ความสำเร็จในการจัดการมลพิษของประเทศไทย

บทพิสูจน์การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมเทศบาลตำบลด่านขุนทด

ความสำเร็จในการจัดการสิ่งแวดล้อมของเทศบาลตำบลด่านขุนทด อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา เป็นบทพิสูจน์หนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความมานะอดทนของหน่วยงานท้องถิ่นและการมีส่วนร่วม ของชุมชนในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ทำให้ทุกวันนี้เทศบาลตำบลด่านขุนทดสามารถแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมได้โดยไม่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก และยังขยายผลการดำเนินงานไปยังพื้นที่อื่นๆ ในเขตอำเภอด่านขุนทด และจังหวัดนครราชสีมา

การจัดการสิ่งแวดล้อมของเทศบาลตำบลด่านขุนทด เริ่มต้นด้วยปัญหาที่ปลุกเร้าให้ต้องหาทางออกให้กับชุมชน จากปัญหาขยะมูลฝอยที่เพิ่มปริมาณมากขึ้น จนกระทั่งสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยของเทศบาลเกือบจะไม่สามารถรองรับกับขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นได้อีกต่อไป

ในปี 2539 เทศบาลตำบลด่านขุดทดจึงได้วางแผนแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยในระยะยาวขึ้น โดยจัดซื้อที่ดินจำนวน 72 ไร่ ในพื้นที่ตำบลพันชนะ และได้ประชุมหารือกับองค์การบริหารส่วนตำบลพันชนะเพื่อใช้ที่ดินดังกล่าวก่อสร้างสถานที่ฝังกลบขยะมูลฝอยแห่งใหม่ และให้เป็นโครงการร่วมกันระหว่างองค์กรปกครองท้องถิ่นทั้งสอง โดยมีเทศบาลตำบลด่านขุนทดรับผิดชอบจัดหางบประมาณ

ในปี 2541 เทศบาลตำบลด่านขุนทดได้ทำการศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียด พร้อมกับได้รับการจัดสรรงบประมาณจากกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ในการก่อสร้างสถานที่กำจัดขยะมูลฝอย อย่างไรก็ตามโครงการที่ได้มีการวางแผนจัดเตรียมความพร้อมทุกอย่างกลับได้รับการต่อต้านจากประชาชนในพื้นที่ตำบลพันชนะอย่างรุนแรงจนไม่สามารถดำเนินการตามแผนที่กำหนดไว้ได้ ปลายปี 2542 เทศบาลตำบลด่านขุนทด โดยความช่วยเหลือจากมูลนิธิเพื่อการพัฒนาสิ่งแวดล้อมและพลังงาน กรมควบคุมมลพิษ และกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ร่วมกันปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานใหม่ โดยได้ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจด้านสิ่งแวดล้อมขึ้น ประกอบด้วยอาสาสมัครจากหน่วยงานต่างๆ เช่น เจ้าหน้าที่เทศบาล เจ้าหน้าที่ สาธารณสุข ครู ตำรวจ ผู้นำชุมชน และองค์กรพัฒนาเอกชน เข้าไปเผยแพร่ความรู้และสร้างความเข้าใจในการแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอย และการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการขยะมูลฝอยให้แก่ชุมชนพันชนะและชุมชนใกล้เคียง เพื่อให้ประชาชนยอมรับโครงการ อย่างไรก็ตามช่วงเวลาดังกล่าวไม่สามารถลดกระแสการต่อต้านของประชาชนลงได้ ในที่สุด โครงการก่อสร้างสถานีกำจัดขยะมูลฝอยแห่งใหม่ก็ได้ยุติลง

ในปี 2543 เทศบาลตำบลด่านขุดทดได้นำประสบการณ์จากความล้มเหลวที่ผ่านมาปรับวิธีการทำงานใหม่อีกครั้ง ด้วยความมุ่งมั่นที่จะให้ชุมชนยอมรับและสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ โดยครั้งนี้ เทศบาลได้เน้นการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการสิ่งแวดล้อม การลดปริมาณขยะมูลฝอยและการนำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ เพื่อยืดอายุการใช้งานของสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยเดิม

กระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนเริ่มจากการทำให้ชาวบ้านเข้าใจเรื่องขยะมูลฝอย ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญในการยอมรับความจำเป็นที่ต้องมีสถานที่กำจัดขยะมูลฝอย และเพื่อให้การเผยแพร่ข้อมูลไปสู่ชาวบ้านได้ครอบคลุมและรวดเร็วที่สุด จึงมีการแต่งตั้งคณะทำงานสิ่งแวดล้อมอำเภอด่านขุนทด โดยมีตัวแทนฝ่ายต่างๆ ในท้องถิ่นมาช่วยกันรณรงค์ประชาสัมพันธ์ ซึ่งได้สร้างความรู้ความเข้าใจร่วมกันว่าสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยเป็นของทุกๆ คนในพื้นที่อำเภอด่านขุนทด ไม่ใช่ภาระของเทศบาลตำบลด่านขุนทดแต่เพียงฝ่ายเดียว คณะทำงานดังกล่าว จึงเป็นที่มาของคณะกรรมการเพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อมอำเภอด่านขุนทด ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อเป็นองค์กรสูงสุดในพื้นที่ที่จะช่วยแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และช่วยเหลือการเจรจาระหว่างเจ้าของโครงการและชุมชนผู้อาจได้รับผลกระทบจากการพัฒนาโครงการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ช่วยเหลือชุมชนในตำบลพันชนะในการตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อติดตามการทำงานของเทศบาลในการบริหารดำเนินงานสถานที่ฝังกลบขยะมูลฝอยให้เป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไขที่ตกลงกัน การจัดเก็บค่ากำจัดจากหน่วยงานปกครองท้องถิ่นอื่นๆ เป็นต้น คณะกรรมการฯ ดังกล่าว ประกอบด้วยผู้แทนของหน่วยงานราชการ เทศบาล ผู้แทนชุมชนในเขตเทศบาล พ่อค้า นักธุรกิจ ผู้แทนชุมชนจากองค์การบริหารส่วนตำบลและเทศบาลอื่นๆ นอกจากนี้ยังได้จัดกิจกรรมเพื่อสนับสนุนการรณรงค์ ดังนี้

  • สัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อลดและแยกขยะมูลฝอย
  • ทัศนศึกษาด้านการจัดการขยะมูลฝอยให้กับผู้แทน ชุมชนตำบลพันชนะ ครู และเจ้าหน้าที่เทศบาล
  • ประกวดโครงการสิ่งแวดล้อมโรงเรียน
  • สัมมนาบทบาทของเยาวชนในการจัดการขยะ
  • ธนาคารวัสดุเหลือใช้ ซึ่งได้เปิดธนาคารนำร่องแห่งแรกที่โรงเรียนบ้านพันชนะ
  • นิทรรศการและการเสวนาเรื่องสถานที่ฝังกลบขยะเคลื่อนที่
  • จัดทำรูปจำลองและแผ่นพับเพื่อการชี้แจงข้อมูลให้กับชุมชน
  • จัดกิจกรรมผ้าป่าสามัคคีรีไซเคิล
  • นอกจากนี้ยังได้จัดหน่วยย่อยเข้าชี้แจงข้อมูลการจัดการขยะที่ถูกต้องโดยตรงให้กับชาวบ้านในช่วงเย็นหลังเลิกงาน และดำเนินการรณรงค์อย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดเทศบาลตำบล ด่านขุนทดก็ประสบผลสำเร็จในการแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอย และได้สร้างความเข้าใจให้ชาวบ้านเห็นว่าการแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยเป็นเรื่องที่ทุกๆ คนจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการไม่ใช่เป็นหน้าที่ของคนใดคนหนึ่งหรือหน่วยงานของรัฐแต่เพียงอย่างเดียว

    ปัจจุบันขยะมูลฝอยของชุมชน มีปริมาณลดลงมาก จากการคาดการณ์ปริมาณขยะมูลฝอยในปี 2543 ซึ่งคาดว่าจะมีประมาณ 10.54 ตัน/วัน แต่จากการสำรวจมีเพียง 5.57 ตัน/วัน เท่านั้น และในปี 2544 คาดการณ์ไว้ว่าจะมีปริมาณขยะมูลฝอย 11.38 ตัน/วัน แต่จากการสำรวจเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2544 มีเพียง 5.4 ตัน/วัน โดยเฉพาะปริมาณขยะอินทรีย์ลดลงประมาณร้อยละ 50 เนื่องจากมีการสนับสนุนให้นำขยะอินทรีย์ไปทำเป็นปุ๋ยหมักมากขึ้น ตัวเลขดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการลดปริมาณขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี

    ต้นน้ำ บีโอดี 111.2 มิลลิกรัม/ลิตรจากความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยของเทศบาลตำบลด่านขุนทด จึงได้ขยายไปสู่การจัดการสิ่งแวดล้อมชุมชนอื่นๆ ที่ประสบผลสำเร็จในขณะนี้ คือ การจัดการน้ำเสียของชุมชน ซึ่งเทศบาลได้นำระบบบำบัดน้ำเสียแบบพื้นที่ชุ่มน้ำเทียมมาใช้บำบัดน้ำเสียจากชุมชน โดยแบ่งจุดควบคุมน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่ลำน้ำสาธารณะทั้งหมด 3 จุด และแต่ละจุดมีชุมชนต่างๆ อาสารับผิดชอบดูแล
    ระบบบำบัดน้ำเสียแบบชุ่มน้ำนี้ เทศบาลได้รับความช่วยเหลือด้านวิชาการจากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) กรมควบคุมมลพิษ และมูลนิธิเพื่อการพัฒนาสิ่งแวดล้อมและพลังงาน ซึ่งได้ให้คำแนะนำปรึกษาชุมชนในการรับผิดชอบ ดูแลระบบบำบัดน้ำเสียแต่ละจุดด้วย

    ปลายน้ำ บีโอดี 38.8 มิลลิกรัม/ลิตรภายในระบบบำบัดน้ำเสียแบบชุ่มน้ำจะปลูกพืชจำพวกพุทธรักษา กก และธูปฤาษี ไว้ในลำรางระบายน้ำแต่ละจุด และจากการตรวจวัดคุณภาพน้ำบริเวณจุดต้นน้ำซึ่งเป็นบริเวณปากท่อระบายน้ำเสีย บริเวณกลางน้ำ และท้ายน้ำก่อนที่จะระบายออกทางน้ำสาธารณะซึ่งมีระยะทาง 300 เมตร พบว่าปริมาณความสกปรกในรูปบีโอดี ลดลงถึง 47.03% และ 34.1% ตามลำดับ โดยบริเวณต้นน้ำปริมาณบีโอดีวัดได้ 111.2 มิลลิกรัม/ลิตร ปริมาณไนเตรท (NO3) 5.5 มิลลิกรัม/ลิตร บริเวณกลางน้ำปริมาณบีโอดีลดลงเหลือ 58.9 มิลลิกรัม/ลิตร ปริมาณไนเตรท (NO3) 6.8 มิลลิกรัม/ลิตร สำหรับบริเวณปลายน้ำพบปริมาณบีโอดีลดลงเหลือเพียง 38.8 มิลลิกรัม/ลิตร ปริมาณ ไนเตรท (NO3) 4.1 มิลลิกรัม/ลิตร ซึ่งหากเพิ่มระยะทางของระบบบำบัดน้ำเสียให้มากขึ้นก็คาดว่าคุณภาพน้ำเสียจะดีขึ้นและได้มาตรฐานอย่างแน่นอน

    ปลูกพืชจำพวกพุทธรักษา กกและธูปฤาษีจะเห็นได้ว่าเทศบาลตำบลด่านขุนทดได้รับผลสำเร็จจากการนำระบบบำบัดน้ำเสียแบบชุ่มน้ำมาประยุกต์ใช้ในพื้นที่อย่างน่าพอใจ โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณลงทุนจำนวนมากในการก่อสร้าง เดินระบบ และบำรุงรักษา อีกทั้งประชาชนในชุมชนได้มีส่วนในการดูแลรักษาระบบร่วมกัน ทำให้เกิดความรู้สึกรักและเต็มใจที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อมของชุมชน เกิดความตระหนักและเข้าใจถึงหน้าที่ที่ประชาชน พึงปฏิบัติต่อชุมชนในอันที่จะประสานความร่วมมือกันเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม

    เจ้าหน้าที่มูลนิธิเพื่อการพัฒนาสิ่งแวดล้อมและพลังงาน ได้ให้ความเห็นถึงความสำเร็จในการจัดการสิ่งแวดล้อมของเทศบาลตำบลด่านขุนทดว่า "ในด้านการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการสิ่งแวดล้อมนั้นมีผลให้ปัญหาขยะมูลฝอย และปัญหาน้ำเสียลดลงไปมาก นับว่าได้รับความสำเร็จในระดับที่ค่อนข้างน่าพอใจ"

    ความสำเร็จในการจัดการสิ่งแวดล้อมของเทศบาลตำบลด่านขุนทด ทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมามีแผนที่จะขยายพื้นที่การดำเนินงานธนาคารขยะและการจัดการน้ำเสียเพิ่มเติมให้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งจังหวัดนครราชสีมา เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อมของจังหวัด

    อย่างไรก็ตามการดำเนินการจัดการสิ่งแวดล้อมคงต้องใช้เวลา และความอดทนอีกมาก ซึ่งทุกฝ่ายจะต้องให้ความสำคัญ จึงจะสำเร็จผลอย่างแท้จริง " ปัญหา อุปสรรคต่างๆ เป็นแรงผลักดันที่ทำให้เกิดความเข้มแข็ง และความสำเร็จ หากไม่ย่อท้อและมีความอดทน"



    แหล่งข้อมูล :
    1. มูลนิธิเพื่อการพัฒนาสิ่งแวดล้อมและพลังงาน
    2.เทศบาลตำบลด่านขุนทด อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา
    3.สำนักจัดการสารอันตรายและกากของเสีย กรมควบคุมมลพิษ
    ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง : สิ่งพิมพ์:- กรณีความสำเร็จของการจัดการมลพิษ



    กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม