ความสำเร็จในการจัดการมลพิษของประเทศไทย

การจัดการน้ำเสียเขตควบคุมมลพิษเมืองพัทยา

เมืองพัทยา เป็นเมืองท่องเที่ยวชายทะเลที่มีชื่อเสียงมายาวนานของประเทศไทย และไม่เพียงเป็นเมืองท่องเที่ยว พัทยายังเป็นเมืองสำคัญทางด้านธุรกิจและการบริการ ด้วยเหตุนี้ ทำให้มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเดินทางมาเมืองพัทยาปีละกว่า 2 ล้านคน รวมทั้งประชาชนที่เข้ามาประกอบธุรกิจอีกเป็นจำนวนมาก การเจริญเติบโตและการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้การบริการของภาครัฐไม่ทันต่อการเจริญเติบโต โดยเฉพาะการจัดการน้ำเสีย เมืองพัทยาจึงต้องประสบปัญหาคุณภาพน้ำทะเลเสื่อมโทรม อันเนื่องมาจากการระบายน้ำเสียจากกิจกรรมต่างๆ ลงสู่ทะเล จนส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจโดยรวมของเมืองพัทยาเป็นอย่างมาก

จากพื้นที่ทั้งหมด 53.77 ตารางกิโลเมตร แบ่งเมืองพัทยาออกเป็น 3 เขต คือ เขตนาเกลือ เขตพัทยากลาง (เหนือ กลางและใต้) และเขตนาจอมเทียน แต่เดิมเมืองพัทยามีระบบบำบัด น้ำเสีย 2 แห่ง รับน้ำเสียเฉพาะพื้นที่เขตพัทยากลาง รวม 3.44 ตารางกิโลเมตร บำบัดน้ำเสียได้รวมกัน 13,000 ลูกบาศก์เมตร/วัน ในขณะที่มีปริมาณน้ำเสียเกิดขึ้นมากกว่า 20,000 ลูกบาศก์เมตร/วัน สำหรับเขตนาเกลือซึ่งส่วนใหญ่เป็นบ้านเรือนและชุมชน และเขตนาจอมเทียนยังไม่มีระบบบำบัดน้ำเสีย

ปัญหาความเสื่อมโทรมของคุณภาพน้ำทะเลที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กำหนดให้เมืองพัทยาเป็นเขตควบคุมมลพิษ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2535 เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำที่เกิดขึ้น ครอบคลุมพื้นที่ 208.1 ตารางกิโลเมตร เป็นพื้นดิน 36 ตารางกิโลเมตร และพื้นน้ำ 172.1 ตารางกิโลเมตร กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและ สิ่งแวดล้อม โดย กรมควบคุมมลพิษ ได้จัดทำแผนปฏิบัติสำหรับการจัดการน้ำเสียขึ้น ประกอบด้วย การก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียรวม เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำเสียเมืองพัทยาอย่างเป็นระบบทั้งพื้นที่ ศึกษาอัตราค่าบริการบำบัดน้ำเสียที่เหมาะสม ระบบการบริหารจัดการ และการจัดเก็บค่าบริการ เพื่อจะนำมาใช้ภายหลังการก่อสร้างแล้วเสร็จเพื่อให้การดำเนินงานระบบทั้งหมดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

กรมควบคุมมลพิษได้มีการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำทะเลอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2536 พบว่าคุณภาพน้ำทะเลดีขึ้นเป็นลำดับ จากการตรวจวัดปริมาณแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมด (Total Coliform Bacteria) ของหาดพัทยาเมื่อปี 2536 2538 2541 และ 2543 บริเวณช่วงพัทยาเหนือ มีค่า 67,200 21,000 5,000 และ 2,400 MPN/100 มิลลิลิตร ช่วงพัทยากลาง มีค่า 5,400 5,000 500 และ 130 MPN/100 มิลลิลิตร ส่วนช่วงพัทยาใต้ มีค่า 2,400,000 2,180,000 13,000 และ 9,000 MPN/100 มิลลิลิตร ตามลำดับ สำหรับหาดนาจอมเทียน คุณภาพน้ำโดยรวมส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน (มาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งประเภทเพื่อการว่ายน้ำ ค่าปริมาณแบคทีเรียกลุ่ม โคลิฟอร์มทั้งหมดต้องมีค่าไม่มากกว่า 1,000 MPN/100 มิลลิลิตร) ส่วนหาดนาเกลือซึ่งเป็นชุมชน ต้องมีการก่อสร้างท่อเพิ่มเติมเพื่อรับน้ำเสีย โดยเฉพาะบ้านเรือนที่อยู่สองฝั่งคลองนาเกลือ

ระบบที่จัดสร้างครอบคลุมพื้นที่รวม 33.25 ตาราง กิโลเมตร หรือมากกว่าร้อยละ 90 ของพื้นที่ เขตควบคุมมลพิษเมืองพัทยา ระบบบำบัดน้ำเสียแห่งใหม่รองรับน้ำเสียที่เกิดขึ้นได้มากกว่า 20 ปี โดยระยะที่ 1 บำบัดน้ำเสียได้ 65,000 ลูกบาศก์เมตร/วัน รับน้ำเสียจากพื้นที่เขตพัทยากลางและนาเกลือ และขยายได้เพิ่มขึ้นเป็น 137,500 ลูกบาศก์เมตร/วัน เป็นระบบแบบ AS (Activated Sludge) งบประมาณที่ใช้ในโครงการตั้งแต่เริ่มต้นได้รับการจัดสรรจากกองทุนสิ่งแวดล้อม มากกว่า 1,983 ล้านบาท โดยเมืองพัทยาสบทบเงินค่าก่อสร้าง จำนวน 180 ล้านบาท สำหรับเขตนาจอมเทียนจะใช้ระบบที่มีอยู่ซึ่งเปิดใช้งานเมื่อปี 2538 รับน้ำเสียได้ 20,000 ลูกบาศก์เมตร/วัน เป็นระบบแบบ CFFAS (Combination of Fixed Film and Activated Sludge) โดยในอนาคตสามารถส่งน้ำเสียไปยังระบบบำบัดน้ำเสียแห่งใหม่ได้ และยกเลิกระบบเดิมทั้งสองแห่งในเขตพัทยากลาง ระบบบำบัดน้ำเสียแห่งใหม่นี้ได้เปิดดำเนินงานมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2543 ปริมาณน้ำเสียที่เข้าสู่ระบบขณะนี้ประมาณ 35,000 ลูกบาศก์เมตร/วัน คุณภาพน้ำทิ้งมีค่าความสกปรกในรูปบีโอดี (BOD) เฉลี่ยต่ำกว่า 10 มิลลิกรัม/ลิตร และเมืองพัทยาได้จัดพื้นที่บางส่วนในโรงบำบัดน้ำเสียเป็นเรือนเพาะชำเพื่อใช้น้ำที่บำบัดแล้วและกากตะกอนที่เกิดขึ้นมาเป็นปุ๋ยสำหรับการปลูกต้นไม้

เนื่องจากในการบริหารงานจัดการน้ำเสียจะต้องมีค่าใช้จ่ายสำหรับการดำเนินงานและดูแลรักษาระบบ เมืองพัทยาจึงจำเป็นต้องจัดเก็บค่าบริการจาก ประชาชนและเจ้าของสถานประกอบการ โดยจะจัดเก็บตามปริมาณการใช้น้ำ และได้แบ่งกลุ่มผู้ใช้บริการออกเป็น 3 ประเภท คือ กลุ่มที่ 1 ที่อยู่อาศัยและอื่นๆ กลุ่มที่ 2 หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจและธุรกิจขนาดเล็ก และกลุ่มที่ 3 อุตสาหกรรมและธุรกิจขนาดใหญ่ จัดเก็บในอัตราเท่ากับ 2.50 3.00 และ 3.50 บาท/ลูกบาศก์เมตร ตามลำดับ ขณะนี้ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้ให้ความเห็นชอบกับอัตราดังกล่าวแล้ว

ประโยชน์ของโครงการนี้ นอกจากจะทำให้คุณภาพน้ำทะเลและทัศนียภาพบริเวณชายหาดสวยงามขึ้นแล้ว ยังส่งผลดีต่อธุรกิจการท่องเที่ยวของเมืองพัทยาอีกด้วย สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภาคกลางเขต 3 ได้รวบรวม ข้อมูลสถิติปริมาณ นักท่องเที่ยวที่มาพักแรมในช่วงต้นปี 2544 พบว่าแม้นักท่องเที่ยวชาวไทยจะลดลงจากปีที่แล้ว (ประมาณ 5.74 %) แต่จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศได้เพิ่มขึ้น (ประมาณ 2.07 %) ซึ่งชาติที่เดินทางเข้ามาพักแรมมากที่สุด คือ จีน เยอรมัน ไต้หวัน อังกฤษ และฮ่องกง ส่วนประเทศ 5 อันดับ ที่มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้แก่ ประเทศนิวซีแลนด์ เบลเยี่ยม เดนมาร์ค ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย สำหรับความคิดเห็นและความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ตลอดจนสถานประกอบการตั้งแต่เขต นาเกลือ พัทยากลางและนาจอมเทียน นั้น ถึงแม้ว่านักท่องเที่ยวจะไม่ทราบเกี่ยวกับโครงการจัดการน้ำเสียของเมืองพัทยา แต่มีความเห็นตรงกันว่า ชายหาดเมืองพัทยามีความสวยงาม สะอาด และเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้น ตลอดจนสภาพน้ำทะเลก็ดีขึ้นกว่าเดิมมาก ซึ่งเป็นผลมาจากการดูแลของเมืองพัทยา สำหรับผู้ประกอบการบริเวณชายหาด อาทิเช่น โรงแรม บาร์เบียร์ กิจการเช่าห่วงยาง เช่าเรือ ส่วนใหญ่จะทราบเกี่ยวกับ โครงการนี้ และเห็นว่าสภาพน้ำทะเลดีขึ้นกว่าเดิมเช่นกัน ตลอดจนมีนักท่องเที่ยวเพิ่มจำนวนมากขึ้นด้วย

จะเห็นได้ว่าหลังจากเปิดดำเนินการระบบบำบัดน้ำเสียแล้ว มีเสียงตอบรับจากนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ เกี่ยวกับคุณภาพน้ำทะเลที่ดีขึ้น ซึ่งการดำเนินงานที่บังเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมก็ด้วยความร่วมมือจากทั้งหน่วยงานราชการส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่น และประชาชน

อย่างไรก็ตามความสำเร็จอันยั่งยืนของการแก้ไขปัญหาน้ำเสียของเมือง พัทยาจะมีได้ก็ด้วยความความร่วมมือจากชาวเมือง พัทยาทุกคน ด้วยการช่วยกันส่งน้ำเสียเข้ามาบำบัด ไม่ลักลอบทิ้งน้ำเสีย และช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายสำหรับการบำบัดน้ำเสียให้แก่เมืองพัทยา เพื่อให้เมืองพัทยาสามารถบริหารงานการจัดการน้ำเสียให้มี ประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นการพลิกฟื้นคืนความสวยงามและธรรมชาติให้กับทะเลเมืองพัทยา สมกับเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของโลกตลอดไป...



แหล่งข้อมูล : กองจัดการคุณภาพน้ำ กรมควบคุมมลพิษ
ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง : สิ่งพิมพ์:- กรณีความสำเร็จของการจัดการมลพิษ



กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม