| |
อันตรายจากซากหลอดฟลูออเรสเซนต์ |
|
| |
หลอดฟลูออเรสเซนต์เมื่อหมดอายุการใช้งานแล้ว ถือเป็นของเสียอันตราย เนื่องจากมีสารปรอทเป็นองค์ประกอบ ซึ่งสารปรอทเป็นโลหะหนักที่มีจุดหลอมเหลวต่ำ สามารถระเหยกลายเป็นไอได้ง่าย และแขวนลอยอยู่ในอากาศได้นาน ซึ่งสารปรอทจากซากหลอดฟลูออเรสเซนต์สามารถส่งผลกระทบต่อร่างกายมนุษย์ได้โดยวิธีการต่อไปนี้
|
| |
1. เมื่อเกิดการแตกหัก ไอปรอทที่บรรจุอยู่ภายในหลอดฟลูออเรสเซนต์ จะระเหยออกสู่สิ่งแวดล้อม และเข้าสู่ร่างกายได้โดยการหายใจ |
| |
2. หากทิ้งรวมไปกับขยะมูลฝอยทั่วไป
ซากหลอดฟลูออเรสเซนต์มักถูกบดอัดรวมไปใน
รถเก็บขนขยะ ส่งผลให้ไอปรอทแพร่กระจาย
ออกสู่สิ่งแวดล้อม เป็นอันตรายต่อพนักงานเก็บขนขยะ และผู้ที่อยู่บริเวณใกล้เคียง จากนั้นซากหลอดฟลูออเรสเซนต์จะถูกนำไปฝังกลบแบบไม่มีการป้องกันที่ถูกต้อง เมื่อฝนตก น้ำฝนที่ชะผ่านกองซากที่เป็นของเสียอันตราย จะทำให้สารพิษไหลปนเปื้อนเข้าสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ และดูดซึมเข้าสู่สัตว์น้ำและพืชผัก เมื่อคนรับประทานสัตว์น้ำหรือพืชผักที่ปนเปื้อนสารพิษ ก็จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายได้ |
 |
| |
พิษจากสารปรอท
|
ในปี พ.ศ. 2499 ( ค.ศ.1956 ) มีการตรวจพบโรคที่เกิดจากพิษของสารปรอท(Mercury)ในประเทศญี่ปุ่น เรียกว่า “โรคมินามาตะ” (Minamata Diseases) เกิดจากคนรับประทานอาหารจำพวกปลาและหอยจาก
อ่าวมินามาตะ ซึ่งมีสารปรอทเจือปนอยู่ เนื่องจากโรงงานผลิตพลาสติกแห่งหนึ่ง ปล่อยน้ำทิ้งที่มีสารเมธิลเมอคิวรี่ (Methylmercury) ลงสู่อ่าวเป็นเวลาหลายปี ผลจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบกว่า 3,000 คน ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการชาตามมือเท้าแขนขาและริมฝีปาก จากนั้นจะเริ่มมีอาการหงุดหงิด กระวนกระวาย พูดไม่ชัด ฟังไม่ได้ยิน กล้ามเนื้ออ่อนแรง ควบคุมตัวเองไม่ได้ และเป็นอัมพาตในที่สุด |
|