ความสำเร็จในการจัดการมลพิษของประเทศไทย

ความสำเร็จของการแก้ไขปัญหาซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่แม่เมาะ บนความผันผวนของการพัฒนา

"แม่เมาะ" เป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วทั้งประเทศเมื่อเกิดภาวะมลพิษทางอากาศในระดับที่รุนแรงเมื่อปี พ.ศ. 2535 และ พ.ศ. 2541 อันเนื่องมาจากการระบายก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ซึ่งครั้งนั้นทำให้ประชาชนเจ็บป่วยเป็นจำนวนมาก พืชผล และสัตว์เลี้ยงได้รับความเสียหายจนไม่อาจประเมินค่าได้ หน่วยงานทั้งภาครัฐ องค์กรอิสระต่างๆ และประชาชนต่างร่วมมือกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจนปัจจุบันสามารถลดปริมาณมลพิษให้อยู่ในระดับที่ไม่เกิดอันตรายต่อสุขภาพ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนับเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ของรัฐที่ขาดการวางแผนรองรับด้านสิ่งแวดล้อม และกว่าจะแก้ไขปัญหาให้สำเร็จลุล่วงได้ก็ต้องใช้ทั้งเวลา งบประมาณ ความร่วมมือตลอดจนการทุ่มเทของทุกๆ ฝ่ายอย่างเต็มที่

โรงไฟฟ้าแม่เมาะ ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลบ้านดง และตำบลแม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง เป็น โรงไฟฟ้าพลังความร้อนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต แห่งประเทศไทย (กฟผ.) ใช้ถ่านหินลิกไนต์ซึ่งมีองค์ประกอบของสารกำมะถัน (ซัลเฟอร์) โดยเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 3 เป็นเชื้อเพลิง ส่งผลให้มีการระบายอากาศเสียที่มีการปนเปื้อนของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในระดับสูง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้เริ่มเดินเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้ามาตั้งแต่ปี 2521 ปัจจุบันมีกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าทั้งสิ้น 2,625 เมกะวัตต์ มีหน่วยการผลิตกระแสไฟฟ้าจำนวน 13 หน่วย แต่เดิมโรงไฟฟ้าแม่เมาะได้ติดตั้งระบบกำจัดฝุ่นละอองแบบไฟฟ้าสถิตย์ (Electrostatic Precipitators) ในทุกหน่วยการผลิต โดยไม่ได้มีการติดตั้งระบบกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์แต่จะใช้ความสูงของปล่องระบายอากาศเสียออกสู่บรรยากาศชั้นบนเพื่อเป็นการเจือจางอากาศเสีย


การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้ขยายกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าแม่เมาะพร้อมๆ กับได้ระบายก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์สู่บรรยากาศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2521 จนกระทั่งในปี 2535 ปัญหามลพิษทางอากาศในพื้นที่แม่เมาะมีความรุนแรงมากขึ้น เมื่อมีการระบายก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ปริมาณมากจากหน่วยการผลิต 1-11 ประกอบกับสภาพภูมิอากาศที่มีลักษณะปิดเนื่องจากเกิดภาวะอุณหภูมิผกผัน (Temperature Inversion) ส่งผลให้สารมลพิษ โดยเฉพาะก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์สะสมตัวอยู่ในระดับต่ำและกระจายไปยังพื้นที่ชุมชนใกล้เคียงบริเวณหมู่บ้านสบป้าด บ้านสบเติ๋น และบ้านแม่จาง โดยพบก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์เฉลี่ย 1 ชั่วโมง สูงสุดถึง 3,418 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง สูงสุด 567 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร เหตุการณ์ดังกล่าวได้ทำให้ประชาชน กว่า 1,000 คน เจ็บป่วย พืชและสัตว์เลี้ยงได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก และโรงไฟฟ้าแม่เมาะต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ราษฎรในพื้นที่กว่า 9 ล้านบาท
หน่วยการผลิตของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ
หน่วยกำลังการผลิต
(เมกกะวัตต์)
ความสูงปล่อง
(เมตร)
1-37580
4-7150 150
8-11300150
12-13300 150
ภายหลังจากที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินการก่อสร้างติดตั้งระบบกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Flue Gas Desulphurization ; FGD) โดยมีคณะกรรมการระดับชาติกำกับการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง และปัญหาได้บรรเทาลงจนสู่ภาวะปกติ แต่ในปี 2541 กลับเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยขึ้นอีกครั้ง โดยพบก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในบรรยากาศ เฉลี่ย 1 ชั่วโมง สูงกว่า 1,300 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ถึงแม้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจะไม่รุนแรงเท่ากับปี 2535 แต่กลับได้รับปฏิกิริยาตอบจากชุมชนอย่างรุนแรง ซึ่งครั้งนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้จ่ายค่าชดเชยให้แก่ราษฎรกว่า 30 ล้านบาท อย่างไรก็ตามค่าความเสียหายดังกล่าวไม่สามารถทดแทนความไว้วางใจ และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อนโยบายการแก้ไขปัญหาของภาครัฐ สำหรับสาเหตุสำคัญของปัญหามลพิษทางอากาศที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เกิดจากความผิดพลาดในการปฏิบัติงานที่ไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนของมาตรการที่กำหนด และขาดการเตรียมความพร้อมในการรองรับเหตุฉุกเฉินที่อาจก่อให้เกิดปัญหามลพิษทางอากาศได้ทุกเมื่อ

การแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา กรมควบคุมมลพิษ ได้เป็นหน่วยงานหลักในการประสานกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน โดยคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้ ตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ เพื่อแก้ไขปัญหาภาวะมลพิษและฟื้นฟูสภาพแวดล้อมบริเวณโรงไฟฟ้าพลังความร้อน และเหมืองถ่านหินลิกไนต์แม่เมาะ จังหวัดลำปาง ซึ่งได้กำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน ที่ต้องดำเนินการในปี 2535 ทันที เพื่อลดปริมาณก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่เกิดขึ้น โดยการลดกำลังการผลิตในช่วงเวลา 01.00-16.00 น. ติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศเพื่อเฝ้าระวังจำนวน 16 สถานี พร้อมกับได้ ศึกษาคาดการณ์คุณภาพอากาศโดยใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ ศึกษาด้านการเลือกใช้เทคโนโลยีควบคุมก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์และด้านสุขภาพอนามัย นอกจากนี้ยังกำหนดเป็นมาตรการระยะสั้นและระยะยาว เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างถาวร ดังนี้

มาตรการระยะสั้น
(1) มาตรการเฉพาะกิจในฤดูหนาว เพื่อควบคุมปริมาณการระบายก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์จากปล่อง ได้แก่ การลดกำลังการผลิตเหลือ 800-1,000 เมกะวัตต์หรือต่ำกว่า สำรองถ่านหินกำมะถันต่ำ (ไม่เกิน 2% ในปี 2535-2540 และ 1% ในปี 2541 เป็นต้นมา) ไว้ใช้ในฤดูหนาว และให้โรงไฟฟ้าปิดซ่อมบำรุงเครื่องจักรในฤดูหนาว เป็นต้น
(2) จัดเตรียมระบบเตือนภัยล่วงหน้า และ
(3) กำหนดค่ามาตรฐานเบื้องต้นของก๊าซซัลเฟอร์ได-ออกไซด์ในบรรยากาศ เฉลี่ย 1 ชั่วโมง ไม่เกิน 1,300 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นระดับที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพคนทั่วไป

มาตรการระยะยาว
ดำเนินการติดตั้งระบบกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Flue Gas Desulphurization ; FGD) ในทุกหน่วยการผลิตสามารถลดปริมาณการระบายก๊าซซัลเฟอร์-ไดออกไซด์ได้มากกว่าร้อยละ 90 แต่ได้ยกเว้นการติดตั้งในหน่วย 1-3 ซึ่งมีขนาดเล็ก และปัจจุบันได้หยุดเดินเครื่องเป็นหน่วยสำรองแล้ว

อย่างไรก็ตามจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2541 ทำให้มีการปรับมาตรการควบคุมก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ให้เข้มงวดขึ้น เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต โดยการกำหนดการ ควบคุมปริมาณการระบายก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์จากปล่องในรูปมวลรวมของมลพิษ (Loading) ไม่เกิน 15 ตัน/ชั่วโมง และให้เข้มงวดมากขึ้นในช่วงฤดูหนาว โดยไม่ให้ระบายก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์เกิน 7 ตัน/ชั่วโมงในช่วงเช้า และ 15 ตัน/ชั่วโมงในช่วงบ่าย นอกจากมาตรการต่างๆ ข้างต้น ในปี 2538 ได้ติดตั้งระบบตรวจวัดปริมาณการระบายอากาศเสียอย่างต่อเนื่อง (Continuous Emission Monitoring Systems : CEMS) ที่ปล่องโรงไฟฟ้าหน่วยที่ 1-3 และ 6-9 เพิ่มเติมจากหน่วยอื่นๆ ที่มีการติดตั้งอยู่แล้วเพื่อเป็นการเฝ้าระวังและเตือนภัยล่วงหน้า นอกจากนี้ได้กำหนดมาตรการเสริมในการตรวจติดตามการแก้ปัญหาเพื่อเฝ้าระวัง โดยการตรวจสอบประเมินความถูกต้องของสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ และติดตั้งระบบการรายงานผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบ Real Time ให้ประชาชนได้รับทราบเพื่อผ่อนคลายความวิตกกังวล, จัดประชุมติดตามความก้าวหน้ามาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นเป็นประจำทุกเดือน และจัดตั้งกองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรในอำเภอแม่เมาะ

ผลความสำเร็จของการดำเนินการแก้ไขปัญหาก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่แม่เมาะ ปัจจุบันได้รับผลสำเร็จเป็นอย่างดี จะเห็นได้จากผลการตรวจวัดปริมาณก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในบรรยากาศ ที่ลดลงในระดับต่ำกว่า 780 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ดังนั้นกรมควบคุมมลพิษจึงดำเนินการปรับค่ามาตรฐานก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในบรรยากาศ ในพื้นที่แม่เมาะลงจาก 1,300 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร เป็น 780 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร พร้อมกับกำหนดปริมาณการระบายก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในรูปมวลรวมของมลพิษ (Loading) ไม่เกิน 11 ตัน/ชั่วโมง เพื่อเป็นการควบคุมปัญหา โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจะต้องรักษามาตรฐานในการปฏิบัติงาน การบำรุงรักษาและตรวจสอบการทำงานของการผลิต และการควบคุมปริมาณการระบายมลพิษอย่างเข้มงวด เพื่อรักษาระดับมาตรฐานของคุณภาพอากาศไว้

อย่างไรก็ตามการแก้ไขปัญหาก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ในพื้นที่แม่เมาะนี้ได้ใช้เงินงบประมาณลงไปจัดการค่อนข้างมาก โดยเฉพาะที่มีตัวเลขในการติดตั้งระบบ FGD ได้ลงทุนไปเกือบ 10,000 ล้านบาท ซึ่งไม่รวมถึงค่าเสียโอกาสในการผลิตกระแสไฟฟ้าที่ประเทศควรจะได้รับและค่าใช้จ่ายสาธารณะอื่นๆ ที่ใช้ในการแก้ไขปัญหา

นายสุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งร่วมแก้ไขปัญหาก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์มาตั้งแต่ต้น ได้ให้ความเห็นถึงความสำเร็จในการจัดการปัญหาก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไว้ว่า " ปัญหา มลพิษทางอากาศจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับการพัฒนาที่ให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมไม่มากพอ จึงต้องมาแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุหลังจากเกิดผลกระทบขึ้นแล้วทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง และใช้เวลานานมากกว่า 7 ปี ในการแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ตามจากการร่วมมือกันของหน่วยงานภาครัฐ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และประชาชนในพื้นที่ ทำให้สามารถลดปริมาณก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในบรรยากาศในพื้นที่แม่เมาะลงมาอยู่ในระดับที่ต่ำกว่ามาตรฐาน และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบขึ้นอีก "

นายวิษณุ พิจิตรบันดาล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ธุรกิจผลิตไฟฟ้า-2 โรงไฟฟ้าแม่เมาะ กล่าวว่า " การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พยายามแก้ไขปัญหาด้วยทรัพยากรที่มีอยู่เพื่อลดความเดือดร้อนของประชาชน และระงับผลกระทบต่อส่วนรวม โดยอาศัยความช่วยเหลืออย่างมากจากหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ความสำเร็จในปัจจุบันเกิดจากความพยายาม ปรับปรุงวิธีการทางเทคโนโลยี และการลงทุนติดตั้งอุปกรณ์กำจัดก๊าซเพิ่มเติม ทำให้มีมาตรฐานการปฏิบัติที่สามารถควบคุมมลภาวะอย่างได้ผล ความมุ่งมั่นต่อไปคือการทำให้ประชาชนโดยรอบมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีตามความเหมาะสมของแต่ละครอบครัว โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยให้การสนับสนุนที่ยั่งยืน "

จากการสำรวจความคิดเห็นของชาวบ้านจำนวน 100 ตัวอย่างในพื้นที่ตำบลแม่เมาะ ตำบลสบป้าด ตำบลบ้านดง ตำบลนาสัก และตำบลจางเหนือ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ของ กรมควบคุมมลพิษ เมื่อเดือนสิงหาคม 2545 ต่อความสำเร็จของการจัดการปัญหาก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในพื้นที่แม่เมาะ พบว่า ร้อยละ 87 ชาวบ้านทราบถึงการดำเนินการแก้ไขปัญหาก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ของภาครัฐ และมีความพอใจต่อการแก้ไขปัญหา ร้อยละ 59 และร้อยละ 55 เห็นว่าระดับก๊าซซัลเฟอร์-ไดออกไซด์มีปริมาณลดลงจากอดีต ความเห็นดังกล่าวพอจะยืนยันได้ว่าพื้นที่แม่เมาะได้รับการแก้ไขปัญหาก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ จนเป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามชาวบ้านยังคงต้องการให้ภาครัฐดำเนินการแก้ไขปัญหาต่อไปอย่างจริงจังและต่อเนื่อง รวมทั้งควบคุมระดับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ให้มากยิ่งขึ้นเพื่อให้ปัญหาดังกล่าวได้รับการแก้ไขอย่างถาวรต่อไป


พื้นฐานความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่แม่เมาะ อาจกล่าวได้ว่าเกิดมาจากความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังของทุกๆ ฝ่ายทั้งภาครัฐ และเอกชนด้วยการทุ่มเททั้งกำลัง เวลา และงบประมาณ ขณะเดียวกันปัญหาที่เกิดขึ้นได้เป็นบทเรียนสำคัญให้กับภาครัฐตระหนักถึงปัญหาที่เกิดจากการพัฒนาที่ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้ปัจจุบันโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ต่างๆ ให้ความสำคัญกับการกำหนดมาตรการรองรับด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเช่นเดียวกับกรณีของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ



ข้อมูล ณ วันที่ 24 ธันวาคม 2545
แหล่งข้อมูล : กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง
ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง : สิ่งพิมพ์:- กรณีความสำเร็จของการจัดการมลพิษ



กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม