ความสำเร็จในการจัดการมลพิษของประเทศไทย

โรงเรียนเกษตรกร ความสำเร็จของการจัดการสิ่งแวดล้อมในไร่นา

ปัญหาสารพิษตกค้างในดินและแหล่งน้ำจากการทำเกษตรกรรม นับวันจะมีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ปี 2542 มีผู้ป่วยที่ได้รับสารอันตรายทางการเกษตรจำนวน ถึง 4,171 คน และมีผู้เสียชีวิต 33 คน 1/ การนำระบบการบริหารศัตรูพืชแบบผสมผสาน (Integrated Pest Management ; IPM) มาใช้ในภาคการเกษตร เป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยลดปริมาณการใช้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืชลง โรงเรียนเกษตรกร จังหวัดอุทัยธานี จึงนับเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการประยุกต์ใช้ระบบ IPM ในไร่นา

จากอดีตจนถึงปัจจุบันชาวนานิยมใช้ยาปราบศัตรูพืชในไร่นาเป็นจำนวนมากด้วยเหตุผลที่จะลดการทำลายของศัตรูพืชและเพิ่มปริมาณผลผลิต ทำให้การทำนามีต้นทุนในการผลิตสูงขณะที่รายได้จากการขายข้าวที่ชาวนาได้รับกลับค่อนข้างต่ำ อีกทั้งสารเคมีในยาปราบศัตรูพืชยังส่งผลต่อสุขภาพอนามัยเนื่องจากการสะสมของสารพิษในร่างกาย นอกจากนี้ยังทำให้เกิดปัญหาเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาดินเสีย และน้ำเสีย การแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ จึงอยู่ที่ว่าทำอย่างไรจึงจะสร้างความเข้าใจในการลดและเลือกใช้สารกำจัดศัตรูพืชที่เหมาะสมให้ได้กับชาวนา

จังหวัดอุทัยธานี ประชากรในพื้นที่ส่วนใหญ่ประกอบ อาชีพเกษตรกรรม โดยเฉพาะการทำนาที่มีอยู่ค่อนข้างมาก และเกษตรกรส่วนใหญ่ยังนิยมใช้ยาปราบศัตรูพืชในไร่นา โดยจะมีการฉีดพ่นยาฆ่าแมลงฤดูละ 3-4 ครั้ง ทำให้มีต้นทุนในการผลิตสูง และเกิดการสะสมของสารพิษในดินและน้ำ ในปี 2540 กรมการศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดอุทัยธานีร่วมกับองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และมูลนิธิการศึกษาไทย ได้จัดทำโครงการบริหารศัตรูพืช แบบผสมผสาน (Integrated Pest Management ; IPM) เพื่อลดปริมาณการใช้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืชในไร่นาขึ้น

วิธีการจัดการใช้สารเคมีให้ได้ผลในระยะยาว ตามแนวทางของ IPM นั้น เกษตรกรจะได้ความรู้และประสบการณ์จากการลงมือปฏิบัติจริง ด้วยการศึกษา ค้นคว้า และค้นพบด้วยตนเอง จนได้ข้อสรุปที่จะตัดสินใจใช้หรือไม่ใช้สารเคมี ในการกำจัดศัตรูพืช ซึ่งในการดำเนินโครงการ IPM ของกรมการศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดอุทัยธานี เริ่มด้วยการฝึกอบรมวิทยากรแกนนำด้านข้าวและผัก เพื่อไปอบรม IPM ต่อให้กับเกษตรกรโดยตรงในรูปแบบของ โรงเรียนเกษตรกร

แนวทางการใช้ IPM ในโรงเรียนเกษตรกร ที่สำคัญ คือ

1.เกษตรกรจะต้องผ่านการเรียนรู้ ศึกษา ทดลอง และวิเคราะห์จนได้เป็นข้อสรุปในการปรับใช้หรือพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง
2.ความรู้ของเกษตรกรเกิดขึ้นจากการศึกษาและเรียนรู้จากประสบการณ์จริงจนกลายเป็นความเข้าใจ ซึ่งไม่ใช่ได้มาจากการสอนเหมือนกับในโรงเรียนทั่วไป
3.เป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่สอนให้คิดก่อนตัดสินเลือก
4. ผู้เรียนหาความรู้ได้ด้วยตนเอง โดยวิทยากรจะให้วิธีการเรียนรู้ และเครื่องมือในการเรียนรู้แก่ผู้เรียน
5.เกษตรกรจะเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงและสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้น ตลอดฤดูกาลผลิต โดย เรียนรู้จากพื้นฐานของระบบนิเวศน์ (Ecology Base) ในแปลงนาตั้งแต่การปลูกจนถึงการเก็บเกี่ยว
6.นาเป็นครูและห้องเรียนที่สำคัญที่สุด ที่ผู้เรียนจะได้ศึกษา ค้นคว้า และค้นพบด้วยตนเอง
7.เกษตรกรจะได้รับโอกาสให้แสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนประสบการณ์และตัดสินใจเลือกการจัดการด้วยตนเอง
8.วิทยากรไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญหรืออาวุโส แต่สามารถเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับเกษตรกร และมีทักษะในการกระตุ้นสร้างแรงจูงใจให้ผู้เรียนแลกเปลี่ยนประสบการณ์ อยากเรียน อยากรู้
9.เกษตรกรต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในแปลงนาของตนเอง เป็นนักวิจัย นักคิดค้น ศึกษา พัฒนาเทคโนโลยี และเป็นนักถ่ายทอดแนวคิด

จากแนวทางการจัดการข้างต้นจะเห็นได้ว่าการบริหารศัตรูพืชในนาข้าวแบบผสมผสานนี้ มีลักษณะที่เน้นให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และสิ่งที่เรียนรู้ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรโดยตรง นอกจากนี้ยังเน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ วางแผน และกำหนดความต้องการในการเรียนรู้ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดกระบวนการซึ่งจะเป็น การเรียนรู้โดยการค้นพบด้วยตนเอง (Discovery Learning) เกษตรกรจะได้ฝึกสังเกต จดบันทึก นำเสนอข้อมูลสิ่งที่ได้ค้นพบต่อเพื่อนเกษตรกรและวิทยากร ซึ่งจะเป็นการเรียนรู้ในลักษณะบูรณาการวิชาการต่างๆ ทั้งทางด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และ ศิลปศาสตร์

หลักการบริหารศัตรูพืชแบบผสมผสาน ยึดหลักปฏิบัติ 4 ประการ คือ

1. ปลูกพืชให้แข็งแรง โดยการรู้จักใช้พันธุ์ที่มีการต้านทานโรคและแมลง และสามารถปรับเข้ากับสภาพแวดล้อมในพื้นที่นั้นๆ ได้ดี รวมถึงการใช้ปุ๋ย น้ำ และการจัดการดินที่เหมาะสม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช พืชที่แข็งแรงจะสามารถต้านทานโรคและแมลงได้ดี จึงเป็นพื้นฐานแรกของระบบบริหารศัตรูพืชแบบผสมผสาน

2. อนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ ในระบบนิเวศน์จะมีตัวห้ำ ตัวเบียน และโรคต่างๆ ที่เข้าทำลายตัวอ่อนของแมลงศัตรูพืช ศัตรูธรรมชาติ เหล่านี้ คือ "มิตรของชาวนา" ซึ่งจะช่วยควบคุมปริมาณศัตรูพืชตลอดเวลา การเรียนรู้ เข้าใจและจัดการศัตรูธรรมชาติเหล่านี้จึงเป็นหลักใหญ่ของการเรียนรู้ระบบบริหารศัตรูพืชแบบ ผสมผสาน เพื่อให้ศัตรูธรรมชาติคงอยู่โดยไม่ให้ถูกทำลายด้วยการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชหรือยาฆ่าแมลง

3. ลงนาสม่ำเสมอ เป็นการปฏิบัติที่มีความจำเป็นในการติดตาม/ประเมินพัฒนาการของข้าว รวมถึงโรค วัชพืชและแมลงศัตรูต่างๆ ในแปลงนา การสังเกตองค์ประกอบอื่นของระบบนิเวศน์ในแปลงนา เช่น แมลงศัตรูธรรมชาติ การจัดการน้ำ เหล่านี้จะเป็นตัวสร้างความสมดุลย์ และช่วยให้เกิดการจัดการที่จะนำไปสู่ความสมดุลย์ของระบบนิเวศน์ในแปลงนา ซึ่งจะนำไปสู่การจัดการแปลงนาที่ถูกต้องโดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมี

4. เกษตรกรคือผู้เชี่ยวชาญ ระบบการเกษตรสมัยใหม่ เกษตรกรจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ในการจัดการแปลงนา ผลผลิตและรายได้ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่เกษตรกรเข้าใจความสัมพันธ์ต่างๆ ของระบบนาข้าว และการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้สามารถจัดการสิ่งต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้นสิ่งที่จะทำให้เกษตรกรเป็นผู้เชี่ยวชาญได้นั้น จึงจำเป็นต้องเพิ่มทักษะและความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องระบบนิเวศน์ในนาข้าวให้กับเกษตรกร

ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดอุทัยธานี ได้ขยายโครงการโรงเรียนเกษตรกร ไปยังพื้นที่ต่างๆ ของจังหวัด โดยการประชาสัมพันธ์ผ่านทางวิทยุท้องถิ่น เข้าพบและชี้แจงรายละเอียดโครงการให้กับกลุ่มเกษตรกร โดยในปี 2543 ได้เปิดกลุ่ม IPM จำนวน 10 กลุ่ม และในปี 2544 (ถึงกันยายน 2544) ขยายเป็น 28 กลุ่ม รวมจำนวนครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 440 ครัวเรือน รวมพื้นที่เกษตรกรรม 6,720 ไร่ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ภายหลังจากได้เข้าร่วมโครงการ ทำการทดลอง และเรียนรู้ด้วยตนเองแล้ว ส่วนใหญ่ให้ความเห็นตรงกันว่า การทำนาโดยการบริหารศัตรูพืชแบบผสมผสานนี้ช่วยให้ต้นทุนในการผลิตลดลง โดยเฉพาะสามารถลดปริมาณการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช และปุ๋ยเคมี

นายพยนต์ สุขเอี่ยม 2/ หนึ่งในจำนวนผู้ร่วมก่อตั้งโรงเรียนเกษตรกรเฉลิมพระเกียรติ์บ้านท่ารากหวาย ได้กล่าวถึงผลสำเร็จของการใช้ระบบ IPM ในโรงเรียนเกษตรกรว่า "เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ฉีดยาฆ่าแมลง 3-4 ครั้ง หว่านฟูราดาน 3 ลูก นา 12 ไร่ สิ้นเปลืองไป 6,000 บาท มาฤดูกาลนี้จัดทำแปลงสาธิตได้ข้าวถึง 10 เกวียน 46 ถัง ไม่ต้องฉีดยาฆ่าแมลงเลย ฟูราดานก็ไม่ได้หว่าน แต่ผลผลิตได้ดีกว่า มีปลา กบให้กินเหมือนสมัยปู ย่า ตา ยาย เพราะไม่ใช้ย่าฆ่าแมลงประหยัดกว่า 6,000 บาท สุขภาพดีขึ้นเยอะ"

นางสำรวม บุญเฟื่องฟู 2/ ผู้เข้าร่วมโครงการอีกท่านหนึ่ง ได้กล่าวถึงความสำเร็จของการเข้าร่วมโครงการโรงเรียนเกษตรกรว่า "ทำนา 4 ไร่ ฤดูกาลที่แล้วใส่ปุ๋ยยูเรียมากข้าวล้มหมดเลย ฤดูกาลนี้นอกจากไม่ฉีดยาเลย ยังลดปุ๋ย 2 ลูก ข้าวสวยมาก นอกจากนี้ยังทำนาผักบุ้งครึ่งไร่มีรายได้วันละกว่าร้อยบาทอีกด้วย"

ความสำเร็จของการจัดการสิ่งแวดล้อมในไร่นา ของโรงเรียนเกษตรกร แม้ว่าจะประสบผลสำเร็จเพียงระดับหนึ่งและยังไม่แพร่ขยายไปสู่พื้นที่ต่างๆ เท่าที่ควร เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อในการกำจัดศัตรูพืชโดยใช้สารเคมี แต่ท้ายที่สุดหากสามารถสร้างความเข้าใจให้กับเกษตรกรถึงการบริหารศัตรูพืชแบบผสมผสาน และเกษตรกรมีการปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูกมากขึ้นก็จะช่วยลดปริมาณการใช้สารเคมีในไร่นาและปุ๋ยเคมีลง ไม่มีปัญหาการตกค้างของสารเคมีในดิน น้ำ และสิ่งแวดล้อมที่ดีในไร่นาก็จะกลับคืนมาอีกครั้ง

หมายเหตุ: 1/ รายงานสถานการณ์มลพิษของประเทศไทย พ.ศ. 2542
2/ ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เกษตรกร "เอกสารโรงเรียนเกษตรกรของสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 8 ปี 2544 "


แหล่งข้อมูล :
1. สำนักงานการศึกษานอกโรงเรียน จังหวัดอุทัยธานี
2. สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 8
ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง : สิ่งพิมพ์:- กรณีความสำเร็จของการจัดการมลพิษ



กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม