โครงการความร่วมมือระหว่างประเทศ
ความร่วมมือระหว่างทส. - ธนาคารโลก ปี พ.ศ. 2548
  ความเป็นมาของโครงการความร่วมมือพัฒนาประเทศด้านสิ่งแวดล้อม
  ความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม
  รายละเอียดผลการดำเนินงานโครงการความร่วมมือประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2547 – 2549
   
  • โครงการกลยุทธ์การลดมลพิษจากเครื่องยนต์ดีเซลในกรุงเทพฯ
  •    
  • โครงการการจัดการลุ่มน้ำแบบมีส่วนร่วมบริเวณลุ่มน้ำปิง
  •    
  • โครงการการจัดการของเสียในฟาร์มปศุสัตว์ในภาคพื้นเอเชียตะวันออก
  •    
  • การลดและเลิกใช้สารทำลายชั้นโอโซนและควบคุมการใช้สารเคมี
  •    
  • การบริหารกองทุนสิ่งแวดล้อม
  •    
  • การมีส่วนร่วมและการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมทางสังคม
  •   การดำเนินงานภายใต้ข้อตกลงปัจจุบัน
    ความร่วมมือระหว่างไทย - สหรัฐอเมริกา ปี พ.ศ. 2548 (in English)
    ความร่วมมือระหว่างไทย - สหรัฐอเมริกา ปี พ.ศ. 2547 (in English)
    การดำเนินงานความร่วมมือระหว่างประเทศ
    โครงการวิจัยและอื่นๆ

    ความเป็นมาของโครงการความร่วมมือพัฒนาประเทศด้านสิ่งแวดล้อม

    โครงการความร่วมมือพัฒนาประเทศด้านสิ่งแวดล้อม (Thailand – Country Development Partnership for Environment: CDP-E ) ที่ครอบคลุมระยะเวลาดำเนินงานโครงการ 3 ปี (2004-2006) โดยกรมควบคุมมลพิษ ได้รับมอบหมายจากปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (นายปลอดประสพ สุรัสวดี) ให้เป็นหน่วย งานประสานในการดำเนินโครงการตามกรอบแผนความร่วมมือ ระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมและธนาคารโลก
       
    ซึ่งกรอบแผนดังกล่าวได้ร่างขึ้นจากผลการประชุมหารือ และการประชุมเชิงปฏิบัติการ ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระหว่าง วันที่ 25-26 พฤษภาคม 2547 และวันที่ 19-20 ตุลาคม 2548
    กรมควบคุมมลพิษได้ดำเนินการจัดพิธีแลกเปลี่ยนหนังสือ ความร่วมมือพัฒนาประเทศด้านสิ่งแวดล้อม (Thailand Country Development Partnership for Environment : CDP-E) และธนาคารโลกแล้วเสร็จ เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2547 โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (นายสุวิทย์ คุณกิตติ) เป็นประธานฝ่ายไทยและนายจาเมล คัสซัมเป็นประธานฝ่ายธนาคารโลก โดยโครงการความร่วมมือดังกล่าว กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานงาน


    ความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม

    การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมซึ่งถูกละเลยในช่วงเศรษฐกิจของประเทศขยายตัวในระดับสูง ได้กลายมาเป็นประเด็นที่สำคัญในปัจจุบัน ประเด็นความท้าทายด้านทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมที่สำคัญประกอบด้วย

  • การปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อม : การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยเกิดขึ้นควบคู่กับต้นทุนมหาศาลทางด้านสิ่งแวดล้อม การขยายตัวอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมและการเพิ่มของประชากรโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่เขตเมือง ได้เพิ่มระดับของมลพิษ (ทั้งขยะมูลฝอย ของเสียอันตราย มลพิษทางอากาศ เสียง และน้ำเสีย ฝุ่นละอองขนาดเล็กในบรรยากาศของกรุงเทพฯ บริเวณถนนสายหลักและทางแยกยังคงอยู่ในระดับสูงเกินกว่ามาตรฐาน อีกทั้งคุณภาพน้ำผิวดิน ประมาณร้อยละ 35 จัดอยู่ในประเภทที่ 4 และประเภทที่ 5 ซึ่งมีคุณภาพ ต่ำมาก สถานการณ์เหล่านี้ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพของคนไทยสูงขึ้น ประเทศไทยจำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เสริมสร้างขีดความสามารถขององค์กรทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น และ เพิ่มการลงทุนในการป้องกันและควบคุมมลพิษควบคู่กับการทำงานร่วมกับ ภาคเอกชนให้มากยิ่งขึ้น
  • การรักษาความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ : การบุกรุกทำลายป่าเพื่อ ครอบครองและเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน การเกษตรแบบไร่เลื่อนลอย (Slash and Burn) และการใช้น้ำที่มากเกินไปนำไปสู่ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ พื้นที่ป่าไม้ในประเทศไทยลดลงมากจากร้อยละ 53 ของพื้นที่ประเทศในปี พ.ศ. 2504 เหลือเพียงร้อยละ 25 ในปี พ.ศ. 2541 อีกทั้งการจับสัตว์น้ำเกินขีดความจำเป็น ทำให้ผลผลิตสัตว์น้ำลดลงถึงร้อยละ 80 ระหว่างปี พ.ศ. 2506 – 2536 นอกจากนั้นปัญหาที่น่าห่วงอย่างยิ่งคือ การขาดแคลนน้ำซึ่งเกิดขึ้นจากการมีทรัพยากรน้ำที่จำกัด ในขณะที่มลพิษทางน้ำมีความรุนแรงอยู่ในระดับสูง อัตราการบริโภคน้ำต่อประชากรเพิ่มสูงขึ้น ในปี พ.ศ. 2543 ประเทศไทยมีปริมาณน้ำต่อประชากรอยู่ในลำดับต่ำสุด ในบรรดาประเทศกลุ่มอาเซียน (ASEAN) แต่ในทางตรงกันข้ามประเทศไทยมีมลพิษทางน้ำที่เป็นสารอินทรีย์จาก อุตสาหกรรมสูงเป็นลำดับที่ 14 ในโลก
  • เพื่อปรับสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติให้ดีขึ้น ประเทศไทยจำเป็นต้องกำหนดแนวทางการทำงานแบบบูรณาการเพื่อสร้างความยั่งยืนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ลดการสนับสนุนการดำเนินการที่ก่อให้เกิดอันตราย และสนับสนุนการสร้างเสริมขีดความสามารถขององค์กรท้องถิ่นและชุมชน


    รายละเอียดผลการดำเนินงานโครงการความร่วมมือประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2547 – 2549

    1. สาขาการปรับปรุงคุณภาพอากาศในเขตกรุงเทพมหานคร (Improving Air Quality in Bangkok) ได้แก่ โครงการกลยุทธ์การลดมลพิษจากเครื่องยนต์ดีเซลในกรุงเทพฯ (Developing Integrated Emission Strategies for Existing Land Transport : DIESEL Project) เป็นโครงการการศึกษาทางเลือกด้านนโยบาย และทางเลือกด้านเทคโนโลยีในการแก้ปัญหามลพิษ ทางอากาศที่เกิดจากการใช้น้ำมันดีเซล โดยมีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เป็นผู้ประสานงานโครงการ
         
    2. สาขาการปรับปรุงคุณภาพน้ำในลุ่มน้ำหลัก (Improving Water Quality in Priority River Basin)
    ประกอบด้วย

    1. โครงการการจัดการลุ่มน้ำแบบมีส่วนร่วมบริเวณลุ่มน้ำปิง โดยมีสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เป็นผู้ประสานงานโครงการ
    2. โครงการการจัดการของเสียในฟาร์มปศุสัตว์ในภาคพื้นเอเชียตะวันออก โดยมีกรมปศุสัตว์เป็น
      ผู้ประสานงาน

    3. สาขาพันธกรณีและข้อตกลง (Global Environmental Commitments)

    ได้แก่ โครงการลดและเลิกใช้สารทำลายชั้นโอโซนและควบคุมการใช้สารเคมี (Ozone Depletion Substances)
    กรมโรงงานอุตสาหกรรมเป็นผู้ประสานงานโครงการ

    4. สาขาเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่หน่วยงาน (Strengthening Institutions and Instruments)

    เป็นสาขาที่มีความเกี่ยวข้องกับทั้ง 4 สาขาที่กล่าวมา ประกอบด้วย
    1. การบริหารกองทุนสิ่งแวดล้อม ซึ่งมี สผ.เป็นผู้ประสานงานโครงการ
    2. การมีส่วนร่วมและการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมทางสังคม ซึ่งมี สผ.เป็นผู้ประสานงานโครงการ
    3. การบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งมี คพ.เป็นผู้ประสานงานโครงการ


    โครงการกลยุทธ์การลดมลพิษจากเครื่องยนต์ดีเซลในกรุงเทพฯ
    (Developing Integrated Emission Strategies for Existing Land Transport: DIESEL Project)

    โครงการ DIESEL
    โครงการได้เริ่มดำเนินงานตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2546 มี
    วัตถุประสงค์เพื่อหาทางเลือกที่เหมาะสมในการลดมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่นละอองประเภท Particulate Mattersที่มีขนาดเล็กกว่า 10 ไมโครกรัม จากรถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซล ได้แก่ รถยนต์โดยสาร รถบรรทุก และรถยนต์กะบะขนาดเล็ก โดยกรุงเทพมหานครได้รับการคัดเลือกให้เป็นเมืองนำร่อง และจะมีการเผยแพร่ข้อมูลผลสำเร็จสู่เมืองอื่นๆในภูมิภาคเอเชีย โดยผ่านทางเครือข่ายของ CAI-Asia ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่
         

    องค์ประกอบที่ 1 การพัฒนาฐานข้อมูล ได้แก่ การรวบรวมข้อมูลพื้นฐานจำนวนรถที่ใช้น้ำมันดีเซล วัฏจักรการขับขี่ และการทดสอบปริมาณฝุ่นละอองที่ปลดปล่อยจากรถยนต์ประเภทต่างๆ

    องค์ประกอบที่ 2 การพัฒนาและนำเสนอทางเลือกที่เหมาะสม ได้ดำเนินการ ดังนี้
    1. การทดสอบติดตั้งอุปกรณ์ลดมลพิษและเปลี่ยนเครื่องยนต์ ได้แก่ การเปลี่ยนเครื่องยนต์ และการติดตั้งอุปกรณ์ลดมลพิษ Diesel Oxidation Catalyst (DOC) และ Diesel Particulate Filter (DPF)
    2. อุปกรณ์ Diesel Oxidation Catalyst: (DOC)

      อุปกรณ์ Diesel Particulate Filter (DPF)

    3. การศึกษาทางเลือกใช้เชื้อเพลิงที่เหมาะสม ได้แก่ การปรับปรุงคุณภาพน้ำมันดีเซลโดยการปรับลดปริมาณกำมะถัน การใช้ก๊าซธรรมชาติและไบโอดีเซล
    4. การบำรุงรักษาเครื่องยนต์ ได้แก่ การประชุมหารือและแนะนำผู้ประกอบการ รถโดยสารร่วมของเอกชนในการบำรุงรักษาเครื่องยนต์
    5. การจัดการด้านการขนส่งและการจราจร
    องค์ประกอบที่ 3 การประเมินผลและพัฒนาเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ในการลดมลพิษ
    โครงการประกอบด้วยการดำเนินงานความร่วมมือระดับหน่วยงานระหว่างประเทศ ได้แก่ JBIC, JICA, U.S.EPA และธนาคารโลก และการดำเนินการร่วมกันของหน่วยงานไทยระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง โดยได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานในแต่ละภาคส่วน ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาสรุปได้ดังนี้
    1. รวบรวม/วิเคราะห์ข้อมูลในเชิงลึก เพื่อศึกษาสถานการณ์ปัจจุบันของปัญหามลพิษ ทางอากาศจากรถยนต์ดีเซลและจัดทำฐานข้อมูลของพื้นที่กรุงเทพมหานคร
    2. คัดเลือกรถยนต์ดีเซลใช้งาน มาทำการทดสอบปริมาณการระบายสารมลพิษบน Chassis Dynamometer เพื่อพัฒนา Emission Factor
    3. พัฒนาแบบจำลอง (IDEAS Model) เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์
    4. จัดทำ Website ของโครงการเพื่อเผยแพร่ข้อมูลและรายงานโครงการ ผ่าน Website ของ คพ.
    5. จัดประชุมระหว่างหน่วยงานภายในประเทศและต่างประเทศ เพื่อรายงานความก้าวหน้าโครงการเป็นระยะ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์รวมทั้งระดมความเห็นในการพัฒนาแนวทาง การแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศจากรถยนต์ดีเซล
    6. นำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศจากรถยนต์ดีเซลต่อหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน


    โครงการการจัดการลุ่มน้ำแบบมีส่วนร่วมบริเวณลุ่มน้ำปิง

    โครงการมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้รูปแบบการจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระบบลุ่มน้ำและการมี ส่วนร่วมของประชาชน โดยมีวิธีดำเนินการโดยการว่าจ้างที่ ปรึกษาทั้งส่วนบุคคลและบริษัทตามระเบียบและเงื่อนไขของ ธนาคารโลก ระยะเวลาดำเนินการ 10.5 เดือน
    ทั้งนี้ ธนาคารโลกได้อนุมัติขยายระยะเวลาดำเนินโครงการเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2548 เพิ่มอีก 6 เดือน เป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 25 เดือน โดยเริ่มต้นเดือนมกราคม 2547 และสิ้นสุดวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2549 ภาคีของการดำเนินงาน ได้แก่ สผ. เป็นหน่วยงานหลักและคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านวิชาการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น โดยมีผลการดำเนินงานสรุปได้ดังนี้
     

    องค์ประกอบที่ 1 จัดทำและสร้างกลไกในการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในพื้นที่นำร่อง 3 ลุ่มน้ำ
    1. จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การจัดทำแผนปฏิบัติการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 1 เพื่อระดมความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง เรื่อง ปัญหา สาเหตุ และแนวทางแก้ไขของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ลุ่มน้ำนำร่อง
    2. จัดประชุมกลุ่มย่อยเพื่อประเมินสถานการณ์ท้องถิ่นโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน ในพื้นที่ลุ่มน้ำนำร่อง เพื่อระดมความคิดเห็นจากผู้นำชุมชน องค์กร และเครือข่ายในระดับตำบลเกี่ยวกับ ปัญหา สาเหตุ แนวทางแก้ไขของทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ-สังคม และสุขอนามัย
    3. ยกร่างคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจจัดทำแผนปฏิบัติการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ผู้แทนจากหน่วยงานระดับภูมิภาคและระดับท้องถิ่น นักวิชาการ ผู้แทนจากภาคประชาชน องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรประชาชน และภาคธุรกิจ ในพื้นที่ลุ่มน้ำนำร่อง)
    องค์ประกอบที่ 2 เสริมสร้างศักยภาพของบุคลากรในระดับพื้นที่
    1. กำหนดเกณฑ์ในการคัดเลือกบุคลากรในระดับพื้นที่เพื่อฝึกอบรมและให้ความรู้ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้สามารถเป็นวิทยากรลุ่มน้ำสาขา และวิทยากรชุมชน
    2. รับสมัครและคัดเลือกวิทยากรลุ่มน้ำ ลุ่มน้ำละ 5-6 คน
    3. จัดทำโปรแกรมหลักสูตรการฝึกอบรมให้ความรู้แก่วิทยากรลุ่มน้ำ วิทยากรชุมชน และสมาชิกชุมชน
    องค์ประกอบที่ 3 สร้างแรงจูงใจและบังคับใช้กฎหมายเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่อ กลุ่มผู้ก่อมลพิษ
    1. สำรวจและจัดทำรายชื่อผู้ก่อมลพิษลุ่มน้ำละ 20-25 แห่ง จากภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และชุมชน เพื่อคัดเลือกมาร่วมเจรจา และสร้างแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดย การประยุกต์ใช้มาตรการทางเศรษฐศาสตร์
    2. ศึกษาและกำหนดกลไกมาตรการจูงใจที่เหมาะสมกับกลุ่มผู้ก่อมลพิษแต่ละกลุ่มประกอบด้วย มาตรการเชิงนโยบาย มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ และมาตรการทางสังคม
    3. จัดทำกรอบการติดตามประเมินผลการนำมาตรการจูงใจไปปฏิบัติ
    องค์ประกอบที่ 4 ประสานงานติดตามประเมินผลการดำเนินโครงการ
    จะได้มีการจัดประชุมเพื่อเผยแพร่ผลงานที่ได้ดำเนินการให้กับ 25 ลุ่มน้ำอื่นๆ ต่อไป
    การดำเนินงานขั้นต่อไป
    1. จัดประชุมคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการฯ และจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การจัดทำแผนปฏิบัติการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 2 เพื่อระดมความคิดเห็นต่อร่างแผนปฏิบัติการฯ
    2. จัดตั้งองค์กรระดับลุ่มน้ำสาขาในพื้นที่ลุ่มน้ำนำร่องที่จะบริหารจัดการลุ่มน้ำในระยะยาว
    3. จัดทำคู่มือด้านเทคนิค องค์กร และการสร้างเสริมจิตสำนึก/การศึกษา ฝึกอบรมให้ความรู้วิทยากรลุ่มน้ำ วิทยากรชุมชน และสมาชิกชุมชน


    โครงการการจัดการของเสียในฟาร์มปศุสัตว์ในภาคพื้นเอเชียตะวันออก
    (Livestock Waste Management in East Asia)

    โครงการประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่
      1) การสาธิตเทคโนโลยี ได้แก่การบำบัดน้ำเสีย โครงการมีแผนการดำเนินงานใน 2 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดราชบุรี และชลบุรี เป็นการสาธิตระบบ Cover Lagoon และการรีไซเคิล โดยระบบ Cover Lagoon จะมีการแปรรูปของเสีย (มูลสุกร) ให้เป็นพลังงาน
      2) นโยบาย ได้แก่การพัฒนามาตรฐานและกฎหมาย เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุได้อย่างถูกจุด การพัฒนาองค์ความรู้ และอบรมเผยแพร่ความรู้ให้กับเกษตรกร
      3) การติดตามและประเมินผลโครงการ ซึ่งประกอบด้วยคณะกรรมการชุดใหญ่ ได้แก่ ผู้แทนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงสาธารณสุข
      4) การดำเนินการระดับภูมิภาค ประกอบด้วยการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างประเทศไทย จีน และเวียดนาม

    ผลการดำเนินงาน
    กรมปศุสัตว์ได้ศึกษาเบื้องต้นความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคม ด้านเศรษฐศาสตร์ และด้านการสาธารณสุขและสุขภาพสัตว์ และได้จัดทำแผนการดำเนินงานโครงการทั้ง 5 ปี แล้วเสร็จ โดยได้มีการประเมินความพร้อมในการดำเนินโครงการ (Project Appraisal) แล้วจากเจ้าหน้าที่ของธนาคารโลกเมื่อวันที่ 12-15 กันยายน 2548 ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจาต่อรอง (Negotiation) เพื่อจัดทำ Letter of Agreement ก่อนที่จะมีการลงนาม


    การดำเนินการลดการใช้สารที่ทำลายชั้นโอโซน (Ozone Depletion Substances)

    ประเทศไทยได้ดำเนินงานตามพันธกรณี Montreal Protocol มาโดยตลอดเป็นเวลา 16 ปี โดยได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนพหุภาคี โดย UNDP เป็นผู้ประสานงานหลักมาโดยตลอด ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนเป็นธนาคารโลก และมีข้อกำหนดว่าจะต้องสามารถลดการใช้สาร CFC ให้ได้ครึ่งหนึ่งของปริมาณฐานในปี 2007 และเพื่อเป็นการเตรียมการให้พร้อมสำหรับภาคการผลิต กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ดำเนินกิจกรรมต่างๆ ดังนี้
    1. การใช้มาตรการทางกฎหมาย ได้แก่ ห้ามภาคการผลิตใช้สาร CFC 111 TCA ในภาคการผลิตทั้งหมด และกำหนดปริมาณการใช้และการนำเข้าสารที่ทำลายชั้นโอโซน แต่ยังคงอนุญาตให้ใช้ได้ในภาคการบริการ จนถึงปี 2010 และที่ผ่านมาโครงการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ เพื่อละ ลด และเลิกการใช้สาร CFC
    2. การจัดทำแผนแห่งชาติเพื่อการลดและเลิกใช้สารที่ทำลายชั้นโอโซนในภาคบริการ ซึ่งจะเริ่มดำเนินการในปี พ.ศ. 2549 ได้แก่
      2.1 การให้ความช่วยเหลือด้านการเงินและเทคนิคแก่ผู้ประกอบการในภาคการผลิต (ซึ่งเป็นโรงงานที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือมาก่อนหน้านี้)
      2.2 ให้ความช่วยเหลือด้านการเงินและเทคนิคแก่ผู้ประกอบการในภาคการซ่อมบำรุง เช่น ร้านซ่อมบำรุงตู้เย็น
      2.3 การเสริมสร้างศักยภาพของหน่วยงานรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อเป็นศูนย์กลางการฝึกอบรม กรมการขนส่งทางบกเพื่อออกกฎหมายสำหรับรถที่จะต่อทะเบียน โดยมีข้อกำหนดการใช้สารทำความเย็น และกรมศุลกากรเพื่อกำกับดูแลสารนำเข้าและส่งออกให้เป็นไปตามกฎหมาย
      2.4 การประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลแก่ผู้เกี่ยวข้อง การรณรงค์ผ่านสื่อต่างๆ เช่น สิ่งพิมพ์ วิทยุ สื่อวิดีทัศน์
    ในการนี้ การดำเนินงานของประเทศไทยได้รับผลสำเร็จเกินเป้าหมายในการเลิกใช้สารทำลายโอโซน เนื่องจากมีการส่งเสริมโดยใช้มาตรการทางภาษี และมาตรการอื่นๆ จนเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศในเวทีระดับโลก


    การบริหารกองทุนสิ่งแวดล้อม

    สำนักงานกองทุนสิ่งแวดล้อม ได้มีการประชุมหารือกับผู้เชี่ยวชาญจากธนาคารโลก เพื่อกำหนดปัญหา และอุปสรรคในการบริหารงานกองทุน รวมถึงแนวคิดเบื้องต้นเกี่ยวกับการบริหารจัดการกองทุนให้มีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารงานกองทุนสิ่งแวดล้อมในเชิงรุก ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงานเพื่อขอรับการสนับสนุนที่ปรึกษา และงบประมาณจากธนาคารโลกเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการปรับปรุงประสิทธิภาพ การจัดการกองทุนสิ่งแวดล้อม โดยระหว่างนี้ สผ. ได้ดำเนินการเพื่อการบริหารจัดการกองทุนให้มีประสิทธิภาพในเชิงรุกอยู่แล้ว

    การมีส่วนร่วมและการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมทางสังคม

    โครงการได้รับงบประมาณจากธนาคารโลกจำนวน 3,400 เหรียญสหรัฐ เพื่อพัฒนาระบบการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย และได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาหาวิธีการให้สามารถผนวก เรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนและการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมทางสังคมไว้ ในกระบวนการมีส่วนร่วม รวมทั้งพัฒนาการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเชิงกลยุทธ์

    ผลการดำเนินงาน
    1. พัฒนาคู่มือการมีส่วนร่วมของประชาชนและการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมทางสังคม ในการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม
    2. สัมมนาทางวิชาการการมีส่วนร่วมของประชาชนและการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมทางสังคม ในการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนและการประเมินผลกระทบทางสังคมของต่างประเทศ และในประเทศ และเพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมแสดงความคิดเห็นต่อร่างคู่มือฯ เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2548 และ วันที่ 28 ธันวาคม 2548
    3. นำแนวทางการมีส่วนร่วมของประชาชนและการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมทางสังคม ในการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ไปทดลองจริงกับโครงการที่ต้องจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งที่ประชุมได้หารือ และมีความเห็นว่า หน่วยงานที่ทำเรื่องการมีส่วนร่วมควรเป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านนี้ และควรทำ capacity building ให้กับหน่วยงานที่เป็นเจ้าของโครงการที่ต้องทำการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการประเมินผลกระทบทางสังคมด้วย โดยเฉพาะโครงการที่มีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และสังคมในวงกว้าง เช่น การตัดถนน การทำสะพานข้ามแม่น้ำระหว่างประเทศ


    การดำเนินงานภายใต้ข้อตกลงปัจจุบันมีโครงการ ดังนี้

    1. โครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ จำนวน 6 โครงการ
      1.1 กลยุทธ์การลดมลพิษจากเครื่องยนต์ดีเซลในกรุงเทพฯ
      1.2 การจัดการลุ่มน้ำแบบมีส่วนร่วมบริเวณลุ่มน้ำปิง
      1.3 โครงการการจัดการของเสียในฟาร์มปศุสัตว์ในภาคพื้นเอเชียตะวันออก
      1.4 การลดและเลิกใช้สารทำลายชั้นโอโซนและควบคุมการใช้สารเคมี
      1.5 การมีส่วนร่วมและการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมทางสังคม
      1.6 การบริหารกองทุนสิ่งแวดล้อม
    2. โครงการที่ดำเนินการแล้วเสร็จ ได้แก่
      การสัมมนาเชิงปฏิบัติการในภูมิภาคเอเชียด้านการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อม

    ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
    กองยุทธศาสตร์และแผนงาน
    กลุ่มเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมและวิเทศสัมพันธ์
    โทร. 0 2298 2475 โทรสาร 0 2298 2471
    E-mail : jiranun(dot)h(at)pcd(dot)go(dot)th