ความสำเร็จในการจัดการมลพิษของประเทศไทย

10 ปี วิวัฒนาการมาตรฐานไอเสียรถมอเตอร์ไซด์

มอเตอร์ไซด์? คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่าไม่รู้จักนวัตกรรมยานยนต์ชนิดนี้ เพราะนอกจากจะเป็นสัญลักษณ์แห่งความเร็วที่เร้าใจแล้ว ความคล่องตัวในการใช้งานและราคาที่สามารถซื้อหาได้ง่าย ทำให้ยานยนต์ชนิดนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง จากข้อมูลสถิติการจดทะเบียนรถมอเตอร์ไซด์ทั่วประเทศ จนถึงสิ้นปี 2543 มีจำนวนรถมอเตอร์ไซด์ใช้งานทั้งสิ้น 13.8 ล้านคัน เฉพาะที่จดทะเบียนในกรุงเทพมหานครมีจำนวนมากถึง 1.96 ล้านคัน และคาดว่ากว่าร้อยละ 80 ของรถมอเตอร์ไซด์ที่ใช้เป็นรถประเภท 2 จังหวะ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่ปล่อยก๊าซไฮโดรคาร์บอนและควันขาวที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์

ปริมาณรถมอเตอร์ไซด์ 2 จังหวะที่มีใช้อยู่เป็นจำนวนมากเหล่านี้ได้กลายเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษเคลื่อนที่ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในเขตชุมชนหนาแน่น เช่นกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งมีระดับมลพิษทางอากาศสูงอยู่แล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้เองทำให้รัฐต้องหาทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน ทางออกหนึ่งที่ให้ผลสำเร็จ คือ การร่วมมือระหว่างรัฐกับผู้ผลิตภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็น กรมควบคุมมลพิษ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมาก็ได้มีการเจรจาภาคีที่มีส่วนเกี่ยวข้องกำหนดนโยบายและมาตรการต่างๆ ในการควบคุมและแก้ไขปัญหามลพิษจากรถจักรยานยนต์ และมาตรการที่สำคัญ คือ การกำหนดระยะเวลาและขั้นตอนการปรับปรุงมาตรฐานการระบายไอเสียจากรถมอเตอร์ไซด์ใหม่ให้มีความเข้มงวดมากขึ้น ส่งผลให้การผลิตรถมอเตอร์ไซด์ 2 จังหวะที่ระบายมลพิษได้ตามมาตรฐานทำได้ยากกว่าเดิม ผู้ผลิตจึงหันมาปรับปรุงพัฒนารถมอเตอร์ไซด์ 4 จังหวะแทน เนื่องจากระบบเชื้อเพลิงไม่ต้องใช้น้ำมันหล่อลื่นผสมจึงไม่มีควันขาว ซึ่งทำให้มีการระบายมลพิษต่ำและได้คุณภาพตามที่มาตรฐานกำหนด ปัจจุบันกระทรวงอุตสาหกรรมได้ประกาศบังคับใช้มาตรฐานไปแล้วรวมทั้งสิ้น 4 ฉบับ และในปี 2546-2547 นี้ มาตรฐานควบคุมการระบายไอเสียจากรถมอเตอร์ไซด์ไหม่จะเข้มงวดขึ้นไปเป็นมาตรฐานระดับที่ 5 ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องปรับแผนการตลาดเพื่อรองรับการผลิตรถมอเตอร์ไซด์ 4 จังหวะทั้งหมด เพื่อให้รถที่ผลิตเป็นไปตามมาตรฐาน นอกจากการกำหนดมาตรฐานไอเสียจากรถมอเตอร์ไซด์ใหม่แล้ว ยังได้กำหนดมาตรการอื่นๆ เพื่อลดปัญหาควันขาวจากรถมอเตอร์ไซด์เก่าที่มีใช้อยู่บนท้องถนน ได้แก่ การกำหนดมาตรฐานน้ำมันหล่อลื่นที่มีควันขาวต่ำ (Low Smoke Lubricating Oil) สำหรับรถมอเตอร์ไซด์ 2 จังหวะ การรณรงค์ไม่ให้เจ้าของรถเติมน้ำมันหล่อลื่นหรือน้ำมันเครื่องลงถังน้ำมัน รวมทั้งมาตรการตรวจจับรถที่มีควันขาวเกินมาตรฐาน เพื่อให้เจ้าของรถดูแลและบำรุงรักษาเครื่องยนต์เป็นประจำ ซึ่งช่วยให้จำนวนรถมอเตอร์ไซด์ที่มีใช้อยู่ทั่วไปลดปริมาณการระบายควันขาวลง

ความแตกต่างของไอเสียที่เกิดจากรถมอเตอร์ไซด์ 2 จังหวะ และ 4 จังหวะ นั้น มาจากลักษณะการทำงานของเครื่องยนต์ สำหรับรถมอเตอร์ไซด์ 2 จังหวะจะมีระบบการหล่อลื่นของเครื่องยนต์ที่เรียกว่า "ออโต้ลูป" ซึ่งจะผสมน้ำมันเครื่องเข้ากับน้ำมันเบนซินเมื่อเกิดการเผาไหม้เชื้อเพลิง ส่วนที่เป็นน้ำมันเครื่องจะเผาไหม้ไม่หมดเกิดเป็นละอองไอน้ำมันเมื่อกระทบกับอากาศจึงเกิดเป็นควันขาวขึ้น สำหรับรถมอเตอร์ไซด์ 4 จังหวะนั้น ระบบการทำงานของเครื่องยนต์จะแตกต่างกัน โดยจะมีระบบฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันเครื่องแยกจากกัน ทำให้น้ำมันเครื่องเผาไหม้ได้ดีกว่า จึงไม่มีควันขาวที่สังเกตเห็นได้และนี่เป็นเหตุผลที่ทำให้ไอเสียจากรถมอเตอร์ไซด์ทั้ง 2 ชนิดแตกต่างกัน

ระดับมาตรฐานการระบายไอเสียจากรถมอเตอร์ไซด์ในประเทศไทย

รายการมาตรฐาน
ระดับที่1
มาตรฐาน
ระดับที่2
มาตรฐาน
ระดับที่3
มาตรฐาน
ระดับที่4
มาตรฐาน
ระดับที่5
1. ค่ามาตรฐานมลพิษ
การทดสอบลักษณะที่ 1 :
ทดสอบตามวัฎจักรการวิ่งของรถ
2 จังหวะ
CO<= 16-40 ก./กม.
HC<=10-15 ก./กม.
4 จังหวะ
CO<= 25-50 ก./กม.
HC<=7-10 ก./กม.
2 จังหวะ
CO<= 12.8-32.0 ก./กม.
HC<=8-12 ก./กม.
4 จังหวะ
CO<= 17.5-35.5 ก./กม.
HC<=4.2-6.0 ก./กม.

CO <= 13 ก./กม.
HC <= 5 ก./กม.

CO <= 4.5 ก./กม.
HC+NOx <=3 ก./กม.

CO <= 3.5 ก./กม.
HC+NOx<=2 ก./กม.
การทดสอบแบบที่ 2 :
ทดสอบที่รอบเดินเบา
CO<= 4.5%CO<= 4.5%CO<= 4.5%
HC เป็นไปตาม
ประกาศกระทรวง
วิทยาศาสตร์ ฯ ฉบับล่าสุด
CO<= 4.5%
HC เป็นไปตาม
ประกาศกระทรวง
วิทยาศาสตร์ ฯ ฉบับล่าสุด
ตามประกาศ
กระทรวง วิทยาศาสตร์ ฯ ฉบับล่าสุด
2. การทดสอบความคงทน---วิ่งทดสอบ 6,000 กม.
รับประกันที่ 12,000 กม.
วิ่งทดสอบ 7,500 กม.
รับประกันที่ 15,000 กม.
3. ระดับควันขาว---15%15%
4. ระดับมลพิษไอระเหย---2 ก./การทดสอบ
สำหรับ 150 ซีซีขึ้นไป
2 ก./การทดสอบ
กรณีที่ไอระเหย
เกิน 2 ก./การทดสอบ
แต่ไม่เกิน
6 ก./การทดสอบ
ค่าจำกัดมลพิษ
ลักษณะที่ 1
CO<= 3.5 ก./กม.
HC+NOx<=1.8 ก./กม.
5. เวลาบังคับใช้10 ส.ค.3615 มี.ค.381 ก.ค.4030 ก.ค.44<=110 ซีซี 1 ก.ค.46
ทุกขนาด 1 ก.ค. 47
  
  

ผลสำเร็จในการกำหนดมาตรฐาน ไอเสียจากรถมอเตอร์ไซด์ดังกล่าวข้างต้น นอกจากทำให้ผู้ประกอบการพัฒนาการผลิตรถมอเตอร์ไซด์ไปเป็นประเภท 4 จังหวะแล้ว รัฐยังใช้นโยบายส่งเสริมการลงทุนจูงใจผู้ประกอบการปรับเปลี่ยนการผลิตมาเป็นรถมอเตอร์ไซด์ 4 จังหวะมากขึ้น จะเห็นได้จากสถิติปริมาณการจำหน่ายรถมอเตอร์ไซด์ที่ผลิตใหม่ของประเทศตั้งแต่ปี 2537-2544 พบว่าสัดส่วนของรถมอเตอร์ไซด์ 4 จังหวะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี จากสัดส่วนของรถมอเตอร์ไซด์ 4 จังหวะ ร้อยละ 13 ในปี 2537 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 80 ในปี 2544 และย่อมหมายถึงว่าผู้ผลิตได้ปรับเปลี่ยนการตลาดจากรถมอเตอร์ไซด์ 2 จังหวะ เป็น รถมอเตอร์ไซด์ 4 จังหวะที่มี ประสิทธิภาพในการลดการระบาย มลพิษจากไอเสีย

การปรับปรุงมาตรฐานการผลิตรถมอเตอร์ไซด์ 2 จังหวะจากที่เคย นิยมใช้กันมาเป็นรถมอเตอร์ไซด์ 4 จังหวะที่มีการระบายมลพิษต่ำ นอกจากจะช่วยลดปัญหามลพิษทางอากาศแล้ว ยังช่วยให้การส่งออกรถมอเตอร์ไซด์ 4 จังหวะที่ผลิตในประเทศไทยมีลู่ทางการส่งออกดีขึ้น โดยสามารถขยายตลาดออกไปยังประเทศต่างๆ ได้มากขึ้น เนื่องจากเป็นรถที่ได้มาตรฐานการระบายมลพิษตามมาตรฐานสากล จากข้อมูลการส่งออกรถมอเตอร์ไซด์ 4 จังหวะของประเทศไทยในปี 2535 มีการส่งออกรวม 30,720 คัน และเพิ่มจำนวนมากขึ้นเป็น 297,021 คัน ในปี 25441/ จึงนับได้ว่ามาตรการดังกล่าวเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นระบบเศรษฐกิจของประเทศในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ

ความสำเร็จจากการกำหนดมาตรฐานการระบายไอเสียจากรถมอเตอร์ไซด์ใหม่ นำไปสู่การปรับเปลี่ยนนวัตกรรมการผลิตไปเป็นรถมอเตอร์ไซด์ 4 จังหวะ ซึ่งมีการระบายมลพิษต่ำ ผู้ที่อยู่ในวงการรถมอเตอร์ไซด์ได้ให้ทรรศนะเกี่ยวกับความสำเร็จในการกำหนดนโยบายและมาตรการของรัฐในการควบคุมการระบายมลพิษจากรถมอเตอร์ไซด์ รวมทั้งการใช้รถมอเตอร์ไซด์ 4 จังหวะ ไว้ดังนี้

คุณวัลลภ เตียศิริ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ กล่าวถึงมาตรการควบคุมมลพิษไอเสียจากรถมอเตอร์ไซด์ ว่า "เห็นด้วยกับภาครัฐในการกำหนดมาตรฐานมลพิษจากรถจักรยานยนต์ใหม่ให้มีความเข้มงวดขึ้น เพื่อประโยชน์ในเรื่องของการลดมลพิษทางอากาศที่จะมีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน โดยเน้นที่การลดระดับ มลพิษที่ปล่อยออกมาจากไอเสียมากกว่าการจำกัดหรือปิดกั้นเทคโนโลยีการผลิตของผู้ผลิต นอกจากนี้ควรที่จะหันมาให้ความสำคัญกับรถจักรยานยนต์ใช้งานที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการตรวจสภาพรถประจำปีเพื่อให้รถจักรยานยนต์มีสภาพที่ดีอยู่เสมอ รวมทั้งการให้ความรู้กับผู้ใช้รถในการดูแลรักษารถจักรยานยนต์ของตน ไม่ให้ปล่อยมลพิษออกมาเกินมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด"

คุณอดิศักดิ์ โรหิตะศุน รองประธานกรรมการบริหารบริษัท เอเชี่ยน ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด ได้ให้ความเห็นว่า "จากพันธสัญญาด้านสิ่งแวดล้อมที่ยึดถือเป็นนโยบายหลักในการดำเนินธุรกิจของบริษัทโดยตลอด โดยพยายามที่จะบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดการใช้พลังงาน ลดปริมาณขยะ ตลอดจนนำสิ่งที่ใช้แล้วหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ ใช้เทคนิคชั้นสูงในการลดมลพิษจากโรงงานและเครื่องยนต์ให้น้อยที่สุด สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนมาจากความสำนึก และความตั้งใจที่จะรับใช้สังคม ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยเฉพาะกิจกรรมการลดมลพิษที่เกิดจากรถจักรยานยนต์ 4 จังหวะ ซึ่งได้รับความนิยมสูงขึ้นเรื่อยๆ และฮอนด้าจะเปลี่ยนมาเป็น 4 จังหวะหมดในปี 2545 นี้ ด้วยวัตถุประสงค์ที่ต้องการลดปริมาณควันขาว ทำให้อากาศบริสุทธิ์ และประหยัด พลังงานมากขึ้น"

คุณสรณะ จันทะสิน เจ้าของร้านซ่อมรถจักรยานยนต์ "หจก.สองเก้ามอเตอร์ไรซ์ซิ่ง" ได้ให้ทรรศนะต่อรถมอเตอร์ไซด์ 4 จังหวะว่า "เห็นด้วยที่มีการสนับสนุนให้ใช้รถจักรยานยนต์แบบ 4 จังหวะ เนื่องจากรถจักรยานยนต์แบบ 4 จังหวะจะมีมลพิษต่ำ มีประสิทธิภาพการใช้งานดีกว่า และการซ่อมบำรุงรักษาง่ายกว่ารถจักรยานยนต์แบบ 2 จังหวะ ถึงแม้ว่ารถจักรยานยนต์แบบ 4 จังหวะจะปรับแต่งและซ่อมบำรุงรักษาง่ายกว่ารถจักรยานยนต์แบบ 2 จังหวะแต่อู่ซ่อมจะต้องมีช่างซ่อมที่มีความรู้ทางด้านเทคนิคพอสมควร และจัดหาอุปกรณ์เครื่องมือที่จำเป็นเพื่อให้สามารถปรับแต่งเครื่องยนต์ได้ตามคู่มือคำแนะนำของบริษัทผู้ผลิตแต่ละยี่ห้อและรุ่นนั้นๆ นอกจากนี้ทางผู้ผลิตควรที่จะเน้นให้เจ้าของรถนำรถเข้าตรวจเช็คสภาพตามระยะทางหรือระยะเวลาที่กำหนดไว้ในคู่มือการใช้งานของรถ เพื่อให้รถอยู่ในสภาพการใช้งานตามปกติ"

การดำเนินมาตรการดังกล่าวส่งผลให้การพัฒนาและผลิตรถ มอเตอร์ไซด์ 4 จังหวะ ที่มีมลพิษต่ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะเอกชนที่เป็นผู้ผลิตซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญอย่างยิ่งให้กับภาครัฐที่จะช่วยให้นโยบายและมาตรการต่างๆ ประสบผลสำเร็จ ดังเช่น การปรับเปลี่ยนนวัตกรรมในการผลิตรถมอเตอร์ไซด์ 4 จังหวะนี้



ข้อมูล ณ วันที่ 24 ธันวาคม 2545
แหล่งข้อมูล :
1. กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ
2. สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง : สิ่งพิมพ์:- กรณีความสำเร็จของการจัดการมลพิษ



กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม