สถานการณ์การลักลอบทิ้งกากของเสียอันตรายอุตสาหกรรม


สาเหตุหลักของการลักลอบทิ้งกากของเสียอุตสาหกรรมเกิดจากปริมาณกากของเสียอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นมีมากเกินความสามารถในการรองรับของระบบกำจัดที่มีอยู่ ซึ่งแต่ละปีจะมีปริมาณกากของเสียอุตสาหกรรมที่เป็นอันตรายเกิดขึ้นประมาณ ๓ ล้านตัน แต่ระบบกำจัดที่มีอยู่สามารถรองรับได้เพียง ๑ ล้านตัน หรือร้อยละ ๓๓ ของปริมาณกากของเสียอันตรายจากอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นทั้งระบบ (ข้อมูลจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม ๑๔ กค. ๒๕๕๘) ปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อการลักลอบทิ้งกากของเสียอุตสาหกรรมอย่างผิดกฎหมายได้แก่ค่าใช้จ่ายในการบำบัดและกำจัดกากของเสียมีอัตราที่สูง (๕,๐๐๐ - ๑๐,๐๐๐ บาทต่อตัน) ประกอบกับสถานที่รับกำจัดกากของเสียอันตรายที่ถูกต้องตามกฎหมายมีไม่เพียงพอ ทำให้ผู้ประกอบการหลีกเลี่ยงการแจ้งข้อมูลปริมาณกากของเสีย และส่งกากของเสียอันตรายไปกำจัดอย่างไม่ถูกต้องเพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่าย ส่งผลทำให้เกิดวงจรผู้รับจ้างขนส่งและกำจัดกากของเสียอุตสาหกรรมที่ประกอบธุรกิจอย่างผิดกฎหมาย ส่วนใหญ่จะใช้วิธีการลักลอบทิ้งในบ่อดินเก่าหรือพื้นที่ที่ผู้ประกอบการหรือเครือข่ายได้มีการกว้านซื้อหรือเช่าไว้ บ่างส่วนมีการลักลอบทิ้งในพื้นที่ห่างไกลและไม่มีคนดูแล ได้แก่ เหมืองร้าง พื้นที่ว่างเปล่า ข้างถนน แหล่งน้ำสาธารณะ และพื้นที่ที่ลับตาผู้คน ซึ่งกากของเสียอุตสาหกรรมและของเสียอันตรายที่ถูกทิ้งโดยไม่มีการบำบัดและจัดการให้ถูกต้องเป็นสาเหตุหนึ่งของการแพร่กระจายมลพิษปนเปื้อนออกสู่สิ่งแวดล้อมและส่งผลกระทบต่อสุขอนามัยของประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียง ซึ่งปัญหามลพิษจากของเสียอันตรายและสารเคมีจากการลักลอบทิ้งเป็นภาระที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้าไปกำกับ ดูแลและแก้ไขปัญหา ตั้งแต่ขั้นตอนของการตรวจสอบจับกุม การฟ้องร้องและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด การบำบัดฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อน การตรวจสอบและเฝ้าระวังผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องระยะเวลาในการดำเนินการและงบประมาณของในการจัดการค่อนข้างสูง

มูลเหตุของปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการกากของเสียอันตรายที่ผิดกฎหมายและก่อให้เกิดการลักลอบทิ้งกากของเสียอุตสาหกรรม ได้แก่ การขาดการบังคับใช้กฎหมายในการกำกับและดูแลโรงงานอุตสาหกรรมที่เป็นแหล่งกำเนิดกากของเสีย ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากจำนวนเจ้าหน้าที่น้อยไม่เพียงพอที่จะเข้าไปกำกับและดูแลโรงงานที่ได้มีการแจ้งประกอบกิจการทั่วประเทศซึ่งมีมากกว่า ๖๘,๐๐๐ แห่ง ระบบฐานข้อมูลและการเชื่อมโยงข้อมูลแหล่งกำเนิดและปริมาณการเกิดกากของเสียอุตสาหกรรมไม่ครอบคลุมทั้งระบบ การควบคุมผู้รับจ้างขนส่งและรับกำจัดกากของเสียที่ยังไม่มีประสิทธิภาพและทั่วถึง การขาดแหล่งงบประมาณหรือกองทุนในการบำบัดและฟื้นฟูกรณีมีการปนเปื้อนมลพิษจากกากของเสียอันตรายสู่สิ่งแวดล้อม นอกจากนั้นยังมีข้อจำกัดเกี่ยวกับค่าปรับและบทลงโทษผู้กระทำผิดซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับผลประโยชน์ทางธุรกิจเกี่ยวกับการลักลอบทิ้งที่มีมูลค่ามหาศาล

จากข้อมูลสถิติการลักลอบทิ้งกากของเสียอุตสาหกรรมในปี ๒๕๕๓ – ๕๗ มีจำนวน ๕๙ ครั้ง ปี ๒๕๕๔ มีสถิติการลักลอบทิ้งสูงสุดถึง ๑๙ ครั้ง ปี ๒๕๕๕ ลดลงเป็น ๑๒ ครั้ง ปี ๒๕๕๖ จำนวน ๑๑ ครั้ง และในปี ๒๕๕๗ ลดลงเหลือเพียง ๖ ครั้ง โดยพื้นที่ลักลอบทิ้งกากของเสียอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกและภาคกลาง ได้แก่ จังหวัดระยอง ฉะเชิงเทรา สระบุรี ชลบุรี สมุทรปราการ ราชบุรี และปราจีนบุรี ซึ่งมีนิคมอุตสาหกรรม โรงงานแหล่งกำเนิด และโรงงานประเภท ๑๐๕ และ ๑๐๖ ตั้งอยู่จำนวนมาก ซึ่งจากข้อมูลการลักลอบทิ้งกากของเสียอันตรายรายจังหวัดในรอบ ๕ ปี จังหวัดระยองมีสถิติการลักลอบทิ้งสูงที่สุดจำนวน ๘ ครั้ง รองลงมาได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา และจังหวัดสระบุรี จำนวน ๖ ครั้ง จังหวัดชลบุรี จังหวัดราชบุรี จำนวน ๕ ครั้ง จังหวัดปราจีนบุรีและจังหวัดกรุงเทพมหานครจำนวน ๔ ครั้ง ตามลำดับ โดยปัจจุบันจะพบว่าสถิติการลักลอบทิ้งกากของเสียอุตสาหกรรมมีแนวโน้มลดลง (รายละเอียดดังตารางที่ ๑ และ ๒) ซึ่งเกิดจากความเข้มงวดของหน่วยงานที่กำกับดูแล และการมีส่วนร่วมและเครือข่ายประชาชนในการเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแสการลักลอบทิ้งกากของเสียในชุมชน


ตารางที่ ๑ สถิติการลักลอบทิ้งกากของเสียอุตสาหกรรมรายจังหวัดระหว่างปี ๒๕๕๓ – ๒๕๕๗



แหล่งที่มาข้อมูล : รายงานสถานการณ์มลพิษประเทศไทย ๒๕๕๓ – ๒๕๕๗


ตารางที่ ๒ ข้อมูลชนิดและประเภทของกากของเสียและสารอันตรายที่ลักลอบทิ้ง ปี พ.ศ. ๒๕๕๓ – ๒๕๕๗







รูปที่ ๑ แผนภูมิแสดงชนิดและประเภทของกากของเสียและสารอันตรายจากการลักลอบทิ้ง (๒๕๕๓ – ๒๕๕๗)

จากข้อมูลสถิติชนิดและประเภทของกากของเสียและสารอันตรายที่มีการลักลอบทิ้งในช่วงปี ๒๕๕๓ – ๒๕๕๗ พบว่ามีการลักลอบทิ้งกากของเสียอันตรายรวมจากโรงงาน และกากของเสียจำพวกสารเคมีมากที่สุด จำนวน ๒๐ ครั้ง โดยในช่วงแรกระหว่างปี ๒๕๕๓ - ๒๕๕๔ มีการลักลอบทิ้งกากของเสียประเภทสารเคมี และกากของเสียรวมจากโรงงานอุตสาหกรรมเป็นสัดส่วนมากกว่ากากของเสียประเภทอื่น ซึ่งในปี ๒๕๕๔ มีการลักลอบทิ้งกากของเสียประเภทสารเคมีสูงที่สุด จำนวน ๙ ครั้ง ปี ๒๕๕๕ มีการลักลอบทิ้งกากของเสียจากโรงงานสูงสุด จำนวน ๕ ครั้ง ปี ๒๕๕๖ มีการลักลอบทิ้งน้ำเสียสูงสุด จำนวน ๕ ครั้ง ปี ๒๕๕๗ มีการลักลอบทิ้งกากของเสียจากโรงงานสูงสุด ๔ ครั้งโดยพบว่าจะมีการลักลอบทิ้งกากของเสียมากในปี ๒๕๕๔ – ๒๕๕๗ โดยการลักลอบทิ้งกากของเสียประเภทสารเคมีจะเริ่มมีจำนวนลดลงมาจาก จำนวน ๙ ครั้งในปี ๒๕๕๕ เหลือจำนวน ๒ ครั้ง ในปี ๒๕๕๗ ซึ่งในปีล่าสุดไม่พบว่ามีการลักลอบทิ้งกากของเสียจำพวกกากตะกอน น้ำมันหล่อลื่นที่ใช้แล้วหรือน้ำมันดำ และน้ำเสีย
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
ส่วนปฏิบัติการฉุกเฉินและฟื้นฟู
กรมควบคุมมลพิษ

โทรศัพท์ 0 2298 2387 โทรสาร0 2298 5393
E-mail : anukoon.s@pcd.go.th




กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม