| คุณภาพแหล่งน้ำทั่วประเทศ จากผลการสำรวจคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำจืดที่สำคัญของประเทศ
พบว่า แม่น้ำสายหลักทั้ง 4 สาย ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา ท่าจีน บางปะกง และแม่กลอง
มีคุณภาพน้ำอยู่ในระดับเสื่อมโทรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่น้ำเจ้าพระยา
ในช่วงที่ผ่านกรุงเทพมหานครและสมุทรปราการ แม่น้ำท่าจีน
ตั้งแต่จังหวัดนครปฐมถึงจังหวัดสมุทรสาคร ส่วนแม่น้ำสายสำคัญอื่นๆ ในช่วงที่ผ่านชุมชนขนาดใหญ่ได้แก่
เขตเทศบาลก็มีปัญหาคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำเสื่อมโทรมเนื่องมาจากการปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์ม
อันอาจเป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรคทางเดินอาหารได้ และในช่วงฤดูแล้งยังพบปริมาณออกซิเจนละลายน้ำมีค่าต่ำลงกว่าระดับที่สัตว์น้ำจะอาศัยอยู่ได้
ทั้งนี้พบว่าพื้นที่ลุ่มน้ำภาคกลาง ซึ่งมีปัญหาคุณภาพน้ำเสื่อมโทรมมากที่สุด ปริมาณความสกปรกกว่าครึ่งหนึ่งมาจากแหล่งกำเนิดจากชุมชน
บางพื้นที่จะมีปัญหาน้ำเสียจากแหล่งกำเนิดประเภทอุตสาหกรรรมและเกษตรกรรม โดยเฉพาะการปศุสัตว์
ส่วนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แม้จะครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำมากกว่าภาคอื่น แต่มีปริมาณความสกปรกค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับภาคอื่นๆ
 |
การป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำเสียจากชุมชนจึงเป็นสิ่งสำคัญเร่งด่วน โดยการจัดให้มีระบบรวบรวมและระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนที่มีประสิทธิภาพ
เพื่อให้มีคุณภาพน้ำได้ตามมาตรฐานก่อนที่จะระบายลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ทั้งนี้ในปัจจุบันระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนได้ทำการเดินระบบแล้วจำนวน
31 แห่ง รอการส่งมอบ 8 แห่ง และกำลังก่อสร้างอยู่อีก 37 แห่ง รวมทั้งหมด 76 แห่ง
กระจายอยู่ในเขตเทศบาล 68 แห่ง กรุงเทพมหานคร 7 แห่ง และจังหวัดสมุทรปราการ 1 แห่ง
นอกจากนี้ในอนาคตยังมีโครงการก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนที่ได้ทำการศึกษาไว้แล้วอีกประมาณ
130 โครงการ หากในอนาคตชุมชนต่างๆ ได้เริ่มมีการก่อสร้างระบบรวบรวมและระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนเพิ่มขึ้น
ตามแผนปฏิบัติการในพื้นที่ลุ่มน้ำต่างๆ และแผนการจัดการสิ่งแวดล้อมระดับจังหวัด แนวโน้มคุณภาพน้ำในสหัสวรรษหน้าจะมีคุณภาพน้ำตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้ |
การคาดการณ์คุณภาพน้ำในสหัสวรรษหน้า : เมื่อมีการจัดการด้านน้ำเสียในพื้นที่เขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลในปี
พ.ศ. 2549 คุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ค่าปริมาณออกซิเจนละลายน้ำมีแนวโน้มสูงขึ้น
ปริมาณมลพิษมีแนวโน้มลดลง สำหรับแม่น้ำท่าจีนตอนล่างมีแนวโน้มคุณภาพเป็นไปตามเป้าหมายในปี
พ.ศ 2554 ถ้าสามารถลดภาระปริมาณความสกปรกในรูปของบีโอดี จากแหล่งกำเนิดประเภทต่าง
ๆ ได้ประมาณร้อยละ 70 สำหรับแม่น้ำในภาคกลางสายอื่นๆ พบว่าคุณภาพน้ำโดยรวมอยู่ในเกณฑ์พอใช้
ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องมีการจัดการคุณภาพน้ำอย่างเหมาะสมเพื่อรักษาระดับคุณภาพน้ำไว้ให้อยู่ในเกณฑ์ดีหรือปรับปรุงให้ดีขึ้นต่อไป สำหรับภาคตะวันออกนั้น
เมื่อมีการจัดการคุณภาพน้ำโดยการสร้างระบบบำบัดน้ำเสียในปี พ.ศ. 2548 เป็นต้นไปแล้ว
คาดว่า แม่น้ำนครนายกจะมีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำประเภทที่ 2 (เพื่อการอุปโภคบริโภค
การอนุรักษ์สัตว์น้ำและการประมง) แต่สำหรับในแม่น้ำบางปะกงและปราจีนบุรี โดยรวมจะอยู่ในเกณฑ์คุณภาพน้ำประเภทที่
3 (เพื่อการเกษตร) ยกเว้นในบางพื้นที่ที่มีแหล่งอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ส่วนแม่น้ำระยอง
ตราด และจันทบุรีก็มีแนวโน้มคุณภาพน้ำเช่นเดียวกัน แม่น้ำสายหลักในภาคใต้ ได้แก่
แม่น้ำปากพนัง ตาปี-พุมดวง และปัตตานี พบว่าถ้ามีการจัดการคุณภาพน้ำโดยควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษที่สำคัญ
คุณภาพน้ำมีแนวโน้มดีขึ้นตามเป้าหมายในปี พ.ศ. 2549 ส่วนทะเลสาบสงขลานั้น เมื่อควบคุมน้ำทิ้งจากนากุ้ง
และน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม รวมทั้งการสร้างระบบบำบัดน้ำเสียจากแหล่งชุมชนแล้วเสร็จก็จะสามารถรักษาคุณภาพน้ำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้คือแหล่งน้ำประเภทที่
2 และ 3 แม่น้ำสายหลักภาคเหนือ ได้แก่ แม่น้ำปิง วัง ยม และน่าน คุณภาพน้ำโดยทั่วไปอยู่ในเกณฑ์ระดับพอใช้
และจะสามารถปรับปรุงให้อยู่ในเกณฑ์ดีตามมาตรฐานคุณภาพแหล่งน้ำประเภทที่ 2 และ 3 ได้ภายใน
10 ปีข้างหน้า ถ้ามีการจัดการของเสียจากแหล่งกำเนิดประเภทต่างๆ ได้ตามมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้ง แม่น้ำสายหลักในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ได้แก่ แม่น้ำพอง ชี และมูล คุณภาพน้ำทั่วไปอยู่ในเกณฑ์ดี แต่มีปัญหาในช่วงที่ไหลผ่านโรงงานอุตสาหกรรรมและแหล่งชุมชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูแล้ง
ถ้ามีการควบคุมการปล่อยของเสียจากแหล่งกำเนิดประเภทต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพก็จะสามารถดึงคุณภาพของแหล่งน้ำดังกล่าวจากประเภทที่
3-4 ให้เป็นประเภทที่ 2 ได้ภายใน 10 ปีข้างหน้า |