ความสำเร็จในการจัดการมลพิษของประเทศไทย

ขยะหอม

"ขยะหอม" เมื่อเอ่ยถึงคำนี้มักทำให้คิดสงสัยว่าเพราะอะไรขยะซึ่งมีสภาพที่น่ารังเกียจ กลิ่นเหม็น เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของหนู แมลงสาบและเชื้อโรคต่างๆ จะกลายเป็นของหอมได้ แต่เมื่อกรุงเทพมหานครได้นำขยะมาแปรสภาพเป็นขยะหอม ซึ่งมีคุณประโยชน์หลากหลายทำให้ขยะที่ไม่มีคุณค่ากลับมามีประโยชน์อีกครั้งอย่างคาดไม่ถึง ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปริมาณขยะแล้วยังลดปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมได้อีกทางหนึ่งด้วย

กรุงเทพมหานคร มีขยะเกิดขึ้นประมาณวันละ 9,000 ตัน (ปี 2544) โดยแต่ละปีจะมีปริมาณขยะเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 2 ทำให้ประสบปัญหาในการกำจัดและเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก กรุงเทพมหานครจึงได้จัดทำแผนการลดปริมาณขยะขึ้น โดยประกอบด้วย 3 วิธีการ คือ การรีไซเคิล (Recycle) สำหรับขยะที่สามารถแยก และนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ใหม่ เช่น พลาสติก แก้วและโลหะ การแยกขยะพิษ กรุงเทพมหานครจะเก็บรวบรวมขยะพิษทุกๆ วันที่ 15 ของเดือนและส่งให้บริษัท บริหารและพัฒนาเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จำกัด (GENCO) นำไปกำจัด และอีกวิธีการหนึ่งคือ การทำขยะหอม เพื่อลดปริมาณขยะอินทรีย์ ประเภท เศษอาหาร พืช ผัก และ ผลไม้ โดยการนำไปหมักเป็นปุ๋ย ซึ่งจะทำให้ได้ปุ๋ยอินทรีย์ที่สามารถนำไปใช้บำรุงพืช และดิน

ขยะหอม เริ่มต้นมีที่มาจากการแก้ปัญหาขยะอินทรีย์ของสำนักปฐมอโศก จังหวัดนครปฐม ต่อมาสมาชิกพรรคพลังธรรม ได้นำมาเผยแพร่ให้แก่เจ้าหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร และในปี 2542 กรุงเทพมหานคร โดย กองควบคุมสิ่งปฏิกูล สำนักรักษาความสะอาด จึงได้เริ่มทำโครงการขยะหอมขึ้นเป็นการทดลองนำร่องโครงการร่วมกับสถาบันการศึกษาและชุมชนในเขตกรุงเทพมหานคร โดยได้จัดอบรมผู้ที่จะปฏิบัติหน้าที่เป็นวิทยากรในสำนักงานเขตจำนวน 3 รุ่น รวมผู้ได้รับการอบรมประมาณ 300 คน และได้จัดสาธิตการนำขยะอินทรีย์มาทำขยะหอมให้กับโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครและชุมชนต่าง ๆ อีกจำนวน 35 แห่ง ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ในปี 2543 กรุงเทพมหานคร ได้ดำเนินโครงการต่อเนื่องโดยให้สำนักงานเขตทั้ง 50 เขตของกรุงเทพมหานครจัดรณรงค์ ส่งเสริมให้ประชาชนทั่วไปนำขยะสดไปแปรรูปเป็นขยะหอม โดยเน้นโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครและชุมชนเป็นหลัก มีเป้าหมาย เพื่อลดปริมาณขยะในปี 2544 ลง 20% จากปริมาณที่คาดการณ์ไว้ สำหรับในปี 2544 กรุงเทพมหานครมีเป้าหมายในการรณรงค์ ส่งเสริมการแปรรูปขยะเศษอาหารเป็นขยะหอมให้กับโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครทุกแห่ง และประชาชนไม่น้อยกว่า 5% ของครัวเรือนทั้งหมด

การทำขยะหอม เป็นการดัดแปลงการทำปุ๋ยหมักทั่วไป ให้มีการย่อยสลายเร็วขึ้น โดยมีจุลินทรีย์เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา สำหรับจุลินทรีย์ที่ใช้ในการทำขยะหอมนี้มิใช่จุลินทรีย์ EM (Effective Microorganism) แต่เป็นสายพันธุ์ชนิดใกล้เคียงที่คัดเลือกจากสายพันธุ์ที่มีอยู่ในประเทศไทย ทำให้ได้หัวเชื้อจุลินทรีย์ที่มีราคาถูก ขณะเดียวกันก็สามารถย่อยสลายสารอินทรีย์ได้เป็นอย่างดี จุลินทรีย์เหล่านี้มีลักษณะเป็น แบคทีเรียกึ่งไร้อากาศ (Semi Anaerobic Bacteria) การย่อยสลายจะให้ก๊าซออกซิเจนออกมาจึงทำให้ไม่เกิดกลิ่นเหม็นของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์

ขั้นตอนการทำขยะหอม ทำได้ง่ายๆ ดังนี้

1.เตรียมน้ำประมาณ 8 ลิตร ใส่ถังทิ้งไว้ 2 วัน กรณีที่เป็นน้ำประปา ถ้าเป็นน้ำบาดาลสามารถใช้ได้เลย
2.เทกากน้ำตาล (โมลาท) 250 ซีซีละลายน้ำ หรือใช้น้ำตาลทรายแดงประมาณ 3 ขีดแทน
3.ใส่หัวเชื้อจุลินทรีย์ขนาด 250 ซีซี แล้วปิดฝาทิ้งไว้ 2 วัน (สามารถขอหัวเชื้อจุลินทรีย์ได้ที่กองควบคุมสิ่งปฏิกูล สำนักรักษาความสะอาดกรุงเทพมหานคร และสำนักงานเขตทุกเขต)
4.นำเศษอาหาร เปลือกผลไม้หรืออินทรีย์สารที่ย่อยสลายได้ นำใส่ถุงปุ๋ยแล้วนำถุงใส่ในถังหมักจุลินทรีย์ หากเศษผักหรือเปลือกผลไม้มีชิ้นใหญ่ ควรฉีกหรือสับให้เป็นชิ้นเล็กๆ ก่อนใส่ถุงปุ๋ยจะช่วยให้ย่อยสลายดีขึ้น
5.กรณีที่มีเศษอาหารที่ต้องการกำจัดเพิ่ม ให้นำไปใส่ถุงปุ๋ยที่แช่น้ำจุลินทรีย์ดังกล่าว หากน้ำจุลินทรีย์ไม่มากพอที่จะท่วมเศษอาหารในถุงให้เติมน้ำเปล่าและกากน้ำตาล (หรือน้ำตาลทรายแดง) ในสัดส่วนตามที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้น
6.หมักทิ้งไว้ประมาณ 3 วัน ก็สามารถแยกน้ำจุลินทรีย์ที่ได้จากการหมักไปใช้ประโยชน์ได้ หรือเก็บไว้ทำหัวเชื้อในครั้งต่อไป

การใช้ประโยชน์จากขยะหอม ผลผลิตที่ได้จากขยะหอม จะประกอบด้วย ปุ๋ยหมักอินทรีย์ และ น้ำจุลินทรีย์ชีวประโยชน์ ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ดังนี้

1.ขยะอินทรีย์ ที่อยู่ในถุงปุ๋ยเมื่อแช่น้ำจุลินทรีย์ประมาณ 7 วัน สามารถนำมาผสมกับดินในอัตราส่วนขยะอินทรีย์ 1 ส่วน : ดิน 1 ส่วน ใช้แทนปุ๋ยเคมี
2.น้ำจุลินทรีย์ชีวประโยชน์ ใช้บำบัดกลิ่นเหม็นต่างๆ โดยผสมน้ำในอัตราส่วน 1 : 10 แล้วราดบริเวณที่มีกลิ่น เช่น ห้องส้วม กองขยะ ท่อระบายน้ำ จุลินทรีย์จะช่วยเร่งย่อยสลายสารอินทรีย์ที่เป็นต้นเหตุ ของกลิ่นเหม็น โดยคายก๊าซออกซิเจนออกมา ทำให้ลดการเกิดกลิ่นเหม็นลง
3.ใช้เทลงโถส้วม หรือท่อระบายน้ำทิ้ง จะช่วยให้ส้วมไม่เต็มเร็ว และท่อระบายน้ำทิ้งไม่อุดตัน
4.ผสมน้ำจุลินทรีย์ชีวประโยชน์ 1 ส่วน และน้ำ 500 ส่วน ฉีดรดที่ใบหรือโคนต้นพืชสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง จะช่วยเร่งการเจริญเติบโตของพืชและลดปัญหาแมลงรบกวน

คุณพนัสดา ทองฝาก เจ้าหน้าที่รักษาความสะอาด ฝ่ายขนถ่าย สิ่งปฏิกูล กองควบคุมสิ่งปฏิกูล สำนักรักษาความสะอาด กรุงเทพมหานคร ให้ความเห็นเกี่ยวกับความสำเร็จของโครงการจัดทำขยะหอม ว่า "โครงการรณรงค์ทำขยะหอมของกรุงเทพมหานครได้รับความสำเร็จค่อนข้างมาก เพราะนอกจากจะลดปริมาณขยะแล้ว ยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์แทนปุ๋ยเคมีต่างๆ สำหรับบำรุงพืชและดินได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้กรุงเทพมหานครยังเผยแพร่ความรู้วิธีการทำขยะหอมขยายออกไปสู่พื้นที่อื่นๆ ในเขตใกล้เคียงกรุงเทพมหานคร เช่น บางบัวทอง และนครชัยศรี เพื่อนำวิธีการดังกล่าวไปใช้ลดขยะอินทรีย์ที่เกิดขึ้น ซึ่งได้รับการตอบรับและความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างดี"

จะเห็นได้ว่าแนวทางการลดปริมาณขยะของกรุงเทพมหานครโดยการแปรสภาพขยะอินทรีย์ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณครึ่งหนึ่งของปริมาณขยะที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น สามารถลดปริมาณขยะที่จะส่งไปกำจัดลงได้ ซึ่งจะเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะของกรุงเทพมหานครลง นอกจากนี้ยังได้ผลผลิตที่สามารถนำไปใช้แทนปุ๋ยเคมี ทำให้ปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ลดลง และเนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่ได้เป็นปุ๋ยอินทรีย์จึงไม่ทำลายคุณสมบัติของดิน แต่กลับจะทำให้ดินมีสภาพดีขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ต้นไม้เจริญเติบโตได้ดี และยังลดค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ยหรือการปรับปรุงดินของเกษตรกรได้ด้วย


จึงนับว่าเป็นก้าวหนึ่งของความสำเร็จของกรุงเทพมหานคร ที่พยายามจะลดปริมาณขยะ และปัจจุบันการทำขยะหอมได้แพร่ขยายไปสู่พื้นที่ส่วนต่างๆ ของประเทศมากขึ้น ทั้งในธุรกิจโรงแรม โรงเรียน และชุมชน ซึ่งได้ช่วยลดงบประมาณในการดำเนินการจัดการขยะของภาครัฐลงได้มาก



แหล่งข้อมูล : ฝ่ายขนถ่ายสิ่งปฏิกูล สำนักรักษาความสะอาด กรุงเทพมหานคร
ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง : สิ่งพิมพ์:- กรณีความสำเร็จของการจัดการมลพิษ



กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม