Lamp

เกร็ดความรู้เรื่องหลอดฟลูออเรสเซนต์

หลอดฟลูออเรสเซนต์ (Fluorescent lamp) เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่นิยมใช้กันอยู่ทั่วไป ให้แสงสว่างนวลสบายตา มีอายุการใช้งานยาวนานกว่าหลอดแบบมีไส้ (Incandescent lamp) ถึง 8 เท่า และให้ความสว่างมากกว่าในกำลังวัตต์ที่เท่ากัน
 
หลอดฟลูออเรสเซนต์ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
 

-  หลอดฟลูออเรสเซนต์ชนิดตรง
(Straight Fluorescent Lamp)

 

-  หลอดฟลูออเรสเซนต์ชนิดวงกลม
(Circular Fluorescent Lamp)

 

-  หลอดฟลูออเรสเซนต์ชนิดคอมแพกต์
(Compact Fluorescent Lamp)

หลอดฟลูออเรสเซนต์ มีส่วนประกอบหลัก คือ แก้ว ส่วนที่เหลือ ประกอบด้วย ขั้วหลอดทำจากอลูมิเนียม ผงฟอสเฟอร์สำหรับเคลือบผิวหลอดเพื่อการเรืองแสง นอกจากนี้ ภายในหลอดยังบรรจุด้วยสารปรอท จึงทำให้ซากหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่หมดอายุการใช้งานแล้ว ถือเป็นของเสียอันตราย
 

รูปที่ 1 หลอดฟลูออเรสเซนต์ชนิดตรง ที่ไม่แตก สามารถรีไซเคิลได้

-วัสดุจากซากหลอดฟลูออเรสเซนต์
สามารถรีไซเคิลได้กว่าร้อยละ 90 โดยน้ำหนัก

  • เศษแก้ว-->หลอมเป็นหลอดแก้วใสสำหรับ ผลิตหลอดฟลูออเรสเซนต์ใหม่

  • อลูมิเนียม--> เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรม หลอมอลูมิเนียม
  •  
     

    สารปรอท เป็นโลหะหนักชนิดหนึ่งที่มีจุดหลอมเหลวต่ำ สามารถระเหยกลายเป็นไอได้ง่าย แขวนลอยอยู่ในอากาศได้เป็นเวลานาน และสามารถตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นาน การแตกของหลอดฟลูออเรสเซนต์ จะทำให้ไอปรอทระเหยออกสู่สิ่งแวดล้อม หากสูดดมเข้าไป จะทำให้สารปรอทเข้าไปสะสมในร่างกาย และเกิดผลกระทบต่อระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ นอกจากนี้ การทิ้งซากหลอดฟลูออเรสเซนต์ รวมไปกับขยะ มูลฝอยทั่วไป จะทำให้สารปรอทที่ปนเปื้อนอยู่ในซากหลอดฟลูออเรสเซนต์ แพร่กระจายเข้าสู่สิ่งแวดล้อม และหากปนเปื้อนสู่แหล่งน้ำและเข้าสู่วงจรอาหาร จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตเป็นอย่างมาก และยากต่อการแก้ไขในภายหลัง


     

    อันตรายจากซากหลอดฟลูออเรสเซนต์

     
     
    หลอดฟลูออเรสเซนต์เมื่อหมดอายุการใช้งานแล้ว ถือเป็นของเสียอันตราย เนื่องจากมีสารปรอทเป็นองค์ประกอบ ซึ่งสารปรอทเป็นโลหะหนักที่มีจุดหลอมเหลวต่ำ สามารถระเหยกลายเป็นไอได้ง่าย และแขวนลอยอยู่ในอากาศได้นาน  ซึ่งสารปรอทจากซากหลอดฟลูออเรสเซนต์สามารถส่งผลกระทบต่อร่างกายมนุษย์ได้โดยวิธีการต่อไปนี้


      1.  เมื่อเกิดการแตกหัก  ไอปรอทที่บรรจุอยู่ภายในหลอดฟลูออเรสเซนต์ จะระเหยออกสู่สิ่งแวดล้อม  และเข้าสู่ร่างกายได้โดยการหายใจ
      2.  หากทิ้งรวมไปกับขยะมูลฝอยทั่วไป  ซากหลอดฟลูออเรสเซนต์มักถูกบดอัดรวมไปใน รถเก็บขนขยะ ส่งผลให้ไอปรอทแพร่กระจาย ออกสู่สิ่งแวดล้อม เป็นอันตรายต่อพนักงานเก็บขนขยะ และผู้ที่อยู่บริเวณใกล้เคียง จากนั้นซากหลอดฟลูออเรสเซนต์จะถูกนำไปฝังกลบแบบไม่มีการป้องกันที่ถูกต้อง  เมื่อฝนตก น้ำฝนที่ชะผ่านกองซากที่เป็นของเสียอันตราย จะทำให้สารพิษไหลปนเปื้อนเข้าสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ  และดูดซึมเข้าสู่สัตว์น้ำและพืชผัก เมื่อคนรับประทานสัตว์น้ำหรือพืชผักที่ปนเปื้อนสารพิษ ก็จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายได้
     

    พิษจากสารปรอท

    ในปี พ.ศ. 2499  ( ค.ศ.1956 )   มีการตรวจพบโรคที่เกิดจากพิษของสารปรอท(Mercury)ในประเทศญี่ปุ่น เรียกว่า “โรคมินามาตะ” (Minamata Diseases) เกิดจากคนรับประทานอาหารจำพวกปลาและหอยจาก อ่าวมินามาตะ ซึ่งมีสารปรอทเจือปนอยู่ เนื่องจากโรงงานผลิตพลาสติกแห่งหนึ่ง ปล่อยน้ำทิ้งที่มีสารเมธิลเมอคิวรี่ (Methylmercury) ลงสู่อ่าวเป็นเวลาหลายปี  ผลจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบกว่า 3,000 คน  ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการชาตามมือเท้าแขนขาและริมฝีปาก จากนั้นจะเริ่มมีอาการหงุดหงิด กระวนกระวาย พูดไม่ชัด ฟังไม่ได้ยิน กล้ามเนื้ออ่อนแรง ควบคุมตัวเองไม่ได้ และเป็นอัมพาตในที่สุด

    สถานการณ์ซากหลอดฟลูออเรสเซนต์

    กรมควบคุมมลพิษ ได้ศึกษาและสำรวจสถานการณ์ซากหลอดฟลูออเรสเซนต์ในประเทศไทย โดยความร่วมมือจากรัฐบาลญี่ปุ่น และองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ JETRO เป็นผู้ประสานงานหลัก และให้การสนับสนุนการศึกษาของโครงการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจข้อมูลด้านปริมาณและการจัดการซากหลอดฟลูออเรสเซนต์ในประเทศไทย และวิเคราะห์ความคุ้มค่าในเชิงธุรกิจในการดำเนินกิจการรีไซเคิลซากหลอดฟลูออเรสเซนต์ในประเทศไทย เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาของกรมควบคุมมลพิษ ในการวางแนวทางส่งเสริมให้มีการเก็บรวบรวมซากหลอดฟลูออเรสเซนต์จากบ้านเรือนและสถานประกอบการต่างๆ เพื่อนำไปรีไซเคิลหรือกำจัดอย่างเหมาะสม โดยมุ่งเน้นให้มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า และลดปริมาณของเสียที่ต้องนำไปกำจัดโดยการฝังกลบ ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายควบคุมการจัดการของเสียอันตรายจากชุมชนโดยเฉพาะและยังไม่มีหน่วยงานใดกำกับดูแลในเรื่องนี้อย่างชัดเจน
     
    จากผลการศึกษาของกรมควบคุมมลพิษเมื่อปี 2547 โดยความร่วมมือจากรัฐบาลญี่ปุ่น และองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) พบว่า ปริมาณซากหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่หมดอายุการใช้งานแล้วทั่วประเทศเกิดขึ้นประมาณ 41 ล้านหลอด โดยร้อยละ 70 เป็นหลอดฟลูออเรสเซนต์ชนิดตรง และส่วนที่เหลือเป็นหลอดชนิดวงกลมและชนิดคอมแพกต์  สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีปริมาณซากหลอดฟลูออเรสเซนต์ชนิดตรงเกิดขึ้นประมาณ 14 ล้านหลอด คิดเป็นกว่าร้อยละ 50 ของปริมาณซากหลอดฟลูออเรสเซนต์ชนิดตรงที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ  โดยสามารถจำแนกแหล่งกำเนิดซากหลอดฟลูออเรสเซนต์ออกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ แหล่งกำเนิดประเภทบ้านพักอาศัย โรงงานอุตสาหกรรม และอาคาร/สำนักงาน/สถานประกอบการต่างๆ



    รูปที่ 2 แผนภาพสถานการณ์ซากหลอดฟลูออเรสเซนต์

     
    จากการวิเคราะห์ข้อมูลอัตราการเกิดซากหลอดฟลูออเรสเซนต์จากแหล่งกำเนิดต่างๆ พบว่า อาคาร/สำนักงาน/สถานประกอบการต่างๆ เป็นแหล่งกำเนิดที่มีอัตราการเกิดซากหลอดฟลูออเรสเซนต์มากที่สุด คือ โดยเฉลี่ยประมาณ 300 หลอด/อาคาร/ปี  รองลงมาคือ โรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งมีอัตราการเกิดซากหลอดฟลูออเรสเซนต์เฉลี่ยประมาณ 100 หลอด/โรงงาน/ปี  และสุดท้ายคือ บ้านพักอาศัย ซึ่งมีอัตราการเกิดซากหลอดฟลูออเรสเซนต์เฉลี่ยประมาณ 3 หลอด/หลังคาเรือน/ปี


    ดังนั้น  อาคาร สำนักงาน และสถานประกอบการต่างๆ อาทิ โรงเรียน โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า มหาวิทยาลัย ศูนย์แสดงสินค้า สถานีบริการน้ำมัน ป้ายรถประจำทาง สถานีรถไฟฟ้า และอาคารสำนักงานต่างๆ จึงเป็นแหล่งกำเนิดซากหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่สำคัญ เนื่องจากมีปริมาณการใช้และทิ้งหลอดฟลูออเรสเซนต์เป็นจำนวนมาก  


    การเก็บรวบรวมซากหลอดฟลูออเรสเซนต์
    การเก็บรวบรวมซากหลอดฟลูออเรสเซนต์
    รูปที่ 3 ตัวอย่างการเก็บรวบรวมซากหลอดฟลูออเรสเซนต์

    เอกสารดาวน์โหลด

    แผ่นพับประชาสัมพันธ์โครงการ[ Download : 827 KB ]
    เอกสาร:โรงไฟฟ้าราชบุรี ร่วมรณรงค์คัดแยกซากหลอดฟลูออเรสเซนต์ [ Download : 112KB ]
    เกร็ดความรู้เรื่องหลอดฟลูออเรสเซนต์ [ Download : 168 KB ]
    ความรู้เรื่องปรอท(Mercury)[ Download : 8.23 MB ]

    ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
    ส่วนของเสียอันตราย
    สำนักจัดการกากของเสียและสารอันตราย

    โทรศัพท์ 0 2298 2436-8 โทรสาร 0 2298 2425
    E-mail : warisara(dot)p(at)pcd(dot)go(dot)th




    กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม