้นเร็วกว่าปกติก็พบได้ในทารกที่ดื่มน้ำนมมารดาที่มีสารไดอ็อกซิน/ฟิวแรน ปนเปื้อนอยู่



การรับสารของมนุษย์

ไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน เป็นสารที่มีอยู่ทั่วไปในสิ่งแวดล้อมและละลายได้ดีในไขมันจึงสะสมได้ในสิ่งมีชีวิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์ที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบมากกว่าพืช เมื่อมนุษย์บริโภคพืชและสัตว์ก็จะได้รับสารนี้ด้วย ปริมาณของสารที่มนุษย์ได้รับแต่ละวันจึงขึ้นอยู่กับชนิดของอาหารที่แต่ละคนบริโภคและปริมาณของสารไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน ที่ปะปนอยู่ในอาหารแต่ละชนิด อาหารที่มีการปนเปื้อนมากตามลำดับคือ เนื้อ ผลิตภัณฑ์นม ปลา ไข่ ผักและผลไม้ นอกจากนี้มนุษย์ยังสามารถรับสารนี้ได้จากอากาศและน้ำ อีกด้วย

แหล่งสำคัญที่ได้รับสารไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน คือจากอาหาร สัตว์ทดลองมีความสามารถในการดูดซึมสารได้มากกว่าร้อยละ 50 ของปริมาณที่ได้รับ มนุษย์สามารถดูดซึมได้มากกว่าร้อยละ 87 ของปริมาณที่ได้รับ การดูดซึมทาง ผิวหนังพบว่าเกิดขึ้นได้น้อยกว่าทางปาก ส่วนการหายใจจะได้รับสารไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน จากการใช้เตาเผาชนิดต่างๆ ซึ่งปล่อยอนุภาคที่มีสารนี้ปนเปื้อนอยู่ ดังนั้นการสูดอากาศที่มีเศษขี้เถ้าและฝุ่นที่มีสารนี้ปนเปื้อนอยู่จึงเป็นสาเหตุทำให้ ร่างกายได้รับสารนี้เข้าไป สารไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน ที่อยู่ในลำไส้จะถูกดูดซึมผ่านทางระบบน้ำเหลืองเข้าสู่กระแสโลหิตและเคลื่อนย้ายเข้าสู่เซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกาย โดยทั่วไปการแพร่กระจายสู่เนื้อเยื่อจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากมีการดูดซึมสู่กระแสโลหิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อเยื่อที่มีเลือดมาหล่อเลี้ยงมาก เช่น ต่อมหมวกไต หรือเนื้อเยื่อที่มีไขมันปริมาณมากเช่น กล้ามเนื้อ หลังจากนั้นจะไปสะสมอยู่มากที่สุดในตับและรองลงมาคือที่เนื้อเยื่อไขมัน นอกจากนั้นก็พบบ้างที่ไต สมอง ปอด หัวใจ ต่อมไทมัส และอัณฑะ สารไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน สามารถสะสมอยู่ในร่างกายของมนุษย์และสัตว์เป็นเวลานาน อย่างไรก็ตามสารนี้บางส่วนจะถูกเมทตาโบไลท์ภายในร่างกายและถูกขับออกทางปัสสาวะและน้ำดี ส่วนทางอุจจาระมีน้อยมาก

การสร้างและการปลดปล่อยสารไดอ็อกซิน/ฟิวแรน

ดังที่กล่าวมาแล้วในเบื้องต้นว่าสารกลุ่มนี้เกิดขึ้นในรูปของผลผลิตพลอยได้จากหลายกระบวนการและแพร่กระจายไปสู่สิ่งแวดล้อมในอีกลักษณะหนึ่งอาจจะมีปรากฎอยู่ในกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรมในรูปของวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ สารไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน เป็นสารที่มีความคงทนยาวนานในสิ่งแวดล้อมและสามารถเคลื่อนย้ายจากอากาศสู่ดิน จากดินสู่พืช หรือจากดินสู่น้ำโดยการชะล้างและเข้าสู่มนุษย์และสัตว์ต่อไป โดยปนเปื้อนอยู่ในอาหารและน้ำที่ใช้บริโภค
  1. กระบวนการผลิตเคมีภัณฑ์ ในกลุ่มนี้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ประเภท คลอริเนตเตท ฟีนอล (chlorinated phenols) และตัวทำละลายที่มีสารคลอรีน (chlorinated solvents) นอกจากนี้ยังรวมอุตสาหกรรมผลิตกระดาษและเยื่อกระดาษอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย
  2. กระบวนการเผาไหม้อุณหภูมิสูงทุกชนิด ในกลุ่มนี้รวมถึงเตาเผากากของเสียทุกชนิด เช่น เตาเผาขยะทั่วไป เตาเผาขยะสารอันตรายหรือกากอุตสาหกรรม เตาเผาขยะติดเชื้อ หรือของเสียจากโรงพยาบาล และเตาเผาศพ เผาซากสัตว์ การเผาไหม้เชื้อเพลิงที่เป็นทั้งของแข็ง และของเหลวและกระบวนการหลอมโลหะโดยใช้ความร้อนสูง
  3. กระบวนการทางชีวภาพซึ่งอาจมีการสร้างสาร PCDDs/PCDFs ขึ้นมา การย่อยสลายและการหมัก
  4. แหล่งกักเก็บต่างๆ เช่น บริเวณที่ทับถมด้วยกองขยะและดินซึ่งมีสาร PCDDs/PCDFs ปนเปื้อนสะสมอยู่เป็นเวลายาวนาน

อนึ่ง PCDDs/PCDFs อาจเกิดจากการผลิตสารประกอบประเภทคลอริเนตเตท ไฮโดร์คาร์บอนอีกหลายชนิด เช่น pentachlorophenol, polychlorinated biphenyls (PCBs), hexachlorobenzene นอกจากนี้การผลิตสารเคมีหลายชนิด ถึงแม้ว่าจะไม่ทำให้เกิด PCDDs/PCDFs แต่เมื่อสารเหล่านี้ถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสารอื่นๆ ก็อาจทำให้เกิด PCDDs/PCDFs ขึ้นได้ สารเหล่านี้เรียกว่า “สารตั้งต้น” (precursors) ซึ่งมีอยู่ 28 ชนิด คือ

1. bromobenzene15. 1,2,4-trichlorobenzene
2. chlorobenzene16. 2,4,5-trichloronitrobenzene
3. o-chlorofluorobenzene17. o-bromophenol
4. 4-chloro-2-nitrophenol18. 5-chloro-1,4-dimethoxyaniline
5. o-chlorophenol19. 3-chloro-4-fluoronitrobenzene
6. 4-chlororesorcinol20. chlorohydroquinone
7. 2,6-dibromo-4-nitroaniline21. 2-chloro-4-phenylphenol
8. p-dichlorobenzene22.4-chloro-o-toloxy acetic acid
9. 1,2-dichloro-4-nitrobenzene23. o-dichlorobenzene
10. 4-[2-methyl-4-chlorophenoxy] butyric acid24. 2,6-dichloro-4-nitroaniline
11. 1,2,3,4,5-pentabromo-6-chloro-cyclohexane25. 1,4-dichloro-2-nitrobenzene
12. pentabromoethylbenzene26. 1,2,4,5-tetrachlorobenzene
13. 1,2,4,5-tetrachloro-3-nitrobenzene27. 1,2,3-trichlorobenzene
14. 1,3,5-tribromobenzene28. 1,3,5-trichlorobenzene


วงจรการผลิตไดอ๊อกซินและฟิวแรน


คลิกที่นี่เพื่อขยายแผนผัง

การปลดปล่อยสู่น้ำ

ไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน เข้าสู่แหล่งน้ำได้จากการปล่อยน้ำเสีย การชะล้างจากบริเวณปนเปื้อนหรือจากผลิตภัณฑ์ ปนเปื้อน เช่น การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์ประเภทออร์แกนโนคลอรีน (organochlorine) การทิ้งกาก ของเสีย ฯลฯ การปล่อยน้ำเสียจากอุตสาหกรรมที่มีกระบวนการเกี่ยวกับการสร้าง PCDDs/PCDFs กล่าวคือ 1) น้ำเสียจากกระบวนการผลิตกระดาษและเยื่อกระดาษ (pulp and paper) ที่มีการใช้สารคลอรีนในการฟอกสี 2) น้ำเสียจากกระบวนการผลิตเคมีภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสารคลอรีน 3) น้ำเสียจากอุตสาหกรรมฟอกย้อม เส้นใย หนัง ไม้ที่ใช้สีย้อมหรือน้ำยารักษาคุณภาพของวัตถุดิบที่มี PCDDs/PCDFs เจือปนอยู่ 4) น้ำเสียจากบ้านเรือนทั่วไป เช่น เครื่องซักผ้า และเครื่องล้างชาม เป็นต้น และ 5) น้ำเสียจากกิจกรรมการผลิตและสถานที่ของกิจกรรมที่มีการใช้สารหรือวัตถุดิบที่ ปนเปื้อนด้วย PCDDs/PCDFs เช่น สถานที่ผลิตและใช้สารคลอโรฟีนอล (chlorophenol) โรงเลื่อย สุสานรถยนต์โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีน้ำมันหกรดอยู่ น้ำเสียจากเตาเผาขยะ เป็นต้น

การปลดปล่อยสู่ดิน

ไดอ๊อกซิน/ฟิวแรนถูกปลดปล่อยไปสู่ดินได้โดยการทิ้งหรือการปลดปล่อยผลิตภัณฑ์ที่มี PCDDs/PCDFs ปนเปื้อนอยู่โดยตรงหรือสารนี้สะสมตัวอยู่ในดินโดยผ่านสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่น จากอากาศสู่ดินดังที่กล่าวแล้ว และสารที่สะสมอยู่ในดินก็จะผ่านเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร (food chain) และถูกดูดซึมเข้าสู่พืชและสัตว์ต่อไป PCDDs/PCDFs ในดินส่วนใหญ่โดยตรงมาจากผลิตภัณฑ์หรือกากของเสียจากสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์ สารรักษาเนื้อไม้ที่มี PCDDs/PCDFs ปนเปื้อน การนำเอากากของเสียไปใช้ในพื้นที่เกษตร และการนำกากของเสียที่มี PCDDs/PCDFs ปนเปื้อนไปกองทิ้งไว้ เป็นต้น

การปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์

ไดอ๊อกซิน/ฟิวแรนในผลิตภัณฑ์นี้จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นสารประกอบประเภทออร์แกนโนคลอรีนโดยตรงและผลิตภัณฑ์ที่ใช้คลอรีนในกระบวนการ เช่น กระดาษและเยื่อกระดาษ ผลิตภัณฑ์ที่มีการปนเปื้อนสูง เช่น พวกคลอริเนตเตท ฟีนอล และอนุพันธ์ เช่น pentachlorophenol (PCP), 2,4,5-trichlorophenoxyacetic acid (2,4,5 –T หรือที่รู้จักกัน ทั่วไปว่า “ฝนเหลือง และ polychlorinated biphenyls (PCBs) ที่ใช้ใน หม้อแปลงไฟฟ้า และ ตัวเก็บประจุไฟฟ้า ประเทศเยอรมนีได้ทำการศึกษาและวิเคราะห์ปริมาณสาร PCDDs/PCDFs ในผลิตภัณฑ์เคมีและผลิตภัณฑ์สิ่งทอหลายชนิด (ตารางที่ 1 และตารางที่ 2) พบว่าสาร pentachlorophenol เป็นสารที่มีการปนเปื้อน PCDDs/PCDFs สูงสุดถึง 2,320 (g.I-TEQ (g = ng x 1,000)



ตารางที่ 1 ปริมาณ PCDDs/PCDFs ในผลิตภัณฑ์เคมี
ผลิตภัณฑ์เคมี ปริมาณ PCDDs/PCDFs (g.I-TEQ/kg)
1. Pentachlorophenol 2,320
2. Pentachlorophenate 450
3. PCB-Clophen A30 2,320
4. PCB-Clophen A602,179
5. 2,4,6-Trichlorophenol 680
6. Trichlorobenzene0.023
7. p-Chloranil (old) 376
8. o-Chloranil (old)63
9. Hostaperm Violet RL 1.2
10. Violet 2319
11. Blue 106 56
g หรือ microgram มีค่าเท่ากับ 1,000 ng หรือ nanogram kg หมายถึง น้ำหนัก 1 กิโลกรัมของผลิตภัณฑ์เคมี

ตารางที่ 2 ปริมาณ PCDDs/PCDFs ในผลิตภัณฑ์สิ่งทอ
ผลิตภัณฑ์สิ่งทอสีเปอร์เซ็นต์เส้นใยปริมาณ PCDDs/PCDFs
เสื้อคอกลม ขาว100 % ฝ้าย0.07
น้ำเงินเข้ม100 % ฝ้าย0.27 ; 0.14
น้ำเงิน100 % ฝ้าย1.51
ฟ้า100 % ฝ้าย3.64
เขียว100 % ฝ้าย26.82 ; 1.96
ส้ม100 % ฝ้าย0.59
ชมพู100 % ฝ้าย0.88
เสื้อเชิ้ต ฟ้า/คาดน้ำเงินเข้ม 65 % โพลีเอสเตอร์ , 35% ฝ้าย8.42
กางเกงยีนส์ น้ำเงิน100 % ฝ้าย0.21
ถุงเท้า น้ำเงิน100 % ฝ้าย0.22
ชุดชั้นในขาว100 % ฝ้าย0.74 ; 0.05
ผ้าเช็ดตัวม่วง100 % ฝ้าย0.22
ผ้าปูที่นอนขาว100 % ฝ้าย1.31
kg หมายถึง น้ำหนัก 1 กิโลกรัมของผลิตภัณฑ์สิ่งทอ

การปลดปล่อยสู่อากาศ

ไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน เข้าสู่บรรยากาศจากแหล่งต่างๆ ทั้งที่เป็นแหล่งคงที่ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับการอุตสาหกรรมหรือแหล่งที่ไม่คงที่ซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสาร PCDDs/PCDFs เจือปนอยู่ PCDDs/PCDFs จากทั้งสองแหล่งนี้สามารถอยู่คงที่หรือเคลื่อนย้ายไปได้เป็นระยะทางไกลมากจึงสามารถตรวจวัดได้ทั่วไปแม้แต่จากแหล่งต่างๆ ซึ่งอยู่ห่างไกลมากๆ จากแหล่งที่ปลดปล่อย

ตัวอย่างของกระบวนการที่ปลดปล่อย PCDDs/PCDFs ไปสู่อากาศเช่น กระบวนการเผาไหม้ กระบวนการผลิตโลหะและหลอมโลหะ กระบวนการปิ้งหรือย่าง ตู้อบควัน อุตสาหกรรมที่ใช้ความร้อนสูง เป็นต้น โอกาสที่จะมีการสร้างและปลดปล่อย PCDDs/PCDFs สู่บรรยากาศสามารถเกิดขึ้นได้ในสภาวะใดสภาวะหนึ่งหรือหลายๆสภาวะร่วมกันคือ 1) กระบวนการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์เมื่ออุณหภูมิสูงกว่า 200 องศาเซลเซียส
2) มีสารพวกอินทรีย์คาร์บอน (organic carbon)
3) มีสารคลอรีน (chlorine, Cl) และ 4) ผลิตภัณฑ์ที่มีสาร PCDDs/PCDFs ปะปนอยู่



การปลดปล่อย PCDDs/PCDFs จากเตาเผาอุณหภูมิสูง

เตาเผา (incinerator) ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเตาเผาขยะชุมชน (municipal waste incinerator) เตาเผาขยะอันตราย (hazardous waste incinerator) เตาเผาขยะติดเชื้อหรือเตาเผาขยะโรงพยาบาล (medical or hospital waste incinerator) และเตาเผาศพ (crematoria) นับเป็นแหล่งสำคัญที่ปลดปล่อย PCDDs/PCDFs ปริมาณมากน้อยขึ้นอยู่กับวัสดุที่นำเข้าไปเผาซึ่งจะต้องมีส่วนประกอบในสภาวะใดสภาวะหนึ่งหรือหลายๆ สภาวะทั้ง 4 ดังกล่าวแล้วในการเผาที่มีวัสดุใน 3 สภาวะคือ มีสารพวกอินทรีย์คาร์บอน มีสารคลอรีนและมีผลิตภัณฑ์ที่มีสาร PCDDs/PCDFs ปะปนอยู่ จะสามารถผลิตหรือปลดปล่อย PCDDs/PCDFs สู่บรรยากาศได้ ต้องมีตัวแปรหรือสภาวะที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งคืออุณหภูมิในการเผาไหม้

การสร้างหรือผลิต PCDDs/PCDFs จากการเผาไหม้จะอยู่ในช่วงอุณหภูมิประมาณ 200-550 องศาเซลเซียส ความเข้มข้นสูงสุดของ PCDDs/PCDFs จะมีอยู่ในก๊าซและเถ้า (ash) ที่อยู่ในปล่องที่อุณหภูมิประมาณ 350 องศาเซลเซียส ความเข้มข้นจะลดลงต่ำสุดเมื่ออุณหภูมิลดลงหรือเพิ่มขึ้นที่ประมาณ 275 และ 420 องศาเซลเซียส ตามลำดับแต่ก็ยังมีสารนี้อยู่ในปริมาณต่ำในช่วง 200-275 องศาเซลเซียสและสูงกว่า 420-550 องศาเซลเซียส โมเลกุลของ PCDDs/PCDFs จะเริ่มถูกทำลาย (break down) เมื่ออุณหภูมิ 850 องศาเซลเซียสขึ้นไปและจะถูกทำลายเกือบสมบูรณ์เมื่ออุณหภูมิขึ้นไปถึง 1,100 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 2 วินาที อย่างไรก็ตาม PCDDs/PCDFs จะไม่ถูกทำลายอย่างสิ้นเชิงเพราะเมื่ออุณหภูมิลดลงก็จะสร้างขึ้นมาใหม่อีก

การสร้างหรือผลิต PCDDs/PCDFs จะมีปริมาณสูงสุดในช่วงของกระบวนการเริ่มเผาด้วยเชื้อเพลิง ถ้าเชื้อเพลิงมีปริมาณสารคลอรีน (Cl) ต่ำความเข้มข้นก็จะต่ำด้วย ในสภาวะการเผาไหม้ที่คงที่ซึ่งเป็นผลมาจากการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ของก๊าซในปล่อง PCDDs/PCDFs ก็เกือบจะถูกทำลายหมดในห้องเผา แต่ในทางตรงข้ามก๊าซในปล่องที่ไม่ถูกเผาไหม้เนื่องจากสภาวะการเผาไหม้ไม่คงที่จะเป็นผลให้มีความเข้มข้นของ PCDDs/PCDFs สูงในก๊าซที่ออกมา ในอีกส่วนหนึ่งที่ PCDDs/PCDFs ถูกสร้างขึ้นก็คือในส่วนที่เป็นหม้อไอน้ำ (boiler) ซึ่งจะมีการสะสมตัวของกากขี้เถ้าลอย (fly ash) อยู่ในบริเวณนี้ ดังนี้เตาเผาที่มีประสิทธิภาพสูงและกำจัด PCDDs/PCDFs ได้สูงสุดดีกว่ามาตรฐานที่กำหนดก็จะต้องมีอุปกรณ์ที่เผาก๊าซอย่างสมบูรณ์และประกอบด้วยอุปกรณ์กำจัดสารพิษต่างๆ ในก๊าซในปล่องและเถ้าลอย (fly ash) อุปกรณ์นี้เรียกว่า “ เครื่องทำความสะอาดก๊าซ (flue gas cleaner) เมื่อมีการทำความสะอาดดังกล่าวแล้ว ส่วนที่เหลือจากกระบวนการเผาซึ่งเป็น “ เถ้าหนัก (bottom ash) “หรือ” เถ้าลอย (fly ash) “ ก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในกิจกรรมอื่นๆ ได้ เช่น นำไปใช้ในการก่อสร้างโดยไม่มีอันตรายจากสารไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน

ทำเนียบ (inventory) การปลดปล่อย PCDDs/PCDFs ในประเทศต่างๆ


คลิกที่นี่เพื่อขยายแผนผัง
ประเทศพัฒนาแล้วหลายๆ ประเทศได้จัดทำปริมาณการปลดปล่อยสาร PCDDs/PCDFs ในแต่ละปีและได้มีการทำรายงานรวบรวมไว้ได้จาก 14 ประเทศในปี พ.ศ. 2538 พบว่ามีการปลดปล่อยจาก 14 ประเทศ (ภาพที่ 1) ประมาณ 9,700 g. I-TEQ ต่อปี โดยเตาเผาขยะต่างๆ เป็นแหล่งกำเนิดที่สำคัญในประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก อังกฤษ เบลเยี่ยม และจีน ส่วนประเทศสวีเดน เยอรมนี ออสเตรีย และออสเตรเลีย ส่วนใหญ่มาจากแหล่งกำเนิดประเภทโรงหลอมโลหะต่างๆ
สำหรับประเทศเยอรมนีซึ่งปลดปล่อย PCDDs/PCDFs จำนวน 333 g.I-TEQ ต่อปี (ตารางที่ 3 ) นั้น อุตสาหกรรมหลอมโลหะนับว่าปลดปล่อยมากที่สุดถึง 168 g.I-TEQ/ปี รองลงมาก็คืออุตสาหกรรมหลอมโลหะประเภท non-ferrous (91.6 g.I-TEQ/ปี) และเตาเผาขยะชุมชน (30 g.I-TEQ/ปี)

ตารางที่ 2 ปริมาณ PCDDs/PCDFs ในผลิตภัณฑ์สิ่งทอ
แหล่งกำเนิดPCDDs/PCDFs (g.I-TEQ/ปี)
1. การใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง14.2
2. การใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง1.59
3. อุตสาหกรรมหลอมโลหะ168
4. อุตสาหกรรมเหล็ก5.69
5.อุตสาหกรรมโลหะประเภท non-ferrous91.6
6. เตาเผากากตะกอน0.1
7.จากยานพาหนะ4.7
8. เตาเผาขยะสารอันตราย2
9. เตาเผาขยะชุมชน30
10. เตาเผาขยะโรงพยาบาล0.1
11. การเผาไม้2.7
12. อื่นๆ2.3
รวม 333

สำหรับประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งปลดปล่อย PCDDs/PCDFs ถึง 2,744 g.I-TEQ/ปีนั้น ปรากฏว่าเตาเผาขยะ ชุมชนมีมากที่สุดถึง 1,100 g.I-TEQ/ ปี รองลงมาคืออุตสาหกรรมหลอมทองแดง (541 g.I-TEQ/ปี) และเตาขยะ โรงพยาบาล (477 g.I-TEQ/ปี) (ตารางที่ 4)

ตารางที่ 4ปริมาณ PCDDs/PCDFs สู่บรรยากาศภายในประเทศสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2538 (g.I-TEQ/ปี)
แหล่งกำเนิดPCDDs/PCDFs (g.I-TEQ/ปี)
เตาเผาขยะ
ขยะชุมชน
1,100
ขยะสารอันตราย
5.7
หม้อไอน้ำ/เตาหลอมโลหะ
0.38
เตาเผาขยะติดเชื้อ
477
เตาเผาศพ
0.24
เตาเผากากตะกอน
6.0
ด้านพลังงาน
การเผาไหม้เชื้อเพลิงยานพาหนะไร้สารตะกั่ว
6.3
การเผาไหม้เชื้อเพลิงยานพาหนะดีเซล
33.5
การเผาไม้ในที่อยู่อาศัย
62.5
การเผาไม้อุตสาหกรรม
29.1
การใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงอุตสาหกรรม
72.8
การใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงอุตสาหกรรม
9.3
การใช้อุณหภูมิสูงอื่นๆ
อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์(ใช้กากสารอันตรายเป็นเชื้อเพลิง)
153
อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์(ไม่ใช้กากสารอันตรายเป็นเชื้อเพลิง)
17.8
การเผาไหม้บุหรี่
0.81
การหล่อเย็น
2.3
การเผาไหม้ที่ควบคุมไม่ได้ (ป่าไม้ ,ฟาง) 208
กระบวนการแปรรูปโลหะ
อุตสาหกรรมหลอมอลูมิเนียม
17.0
อุตสาหกรรมหลอมทองแดง
541
อุตสาหกรรมหลอมตะกั่ว
1.63
รวม 2,744

กลไกทางกฎหมายควบคุมไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน

จากการที่ PCDDs/PCDFs เป็นสารที่มีความเป็นพิษสูงและเป็นอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์แม้ในปริมาณน้อยมาก ประเทศต่างๆ จึงได้มีการกำหนดกฎเกณฑ์และมาตรฐานต่างๆ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการควบคุม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้กำหนดไว้ให้มนุษย์สามารถรับสาร PCDDs/PCDFs ในแต่ละวันได้ไม่เกิน 0.04 นาโนกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ประเทศสหรัฐอเมริกากำหนดความเข้มสูงสุดในน้ำดื่มที่ 0.03 นาโนกรัมต่อลิตร ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีกำหนดความเข้มข้นในน้ำนมไม่ให้เกิน 0.9 นาโนกรัม (ng.I-TEQ) ต่อปริมาณไขมัน 1 กิโลกรัม และถ้าพบว่ามีค่าเกิน 5.0 ng.I-TEQ ก็จะไม่อนุญาตให้มีการจำหน่ายและทำลายผลิตภัณฑ์นมนั้นๆ เสีย

สำหรับมาตรฐานการปลดปล่อยสารสู่บรรยากาศนั้น เนื่องจากเตาเผาอุณหภูมิสูงเกือบทุกชนิดเป็นแหล่งกำเนิดที่สำคัญที่สุด ประเทศต่างๆ ที่เจริญแล้วทั่วโลก จึงมีการกำหนดค่ามาตรฐานการปลดปล่อย PCDDs/PCDFs ไว้เป็นปริมาณ “นาโนกรัมต่อลูกบาศก์เมตรของปริมาตรอากาศ” (ตารางที่ 6) การกำหนดมาตรฐานส่วนใหญ่จะใช้หน่วยเดียวกันคือ “นาโนกรัม (nanogram)” หรือมีค่าเท่ากับ 10 –9 g. ซึ่งจะเป็นผลการวัดสาร PCDDs และ PCDFs แต่ละตัว แล้วนำค่าที่วัดได้ไปคูณด้วยค่าเปรียบเทียบความเป็นพิษหรือ “International Toxicity Equivalent Factor (I-TEF)” (ตารางที่ 5 ) แล้วนำผลบวกของแต่ละค่าออกมาเป็นปริมาณ PCDDs/PCDFs ทั้งหมดต่อปริมาณอากาศ 1 ลูกบาศก์เมตรหรือ Nm 3 (Normalized cubic meter) และเรียกค่านี้ว่า “ ….ng.I-TEQ/Nm 3 “สำหรับประเทศสหรัฐอเมริกามีการตรวจวัดและกำหนดค่ามาตรฐานเป็นค่ารวม (total) ทั้งหมดของ PCDDs และ PCDFs ที่วัดจริงโดยมิได้นำค่าเปรียบเทียบความเป็นพิษ (I-TEF) มาคูณ ค่าที่ออกมาจึงสูงกว่าค่ามาตรฐานของประเทศต่างๆ ในยุโรปและเอเชียบางประเทศ ค่ามาตรฐานของประเทศสหรัฐอเมริกาเรียกว่า “ ….ng.total/Nm 3 “ ประเทศไทยได้นำระบบของประเทศสหรัฐอเมริกามาใช้เป็นค่ามาตรฐานสำหรับเตาเผาขยะชุมชนในปัจจุบันนี้เช่นกัน


ตารางที่ 5 ค่าเปรียบเทียบความเป็นพิษ (TEF) ซึ่งกำหนดโดย NATO/CCMS และ WHO
PCDDs/PCDFsTEF NATO/CCMS 1988 TEF WHO 1997
2378- TetraCDD1.01.0
12378- PentaCDD 0.51.0
123478- HexaCDD0.10.1
123678- HexaCDD 0.10.1
123789-HexaCDD0.10.1
1234678-HeptaCDD0.010.01
OctaCDD0.001 0.0001
2378-TetraCDF0.1 0.1
12378-PentaCDF0.050.05
23478-PentaCDF0.5 0.5
123478-HexaCDF0.10.1
123678-HexaCDF0.1 0.1
123789-HexaCDF0.10.1
234678-HexaCDF0.1 0.1
1234678-HeptaCDF0.01 0.01
1234789-HeptaCDF0.010.01
OctaCDF0.001 0.0001


ตารางที่ 6 ค่ามาตรฐาน PCDDs/PCDFs จากเตาเผาอุณหภูมิสูงต่างๆ ของประเทศต่างๆ
ประเทศค่ามาตรฐาน หมายเหตุ
ออสเตรีย0.1 ng.I-TEQ/Nm 3เตาเผาทุกขนาด
แคนาดา0.1 ng.I-TEQ/Nm 3
เดนมาร์ก0.1 ng.I-TEQ/Nm 3
สหภาพยุโรป0.1 ng.I-TEQ/Nm 3
เยอรมันนี0.1 ng.I-TEQ/Nm 3
อังกฤษ0.1 ng.I-TEQ/Nm 3
ญี่ปุ่น (มาตรฐานเก่า)0.5 ng.I-TEQ/Nm 3เตาเผาขนาดใหญ่
ญี่ปุ่น (มาตรฐานใหม่)0.1 ng.I-TEQ/Nm 3เตาเผาขนาดใหญ่
เนเธอร์แลนด์0.1 ng.I-TEQ/Nm 3เตาเผาทุกขนาด
สวีเดน (มาตรฐานเก่า)0.5 ng.I-TEQ/Nm 3 กำลังปรับเป็น 0.1 ng.
สวิตเซอร์แลนด์0.1 ng.I-TEQ/Nm 3เตาเผาทุกขนาด
ไต้หวัน1.0 ng.I-TEQ/Nm 3 เตาเผาทุกขนาด
สหรัฐอเมริกา (มาตรฐานเก่า) 30 ng.total/Nm 3 เตาเผาขนาดใหญ่
สหรัฐอเมริกา (มาตรฐานใหม่)13 ng.total/Nm 3เตาเผาขนาดใหญ่
ประเทศไทย30 ng.total/Nm 3เตาเผาขยะชุมชนขนาดตั้งแต่1 ตัน/วันขึ้นไป


30 ng.total/Nm 3 เท่ากับประมาณ ( ) 0.5 ng.I-TEQ/Nm 3
13 ng.total/Nm 3 เท่ากับประมาณ ( ) 0.2 ng. I-TEQ/Nm 3

เตาขนาดใหญ่ของสหรัฐอเมริกา หมายถึงเตาเผาขนาดตั้งแต่ 250 ตัน/วัน


ระบบเตาเผาขยะสารอันตรายและขยะโรงพยาบาลที่ใช้เทคโนโลยีดีที่สุด (Best Available Technology หรือ BAT)

เตาเผาที่สมบูรณ์แบบในด้านเทคโนโลยีมีประสิทธิภาพในการเผา การใช้ประโยชน์และกำจัดมลพิษที่สำคัญต่างๆ (ภาพที่ 2) ได้ จะต้องประกอบด้วยส่วนต่างๆ ซึ่งทำงานเป็นระบบอัตโนมัติ คือ

1.ส่วนที่จะป้อนขยะเข้าเตาเผา ซึ่งมีระบบแยกกันตามประเภทของขยะกล่าวคือ เป็นของแข็ง ของเหลว ของแข็งหรือของเหลวเป็นพิษชนิดต่างๆ โดยระบบอัตโนมัติหรือระบบสายพาน ใช้มนุษย์จับต้องน้อยที่สุด พนักงานควบคุมการป้อนขยะต้องมีความรู้ความชำนาญอย่างดี

2.ส่วนที่เป็นเตาเผา ซึ่งอาจจะเป็นระบบตะแกรงนอน (stroker type) หรือระบบเตาหมุน (rotary kiln) จะต้องมีอุณหภูมิสูง 900 องศาเซลเซียสขึ้นไป ปกติแล้วเตาเผาขยะพิษหรือขยะอันตรายต้องมีอุณหภูมิสูงกว่า 1,200 องศาเซลเซียส ขึ้นไป จากนั้นก๊าซที่ถูกเผาไหม้จะผ่านไปห้องเผาที่ 2 หรือ “

3.ส่วนลดอุณหภูมิและการใช้ประโยชน์ ในส่วนนี้ก๊าซจากปล่องที่มีความร้อนสูงจะถูกลดอุณหภูมิลงจนถึงประมาณ 300 องศาเซลเซียส โดยหม้อไอน้ำ (boiler) ซึ่งส่วนนี้เองจะนำไอน้ำไปปั่นไฟใช้ประโยชน์ด้านพลังงานอย่างคุ้มค่า

4.ส่วนที่ทำให้ก๊าซแห้งและส่วนดูดฝุ่น ในส่วนนี้ก๊าซจากปล่อง (flue gas) จะถูกฉีดไอพ่นด้วยสารชะล้างและทำให้อุณหภูมิลดลงถึงประมาณ 180 องศาเซลเซียส ฝุ่นและเกลือแร่ต่างๆ ที่เกิดจากการระเหยจะถูกเก็บรวบรวมและผ่านเครื่องกรองอากาศ (electrostatic filter)

5.ส่วนที่กำจัดสารมลพิษต่างๆ จากก๊าซในปล่อง (flue gas cleaning) ในส่วนนี้จะติดตั้งระบบถุงกรอง (baghouse filter) และติดตั้งอุปกรณ์กำจัดสารพิษประเภทโลหะหนักและ PCDDs/PCDFs ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีภาชนะบรรจุและฉีดพ่นสารเคมีที่สำคัญ 2 ชนิด คือ ปูนขาว (lime) และถ่าน (activated carbon) ซึ่งเป็นตัวแยกหรือกำจัดไดอ๊อกซินและฟิวแรน (PCDDs/PCDFs) รวมทั้งสารปรอทออกจากก๊าซในปล่องก่อนที่จะถูกปลดปล่อยสู่บรรยากาศต่อไป

6.ส่วนติดตามตรวจสอบมลพิษทางอากาศ ส่วนนี้จะติดตั้งอุปกรณ์แสดงคุณภาพอากาศที่ปลดปล่อยจากปล่องแบบอัตโนมัติและต่อเนื่อง สามารถเห็นได้จากจอที่ติดตั้งให้บุคคลทั่วไปดูได้ สารมลพิษที่สำคัญที่แสดงบนจอคือ ปริมาณฝุ่น CO, So 2 , No x และ HCl ส่วนโลหะหนักเช่น ตะกั่ว ปรอท และ PCDDs/PCDFs จะได้จากการวิเคราะห์ตัวอย่างเป็นระยะๆ โดยติดตั้งจุดเก็บตัวอย่างไว้เป็นการถาวร PCDDs/PCDFs ที่วัดได้จากเตาเผาที่มีเทคโนโลยีสูงเช่นนี้ส่วนใหญ่จะไม่เกิน 0.0001 ng. I-TEQ/Nm 3

เตาเผาขยะอันตรายหรือขยะโรงพยาบาลที่ไม่ได้ติดตั้งระบบกำจัดสารมลพิษจากก๊าซในปล่อง (flue gas cleaning) จะสร้างและปลดปล่อย PCDDs/PCDFs ออกมาสูงกว่ามาตรฐานมาก (ตัวอย่างผลการวิเคราะห์ในตารางที่ 7) ถึงแม้ว่าอุณหภูมิที่ใช้ในการเผาไหม้สูงกว่า 900 องศาเซลเซียสแล้วก็ตาม


ภาพที่ 2 ระบบเตาเผาขยะสารอันตรายและขยะโรงพยาบาลที่ใช้เทคโนโลยีดีที่สุด (Best Available Technology : BAT)
1. ที่รวบรวมขยะ2. ห้องควบคุมส่งขยะเข้าเผา3. เครื่องคีบขยะเข้าเผา4. เตาเผาแบบหมุน (ROTARY)5. ห้องเผาก๊าซ
6. เศษกากตะกรัน7. หม้อไอน้ำ8. เก็บฝุ่นเปียกจากหม้อไอน้ำ9. ห้องพ่นแห้ง10. ช่องปล่อยฝุ่น
11. เครื่องกรองฝุ่น12. เครื่องดูด13. เครื่องปรับความร้อน14. อุปกรณ์ลดอุณหภูมิ15. หอฟอกอากาศ
16. เครื่องปรับความร้อน17. ถุงกรอง18. เครื่องดูด19. ปล่อง20. ห้องเก็บผงถ่าน
21. ท่ออากาศ- -- -


ตารางที่ 7 ผลการวิเคราะห์ PCDDs/PCDFs จากเตาเผาขยะอันตรายที่ไม่ได้ติดตั้งระบบกำจัดสารมลพิษ (flue gas cleaning)
สารไดอ๊อกซิน/ฟิวแรนปริมาณเป็น nanogram (ng./Nm 3 )
ตัวอย่าง 1ตัวอย่าง 2ตัวอย่าง 3
PCDFs
Total TetraCDFs
490.0326.9250.2
Total PentaCDFs
385.6280.2221.4
Total HexaCDFs
223.0180.243.8
Total HeptaCDFs
78.269.955.8
OctaCDF
14.718.013.2
Total Tetra-through OctaCDFs
1,191.5875.1684.4่
2378-TetraCDF
13.178.727.08
12378-/12348-PentaCDF
30.9121.61่15.98่
23478-PentaCDF
24.7918.7214.31
123478-/123479-HexaCDF
28.5321.2116.19่
123678-HexaCDF
21.8715.3211.10
123789-HexaCDF
1.571.410.82 ่
234678-HexaCDF
21.9515.26
1234678-HeptaCDF
56.8047.3740.47
1234789-HeptaCDF
6.266.594.10
PCDDs
Total TetraCDDs
74.350.338.2
Total PentaCDDs
75.960.847.5
Total HexaCDDs
71.162.850.3
Total HeptaCDDs
53.350.439.8
Total OctaCDD
24.422.519.5
Tetra-through OctaCDDs
299.0246.8195.2
2378-TetraCDD
1.581.070.76
12378-PentaCDD
6.274.472.96
123478-HexaCDD
3.953.192.47
123678-HexaCDD
6.686.054.51
123789-HexaCDD
6.175.903.99
1234678-HeptaCDD
26.0726.3119.85
Total Tetra-through OctaCDF/Ds
1,490.5 1,121.9879.6
I-TEQ (NATO/CCMS)
29.9722.5917.01
I-TEQ (WHO 1997)
33.07 24.7918.46

ผลรวมของ PCDDs/PCDFs ทั้งหมดตามวิธีคิดแบบสหรัฐอเมริกา (ng.total/Nm3 )

ผลการวัดแบบเปรียบเทียบค่าความเป็นพิษตามวิธีของยุโรปและประเทศอื่นๆ (ng.I-TEQ/Nm3 )

ระบบเตาเผาศพ (crematoria) ที่ใช้เทคโนโลยีดีที่สุด (BAT)

เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกในปัจจุบันแล้วว่าการเผาศพนอกจากจะเป็นพิธีการสุดท้ายระบบหนึ่งที่กระทำต่อผู้เสียชีวิตแล้วก็ยังมีผลกระทบด้านสุขภาพอนามัยของผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ นั่นก็คือการปลดปล่อย PCDDs/PCDFs จากกระบวนการเผาไหม้นั่นเอง องค์การอนามัยโลกได้พยายามสร้างความตระหนักให้มนุษยชาติได้เล็งเห็นถึงประเด็นปัญหานี้ในรูปแบบต่างๆ เนื่องจากพิธีการเผาศพผู้เสียชีวิตนับวันจะเพิ่มขึ้นตามลำดับในหลายๆประเทศทั่วโลก นอกเหนือจากพิธีการที่มีความแตกต่างกันออกไปตามความนิยมและประเพณีของศาสนาแต่ละประเทศแล้ว ระบบของพิธีการสุดท้ายที่นำร่างกายไปเผาจนเหลือแต่เถ้าถ่านนั้นก็เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องอย่างมากกับเทคโนโลยี สุขภาพอนามัยและสิ่งแวดล้อมรวมไปถึงธุรกิจและปัญหาสังคม อันเนื่องมาจากพิษภัยของ “ไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน (PCDDs/PCDFs)” มีข้อสงสัยคือ PCDDs/PCDFs ออกมาจากการเผาศพได้อย่างไรและมีปริมาณเท่าใด และมีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์ที่มีชีวิตอยู่อย่างไร

คำตอบด้านผลกระทบต่อมนุษย์นั้นไม่แตกต่างไปจาก PCDDs/PCDFs ที่ถูกปลดปล่อยมาจากแหล่งกำเนิดอื่นๆ ดังที่กล่าวมาแล้วในเบื้องต้นและเกี่ยวโยงกับปริมาณของ PCDDs/PCDFs ที่ปลดปล่อยออกมาซึ่งขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีของเตาเผาและวิธีการปฏิบัติงานของอุปกรณ์และมนุษย์ผู้ควบคุมการเผา ส่วนการสร้าง PCDDs/PCDFs นั้นเป็นที่เข้าใจดีแล้วว่ามีสภาวะหรือปัจจัยหลัก 4 สภาวะคือ
หนึ่งอุณหภูมิสูงกว่า 200 องศาเซลเซียส
สองมีสารพวกอินทรีย์คาร์บอนซึ่งมาจากโลงศพ สีทาโลงศพและวัสดุประดับอื่นๆ รวมทั้งดอกไม้จันทน์และเชื้อเพลิงอื่น
สามจาก ผลิตภัณฑ์ที่มีสาร PCDDs/PCDFs ปะปนอยู่ สารนี้อาจจะปะปนอยู่ในสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์ที่ใช้รักษาเนื้อไม้ก่อนที่จะนำมาประกอบเป็นโลงศพ และสารประเภทออร์แกนโนคลอรีนซึ่งสะสมอยู่ในไขมันของร่างผู้กำลังจะถูกเผาเอง และ
สี่มีสารคลอรีน (Cl) ในกระบวนการเผา สาร Cl เป็นตัวการสำคัญที่สุดภายใต้สภาวะการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์
สาร Cl มาจากทั้งผลิตภัณฑ์ที่มีสาร PCDDs/PCDFs ปนเปื้อนอยู่ มาจากพลาสติกประเภท PVC (Polyvinyl Chloride) ที่ใช้ในโลงศพและบางรายใช้ห่อหุ้มศพ สุดท้ายร่างกายของผู้กำลังจะถูกเผาเองถึงแม้ว่าปราศจากเสื้อผ้าอาภรณ์หรืออุปกรณ์เครื่องประกอบอื่นๆ ดังกล่าวมาแล้วร่างกายของมนุษย์ก็ยังคงมีสาร Cl อยู่ในปริมาณสูงคือจาก ไขมันในร่างกายมีการศึกษาว่าร่างกายยิ่งอายุมาก อ้วนมาก ก็จะมีสาร Cl มากไปด้วย และสิ่งที่ร่างกายมนุษย์ไม่เคยขาดไม่ว่าจะมีชีวิตอยู่หรือเสียชีวิตแล้ว ร่างแห้งเหี่ยวแค่ไหนก็ยังมีเกลือตกค้างอยู่ในร่างกายทุกคน เกลือหรือที่เราทราบกันในภาษาทางเคมีก็คือ โซเดียมคลอไรด์ (NaCl) และสารประกอบคลอไรด์อื่นๆ สรุปแล้วตัวการสำคัญก็คือมีสารคลอรีน (Cl) นั่นเอง

การเผาศพและเตาเผาศพ (crematoria) ที่ดีมีประสิทธิภาพในการกำจัด PCDDs /PCDFs (ภาพที่ 3 และภาพที่ 4) มีคุณลักษณะ อุปกรณ์และการดำเนินงานคล้ายคลึงกับเตาเผาอื่นๆ ดังกล่าวมาแล้ว คือต้องมีส่วนที่ป้อนศพเข้าเผามีส่วนที่เป็นห้องเผาที่แยกเป็นห้องเผาศพและเผาก๊าซ (after burning chamber) ส่วนที่จะใช้ประโยชน์จากความร้อน ส่วนที่จะทำให้ก๊าซแห้งและดูดฝุ่น ส่วนที่ติดตามตรวจสอบสารมลพิษและที่สำคัญที่สุดก็คือส่วนที่กำจัดสาร PCDDs/ PCDFs และโลหะหนักอื่นๆ (flue gas cleaning) ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดในประเทศต่างๆ(0.1 ng. I-TEQ/Nm 3) สำหรับเตาเผาที่ปราศจากส่วนที่กำจัดสาร PCDDs/PCDFs นั้นจะมีสารพิษดังกล่าวออกมาสูงกว่ามาตรฐานหลายเท่า ซึ่งเคยมีผลการวิเคราะห์จากเตาเผาศพ (ตารางที่ 8) เช่นนี้จากประเทศหนึ่งมาแล้ว




ภาพที่ 4. โครงสร้างของเตาเผาศพที่ใช้เทคโนโลยีดีที่สุด (BAT)
1. ช่องนำโลงศพเข้าเผา2. ห้องเผาศพ3. ห้องเผาเถ้ากระดูก
4. ห้องทำให้เถ้ากระดูกเย็น5. กล่องเก็บเถ้ากระดูก6. ห้องเผาก๊าซ
7. ท่อก๊าซผ่าน8. ช่องระบาย9. เครื่องปรับความร้อน
10. นำความร้อนกลับไปใช้ประโยชน์11. หอบำบัดสารมลพิษ12. หอกรองฝุ่น
13. พัดลมดูดอากาศ14. ปล่องอากาศที่บำบัดแล้ว 15. ท่อผ่านอากาศจากห้องให้ความร้อน


ตารางที่ 8 ผลการวิเคราะห์ PCDFs/PCDFs จากเตาเผาศพที่ไม่ได้ติดตั้งระบบกำจัดสารมลพิษ (flue gas cleaning)
สารไดอ๊อกซิน/ฟิวแรนปริมาณเป็น nanogram (ng./Nm 3 )
ตัวอย่าง 1ตัวอย่าง 2ตัวอย่าง 3
PCDFs
Total TetraCDFs
371.8 170.1134.0
Total PentaCDFs
207.3109.5102.7
Total HexaCDFs
103.5 49.749.1
Total PentaCDFs
207.3109.5102.7
Total HexaCDFs
103.5 49.749.1
Total HeptaCDFs
43.528.123.1
OctaCDF
6.6 4.33.3
Total Tetra-through OctaCDFs
732.7361.8312.2
2378-TetraCDF
5.38 2.512.40
12378-/12348-PentaCDF
10.234.624.47
23478-PentaCDF
13.76 5.877.09
123478-/123479-HexaCDF
9.784.393.62
123678-HexaCDF
7.46 3.433.39
123789-HexaCDF
0.390.220.20
234678-HexaCDF
6.64 3.013.29
1234678-HeptaCDF
28.9217.2413.67
1234789-HeptaCDF
4.21 3.493.47
PCDDs
Total TetraCDDs
103.928.534.1
Total PentaCDDs118.432.140.6
Total HexaCDDs
121.135.647.8
Total HeptaCDDs
48.219.221.1
OctaCDD
19.211.68.1
Total Tetra-through OctaCDDs
410.8126.9151.6
2378-TetraCDD
0.740.300.29
12378-PentaCDD
3.851.311.53
123478-HexaCDD
3.261.161.38
123678-HexaCDD
5.441.942.46
123789-HexaCDD
3.821.581.84
1234678-HeptaCDD
21.058.779.23
Total Tetra-through OctaCDF/Ds
1,143.5488.6463.8
I-TEQ (NATO/CCMS)
14.846.256.96
I-TEQ (WHO 1997)
16.746.907.71

ผลรวมของ PCDDs/PCDFs ทั้งหมดตามวิธีคิดแบบสหรัฐอเมริกา (ng.total/Nm 3 )

ผลการวัดแบบเปรียบเทียบค่าความเป็นพิษตามวิธีของยุโรปและประเทศอื่นๆ (ng.I-TEQ/Nm 3 )



มาตรการควบคุม PCDDs/PCDFs ในระดับโลก

สืบเนื่องจากคณะมนตรีประศาสน์การโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP Governing Council) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2538 มีมติให้องค์กรระหว่างชาติดำเนินการพิจารณาแนวนโยบายมาตรการและแผนปฏิบัติ ในการจัดการสารเคมีอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยต่อสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อมซึ่งกำหนดไว้ในบทที่ 19 (Chapter 19) ตามแผนปฏิบัติเพื่อพิทักษ์สิ่งแวดล้อมโลกในศตวรรษที่ 21 (Agenda 21) หนึ่งในแผนปฏิบัติได้กำหนดกลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อลดการเสี่ยงต่อสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากการปลดปล่อยสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน (Persistent Organic Pollutants : POPs) เบื้องต้น12 ชนิด ทำให้กิจกรรมระหว่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ ตลอดจนการดำเนินการตามอนุสัญญาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับสารในกลุ่ม POPs มากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไดอ๊อกซินและฟิวแรน (PCDDs และ PCDFs) โครงการสิ่งแวดล้อมแห่ง สหประชาชาติ (UNEP) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้มีความเห็นสอดคล้องกัน คือ ต้องการให้มีกลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อควบคุมการปลดปล่อยสาร POPs เบื้องต้น 12 ชนิดดังกล่าว โดยร่วมกับรัฐบาลประเทศต่าง ๆ จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการเจรจาระหว่างรัฐบาล เพื่อเตรียมกลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศบังคับใช้สำหรับการดำเนินกิจกรรมต่างๆ โดยเน้นที่สาร POPs ทั้ง 12 ชนิด รวมทั้งศึกษาและพิจารณาสาร POPs อื่นนอกเหนือจาก 12 ชนิดที่กำหนดไว้แล้วด้วย

กลไกทางกฎหมายนี้ได้มีการพิจารณาและเจรจาต่อรองระหว่างรัฐบาลของประเทศต่างๆ ในการประชุม ทั้งหมด 5 ครั้ง ใช้เวลา 2 ปี 6 เดือน ตั้งแต่ พ.ศ. 2541-2543 โดยมีสมาชิกร่วมประชุมทั้งหมด 135 ประเทศและองค์กรระหว่างประเทศทั้งที่อยู่ภายใต้องค์การสหประชาชาติ องค์กรรัฐบาลระหว่างประเทศ และองค์กรมหาชน รวมทั้งสิ้นจำนวน 67 องค์กร บัดนี้ การประชุมเจรจาเสร็จสมบูรณ์แล้วและได้ประกาศใช้เป็นอนุสัญญาเรียกว่า “Stockholm Convention on Persistent Organic Pollutants “ ซึ่งได้มีการลงนามในอนุสัญญานี้ในการประชุมที่ประเทศสวีเดน ระหว่างวันที่ 21-23 พฤษภาคม 2544 มีสมาชิกประเทศต่างๆ ลงนามไปแล้ว 92 ประเทศ 1 องค์กร (ประชาคมยุโรป) และมี 2 ประเทศที่ลงนามให้สัตยาบันเข้าเป็นประเทศภาคีในวันเดียวกับที่ลงนามในอนุสัญญา 2 ประเทศคือ แล้ว คือ ประเทศแคนาดาและประเทศฟิจิ สำหรับประเทศในกลุ่มอาเซียนที่ลงนามแล้วได้แก่ กัมพูชา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม หลังจากนั้นจะเปิดให้ประเทศที่ยังไม่ได้ลงนามได้ลงนาม ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก ระหว่างวันที่ 24 พฤษภาคม 2544 ถึง 22 พฤษภาคม 2545 อย่างไรก็ตามอนุสัญญานี้ได้เปิดโอกาสให้ประเทศต่าง ๆ เข้าเป็นภาคีโดยการภาคยานุวัติได้หลังจากที่อนุสัญญาได้ปิดการให้ลงนามแล้ว ตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2545 เป็นต้นไป อนุสัญญาดังกล่าวจะมีการบังคับใช้ในวันที่เก้าสิบ (3 เดือน) หลังจากมีการส่งมอบสัตยาบันสาร ภาคยานุวัติสาร สารการยอมรับหรือสารการให้ความเห็นชอบฉบับที่ 50 และหลังจากอนุสัญญามีผลบังคับใช้แล้ว ประเทศที่ให้สัตยาบัน ภาคยานุวัติ ยอมรับ หรือให้ความเห็นชอบ จะเป็นภาคีก็ต่อเมื่อครบเก้าสิบวันนับจากวันที่ส่งมอบสารนั้นๆ ให้เลขาธิการสหประชาชาติ

จุดมุ่งหมายของอนุสัญญาฯ คือ เพื่อคุ้มครองสุขภาพอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากสารมลพิษที่ ตกค้างยาวนาน สารเคมี POPs เบื้องต้น 12 ชนิดคือ อัลดริน (aldrin); คลอเดน (chlordane); ดีดีที (DDT) ; ดิลดริน (dieldrin); เอนดริน (endrin) ; เฮปตะคลอร์ (heptachlor) ; เอชซีบี (hexachlorobenzene) ; ไมเร็กซ์ (mirex); ท็อกซาฟีน (toxaphene); พีซีบี (Polychlorinated Biphenyls : PCBs); ไดอ๊อกซิน (Polychlorinated dibenzo-p-dioxins – PCDDs) และฟิวแรน (Polychlorinated dibenzofurans - PCDFs) สาร POPs เหล่านี้เป็นกลุ่มสารประกอบอินทรีย์ซึ่งถูกย่อยสลายได้ยากโดยแสงหรือสารเคมี หรือ โดยชีวภาพ ทำให้เกิดการตกค้างในสิ่งแวดล้อมเป็นเวลานานและสามารถเคลื่อนย้ายไปได้ไกลมาก มีคุณสมบัติละลายน้ำได้น้อยมากแต่ละลายได้ดีในไขมันจึงเป็นผลให้มีการสะสมในไขมันของสิ่งมีชีวิต มีความเป็นพิษสูง เป็นสาเหตุของการเสียชีวิต การเจ็บป่วย และความพิการแต่กำเนิดของมนุษย์และสัตว์ เป็นสารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง อาการแพ้ และระบบประสาทไวต่อความรู้สึก ระบบประสาทส่วนกลางและรอบนอกถูกทำลาย ระบบการสืบพันธุ์บกพร่อง สาร POPs บางชนิดสามารถเปลี่ยนแปลงระบบฮอร์โมน ทำลายระบบการสืบพันธุ์และระบบภูมิคุ้มกัน

พันธกรณีสำคัญที่ภาคีต้องปฏิบัติ หลังจากที่อนุสัญญา POPs มีผลบังคับใช้แล้ว คือ

1. ใช้มาตรการทางกฎหมาย/การบริหารในการห้ามผลิตและใช้สาร POPs 9 ชนิดแรก
2. จะนำเข้า/ส่งออกสาร POPs ได้ก็เฉพาะตามวัตถุประสงค์ที่อนุญาตให้ทำได้ เช่น มีข้อยกเว้นพิเศษ เพื่อนำมาใช้เป็นสารกำจัดปลวก สารกำจัดแมลง สารเติมแต่ง สารละลาย เป็นต้น
3. ต้องจัดทำแผนปฏิบัติการในการลดหรือเลิกการปล่อยสาร POPs จากกระบวนการผลิตภายใน 2 ปีหลังจากอนุสัญญา POPs บังคับใช้
4. ส่งเสริมการใช้สารทดแทน แนวปฏิบัติทางด้านสิ่งแวดล้อม และเทคนิคที่ดีที่สุด
5. ประกันว่า คลังสินค้าที่มีสาร POPs ต้องได้รับการดูแลไม่ให้ส่งผลต่อสุขภาพมนุษย์และ สิ่งแวดล้อม รวมทั้งต้องดูแลจัดการของเสียที่เกิดจากสาร POPs ในทำนองเดียวกัน
6. พยายามกำหนดแผนและปฏิบัติตามแผนเพื่ออนุวัติตามอนุสัญญา POPs และ ส่งรายงานให้ที่ประชุมภาคี ภายใน 2 ปี หลังจากอนุสัญญา POPs มีผลบังคับใช้
7. ให้ระดับผู้บริหารและผู้กำหนดนโยบายมีความเข้าใจเรื่อง POPs
8. ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ POPs แก่สาธารณชน รวมทั้งกำหนดแผนและแนวปฏิบัติในการประชาสัมพันธ์ให้สตรี เด็ก และผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษาทราบเรื่อง POPs และภัยอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
9. สนับสนุนให้มีทำการวิจัยเรื่องผลกระทบต่าง ๆ จากสาร POPs ทั้งในระดับชาติและระหว่างประเทศ
10.ตั้งศูนย์ประสานงานระดับชาติเพื่อทำหน้าที่ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและหน้าที่อื่น ๆ



เอกสารประกอบการเรียบเรียง

กรมควบคุมมลพิษ. 2542. ไดอ๊อกซิน (p-Dioxin).

Denison S. M. 2000. Dioxin 2000, 20 th International Symposium on Halogenated Environmental Organic

Pollutants and POPs, University of California, Davis, U.S.A.

Fiedler, H.1999. Sources and Environmental Impact of PCDDDs/PCDFs, University of Bayreuth, Germany.

Hartenstein, Hans-Ulrich.1999. Dioxin and Furan Reduction Technologies for Combustion and Industrial

Thermal Process Facilities. Workshop on PCDDs/PCDFs, Pollution Control Department, Thailand,

May 3-4, 1999.

Mocarelli, Paolo. 1999. Dioxin 99, 19 th International Symposium on Halogenated Environmental Organic

Pollutants and POPs, September 12-17, 1999, Emmezeta Congressi, Venice, Italy.

Stockholm Convention on Persistent Organic Pollutants, UNEP 2001.

United Nations Environment Programme. 2001. Standardized Toolkit for Identification and Quantification of

Dioxin and Furan Releases, Geneva, Switzerland, January 2001.

World Chlorine Council. 1998. Dioxins and Furans in the Chemical Industry.



ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
ส่วนของเสียอันตราย
สำนักจัดการกากของเสียและสารอันตราย

โทรศัพท์ 0 2298 2427, 0 2298 2436 โทรสาร 0 2298 2425
E-mail : hazwaste(at)pcd(dot)go(dot)th



กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม