การพัฒนาที่ยั่งยืน


การรวบรวมข้อมูลพื้นฐานและสถานการณ์ปัญหามลพิษของพื้นที่
การพิจารณาเบื้องต้นว่าสมควรประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษหรือไม่
การเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณาประกาศเขตควบคุมลพิษ
การจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อลดและขจัดมลพิษ
การดำเนินการตามแผนปฏิบัติการเพื่อลดและขจัดมลพิษ
  การติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมเพื่อประเมินผลการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการเพื่อลดและขจัดมลพิษ
บทความ เรื่อง ประเทศไทยกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน 


ที่มา: สำนักจัดการคุณภาพน้ำ

คุณรู้ไหมว่า การพัฒนาที่ยั่งยืน หมายถึงอะไร


สหประชาชาติโดยคณะกรรมาธิการโลกว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา ได้ให้คำนิยามของคำว่าการพัฒนาที่ยั่งยืน ดังนี้

"การพัฒนาที่ตอบสนองตอบต่อความต้องการของคนในรุ่นปัจจุบัน โดยไม่ทำให้คนในรุ่นอนาคตต้องประณีประนอมลดทอนความสามารถในการตอบสนองความต้องการของตนเอง"


ปัจจุบัน การพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นแนวคิดที่เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาของสังคมโลกและสังคมไทยมากขึ้น เนื่องจากโลกของเรากำลัง เผชิญกับปัญหาความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อม การลดน้อยขาดแคลนของทรัพยากร และการเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อมของโลกปัจจุบันก่อให้เกิดภัยธรรมชาติที่ไม่คาดฝันครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งนับจากอดีตจนถึงปัจจุบันสหประชาชาติได้เข้ามามีบทบาทในการผลักดันและกระตุ้นให้นานาชาติตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหาและเรียกร้องความร่วมมือในประชาคมโลกเพื่อการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด โดยได้ผลักดันให้เกิดการประชุมระดับผู้นำรัฐบาลทั่วโลกและระดับเจ้าหน้าที่หลายครั้ง เพื่อให้เกิดการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นรูปธรรมมากที่สุด โดยมีการประชุมที่สำคัญเป็นลำดับ ดังนี้



"การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยเรื่องสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ (UN Conference on Human Environment, Stockholm Conference) "


พ.ศ. 2515 กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน
การประชุมดังกล่าวได้หยิบยกปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมขึ้นเจรจาและเรียกร้องให้ทุกประเทศตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือยและเกินขีดจำกัดของทรัพยากรธรรมชาติ ในขณะที่ประชากรในประเทศยากจนยังคงมีความเป็นอยู่อย่างขาดแคลน ซึ่งจากผลการประชุมดังกล่าวก่อให้เกิดการจัดตั้งหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมที่มีบทบาทสำคัญ เช่น
  • โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งประชาชาติ (United Nations Environment Programme - หรือที่เรียก สั้นๆ ว่า UNEP) โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อประเมินสถานการณ์และทิศทางของสิ่งแวดล้อมทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ ตลอดจนเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม และการอำนวยความสะดวกในการ ถ่ายทอดเทคโนโลยีและความรู้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
UNEP ทำงานร่วมกับพันธมิตรหลายองค์กรภายในสหประชาชาติและรัฐบาลในแต่ละประเทศ องค์กรระหว่างประเทศและองค์กรเอกชน หน่วยงานเอกชนและชุมชน โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ กรุงไนโรบี สาธารณรัฐเคนยา และสำนักงานภูมิภาคอีก 6 แห่ง ในแอฟริกา เอเซียตะวันออก เอเซียและแปซิฟิก อเมริกาเหนือ ละตินอเมริกาและแคริบเบียน รวมทั้งในยุโรป โดยมีกรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเซียและแปซิฟิก
  • ตีพิมพ์เอกสาร "OUR COMMON FUTURE" เผยแพร่คำนิยามของการพัฒนาที่ยั่งยืนและ เรียกร้องให้ประชาคมโลกเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติเพื่ออนาคตของคนในรุ่นต่อไป

"การประชุมสุดยอดของโลก (Earth Summit, Rio Conference) หรือ การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยเรื่องสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (UN Conference on Environment and Development; UNCED)"


พ.ศ. 2535 กรุงริโอ เดอ จาเนโร สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล
ที่มา: www.UNEP.org.bh/hand2.jpg
วัตถุประสงค์ของการประชุมเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา ซึ่งนับเป็นการประชุมครั้งแรกที่ได้กำหนดแนวทางการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่จะต้องดำเนินการพัฒนาให้ครอบคลุม 3 เสาหลักของการพัฒนาที่ยั่งยืน คือ สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม
  • ที่ประชุมได้มีมติให้จัดตั้งคณะกรรมาธิการว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (Commission on Sustainable Development; CSD) ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 53 ประเทศ รับผิดชอบเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน และติดตามกำหนดแนวทางในการนำผลการประชุม WSSD ไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม โดย CSD จะรายงานผลต่อสมัชชาสหประชาชาติ (UN. General Assembly) โดยผ่านคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ (Economic and Social Council - ECOSOC)
  • ที่ประชุมได้ให้การรับรองเอกสาร 3 ฉบับและอนุสัญญา 2 ฉบับ ได้แก่
ที่มา: www.wateryear2003.org (รูปบน), : http:marine-litter.gpa.uncp.org/bilder/foton/global-Manila-UNCP-HS.jpg (รูปล่าง)
1) ปฏิญญาริโอ (Rio Declaration on Environment and Development) เป็นหลักการเกี่ยวกับสิทธิและความรับผิดชอบของสหประชาชาติในการดำเนินงานพัฒนาเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชน
2) แถลงการณ์เกี่ยวกับหลักการด้านป่าไม้ (Statement of Forest Principle) เป็นแนวทางสำหรับการจัดการทรัพยากรป่าไม้อย่างยั่งยืน
3) แผนปฏิบัติการ 21 (Agenda 21) เพื่อเป็นแผนแม่บทของโลกในการดำเนินงานเพื่อการพัฒนายั่งยืน ทั้งทางสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม
4) อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไทยให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2537
5) อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ไทยให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2547

"การประชุมสุดยอดของโลกว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (World Summit on Sustainable Development; WSSD)"


26 สิงหาคม - 4 กันยายน พ.ศ. 2545 นครโจฮันเนสเบอร์ก สาธารณรัฐแอฟริกาใต้
ที่มา: www.mfa.go.th

ที่ประชุม WSSD เน้นย้ำความจำเป็นที่ประชาคมโลกจะดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อผลักดันแผนปฏิบัติการ 21 และข้อตกลงอื่นๆ ให้สามารถดำเนินการไปสู่ผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ซึ่งผู้นำทั่วโลกได้เห็นพ้องและให้การรับรองพันธกรณีทั้ง 2 ฉบับ ได้แก่

1) ปฏิญญาโจฮันเนสเบอร์ก (Johannesburg Declaration on Sustainable Development)
2) แผนการดำเนินงานโจฮันเนสเบอร์ก (Johannesburg Plan of Implementation: JPOI)

แผนการดำเนินงานโจฮันเนสเบอร์ก คืออะไร

แผนงาน JOPI เป็นกรอบแนวทางการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ 21 และข้อตกลงอื่นๆ โดยอาศัยหลักการการพัฒนาอย่างมีบูรณาการด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และหลักการความรับผิดชอบร่วมกัน ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวต้องได้รับความร่วมมือระหว่างภาครัฐและกลุ่มต่างๆ ในสังคม และการมีธรรมาภิบาลทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ โดยร่างกรอบการดำเนินงานในประเด็นต่างๆ ดังนี้
  1. การขจัดความยากจน (Poverty Eradication)
  2. การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการผลิตและการบริโภคที่ไม่ยั่งยืน (Changing unsustainable patterns of consumption and production)
  3. การคุ้มครองและการจัดการฐานทรัพยากรธรรมชาติสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม (Protection and managing the natural base of economic and social development)
ที่มา: www.ourplanet.com/../pages/freshorfoul1.html
  1. การพัฒนาที่ยั่งยืนในกระแสโลกาภิวัฒน์ (Sustainable development in globalizing world)
  2. สุขภาพอนามัยและการพัฒนาที่ยั่งยืน (Health and Sustainable development)
  3. การพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับประเทศที่เป็นเกาะขนาดเล็ก (Sustainable development of small island developing States)
  4. การพัฒนาที่ยั่งยืนในแอฟริกา (Sustainable development for Africa)
  5. ความร่วมมือในภูมิภาคอื่น (Other regional initiatives)
  6. วิธีการดำเนินงาน (Means of Implementation)
  7. โครงสร้างองค์กรเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Institutional Framework for sustainable development)

"การประชุมคณะกรรมาธิการว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน CSD ครั้งที่ 11"


วันที่ 28 เมษายน - 9 พฤษภาคม 2546 นครนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา

ผลการประชุมได้ตอกย้ำประชาคมโลกอีกครั้งให้ร่วมมือกันอย่างจริงจังเพื่อการอนุวัต JOPI ให้เป็นผลสำเร็จ โดยเน้นการทำงานร่วมกันอย่างจริงจังระหว่างประเทศสมาชิก หน่วยงานสหประชาชาติ องค์การและสถาบันระหว่างประเทศ

ที่ประชุมได้ให้การรับรองข้อมติการกำหนดแผนการดำเนินงานของ CSD (Multi - Year Programme of Work of the CSD) ให้ครอบคลุม 6 หัวข้อหลัก (Thematic Cluster) ระยะเวลา 14 ปี (2547-2560) โดยแต่ละรอบการดำเนินงานปีแรกจะเป็นการทบทวนการดำเนินงาน (Review year) และในปีที่ 2 จะเป็นปีที่พิจารณากำหนดนโยบายการดำเนินงาน (Policy Year) โดยกำหนดแผนการดำเนินงานของ CSD แต่ละรอบให้มีสาระครอบคลุมกลุ่มหัวข้อหลัก (Thematic Cluster) ดังนี้

  • รอบที่ 1 (พ.ศ. 2547 - 2548) เรื่อง น้ำ สุขอนามัย และการตั้งถิ่นฐานมนุษย์
  • รอบที่ 2 (พ.ศ. 2549 - 2550) เรื่อง พลังงานเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน การพัฒนาอุตสาหกรรม มลพิษ ทางอากาศ/บรรยากาศ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • รอบที่ 3 (พ.ศ. 2551 - 2552) เรื่อง การเกษตรกรรม การพัฒนาชนบท ที่ดิน การขาดแคลนน้ำและ ความแห้งแล้ง
  • ที่มา: www.stillpictures.com/categories/UNEP.html ที่มา: www.thaitv3.com/tung_seang_tawan/gallery/kid008.html
  • รอบที่ 4 (พ.ศ. 2553 - 2554) เรื่อง การคมนาคม เคมี การจัดการของเสีย เหมืองแร่ และกรอบ 10 ปี สำหรับการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน
  • รอบที่ 5 (พ.ศ. 2555 - 2556) เรื่อง ป่าไม้ ความหลากหลายทางชีวภาพ เทคโนโลยีชีวภาพ การ ท่องเที่ยว และภูเขา/ที่สูง
  • รอบที่ 6 (พ.ศ. 2557 - 2558) เรื่อง มหาสมุทรและทะเล ทรัพยากรทางทะเล และการจัดการเตือนภัยทางธรรมชาติ
  • รอบที่ 7 (พ.ศ. 2559 - 2560) เรื่อง การประเมินโดยรวมตามการอนุวัตแผนปฏิบัติการ 21 และ JPOI และ The Programme for Further Implementation of Agenda 21

ประเทศสมาชิกมีพันธกรณีข้อผูกพันอย่างไร

แต่ละประเทศจะต้องปฏิบัติตามพันธกรณีที่ได้กำหนดไว้ในปฏิญญาโจฮันเนสเบอร์ก และดำเนินตามแผนการดำเนินงานโจฮันเนสเบอร์ก ซึ่งกำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องจัดทำแผนกลยุทธ์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนระดับประเทศ (National Sustainable Development Strategies) ให้แล้วเสร็จ และดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (National Council for Sustainable Development) เพื่อดำเนินการดังกล่าว


ประเทศไทยกับการดำเนินการตามพันธกรณีเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

ประเทศไทยได้ดำเนินการใน 2 ระดับ คือ

1. ความร่วมมือกับเวทีโลก กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประสานกับกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้แทนของรัฐบาลไทยเข้าเป็นสมาชิกของคณะกรรมาธิการโลกว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ CSD

2. ระดับประเทศ ประเทศไทยได้จัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (National Council for Sustainable Development) โดยมี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานและมีสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นเลขานุการ เพื่อกำกับดูแลการอนุวัตตามผลการประชุมสุดยอดโลกว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน และจัดทำกลยุทธ์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (National Sustainable Development Strategiesโดยใช้แผนการดำเนินงานโจฮันเนสเบอร์กมาเป็นกรอบในการจัดทำกลยุทธ์ของประเทศไทย

ที่มา: www.un.org/events/wssd/photos/0100.jpg
เนื่องจากการอนุวัตแผนปฏิบัติการ 21 และ JPOI ประกอบด้วยประเด็นหลากหลาย มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน คณะกรรมการระดับชาติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนจึงได้จัดตั้ง คณะกรรมการเพื่ออนุวัตตามแผนปฏิบัติการ 21 และการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธานกรรมการ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน ต่างๆ เป็นกรรมการ มีหน้าที่เสนอแนะ แนวทางและมาตรการการดำเนินงานตามพันธกรณีภายใต้แผนปฏิบัติการ 21 ตลอดจนจัดเตรียมข้อมูลสำหรับการประชุมคณะกรรมาธิการว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ
ที่ผ่านมาประเทศไทยได้มีการรายงานผลการดำเนินงาน (Review Session) ในรอบที่ 1 (พ.ศ. 2547 - 2548) เรื่อง น้ำ สุขอนามัย และการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แล้ว โดยคณะกรรมาธิการว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืนจะได้จัดให้มีการประชุม CSD ครั้งที่ 13 ในเดือนเมษายน 2548 นี้ ซึ่งประเทศไทยก็จะรายงานผลการดำเนินงานเพิ่มเติมและนำเสนอนโยบายของประเทศเกี่ยวกับการดำเนินงานด้าน น้ำ สุขอนามัย และการตั้งถิ่นฐานมนุษย์

ประเทศไทยได้ประโยชน์อะไรในการเข้าร่วมพันธกรณีนี้

การที่ประเทศไทยเข้าร่วมในพันธกรณีดังกล่าว ส่งผลให้ไทยได้เรียนรู้ เทคนิควิชาการ องค์ความรู้ใหม่ ๆ ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม และเป็นจุดเริ่มต้นให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมได้มีการประสานร่วมมือหารือกันเพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อมที่มีประเด็นคาบเกี่ยวมากมายได้อย่างเป็นระบบและมีรูปแบบชัดเจนขึ้น

ที่มา: www.sea.unep-wcmc.org/turtles/presspack/images.cfm

นอกจากนี้ยังทำให้ประเทศไทยมีฐานะในการเจรจาเท่าเทียม หรือเกือบเท่าเทียมในการเจรจาในเวทีการค้า ซึ่งนับวันบทบาทของสิ่งแวดล้อมกับการค้าแทบจะไม่สามารถแยกได้ชัดเจนอีกต่อไป และยังเป็นการเตรียมการในเชิงรุกเพื่อสนับสนุนการผลิตของประเทศให้มีความสอดคล้องกับการต้องการของตลาดโลกอีกด้วย

ประเทศไทยยังได้รับสิทธิประโยชน์จากความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ เช่น UNEP หรือ World Bank ที่มีภาระผูกพันที่จะต้องให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการแก่ประเทศที่กำลังพัฒนาเพื่อเตรียมความพร้อมในการอนุวัติตามอนุสัญญา หรือข้อตกลงระหว่างประเทศต่างๆ

การจัดทำกลยุทธ์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย

ที่มา: www.thaitv3.com/tung_seang_tawan/gallery/kid002.html
สำหรับการดำเนินการในการจัดทำกลยุทธ์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สำนักปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ว่าจ้างสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยจัดทำร่างกรอบแผนยุทธศาสตร์ในแต่ละหัวข้อหลัก โดยคณะผู้ศึกษาได้ทบทวนการดำเนินงานของประเทศไทย พร้อมทั้งวิเคราะห์ความพร้อมของประเทศไทยในการอนุวัตตาม JPOI ตลอดจนสภาพปัญหาอุปสรรค จากนั้นนำมากำหนดเป็นยุทธศาสตร์ โดยระบุวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และแนวทางเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเตรียมการสำหรับรอบที่ 2 (พ.ศ. 2549 - 2550) ในหัวข้อเรื่องที่ 2 พลังงานเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน การพัฒนาอุตสาหกรรม มลพิษทางอากาศ/บรรยากาศ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีกระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นหน่วยงานหลัก


กรมควบคุมมลพิษกับการพัฒนาที่ยั่งยืน

กรมควบคุมมลพิษได้ดำเนินการสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการจัดการมลพิษมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินงานภายใต้ภารกิจของ กรมควบคุมมลพิษหรือดำเนินโครงการความร่วมมือกับต่างประเทศ หรือองค์กรระหว่างประเทศ การดำเนินการตามพันธกรณี โดยสรุปผลงานที่เด่นๆ มีดังนี้


การดำเนินการโครงการความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ

ที่มา: www.eanet.cc/eanet/outline.html

  • การติดตามตรวจสอบการตกสะสมของกรดในภูมิภาคเอเชียตะวันออก

กรมควบคุมมลพิษได้ทำหน้าที่เป็น focal point ของประเทศไทยในการดำเนินโครงการเครือข่ายการติดตามตรวจสอบการตกสะสมของกรดในภูมิภาคเอเชียตะวันออก (Acid Deposition Monitoring Network in East Asia : EANET) โดยมีประเทศต่างๆ ร่วมดำเนินการ 11 ประเทศ ได้แก่ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น มองโกเลีย รัสเซีย เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และกัมพูชา เพื่อร่วมมือกันจัดตั้งเครือข่ายการติดตามตรวจสอบการตกสะสมของกรด ทั้งนี้ UNEP Regional Resource Center for Asia and the Pacific (RRC.AP) ทำหน้าที่เป็น secretariat ของ EANET

  • การศึกษาเกี่ยวกับมลพิษจากแผ่นดินที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเล

กรมควบคุมมลพิษได้ดำเนินโครงการ UNEP/GEF Project on Reversing Environmental Degradation Trends in the South China Sea and Gulf of Thailand (2545-2549) มีเป้าหมายหลักเพื่อสนับสนุนให้มีการประสานความร่วมมือของประเทศในภูมิภาค และการเสริมสร้างศักยภาพในการวางแผนและการจัดการสิ่งแวดล้อมทางทะเลแบบบูรณาการ โดยได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environmental fund GEF) โดยประเทศที่เข้าร่วมโครงการประกอบด้วยประเทศ จีน กัมพูชา ไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย


ที่มา: www.onep.go.th/UNEP/news_en.asp

ที่มา: www.onep.go.th/UNEP/excution.html

การดำเนินการพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อมภายในประเทศ

  • ด้านน้ำ
ที่มา: สำนักจัดการคุณภาพน้ำ ที่มา: สำนักจัดการคุณภาพน้ำ ที่มา: สำนักจัดการคุณภาพน้ำ

ปัจจุบันกรมควบคุมมลพิษได้ดำเนินการประกาศเขตควบคุมมลพิษและประกาศมาตรฐานคุณภาพน้ำจากแหล่งกำเนิดต่างๆ และสร้างความตระหนักในการระวังรักษาคุณภาพน้ำ โดยการสร้างเครือข่ายของประชาชนตลอดลำน้ำสำหรับเฝ้าระวังและดูแลรักษาแม่น้ำลำคลอง

ที่มา: สำนักจัดการคุณภาพน้ำ

สำหรับการจัดการมลพิษทางทะเล กรมควบคุมมลพิษได้ดำเนินการจัดการมลพิษทางน้ำที่เกิดจากกิจกรรมบริเวณชายฝั่งทะเล และมีแผนการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่งเป็นประจำทุกปี ปีละ 1-2 ครั้ง โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการปรับปรุงค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำทะเล และการแบ่งประเภทการใช้ประโยชน์ นอกจากนั้นกรมควบคุมมลพิษยังรับผิดชอบเป็นหน่วยสนับสนุนในการดำเนินการตามแผนป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำมันแห่งชาติอีกด้วย



สำหรับการจัดการน้ำเสียในเขตเมือง กรมควบคุมมลพิษได้จัดทำแผนจัดการมลพิษทางน้ำ โดยกำหนดให้ในปี 2549 แหล่งน้ำเสื่อมโทรมมีคุณภาพดีขึ้น แม่น้ำสายหลักทุกสายมีค่าออกซิเจนไม่ต่ำกว่า 2 ppm และ BOD ไม่เกิน 4 ppm และแผนระยะยาวกำหนดให้ในปี 2559 คุณภาพน้ำอยู่ในระดับมาตรฐานเหมาะสมสำหรับการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน และยังได้จัดทำแผนฟื้นฟูระบบบำบัดน้ำเสียในเขตเมืองทั่วประเทศ โดยได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว จำนวน 25 แห่ง ตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา

  • ด้านอากาศ

ที่มา: สำนักจัดการคุณภาพอากาศและเสียง
คลิกที่นี่เพื่อขยายรูป

การยกเลิกการใช้น้ำมันที่มีสารตะกั่ว กรมควบคุมมลพิษได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กลุ่มบริษัทผู้ค้าน้ำมัน จัดทำแผนงานลดและยกเลิกการใช้น้ำมันทุกชนิดที่มีสารตะกั่วตั้งแต่ปี 2527 และสามารถยกเลิกการใช้น้ำมันทุกชนิดที่มีสารตะกั่วได้เป็นผลสำเร็จในปี พ.ศ.2538

ที่มา: สำนักจัดการคุณภาพอากาศและเสียง

การลดปริมาณของคาร์บอนมอนอกไซด์และสารประกอบไนโตรเจนออกไซด์ โดยกรมควบคุม มลพิษได้ประสานกับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ และบริษัทกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ให้ร่วมกันรณรงค์ในการลดสารมลพิษดังกล่าว โดยการปรับมาตรฐานรถยนต์โดยสารสาธารณะจาก EURO I เป็น EURO II การลดมลพิษโดยการปรับปรุงมาตรฐานรถมอเตอร์ไซด์ จากเดิม 2 จังหวะเป็น 4 จังหวะและติดตั้งอุปกรณ์ (Catalytic converter) สำหรับช่วยในการกรองสารมลพิษ ไนโตรเจนออกไซด์จากรถยนต์

  • ด้านความปลอดภัยด้านสารเคมีและสิ่งแวดล้อม

ที่มา: สำนักจัดการกากของเสียและสารอันตราย

อนุสัญญารอตเตอร์ดัม (Rotterdam Convention) และอนุสัญญาสตอกโฮล์ม (Stockholm Convention) กรมควบคุมมลพิษได้ดำเนินการเตรียมการเพื่อการอนุวัตอนุสัญญารอตเตอร์ดัม (Rotterdam Convention) และอนุสัญญาสตอกโฮล์ม (Stockholm Convention) โดยอนุสัญญารอตเตอร์ดัม เป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศในการควบคุมการนำเข้าและส่งออกสารเคมีอันตรายต้องห้ามหรือจำกัดการใช้อย่างเข้มงวด ซึ่งอนุสัญญาดังกล่าวมีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2547

อนุสัญญาสตอกโฮล์มเป็นอนุสัญญาว่าด้วยสารพิษที่ตกค้างยาวนาน มีจุดประสงค์เพื่อคุ้มครองสุขภาพอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน จำนวน 12 ชนิด ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติ (National Implementation Plan) และอนุสัญญาดังกล่าวมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2547 โดยประเทศไทยให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2548

ที่มา: สำนักจัดการกากของเสียและสารอันตราย
ที่มา:  http://www.unocal.com/globalops/thailand.htm

สารปรอทและสารตะกั่ว กรมควบคุมมลพิษได้มีส่วนร่วมในการ ติดตามตรวจสอบปัญหาสาร ปรอท และการ กำหนดมาตรการระยะสั้นและระยะยาวในการจัดการ ปํญหาสารปรอทจากกิจกรรมการขุดเจาะและผลิตปิโตรเลียม และการมี ส่วนร่วมในคณะทำงาน Global Mercury Assessment ซึ่งจะดำเนิน ประเมินสถานการณ์การใช้สารปรอทและสารประกอบในแต่ละประเทศ

ที่มา: สำนักจัดการกากของเสียและสารอันตราย

การจัดการขยะที่มีสารตะกั่ว ปัจจุบันกรมควบคุมมลพิษได้มีการใช้มาตรการทางภาษีในการป้องกันปํญหามลพิษจากการประกอบกิจการโรงงานหลอมตะกั่วจากแบตเตอรี่เก่าโดยโรงงานที่มีการจัดการสิ่งแวดล้อมที่มีมาตรฐานจะได้รับการลดอัตราภาษีสรรพสามิตจากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 5

ที่มา: สำนักจัดการกากของเสียและสารอันตราย

การจัดการสารเคมี กรมควบคุมมลพิษได้เริ่มดำเนินการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตาม Agenda 21 chapter 19 โดยได้ดำเนินการในประเด็นต่างๆ เช่น การพัฒนาระบบตอบโต้อุบัติภัยฉุกเฉินและการเตรียมความพร้อมในการตอบโต้เหตุฉุกเฉินจากสารเคมีในระดับจังหวัดแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และถ่ายทอดเทคนิคการระงับภัยฉุกเฉินระดับต่างๆ แก่เจ้าหน้าที่ การจัดให้มีการจัดทำเอกสารข้อมูลความปลอดภัย MSDS กำกับการขนส่งสารเคมี รวมทั้งจัดให้มี MSDS ในสถานประกอบการที่มีการใช้ ผลิต หรือ ครอบครองสารเคมี การริเริ่มการพัฒนาระบบการป้องกันการขนส่งเคลื่อนย้ายสารเคมีข้ามแดนอย่างผิดกฎหมาย การพัฒนาระบบฐานข้อมูลสารเคมีเพื่อแลกเปลี่ยนและเผยแพร่ข้อมูลระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสาธารณชน และเริ่มพัฒนาระบบการแจ้งข้อมูลการปลดปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม

ที่มา: ฝ่ายคุณภาพสิ่งแวดล้อมและห้องปฏิบัติการ

ด้านการพัฒนาเทคโนโลยี กรมควบคุมมลพิษได้จัดทำแผนแม่บทแห่งชาติว่าด้วยการผลิตที่สะอาดและมีผลใช้แล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 ปัจจุบัน คพ. ได้สนับสนุนการผลิตที่สะอาดให้แก่การผลิตระดับ SME ในหลายสาขา เช่น การผลิตสุราในท้องถิ่น การผลิตถนอมผลิตภัณฑ์ผลไม้ เป็นต้น ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับการผลิตภาค SME ให้ได้มาตรฐานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเพื่อเตรียมความพร้อมด้านการผลิตของประเทศไทยให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลก

^ -^ แล้วคุณล่ะ วันนี้ คิด ทำ อะไร เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของบ้านเมืองของเราหรือยัง ^ -^


คำศัพท์ควรรู้

ปฏิญญา (Declaration) มีความหมาย 3 อย่าง
  1. ความตกลงระหว่างประเทศซึ่งมีลักษณะผูกพัน
  2. ปฏิญญาฝ่ายเดียว ซึ่งก่อสิทธิและหน้าที่ให้แก่ประเทศอื่น และ
  3. ปฏิญญาซึ่งรัฐหนึ่งแถลงให้รัฐอื่น ทราบความเห็นและเจตนาของตนในบางเรื่อง
สนธิสัญญา (Treaty) ความตกลงระหว่างประเทศที่ทำขึ้นเป็นหนังสือระหว่างรัฐต่าง ๆ หรือระหว่างรัฐ กับองค์การระหว่างประเทศ หรือระหว่างองค์การระหว่างประเทศด้วยกัน และอยู่ภายใต้บังคับของ กฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะทำขึ้นเป็นฉบับเดียวหรือสองฉบับหรือหลายฉบับผนวกเข้าด้วยกัน ครอบคลุมถึงความ ตกลงระหว่างประเทศทุกรูปแบบ เช่น สนธิสัญญา อนุสัญญา ความตกลง ข้อตกลง หนังสือ แลกเปลี่ยน พิธีสาร กรรมสารทั่วไป กรรมสารสุดท้าย เป็นต้น โดยมีความมุ่งหมายเพื่อให้เกิดผล ผูกพันทางกฎหมายระหว่างกันตามกฎหมายระหว่างประเทศ
อนุสัญญา (Convention) หนังสือสัญญาทำกันระหว่างหลายประเทศที่มาประชุมกันและจัดวางบทบัญญัติ เป็นกฎเกณฑ์ของกฎหมายขึ้น
การให้สัตยาบัน (Ratification) เป็นการแสดงความยินยอมที่จะผูกพันทางสนธิสัญญา หลังจากลงนามใน สนธิสัญญาหรืออนุสัญญาแล้ว

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
กลุ่มเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมและวิเทศสัมพันธ์
กองแผนงานและประเมินผล

โทรศัพท์ 0 2298 2476 โทรสาร 0 2298 2471
E-mali : noppan(dot)t(at)pcd(dot)go(dot)th