สถานการณ์การจัดการมูลฝอยติดเชื้อในประเทศไทย
นโยบายและกลยุทธ์ในการจัดการมลพิษจากมูลฝอยติดเชื้อ
แนวทางการควบคุมและการจัดการมูลฝอยติดเชื้อ
เทคโนโลยีการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อ 
ผลการสัมมนาเสริมสร้างศักยภาพท้องถิ่นในการจัดการมูลฝอยติดเชื้อ (1 ก.ย. 49)


สถานการณ์การจัดการมูลฝอยติดเชื้อในประเทศไทย

ปัจจุบันประเทศไทยมีสถานพยาบาล ซึ่งได้แก่ โรงพยาบาล ศูนย์บริการสาธารณสุข สถานีอนามัย คลินิก ทั้งที่เป็นของรัฐและเอกชนจำนวนมากกว่า 37,000 แห่ง ซึ่งมีจำนวนเตียงประมาณ 140,000 เตียง สถานพยาบาลดังกล่าวมีการผลิตของเสียทั้งที่เป็นมูลฝอยทั่วไปและมูลฝอยติดเชื้อในแต่ละวันเป็นจำนวนมาก มูลฝอยจากสถานพยาบาลเหล่านี้จัดเป็นของเสียอันตรายเนื่องจากมีทั้งมูลฝอยติดเชื้อที่สามารถแพร่เชื้อโรคได้รวมทั้งของเสียที่ปนเปื้อนด้วยสารกัมมันตรังสี ยาเสื่อมสภาพ สารเคมีอันตราย ของมีคม ซากสัตว์ทดลอง ฯลฯ และโดยที่สถานพยาบาลส่วนใหญ่ยังไม่มีการจัดการเก็บรวบรวมและกำจัดให้ถูกต้อง มูลฝอยติดเชื้อจากสถานพยาบาลดังกล่าวจึงได้ถูกทิ้งออกสู่สิ่งแวดล้อมปะปนร่วมกับมูลฝอยชุมชนเพิ่มมากขึ้นทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อโรคซึ่งมีผลต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนโดยเฉพาะสุขภาพอนามัยของเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเก็บขนหรือผู้ทำงานในสถานที่กำจัดซึ่งได้เกิดการเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ เช่น โรคตับอักเสบ โรคระบบทางเดินหายใจ โรคพยาธิหรือแม้แต่การติดเชื้อโรคเอดส์รวมทั้งการเกิดความเสี่ยงของการแพร่กระจายเชื้อโรคทำให้มีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมในเขตเมืองทั่วไป และสามารถหารายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (http://www.anamai.moph.go.th)


คลิกที่นี่เพื่อขยายแผนผัง

ปริมาณการเกิดมูลฝอยติดเชื้อในประเทศไทย

จากข้อมูลการศึกษาของกรมควบคุมมลพิษคาดการณ์ว่าในปี 2549 มีปริมาณมูลฝอยติดเชื้อจากสถานพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชน ที่มีเตียงสำหรับผู้ป่วยประมาณ 23,725 ตันหรือวันละ 65 ตัน เป็นมูลฝอยติดเชื้อที่เกิดขึ้นในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ประมาณวันละ 20 ตัน ที่เหลือเกิดขึ้นในสถานพยาบาลในส่วนภูมิภาคอีกประมาณ 45 ตัน อัตราการเกิดมูลฝอยติดเชื้อเฉลี่ย 0.54 กิโลกรัมต่อเตียงต่อวัน ปริมาณมูลฝอยติดเชื้อดังกล่าวคาดว่าจะมีอัตราเพิ่มขึ้นปีละประมาณร้อยละ 5.5 (แหล่งข้อมูล : กรมอนามัย)

การจัดการมูลฝอยติดเชื้อในกรุงเทพมหานคร

รูปแบบการดำเนินการจัดการมูลฝอยติดเชื้อในกรุงเทพมหานครส่วนใหญ่สถานพยาบาลจะใช้บริการ เก็บขนของกรุงเทพมหานคร ยกเว้นสถานพยาบาลบางแห่งที่มีเตาเผาและดำเนินการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อด้วยตนเอง กรุงเทพมหานคร ได้ดำเนินการเก็บขนมูลฝอยติดเชื้อแยกจากมูลฝอยทั่วไป โดยได้จัดให้มีรถยนต์แบบพิเศษสำหรับเก็บขนมูลฝอยติดเชื้อจากสถานพยาบาลต่าง ๆ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 เพื่อนำไปกำจัดทำลายโดยการเผาในเตาเผา มูลฝอยติดเชื้อที่โรงงานกำจัดมูลฝอยอ่อนนุช รถยนต์เก็บขนมูลฝอยติดเชื้อเป็นรถที่มีตู้บรรทุกซึ่งสามารถปรับอุณหภูมิได้ประมาณ 10 องศาเชลเซียส มีจำนวนทั้งหมด 13 คัน ในปี พ.ศ. 2551 กรุงเทพมหานครได้ว่าจ้างเอกชนเข้ามาลงทุนและดำเนินการให้บริการเก็บขนมูลฝอยติดเชื้อสามารถให้บริการเก็บขนมูลฝอยจากสถานพยาบาล และขยายการให้บริการแก่สถานพยาบาลขนาดเล็กและคลีนิคให้เพิ่มมากขึ้น โดยสามารถเก็บขนมูลฝอยติดเชื้อจากสถานพยาบาลในเขตกรุงเทพมหานครได้ประมาณ 100 แห่ง ได้ประมาณวันละ 20 ตัน ในปี 2552 และสามารถหารายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://city.bangkok.go.th

เตาเผามูลฝอยติดเชื้อของกรุงเทพมหานคร

มูลฝอยติดเชื้อที่เก็บรวบรวมไว้ในถุงแดงจะถูกส่งไปกำจัด ด้วยวิธีการเผาที่โรงงานกำจัดมูลฝอยติดเชื้อ ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณโรงงานกำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ขนาดของเตาเผามูลฝอยติดเชื้อสามารถกำจัดมูลฝอยติดเชื้อได้ 30 ตันต่อวัน (15 ตัน/วัน/เตา จำนวน 2 เตา) ซึ่งได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ พ.ศ. 2538 โดยขณะนี้กรุงเทพมหานครได้ให้บริการฟรี ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการเก็บขนและการกำจัดที่อัตรา 1 ขีด - 60 กิโลกรัม เหมาจ่ายที่ 300 บาท ในปี 2552 และสามารถหารายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://city.bangkok.go.th

การจัดการมูลฝอยติดเชื้อในส่วนภูมิภาค

การจัดการมูลฝอยติดเชื้อของสถานพยาบาลในส่วนภูมิภาคส่วนใหญ่ให้เทศบาลหรือองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นผู้เข้ามาดำเนินการเก็บและนำไปกำจัดร่วมกับขยะมูลฝอยชุมชนที่สถานกำจัดของเทศบาลหรือองค์การบริการส่วนจังหวัด ยกเว้นสถานพยาบาลของรัฐสังกัดกระทรวงสาธารณสุขประมาณ 820 แห่ง สถานพยาบาลรัฐทั้งหมดที่มีเตาเผาประจำสถานพยาบาล จำนวน 723 แห่ง ไม่มีเตาเผา จำนวน 97 แห่ง เป็นเตาเผามูลฝอยติดเชื้อที่มีประสิทธิภาพการเผาขนาด 25 - 180 กิโลกรัม/ชั่วโมง ซึ่งมีประสิทธิภาพการเผาขนาด 25 - 50 กิโลกรัมต่อชั่วโมง จำนวน 630 แห่ง มีประสิทธิภาพการเผาขนาด 100 - 150 กิโลกรัม/ชั่วโมง จำนวน 7 แห่ง ข้อมูลรายงานของกระทรวงสาธารณสุขปี พ.ศ. 2549

เตาเผามูลฝอยติดเชื้อตามแบบมาตรฐานของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

เป็นเตาเผาขนาดเล็ก สามารถกำจัดมูลฝอยติดเชื้อได้ในอัตรา 25, 50 และ 100-150 กิโลกรัม/ชั่วโมง อุณหภูมิในการเผาไหม้ประมาณ 700 องศาเซลเซียส เตาเผาดังกล่าวไม่ได้ออกแบบติดระบบกำจัดฝุ่นและควัน ข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขปี พ.ศ. 2542 รายงานว่าเตาเผามูลฝอยติดเชื้อของโรงพยาบาลใช้การได้ดีร้อยละ 41 ที่เหลือร้อยละ 45 ใช้การได้ไม่ดีและร้อยละ 12 ใช้งานไม่ได้ ค่าใช้จ่ายในการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อของโรงพยาบาลทั่วไป 9,700 บาท/เดือน/แห่ง โรงพยาบาลศูนย์ 17,400 บาท/เดือน/แห่งส่วนเตาเผามูลฝอยติดเชื้อในเขตควบคุมมลพิษ ซึ่งมีขนาด 5 ตันต่อวันที่ได้ดำเนินการก่อสร้างและให้บริการกำจัดแล้วมีดังนี้

เตาเผามูลฝอยติดเชื้อของเทศบาลหาดใหญ่ มีขนาด 5 ตันต่อวัน ใช้เป็นศูนย์กำจัดมูลฝอยตำบลควรลัง และชุมชนอื่นๆ ในพื้นที่ใกล้เคียง ก่อสร้างแล้วเสร็จ และเริ่มให้บริการเก็บขนและกำจัดเมื่อเดือนมีนาคม 2541 ปัจจุบันสามารถจัดเก็บมูลฝอยติดเชื้อได้โดยเฉลี่ยประมาณวันละ 1.5 - 1.6 ตัน และดำเนินการเผาสัปดาห์ละ 5-6 ครั้ง ๆ ละประมาณ 2 ตัน โดยมีอัตราค่าบริการเก็บขนและกำจัดในเขตเทศบาลกิโลกรัมละ 21 บาท และนอกเขตเทศบาลต้องทำการเก็บขนเอง คิดค่ากำจัดที่กิโลกรัมละ 20 บาท ในปี 2552

เตาเผามูลฝอยติดเชื้อจังหวัดนนทบุรี มีขนาด 5 ตันต่อวัน ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อเดือนธันวาคม 2541 ขณะนี้องค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ได้ดำเนินงานเก็บขยะติดเชื้อภายในจังหวัดนนทบุรี ยกเว้นในเขตเทศบาลที่ส่งไปกำจัดที่นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน ซึ่งสามารถจัดเก็บมูลฝอยติดเชื้อได้เฉลี่ยวันละ 0.3 ตัน และ ทำการเผาสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ๆ 0.3 - 0.6 ตัน โดยได้กำหนดอัตราค่าบริการเก็บขนและกำจัดมูลฝอยติดเชื้อไว้ที่กิโลกรัมละ 9 บาทต่อกิโลกรัม ในปี 2552

เตาเผามูลฝอยติดเชื้อของเทศบาลเมืองสมุทรสาคร มีขนาด 5 ตันต่อวัน ใช้เป็นศูนย์กำจัดมูลฝอยติดเชื้อรวมของจังหวัดสมุทรสาคร ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2542 ปัจจุบันสามารถเก็บขนมูลฝอยติดเชื้อได้ประมาณวันละ 100 กิโลกรัม และทำการเผาทำลาย 2 สัปดาห์ครั้ง ๆ ละ 1.5 ตัน โดยได้กำหนดอัตราค่าบริการเก็บขนและกำจัดมูลฝอยติดเชื้อไว้ ในอัตรากิโลกรัมละ 10 บาท ในปี 2552

เตาเผามูลฝอยติดเชื้อของเทศบาลเมืองภูเก็ต มีขนาด 400 ตันต่อวัน โดยตั้งอยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต และเริ่มดำเนินการเมื่อปี พ.ศ. 2541 เพื่อใช้เป็นศูนย์กำจัดมูลฝอยติดเชื้อรวมของจังหวัดภูเก็ต ปัจจุบันสามารถเก็บขนมูลฝอยติดเชื้อได้ประมาณวันละ 400 กิโลกรัม และดำเนินการเผาทุกวัน โดยกำหนดอัตราค่าบริการเก็บขนและกำจัดมูลฝอยติดเชื้อไว้ในอัตรากิโลกรัมละ 7 - 10 บาท ในปี 2552

เตาเผามูลฝอยติดเชื้อของเทศบาลนครขอนแก่นมีขนาด 1.2 ตันต่อวัน โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากประเทศเดนมาร์ก ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2543 และเตาเผาขนาด 2.4 ตัน/วัน โดยใช้งบเทศบาล ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2550 ปัจจุบันสามารถเก็บขน มูลฝอยติดเชื้อได้ประมาณวันละ 0.7 ตัน และทำการเผาทำลายทุกวัน วันละประมาณ 0.7 ตัน โดยได้กำหนดอัตราค่าบริการเก็บขนและกำจัดมูลฝอยติดเชื้อในเขตเทศบาลทีกิโลกรัมละ 16 บาท และนอกเขตเทศบาลที่กิโลกรัมละ 16 บาท ไม่รวมค่าเก็บขน

เตาเผามูลฝอยติดเชื้อของเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี มีขนาด 100 กิโลกรัม/ชั่วโมง ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2543 ปัจจุบันสามารถเก็บขนมูลฝอยติดเชื้อได้ประมาณวันละ 0.4 ตัน และทำการเผาทำลายสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ๆ ละ 0.7 ตัน ขณะนี้ยังไม่คิดค่าบริการเก็บขนและกำจัดมูลฝอยติดเชื้อ

บริษัท อัคคีปราการ จำกัด ซึ่งได้รับสิทธิจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมให้เป็นผู้ดำเนินการบริหารและประกอบการศูนย์บริหารจัดการวัสดุเหลือใช้อุตสาหกรรม ที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมจัดสร้างขึ้น เตาเผาของบริษัท อัคคีปราการ จำกัด สามารถเผาทำลาย มูลฝอยติดเชื้อและมูลฝอยที่เป็นอันตรายและเป็นพิษ ด้วยอุณหภูมิ 1,100 - 1,300 องศาเซลเซียส ลักษณะเตาเผาเป็นแบบ (Rotary Kiln) โดยมี ผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศที่ระบายออกจากปล่องเป็นไปตามมาตรฐาน

กฎระเบียบการจัดการมูลฝอยติดเชื้อ

กระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินการยกร่างกฎกระทรวง โดยอาศัยอำนาจตามความพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 กำหนดรายละเอียดคำจำกัดความ หลักเกณฑ์ วิธีการเก็บ การเคลื่อนย้าย การรวบรวม การขนส่ง การทำลาย และการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อ รวมทั้งการกำหนดอัตราค่าบริการเก็บขนเพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติควบคุมมูลฝอยติดเชื้อสำหรับราชการส่วนท้องถิ่นในการควบคุมดูแลกิจการที่เกี่ยวข้องทั้งที่เป็นสถานบริการสาธารณสุข สถานพยาบาล สถานพยาบาลสัตว์ คลินิก ห้องปฏิบัติการทางชีวภาพหรือทางการแพทย์ทั้งของรัฐและเอกชน ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ ขณะนี้ได้เสนอผ่านคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้วกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาตรวจแก้ของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จและมีผลใช้บังคับภายในปี พ.ศ. 2543 นี้ นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อบังคับทางกฎหมายอื่น ๆ อีก เช่น ข้อบังคับที่เกี่ยวกับคุณภาพอากาศและมาตรฐานมลพิษที่ระบายออกจากเตาเผามูลฝอยติดเชื้อ ข้อบังคับเกี่ยวกับมูลฝอยอันตรายในสถานบริการสาธารณสุข เป็นต้น

ปัญหาและสาเหตุ

การจัดการมูลฝอยติดเชื้อจากสถานพยาบาลในปัจจุบันยังดำเนินการด้วยวิธีการที่ไม่ถูกสุขลักษณะและไม่มีประสิทธิภาพ  ทำให้เกิดการปนเปื้อนของสิ่งแวดล้อมและเกิดความเสี่ยงต่อเจ้าหน้าที่ พนักงานเก็บขน รวมทั้งสุขภาพอนามัยของประชาชนทั่วไป ทั้งนี้เนื่องจาก

1. ขาดมาตรฐานและเกณฑ์ปฏิบัติที่ชัดเจน ในการดำเนินงาน ตั้งแต่การคัดแยก การบำบัด การเก็บขน และการกำจัดทำลาย โดยเฉพาะคำจำกัดความของมูลฝอยติดเชื้อ และเกณฑ์การปฏิบัติซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการกำหนดแนวทาง และวิธีการดำเนินงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

2. การดำเนินการเก็บรวบรวมมูลฝอยติดเชื้อจากสถานพยาบาลยังไม่ถูกวิธี เช่น

  • การใช้ภาชนะรองรับที่ไม่ถูกสุขลักษณะหรือไม่เหมาะสม
  • การทิ้งมูลฝอยติดเชื้อปะปนร่วมกับมูลฝอยทั่วไปจากชุมชนโดยไม่มีการคัดแยกหรือเก็บรวบรวม หรือกำจัดให้ถูกหลักวิชาการ ทำให้เกิดการเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของเชื้อโรคต่อสภาพแวดล้อม
  • การทิ้งมูลฝอยทั่วไปรวมกับมูลฝอยติดเชื้อของสถานพยาบาลทำให้เพิ่มปริมาณมูลฝอยติดเชื้อ และสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการกำจัดสูง (ค่าใช้จ่ายในการเก็บขนและกำจัดมูลฝอยติดเชื้อประมาณ 8,000 บาทต่อตัน
  • การบรรจุมูลฝอยติดเชื้อในถุงแดงไม่เรียบร้อย บรรจุปริมาณมากเกินไปทำให้ถุงขาด ทิ้งของมีคมปะปนทำให้ถุงรั่ว และไม่ปิดปากถุง ทำให้เจ้าหน้าที่เก็บขนมูลฝอยมีโอกาสสัมผัสกับมูลฝอยติดเชื้อสูงและเสี่ยงต่อการเกิดโรค

3. การดำเนินการเก็บขนไม่ถูกต้องตามหลักสุขาภิบาล เช่น

  • ดำเนินการเก็บขนมูลฝอยติดเชื้อร่วมกับมูลฝอยธรรมดา
  • สถานที่รวบรวมมูลฝอยติดเชื้อ เพื่อรอการเก็บขนของสถานพยาบาลไม่ถูกสุขลักษณะและไม่สะดวกต่อการปฏิบัติงานในการเข้าเก็บขนมูลฝอยติดเชื้อ
  • ปัญหาการให้บริการด้านเก็บขนมูลฝอยติดเชื้อ ซึ่งกรุงเทพมหานคร เทศบาลและองค์การ บริหารท้องถิ่นไม่สามารถให้บริการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อประเภทชิ้นเนื้อ ชิ้นส่วนอวัยวะจากการ การผ่าตัดชันสูตรศพ รวมทั้งซากสัตว์ทดลองที่มีขนาดใหญ่ได้ จึงต้องให้มูลนิธินำไปฝากเผาที่วัดที่ มีฌาปนกิจสถานที่อยู่ใกล้เคียงทำให้เกิดความยุ่งยากและไม่สะดวกในการปฏิบัติงาน

4. ปัญหาการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อ เช่น

  • มูลฝอยติดเชื้อจากสถานพยาบาลส่วนใหญ่จะถูกนำไปกำจัดทำลายร่วมกับมูลฝอย ธรรมดาโดยวิธีการไม่ถูกหลักสุขาภิบาล เช่น กองกลางแจ้งและเผาเป็นครั้งคราว
  • เตาเผามูลฝอยติดเชื้อของสถานพยาบาลต่างๆ ที่ใช้อยู่ในขณะนี้ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เนื่องจากมีขนาดไม่เพียงพอ การเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ มีการชำรุดหรือใช้งานไม่ได้บ่อยครั้ง มีการร้องเรียนของประชาชนเนื่องจากมีกลิ่นและควันรบกวนจากเตาเผา

5. ปัญหาด้านบุคคลากร

  • ขาดความพร้อมด้านบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญหรือผ่านการฝึกอบรมในการปฏิบัติงานด้านการเก็บขนและกำจัดมูลฝอยติดเชื้ออย่างถูกวิธีและมีประสิทธิภาพ
  • ขาดอุปกรณ์ป้องกันอันตรายในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

6. ปัญหาการให้ความร่วมมือและการควบคุมกำกับดูแลสถานพยาบาล เพื่อให้สถานพยาบาลใช้บริการเก็บขนและนำมูลฝอยติดเชื้อมา กำจัด ทำลาย ด้วยวิธีการเผาที่เตาเผามูลฝอยติดเชื้อ ซึ่งรัฐได้จัดหาให้

7. ข้อจำกัดด้านงบประมาณ ที่ท้องถิ่นได้รับการจัดสรรและการจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากสถานพยาบาล

แนวทางการแก้ไขปัญหา

1. เร่งรัดการออกกฎกระทรวงเรื่องมูลฝอยติดเชื้อ ซึ่งมีการกำหนดคำนิยามประเภทและลักษณะภาชนะรองรับที่เหมาะสม วิธีการเก็บรวบรวมและเก็บขนที่ถูกต้องปลอดภัย มาตรฐานในการควบคุมการบำบัดและการกำจัด เพื่อจะได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้เป็นแนวทางปฏิบัติต่อไป

2. ให้กรุงเทพมหานครและหน่วยราชการท้องถิ่นปรับปรุงระเบียบออกข้อบัญญัติท้องถิ่นเรื่องการจัดการมูลฝอย ติดเชื้อและการจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากสถานพยาบาลให้สอดคล้องกับกฎกระทรวงฉบับใหม่

3. ควบคุมสถานพยาบาลให้นำมูลฝอยติดเชื้อไปกำจัดที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยติดเชื้อรวม ซึ่งหน่วยงานท้องถิ่นจัดตั้งขึ้น

4. สนับสนุนให้ท้องถิ่นทั่วประเทศสามารถจัดการปัญหามูลฝอยติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การรวบรวม จนถึงการกำจัด รวมทั้งการจัดตั้งเตาเผามูลฝอยติดเชื้อแบบรวมศูนย์เพื่อให้ท้องถิ่นใช้ร่วมกัน

5. เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บค่าธรรมเนียมเก็บขนและกำจัดมูลฝอยติดเชื้อของท้องถิ่นเพื่อให้ท้อง ถิ่นสามารถพึ่งตนเองได้ในอนาคต

6. การจัดฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสถานพยาบาล

7. ส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนหรือดำเนินการเก็บรวบรวมและกำจัดมูลฝอยติดเชื้อ เช่น การให้สัมปทานหรือให้สิทธิแก่เอกชนผู้ได้รับสัมปทาน ให้การส่งเสริมการลงทุนแก่กิจการเก็บขน และกำจัดมูลฝอยติดเชื้อแก่ภาคเอกชน >

8. การรณรงค์สร้างความเข้าใจและจิตสำนึกแก่ประชาชนและสถานพยาบาล



นโยบายและกลยุทธ์ในการจัดการมลพิษจากมูลฝอยติดเชื้อ

นโยบายและแนวทางการจัดการมูลฝอยติดเชื้อ (ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8)

นโยบายและแผนการจัดการมลพิษตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540-2544)  ได้กำหนดเป้าหมายการดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดการมลพิษจากมูลฝอยติดเชื้อไว้โดยกำหนดให้สถานพยาบาลของรัฐและเอกชนร้อยละ 80 และ 100 มีระบบจัดการมูลฝอยติดเชื้ออย่างถูกวิธี และครบวงจร  ตั้งแต่การคัดแยก  การเก็บรวมรวม  การขนส่ง  การบำบัด  และการกำจัด ภายในปี พ.ศ. 2544 และ 2549 ตามลำดับ

นโยบายและแผนการจัดการมลพิษจากมูลฝอยติดเชื้อข้างต้น เป็นเพียงแค่การชี้ทิศทางการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการพัฒนาในระยะยาว  แต่มิได้กำหนดรายละเอียดของแนวทางการดำเนินงาน  ดังนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายและทิศทางที่กำหนดในแผนดังกล่าว  ในการแปลงนโยบายและแผนการจัดการมลพิษไปสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ  จึงได้กำหนดกลยุทธ์ในการดำเนินงานไว้ดังนี้

กลยุทธ์ในการจัดการมูลฝอยติดเชื้อ

1.  สนับสนุนงบประมาณจากกองทุนสิ่งแวดล้อมให้แก่ท้องถิ่น 1-2 แห่ง  ที่มีศักยภาพทางภูมิเศรษฐกิจที่จะสามารถทำหน้าที่เป็นศูนย์กำจัดมูลฝอยติดเชื้อในแต่ละภูมิภาคเพื่อรองรับการจัดการมูลฝอยติดเชื้อภายในจังหวัดตนเองและจังหวัดอื่น ๆ ในภูมิภาคเดียวกัน  โดยมีข้อตกลงของชุมชน (ระดับเทศบาล  อบต.  อบจ.) ในการส่งมูลฝอยติดเชื้อเข้ารับการกำจัด  และจ่ายค่ากำจัดในอัตราที่ตกลงเบื้องต้น

2.  เพิ่มขีดความสามารถขององค์กรท้องถิ่นในแต่ละจังหวัดในการจัดระบบเก็บรวบรวมและขนส่งมูลฝอยติดเชื้อไปกำจัดที่ศูนย์ฯ  โดยให้แต่ละท้องถิ่นจะต้องเสนอแผนงานจัดซื้อรถเก็บขนและการก่อสร้างสถานีขนถ่ายมูลฝอยติดเชื้อเป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิบัติการระดับจังหวัด

3.  ให้ท้องถิ่นที่มีระบบเตาเผามูลฝอยติดเชื้อ  กำหนดข้อสัญญาระเบียบปฏิบัติค่าธรรมเนียมกำจัดมูลฝอยติดเชื้อ  เพื่อให้ท้องถิ่นอื่น ๆ เก็บค่าดำเนินการจากผู้รับบริการเป็นค่ากำจัดให้กับท้องถิ่นที่เป็นศูนย์กำจัดตามข้อตกลงร่วมกัน

4.  ให้กระทรวงสาธารณสุขเร่งรัดการออกกฎกระทรวงตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535  เรื่องการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อ  ซึ่งกำหนดนิยาม  ประเภท  และลักษณะภาชนะบรรจุและภาชนะรองรับที่เหมาะสม  วิธีการเก็บรวบรวมและเก็บขนที่ถูกต้องปลอดภัย  มาตรฐานในการควบคุมการบำบัดและการกำจัด  เพื่อจะได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในการจัดการมูลฝอยติดเชื้อต่อไป

5.  ให้ราชการส่วนท้องถิ่นเร่งปรับปรุงระเบียบ  และออกข้อปฏิบัติท้องถิ่นเรื่องการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อและการจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากสถานพยาบาลให้มีความสอดคล้องกับกฎกระทรวงฉบับใหม่  และให้เพียงพอต่อการให้บริการที่ได้มาตรฐานถูกหลักสุขาภิบาล  รวมทั้งให้ท้องถิ่นสามารถดำเนินการบริหารจัดการมูลฝอยติดเชื้อภายในท้องถิ่นของตนเองได้ต่อไปในอนาคต

6.  ให้ราชการส่วนท้องถิ่นเร่งกำหนดกฎระเบียบที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนหรือรับเป็นผู้ดำเนินการเก็บรวบรวม  เก็บขน  และกำจัดมูลฝอยติดเชื้อแบบรวมศูนย์  โดยการให้สัมปทานหรือสิทธิประโยชน์แก่เอกชนผู้ได้รับสัมปทาน

7.  ให้ราชการส่วนท้องถิ่นควบคุมดูแลให้สถานพยาบาลนำมูลฝอยติดเชื้อไปกำจัดที่ศูนย์กำจัดรวมที่ได้จัดตั้งขึ้นเพื่อให้ท้องถิ่นได้ใช้ร่วมกัน

8.  ให้หน่วยราชการส่วนกลาง (กระทรวงมหาดไทย  กระทรวงสาธารสุข  และกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ) และราชการส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบการดำเนินงานของศูนย์กำจัดฯ  โดยจัดตั้งเป็นคณะทำงานติดตามตรวจสอบประเมินผลและเสนอแผนปรับปรุงแก้ไขเพื่อขยายหรือเพิ่มประสิทธิภาพตั้งแต่การเก็บรวบรวม  การขนส่ง  การกำจัด  และการตรวจสอบการดำเนินงานของศูนย์ฯ  และผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้ได้มาตรฐาน

9.  จัดให้มีการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการจัดการมูลฝอยติดเชื้อทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง

10.  รณรงค์ประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความเข้าใจและจิตสำนึกแก่ประชาชนและสถานพยาบาลในการมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ปัญหามลพิษจากมูลฝอยติดเชื้อ

ทิศทางและการปรับเปลี่ยนบทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

จากแนวทางดังกล่าวจะเห็นได้ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น ควรจะปรับนโยบายและบทบาทการดำเนินงานในการแก้ไขปัญหามูลฝอยติดเชื้อใหม่  เพื่อให้มีความสอดคล้องและเป็นระบบเดียวกันทั้งประเทศ  ตลอดจนเพื่อลดความซ้ำซ้อนของแผนงานและประหยัดงบประมาณค่าใช้จ่ายของทางราชการในการดำเนินการแก้ไขปัญหาการจัดการมูลฝอยติดเชื้อในอนาคต ดังนี้

- กระทรวงสาธารณสุข ควรทบทวนนโยบายในการก่อสร้างเตาเผามูลฝอยติดเชื้อประจำสถานพยาบาลของรัฐในสังกัดให้ครบทุกแห่งทั่วประเทศ  โดยควรปรับเปลี่ยนเป็นการดำเนินงานก่อสร้างที่พักรวมซึ่งสามารถควบคุมอุณหภูมิเพื่อรวบรวมมูลฝอยติดเชื้อก่อนขนส่งไปกำจัด ณ ศูนย์กำจัดรวม  รวมทั้งเร่งรัดในการออกกฎกระทรวงฉบับใหม่  และกำหนดหลักเกณฑ์  วิธีการ  มาตรฐาน ในการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อ  เพื่อให้ท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติในอนาคต  รวมทั้งการเพิ่มขีดความสามารถของบุคลากรในการควบคุมดูแลการดำเนินงานระบบเก็บขนและกำจัดมูลฝอยติดเชื้อ

กระทรวงมหาดไทย ควรสนับสนุนให้ราชการส่วนท้องถิ่นมีระบบบริหารราชการที่สามารถดำเนินงานเก็บขนและกำจัดมูลฝอยติดเชื้อในลักษณะศูนย์รวมในระดับภูมิภาคได้  รวมทั้ง ประสานงานระหว่างหน่วยงานท้องถิ่นต่าง ๆ ในภูมิภาคเดียวกันให้ดำเนินการตามข้อตกลงร่วมกันในการดำเนินงานศูนย์กำจัดฯ

กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ควรทำหน้าที่เป็นหน่วยงานประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง  รวมทั้งให้การสนับสนุนด้านเทคนิควิชาการและการบริหารจัดการตลอดจนการติดตามตรวจสอบระบบเก็บรวมรวมและขนส่งให้มีประสิทธิภาพอย่างครบวงจร  เพื่อลดภาระการแก้ไขปัญหาการแพร่กระจายของมูลฝอยติดเชื้อดังกล่าวสู่สภาพแวดล้อม

จากนโยบายและแนวทางดังกล่าวข้างต้น  หากทุกฝ่ายได้มีการร่วมมือและประสานงานอย่างเป็นระบบจะเป็นกลไกสำคัญที่จะปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินงานที่แยกส่วน หรือขาดความเชื่อมโยงต่อกันในกระทรวงต่าง ๆ มาเป็นการพัฒนาการแบบรวมส่วนที่ร่วมกันดำเนินการไปสู่เป้าหมายในการยกระดับการจัดการมูลฝอยติดเชื้อจากในพื้นที่ต่าง ๆ ให้สอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งประเทศอย่างมีความต่อเนื่องและยั่งยืนตลอดไป


แนวทางการควบคุมและการจัดการมูลฝอยติดเชื้อในร่างกฎกระทรวง ออกตามความในพรบ.การสาธารณสุข พศ.2535

นิยาม "มูลฝอยติดเชื้อ

“มูลฝอยติดเชื้อ” หมายถึง มูลฝอยที่มีเชื้อโรคปะปนอยู่ในปริมาณหรือมีความเข้มข้นซึ่งถ้ามีการสัมผัสใกล้ชิดกับมูลฝอยนั้นแล้วสามารถทำให้เกิดโรคได้ ซึ่งเกิดขึ้นหรือใช้ในการตรวจวินิจฉัยโรค/รักษาพยาบาล/ให้ภูมิคุ้มกัน/ชันสูตรศพ ซากสัตว์/ทดลองวิจัยเกี่ยวกับโรค ได้แก่ ซาก/ชิ้นส่วนของมนุษย์/สัตว์ วัสดุของมีคม/วัสดุ ซึ่งสัมผัสเลือด สารน้ำจากร่างกาย เช่น เข็ม มีด หลอด ผ้าก๊อส สำลี ท่อ สไลด์กระจก เป็นต้น และมูลฝอยทุกชนิดที่ออกจากห้องรักษาผู้ป่วยติดเชื้อร้ายแรง

กลุ่มเป้าหมายที่จะมีการควบคุม

สถานบริการการสาธารณสุขหมายถึง สถานพยาบาล สถานพยาบาลสัตว์ ทั้งของรัฐและเอกชน

ห้องปฏิบัติการเชื้ออันตราย หมายถึง ห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์สารเคมีและจุลินทรีย์ในวัตถุตัวอย่างจากร่างกายมนุษย์หรือสัตว์ที่อาจก่อให้เกิดเชื้ออันตราย และห้องปฏิบัติการทดสอบด้านสาธารณสุขที่ทำการตรวจวิเคราะห์คุณภาพ ส่วนประกอบและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สุขภาพที่อาจก่อให้เกิดเชื้ออันตรายทั้งของรัฐเอกชน และทั้งนี้ต้องไม่เป็นห้องปฏิบัติการที่อยู่ในสถานบริการการสาธารณสุข

ราชการส่วนท้องถิ่นหมายถึง กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา เทศบาลนครและเทศบาลเมืองทุกแห่ง

ผู้ได้รับมอบให้ดำเนินการแทนราชการส่วนท้องถิ่นได้รับประโยชน์ตอบแทนด้วยการคิดค่าบริการหมายถึง เอกชนที่ประสงค์จะดำเนินการเก็บขนหรือกำจัดมูลฝอยติดเชื้อโดยทำเป็นธุรกิจ

หลักในการควบคุม

1. ราชการส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานหลักในการควบคุมการเก็บ ขน และกำจัดมูลฝอยติดเชื้อในเขตท้องถิ่นนั้น

2. จัดให้มีสถานที่ถ่ายเทหรือทิ้งมูลฝอยติดเชื้อในที่หรือทางสาธารณะและกำหนดวิธีการกำจัดที่ต้องด้วยสุขลักษณะ

3. จัดให้มีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบอย่างน้อย 1 คน ที่มีคุณสมบัติไม่น้อยกว่าระดับปริญญาตรีสาขาวิทยาศาสตร์หรือสาขาวิศวกรรมศาสตร์

4. ดำเนินการเก็บ ขน และกำจัดมูลฝอยติดเชื้อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง

5. ควบคุมดูแลสถานบริการและห้องปฏิบัติการ ให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการด้านสุขลักษณะที่เกี่ยวกับการเก็บ ขน และกำจัดมูลฝอยติดเชื้อ ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง และเงื่อนไขที่ราชการท้องถิ่นกำหนด

6. ต้องควบคุมดูแลสถานบริการการสาธารณสุขและห้องปฏิบัติเชื้ออันตรายในเชตราชการส่วนท้องถิ่นตน ให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการเก็บ ขน หรือกำจัดมูลฝอยติดเชื้อที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง

7. ราชการส่วนท้องถิ่นอาจร่วมกันดำเนินการเก็บขนและกำจัดได้

8. สถานบริการการสาธารณสุข และห้องปฏิบัติการเชื้ออันตรายทุกแห่ง

1) ต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่อย่างน้อย 1-2 คน แล้วแต่กรณีที่มีคุณสมบัติไม่น้อยกว่าระดับปริญญาตรีสาขาวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรมศาสตร์

2) ต้องดำเนินการเก็บรวบรวมมูลฝอยติดเชื้อตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง

3) ต้องมีที่พักรวมมูลฝอยติดเชื้อ ซึ่งหากเก็บเกินกว่า 7 วัน ที่พักรวมต้องควบคุมอุณหภูมิได้

4) กรณีที่จะดำเนินการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อเอง ต้องแจ้งให้ราชการส่วนท้องถิ่นทราบและให้ความเห็นชอบเสียก่อนจึงจะดำเนินการได้

หลักเกณฑ์และวิธีการเก็บรวบรวมมูลฝอยติดเชื้อ

1. จัดให้มีภาชนะสำหรับบรรจุมูลฝอยติดเชื้อซึ่งมีสีแดงทึบแสง และมีข้อความสีดำอ่านได้ชัดเจนว่า “มูลฝอยติดเชื้อ” อยู่ภายใต้รูปหัวกระโหลกไขว้คู่กับตราหรือสัญลักษณ์สากล

ต้องแยกเก็บมูลฝอยติดเชื้อที่แหล่งเกิดมูลฝอยนั้น ห้ามปะปนกับมูลฝอยอื่น

3. ต้องบรรจุมูลฝอยติดเชื้อประเภทวัสดุมีคมลงในถังหรือกล่องไม่เกินสามในสี่ส่วน มูลฝอยติดเชื้อที่มิใช่วัสดุมีคมให้บรรจุในถุงไม่เกินสองในสามส่วน แล้วปิดฝาหรือผูกมัดปากถุงให้แน่น

4. ต้องจัดให้มีที่พักรวมมูลฝอยติดเชื้อที่เป็นห้องหรืออาคารเฉพาะ แยกจากอาคารอื่น มีขนาดเพียงพอที่จะรองรับ มูลฝอยติดเชื้อได้อย่างน้อย 2 วัน ลักษณะโปร่งไม่อับทึบ ป้องกันสัตว์นำโรค มีรางและท่อระบายน้ำทิ้งเชื่อมต่อกับระบบบำบัดน้ำเสีย ประตูปิดล็อกได้ และมีข้อความ “ที่พักรวมมูลฝอยติดเชื้อ” กรณีที่เก็บกักไว้เกิน 7 วัน ต้องควบคุมอุณหภูมิให้ไม่เกิน 10 องศาเซลเซียส

5. การเคลื่อนย้ายมูลฝอยติดเชื้อภายในสถานพยาบาล ต้องใช้รถเข็นที่ทำด้วยวัสดุที่ทำความสะอาดง่าย มีผนังปิดมิดชิด ไม่มีแง่มุมให้มูลฝอยติดเชื้อตกค้างได้ และมีอุปกรณ์ทำความสะอาดกรณีตกหล่น รวมทั้ง พิมพ์ข้อความ “รถเข็นมูลฝอยติดเชื้อ ห้ามใช้ในกิจการอื่น”

6. ผู้ปฏิบัติงานเก็บและเคลื่อนย้ายมูลฝอยติดเชื้อต้องมีความรู้เกี่ยวกับมูลฝอยติดเชื้อ การป้องกันและระงับการ แพร่เชื้อและอันตรายได้ และต้องสวมเครื่องป้องกันอันตรายส่วนบุคคลขณะปฏิบัติงาน

หลักเกณฑ์และวิธีการขนมูลฝอยติดเชื้อ

1. จัดให้มียานพาหนะขนมูลฝอยติดเชื้อซึ่งเป็นภาชนะตัวถังปิดทึบ ไม่รั่วซึม สามารถควบคุมอุณหภูมิไม่ให้เกิน 10 องศาเซลเซียส และมีข้อความสีแดงปิดไว้ที่ภายนอกตัวถังด้านข้างทั้งสองด้านว่า “ใช้เฉพาะขนมูลฝอยติดเชื้อ” และแสดงชื่อของราชการส่วนท้องถิ่นที่ทำการขนมูลฝอยติดเชื้อด้วยตัวหนังสือสีแดงไว้ที่ภายนอกตัวถังด้านข้างทั้งสองด้านของยานพาหนะขนมูลฝอยติดเชื้อ

2. ต้องขนโดยสม่ำเสมอตามวัน และเวลาที่กำหนด

3. ผู้ประกอบการเก็บขนมูลฝอยติดเชื้อ หรือ สถานพยาบาล/ท้องถิ่น ที่มีการเก็บขนมูลฝอยติดเชื้อออกนอกสถานที่จะต้องมีผู้ควบคุมโดยบุคคลากรวุฒิวิทยาศาสตร์ อย่างน้อย 1 คน

4. ผู้ขับขี่และผู้ปฏิบัติงานประจำยานพาหนะต้องมีความรู้เกี่ยวกับมูลฝอยติดเชื้อ การป้องกัน ระงับการแพร่เชื้อหรืออันตราย และต้องสวมเครื่องป้องกันอันตรายส่วนบุคคลขณะปฏิบัติงาน

หลักเกณฑ์และวิธีการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อ

1. การกำจัดมูลฝอยติดเชื้อด้วยวิธีการเผาในเตาเผาต้องให้ได้มาตรฐาน คือ ต้องมี 2 ห้องเผา ได้แก่ ห้องเผามูลฝอย ติดเชื้อที่มีอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 760 องศาเซลเซียส ห้องเผาควัน ที่มีอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 1,000 องศาเซลเซียส และควันที่ระบายจากเตาเผาต้องได้มาตรฐานตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด

2. การกำจัดมูลฝอยติดเชื้อด้วยวิธีอื่นจะต้อง ให้ได้มาตรฐานทางชีวภาพ คือ ต้องทำลายเชื้อโรคได้หมด โดยสามารถ ตรวจสอบด้วยวิธีการตรวจวิเคราะห์สปอร์ของเชื้อ Bacillus sterothermophillus และ Bacillus subtilis

3. สถานพยาบาลและห้องปฏิบัติการเชื้ออันตราย ต้องตรวจสอบมาตรฐานการกำจัดเป็นประจำและรายงานให้ท้องถิ่นทราบ

4. สถานที่กำจัดมูลฝอยติดเชื้อจะต้องมีผู้ควบคุมโดยมีบุคคลากรวุฒิวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์สาขาละ 1 คน

5. ผู้ปฏิบัติงานกำจัดมูลฝอยติดเชื้อต้องมีความรู้เกี่ยวกับมูลฝอยติดเชื้อ การป้องกันและระงับการแพร่เชื้อและอันตรายได้  และสวมชุดป้องกันอันตรายส่วนบุคคลขณะปฏิบัติงาน

การจัดการมูลฝอยติดเชื้อที่เกิดจากสถานพยาบาล ในกรุงเทพมหานคร

สถานพยาบาลจะใส่มูลฝอยติดเชื้อไว้ในถุงแดง  แล้วเก็บรวบรวมไว้ในห้องเก็บกัก เพื่อรอการเก็บขนของกองบริการรักษาความสะอาด สำนักรักษาความสะอาด กรุงเทพมหานคร รถเก็บขนมูลฝอยติดเชื้อของสำนักรักษาความสะอาด กรุงเทพมหานคร จะทำการเก็บขนมูลฝอยติดเชื้อมาทำการกำจัดยังโรงงานเผามูลฝอยติดเชื้อ ซึ่งตั้งอยู่ที่ซอยอ่อนนุช
ถุงแดงที่ใส่มูลฝอยติดเชื้อ จะถูกเขี่ยลงถัง เพื่อรอการเผา มูลฝอยติดเชื้อจะถูกป้อนเข้าสู่เตาเผา ซึ่งมีอยู่ 2 เตา  แต่ละเตาสามารถเผามูลฝอยติดเชื้อได้วันละ 10 ตัน

หมายเหตุ แนวทางดังกล่าวนี้เป็นการสรุปเนื้อหาและหลักเกณฑ์ วิธีการด้านสุขลักษณะที่เกี่ยวกับการเก็บรวบรวม การขนและการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อของร่างกฎกระทรวง ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา คาดว่าจะประกาศบังคับใช้ภายในปี พ.ศ. 2543 นี้ อย่างไรก็ตาม ในร่างกฎกระทรวงยังมีรายละเอียดที่ผู้เกี่ยวข้องจะต้องศึกษาทำความเข้าใจอีก เมื่อกฎหมายดังกล่าวได้ประกาศใช้แล้ว


เทคโนโลยีการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อ

เทคโนโลยีการกำจัดมูลฝอย ดังกล่าวต่อไปเป็นรายละเอียดด้านทฤษฎีและมีการปฏิบัติจริงในประเทศไทย เพื่อให้ผู้อ่านได้ทราบหลักการ วิธีการของการทำลายเชื้อและการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อ เพิ่มเติมได้อย่างกว้างขวางมากขึ้น เป็นการเสริมความรู้เบื้องต้นทางด้านเทคนิค อันจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริหาร ของสถาบันพยาบาลของรัฐ และผู้ประกอบการสถานพยาบาลเอกชนในการคัดเลือกเทคโนโลยีเพื่อกำจัดมูลฝอยติดเชื้อต่อไป

เทคโนโลยีการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อ มีหลายวิธี ได้แก่
1. การทำลายเชื้อด้วยสารเคมี (Chemical Disinfection)
2. เตาเผา (Incineration)
3. การทำลายเชื้อด้วยไอน้ำ (Steam Sterilization / Autoclaving)
4. การทำลายเชื้อด้วยความร้อน (Thermal inactivation)
5. การทำลายเชื้อด้วยก๊าซ (Gas Vapor Sterilization)
6. การทำลายเชื้อด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Microwave)
7. การทำลายเชื้อด้วยรังสี (Sterilization by irradiation)

เทคโนโลยีข้างต้นมีปฏิบัติจริงทั้งในและต่างประเทศ บทนี้จะกล่าวถึงวิธีการที่ใช้ในขณะนี้ คือ การทำลายเชื้อด้วยสารเคมี และการเผาในเตาเผา และเทคโนโลยีที่คาดว่าจะมีการใช้ในอนาคตสำหรับประเทศไทย

1. เทคโนโลยีการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อในปัจจุบัน

1.1 การทำลายเชื้อด้วยสารเคมี

การทำลายเชื้อด้วยสารเคมีเป็นการบำบัดเบื้องต้น เป็นวิธีการที่สถานพยาบาลทั้งรัฐและเอกชนใช้มาก่อนวิธีอื่น ส่วนใหญ่จะใช้น้ำยาโซเดียมไอโปคลอไรด์ (Sodium hypochloride) ความเข้มข้น 0.1-0.5% เทคราดบนมูลฝอยติดเชื้อที่ใส่ในถุงพลาสติกแดง จากนั้นปิดปากถุงแล้วนำส่งให้กรุงเทพมหานคร เทศบาลหรือสุขาภิบาล หรือส่งเข้าเผาในเตาเผา

1.2 เตาเผา

การเผาในเตาเผาเป็นกระบวนการที่เปลี่ยนสารที่เผาไหม้ได้ให้เป็นสารที่เผาไหม้ไม่ได้ หรือถ้า ผลพลอยได้จากการเผาไหม้ได้ก๊าซซึ่งจะระบายออกจากปล่องสู่บรรยากาศทั่วไป ส่วนกากเถ้าที่เหลือกำจัดโดยการฝังกลบแบบถูกหลักสุขาภิบาล การใช้เตาเผามีข้อดีซึ่งสามารถลดปริมาณมูลฝอยได้มาก ไม่ต่ำกว่า 90-95 เปอร์เซนต์ของปริมาณมูลฝอยก่อนเผา กากเถ้าที่เหลือน้อยนี้ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการขนส่งและกำจัด
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการเผาไหม้ ได้แก่

- องค์ประกอบของมูลฝอย
- อัตราการป้อนมูลฝอยเข้าเตาเผา
- อุณหภูมิในการเผาไหม้

องค์ประกอบของมูลฝอย มีผลต่อการเผาไหม้โดยเฉพาะความชื้น และค่าความรัอนของมูลฝอย (Heat value) นอกจากนี้อัตราและความถี่ของการป้อนมูลฝอยมีความสำคัญต่อการเผาไหม้ด้วย เมื่อคำนึงถึงการเผาไหม้ให้เป็นไปอย่างสมบูรณ์

อัตราการป้อนมูลฝอย มีผลต่อประสิทธิภาพของเตาเผา ต้องไม่ป้อนมูลฝอยเข้าเตาเผามากจนเกินไป เนื่องจากจะทำให้การเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ และเกิดการคงสภาพของมูลฝอยติดเชื้อได้ อุณหภูมิการเผาไหม้ในเตาเผาทำได้โดยการปรับปริมาณอากาศและเชื้อเพลิง การอุ่นเตาเพื่อให้อุณหภูมิในเตาเผาสูงขึ้นและพร้อมที่จะเผามีความสำคัญก่อนการป้อนมูลฝอย รวมทั้งการปรับอุณหภูมิในเตาเผาระหว่างการเผาไหม้มีความจำเป็นเช่นกัน

มูลฝอยติดเชื้อจะต้องเผาที่อุณหภูมิสูงและมีระยะเวลาในการเผาเหมาะสมเพียงพอในการทำลายชิ้นเนื้ออวัยวะและมูลฝอยติดเชื้อ โดยมีความร้อนหรืออุณภูมิในการเผาไหม้อยู่ระหว่าง 600-1,000 องศาเซลเซียส จึงจะทำให้การเผาไหม้เป็นไปอย่างสมบูรณ์

นอกจากนี้การใช้งานและบำรุงรักษาที่ถูกวิธีก็มีความสำคัญด้วย การมีอุปกรณ์ควบคุมและมีส่วนประกอบเฉพาะของเตาเผาที่ช่วยให้การใช้งานสะดวกและมีระบบควบคุมการทำงานเพื่อให้การเผาไหม้เป็นไปอย่างสมบูรณ์ เช่น การมีอุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิในการเผาไหม้ อุปกรณ์ป้องกันการทำงานของระบบจุดไฟในห้องเผาไหม้มูลฝอยซึงจะไม่ทำงานจนกว่าห้องเผาควันจะเดินเครื่องในการอุ่นเตาก่อน เป็นต้น รวมถึงระบบบันทึกข้อมูลที่ต่อเนื่องกับอุณหภูมิการเผาไหม้ อัตราการป้อนมูลฝอย การใช้นำมันเชื้อเพลิง และปริมาณอากาศที่ป้อนเข้าเตาเผา

สืบเนื่องจากเตาเผามีข้อเสีย ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง และค่าดำเนินการสูงประกอบกับต้องการบุคลากรที่มีความรู้ และทักษะเฉพาะด้านในการควบคุม ใช้งานและบำรุงรักษาที่ถูกวิธี ทั้งต้องหาพื้นที่สำหรับฝังกลบเถ้าในขั้นตอนสุดท้ายด้วย นอกจากนี้ในกรณีที่การเผาไหม้ในเตาเผาไม่สมบูรณ์ ทำให้เกิดปัญหามลภาวะอากาศรวมถึงก่อความรำคาญต่อประชาชนที่อยู่ใกล้เคียง จึงมีความพยายาม ในการหาเทคโนโลยีอื่นในการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อเพื่อทดแทนการใช้เตาเผา ซึ่งในปัจจุบัน นอกจากเตาเผาแล้ว มีการกล่าวถึงเทคโนโลยีอื่นที่จะกำจัดมูลฝอยติดเชื้อบ้าง เช่น การทำลายเชื้อด้วยไอน้ำ (Autoclave) การทำลายเชื้อด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Micowave) แต่การใช้งานในประเทศไทยยังไม่แพร่หลายและเป็นไปในทางปฏิบัติ

รูปแบบของเตาเผา

1) เตาเผามูลฝอยแบบห้องเดี่ยว (Single Chamber Incinerators)


คลิกที่นี่เพื่อขยายแผนผัง

เตาเผามูลฝอยแบบห้องเดี่ยว จะใช้ในการกำจัดมูลฝอยโดยจะป้อนมูลฝอยไปบนตะกรับ (grate) ซึ่งอาจจะเป็นการป้อนด้วยมือ หลังจากนั้นจึงจุดมูลฝอยด้วยไม้ขีดไฟ ก๊าซจากการเผาไหม้จะลอยขึ้นไปทางปล่องควันและออกสู่บรรยากาศ อากาศที่ใช้ในการเผาไหม้จะถูกนำเข้าไปในห้องเผาไหม้ทางช่อง underfire และช่อง overfire ดังแสดงในรูปที่1 อากาศที่ผ่านช่อง underfire จะเป็นแหล่งกำเนิดออกซิเจนที่ใช้ในการเผาไหม้ ในขณะที่อากาศที่เข้าไปในช่อง overfire ซึ่งอยู่ทางส่วนบนของห้องเผาไหม้ จะเป็นตัวป้อนอากาศเสริมให้กับก๊าซจากการเผาไหม้ซึ่ง ณ จุดนี้ยังเต็มไปด้วยคาร์บอนที่ยังไม่เผาไหม้ (แต่ลอยตัวขึ้นมาจากมูลฝอยที่อยู่บนตะกรับ) สารไฮโดคคาร์บอนและอนุภาคต่างๆ เถ้าซึ่งเหลือจากการเผาไหม้จะร่วงจากตะกรับลงสู่พื้นด้านล่างและสามารถตักออกไปได้เมื่อการเผาไหม้สิ้นสุดลงแล้ว



คลิกที่นี่เพื่อขยายแผนผัง

นอกจากนี้ เตาเผาแบบนี้ยังมีส่วนประกอบอื่นๆ ที่ช่วยให้การเผาไหม้สมบูรณ์ขึ้น เช่น อาจจะมีหัวเผาซึ่งจะช่วยเผามูลฝอยที่มีค่าความร้อนต่ำ ในเตาเผาบางแบบจะมีห้องเผาไหม้หลังหรือ post-combustion chamber ดังแสดงในรูปที่ 2 ติดอยู่ทางด้านที่ต่อออกมาจากห้องเผาไหม้แรกห้องเผาไหม้หลังนี้ทำหน้าที่ในการทำลายก๊าซจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์และอนุภาค (เขม่า) จากห้องเผาไหม้แรก และช่วยทำให้ก๊าซจากการเผาไหม้สะอาดขึ้นก่อนที่จะปล่อยออกสู่บรรยากาศ

2) เตาเผามูลฝอยแบบห้องเผาไหม้หลายห้อง (Multiple-chamber incierators)

เตาเผาแบบนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะช่วยให้มีการเผาไหม้ที่สมบูรณืขึ้น โดยออกแบบให้มีห้องเผาไม้หลายห้อง ห้องเปาไหม้แรกทำหน้าที่เผาไหม้มูลฝอย ในขณะที่ห้องเผาไหม้ที่สองจะออกแบบให้มีเวลาที่ต้องใช้เพื่อการเผาไหม้นานขึ้นและอาจจะมีหัวเผาเพิ่มขึ้นด้วยเพื่อช่วยในการเผาไหม้ก๊าซและอนุภาคต่างๆ ซึ่งถูกขับออกมาจากห้องเผาไหม้แรก

เตาเผามูลฝอยแบบนี้สามารถแบ่งได้ 2 ชนิด คือ แบบ retort และ in-line


คลิกที่นี่เพื่อขยายแผนผัง

- เตาเผมแบบ retort จะเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม ซึ่งภายในมีช่องแบ่งหลายๆ ช่อง ช่องแบ่งทำหน้าที่บังคับการไหลของก๊าซจากการเผาไหม้หักมุม 90 องศาทั้งในแนวราบและในแนวดิ่งทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนทิศทางไหลของก๊าซ เขม่าและอนุภาภต่างๆ ที่มากับก๊าซร้อน จะร่วงตกลงมาจากก๊าซ ภาพตัดของเตาเผาแบบนี้แสดงในรูปที่ 3



คลิกที่นี่เพื่อขยายแผนผัง

- เตาเผาแบบ In- line จะมีขนาดใหญ่กว่าเตาเผาแบบ retort การไหลของก๊าซจากการเผาไหม้จะเป็นเส้นตรงในแนวแกนตลอดทั้งเตา โดยจะมีช่องแบ่งเพื่อให้ก๊าซเกิดการหักเหทิศทางดังแสดงในรูปที่ 4 มูลฝอยจะวางอยู่บนตะกรับซึ่งอาจจะเป็นแบบอยู่กับที่หรือแบบเคลื่อนที่ก็ได้ การเคลื่อนที่ของก๊าซร้อนเมื่อผ่านช่องแบ่งภายในเตาก็จะเป็นเช่นเดียวกับเตาเผาแบบ retort คือจะมีอนุภาคต่างๆ ตกลงมาและยังช่วยให้เกิดการไหลแบบปั่นป่วน (turbulene flow) ซึ่งช่วยให้ประสิทธิภาพในการเผาไหม้ดีขึ้น ในห้องเผาไหม้แรกจะมีหัวเผาติดอยู่ ซึ่งทำหน้าที่ในการจุดมูลฝอยให้ติดไฟ ในขณะที่หัวเผาในห้องเผาไหม้ห้องที่สองทำหน้าที่ในการรักษาอุณหภูมิภายในห้องเผาไหม้นี้ให้มีค่าคงที่เพื่อใช้ในการเผาไหม้ก๊าซร้อนและอนุภาคต่างๆ ที่ยังเผาไหม้ไม่สมบูรณ

3) เตาเผาแบบใช้อากาศน้อย (Starved Air)


คลิกที่นี่เพื่อขยายแผนผัง

ได้มีการปรับปรุงเตาเผาแบบนี้มาจากระบบเตาเผาแบบ Pyrolysis รูปที่ 5 แสดงรายละเอียดของเตาเผาแบบนี้ซึ่งจะเป็นได้ว่าห้องเผาไหม้จะถูกแบ่งออกเป็นสองห้อง มูลฝอยจะถูกส่งเข้ามายังห้องเผาไหม้แรกและเป่าอากาศซึ่งมีปริมาณต่ำกว่าปริมาณอากาศที่ต้องการทางทฤษฎีมากเข้ามาทางด้านล่างของมูลฝอย อากาศส่วนนี้ทำหน้าที่ให้ความร้อนเพียงพอที่จะทำให้มูลฝอยติดไฟเท่านั้น อุณหภูมิของห้องเผาไหม้นี้จะอยู่ในช่วง 750-850 องศาเซลเซียส

อากาศอีกส่วนหนึ่งจะป้อนเข้าไป ในห้องเผาไหม้ที่สองซึ่งอยู่ด้านบน เพื่อทำให้เกิดการเผาไหม้กับสารระเหิดและสารแขวนลอยที่มาจากมูลฝอยในห้องเผาไหม้แรก อุณหภูมิของห้องเผาไหม้นี้จะอยู่ที่ประมาณ 1,200 องศาเซลเซียส และเนื่องจากห้องเผาไหม้นี้มีปริมาตรใหญ่จึงทำให้เวลาที่ก๊าซร้อนอยู่ในห้องเผาไหม้ (residence time of gas) เพียงพอที่จะทำปฏิกิริยาการเผาไหม้ ทำให้ก๊าซที่ออกจากห้องเผาไหม้นี้เป็นก๊าซซึ่งเกิดจากการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ ข้อได้เปรียบของเตาเผาระบบนี้อยู่ที่อากาศปริมาณน้อยที่ป้อนเข้าห้องเผาไหม้แรกทำให้เกิดการปั่นป่วนในห้องเผาไหม้น้อย (turbulence) และการเกิดสารระเหิดกับสารแขวนลอยจากมูลฝอยน้อยตามไปด้วย เมื่อเปรียบเทียบกับเตาเผา ซึ่งทำงานด้วยอากาศส่วนมาก (ricdh excess air) นอกจากนั้นการที่อากาศที่ใช้ในการเผาไหม้ถูกควบคุมได้จึงทำให้เตาเผาแบบนี้ง่ายในการควบคุมอุณหภูมิและ ระยะเวลาในการห้องเผาไหม้ของก๊าซและมูลฝอย

2. เทคโนโลยการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อในอนาคต

สำหรับประเทศไทยคาดว่าในอนาคตจะมีการทำเทคโนโลยีอื่นนอกจากการใช้สารเคมีและเตาเผาในการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อ โดยมีวิธีดังต่อไปนี้

2.1 เตาเผา

เตาเผารูปแบบอื่นนอกจากหัวข้อ 5.1.2 แล้ว สำหรับในต่างประเทศมีอีกหลายรูปแบบดังต่อไปนี้

1) เตาเผาไพโรไรซิส (Pyrolysis)


คลิกที่นี่เพื่อขยายแผนผัง
ไพโรไรซิส เป็นกระบวนการเผาไหม้แบบที่ไม่ใช้ออกซิเจนช่วยในการเผาไหม้กระบวนการนี้จำเป็นต้องให้ความร้อนเพื่อก่อให้เกิดปฏิกิริยา (Endothermic reaction) ไม่เหมือนกับเตาเผา ซึ่งใช้อากาศในการเผาไหม้และเป็นกระบวนการที่ให้ความร้อนออกมา (Exother reaction) พิจารณากระบวนการ ไพโรไรซิส ของเซลลูโลส (องค์ประกอบหลักของกระดาษ) ดังต่อไปนี้

C6H10O3 CH4+2CO+3H2O+3C (Endothermic reaction)

ก๊าซซึ่งได้จากกระบวนการนี้คือมีเทต (CH)4) คาร์บอนมอนนอกไซด์ (CO) และไอน้ำ ซึ่งก๊าซที่ได้นี้เป็นก๊าซที่สามารถนำมาทำเป็นเชื้อเพลิงได้ ส่วนเถ้าคาร์บอนที่เหลืออยู่ (3C) ภายในเตาจะประกอบไปด้วยโลหะ ออกไซด์ของโลหะ และอื่นๆ (องค์ประกอบเหล่านี้มาจากมูลฝอยที่ใช้ในกระบวนการ) เตาเผาแบบไพโรไรซิส ได้แสดงไว้ในรูปที่ 6 ในทางปฏิบัติจะเป็นว่ามีการเติมอากาศเข้าไปในห้องเผาไหม้ ทั้งนี้เพื่อช่วยให้เกิดความร้อนกับกระบวนการ อากาศส่วนนี้จะมีปริมาณน้อยกว่าอากาศที่ต้องต้องการตามทฤษฎีมาก เตาเผาแบบนี้จะใช้ได้ดีกับมูลฝอยประเภทกึ่งเหลวกึ่งแข็ง

2) เตาเผาแบบศูนย์กลาง (Central Disposal Incineration Systems)

เตาเผาแบบศูนย์กลางหมายถึงการกำจัดมูลฝอยซึ่งมีที่มาจากหลายแหล่ง หลายชุมชน ซึ่งโดยปรกติจะใช้กับการกำจัดมูลฝอยของแต่ละเมือง หรือใช้ในการกำจัดมูลฝอยอุตสาหกรรม มูลฝอยสำหรับแหล่งที่มีโรงงานอุตสาหกรรมอยู่รวมกัน เช่น นิคมอุตสหากรรม เป็นต้น


คลิกที่นี่เพื่อขยายแผนผัง

เตาเผาแบบศูนย์กลางเป็นเตาเผาขนาดใหญ่ จึงมีการนำความร้อนที่ได้จากการเผาไหม้กลับมาใช้ประโยชน์อีก โดยใช้ในการกำเนิดไอน้ำ ผลิตน้ำร้อน หรือผลิตกระแสไฟฟ้า ตลอดทั้งมีระบบควบคุมมลพิษทางอากาศ เพื่อกำจัดก๊าซพิษ เถ้าลอย เขม่า ก่อนระบายสู่บรรยากาศต่อไปดังแสดงในรูปที่ 7

3) เตาเผามูลฝอยแบบหมุน (rotary kiln)

เตาเผาแบบนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นเตาเผาที่มีความยืดหยุ่นและความสะดวกในการใช้งานมากแบบหนึ่งเนื่องจากใช้เผากำจัดมูลฝอยเกือบทุกประเภทและทุกสถานะ (ก๊าซ ของเหลว และของแข็ง) ปกติจะใช้เตาเผาแบบนี้ในการกำจัดมูลฝอยอุตสาหกรรม ในต่างประเทศได้มีการนำเอาเตาเผาแบบนี้มาใช้กับมูลฝอยแล้ว แสดงเตาเผามูลฝอยแบบหมุน รูปที่ 8 และ 9 ประกอบด้วยห้องเผาไหม้แรกรูปทรงกระบอกวางทำมุมกับแนวราบเล็กน้อย และหมุนได้รอบแกนโดยชุดหมุนซึ่งอาจจะเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าปรับความเร็วรอบได้ จะป้อนมูลฝอยเข้าไปในเตาและมูลฝอยจะเคลื่อนที่ไปยังด้านหนึ่งของเตาเนื่องจากการหมุน การออกแบบเตาเผาจะให้ทำงานในลักษณะที่มูลฝอยที่เคลื่อนตัวไปถึงด้านเตาเผาจะถูกเผาไหม้สมบูรณ์แล้วโดยยกการปรับมุมเอียงและความเร็วรอบของเตา (ปกติอยู่ในช่วง 0.25 ถึง 2.5 รอบต่อนาที) อัตราส่วนความยาวต่อเส้นผ่าศูนย์กลางของเตาเผาที่ใช้ในอุตสาหกรรมอยู่ในช่วง 2:1 ถึง 10:1 กระบวนการเผาไหม้ที่เกิดขึ้นในห้องเผาไหม้แรกนี้จะเหมือนกับที่เกิดขึ้นในเตาเผาแบบ controlled air ห้องเผาไหม้ที่สอง (post combustion หรือ after-burner) ทำหน้าที่เผาไหม้ก๊าซร้อนจากห้องเผาไหม้แรกก่อนที่จะส่งไปยังหม้อไอน้ำหรือระบบบำบัดก๊าซต่อไป


คลิกที่นี่เพื่อขยายแผนผัง

คลิกที่นี่เพื่อขยายแผนผัง

2.2 การทำลายเชื้อด้วยไอน้ำ (Steam Sterilization)

การทำลายเชื้อด้วยไอน้ำ สำหรับมูลฝอยติดเชื้อ ใช้ไอน้ำร้อนตัว ภายในถังแรงดัน (มักเรียกว่า Steam Sterilizer หรือ autoclave หรือ retort) ณ อุณหภูมิสูงเพียงพอสำหรับทำลายเชื้อโรคในมูลฝอยได้ ดังแสดงในรูปที่ 10

ระบบทำลายเชื้อด้วยไอน้ำ จะได้ผลดีขึ้นอยู่กับระยะเวลาและอุณหภูมิ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่มูลฝอยทุกส่วนจะต้องสัมผัสกับอุณหภูมิที่ต้องการตามระยะเวลาที่กำหนด กระบวนการทำลายเชื้อ เริ่มต้นด้วยการแทรกตัวของไอน้ำเข้าในมูลฝอย ทำให้เกิดการนำความร้อนที่ช่วยให้การถ่ายเทความร้อนดีขึ้น การทำลายเชื้อที่มีประสิทธิภาพจะเกิดขึ้นได้ตามอัตราการแทรกตัวของไอน้ำซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่ง การทำให้ไอน้ำแทรกตัวเข้าได้ทั่วถึงทุกส่วน จะต้องไล่อากาศออกจากถึงแรงดันให้หมด ไม่เช่นนั้นอากาศในถังแรงดันจะทำให้ประสิทธิภาพการทำลายเชื้อลดลงเนื่องจาก

- ทำให้อุณหภูมิของไอน้ำลดลง
- ทำให้แรงดันเปลี่ยนแปลงไป
- ทำให้อุณหภูมิแต่ละส่วนของระบบแตกต่างกัน
- ทำให้ใช้เวลานานในการเพิ่มอุณหภูมิ
- ทำให้ไอน้ำแทรกตัวเข้าในมูลฝอยไม่ทั่วถึง

ปัจจัยที่เป็นเหตุให้ไล่อากาศออกไม่หมดอาจเกิดจาก การใช้ถุงพลาสติกกันความร้อนหรือการใช้ภาชนะมูลฝอยที่ลึกเกินไป หรือการป้อนมูลฝอยที่ไม่เหมาะสม ปัจจัยสำคัญที่ต้องคำนึงถึงในการทำลายเชื้อด้วยไอน้ำ คือ

- องค์ประกอบของมูลฝอยติดเชื้อ
- การบรรจุถุงและภาชนะรองรับมูลฝอย
- ปริมาตรของมูลฝอย

1) องค์ประกอบของมูลฝอยติดเชื้อการทำลายเชื้อด้วยไอน้ำใช้ได้ผลดีกับมูลฝอยติดเชื้อที่มีองค์ประกอบหลักเป็นมูลฝอยที่มีความหนาแน่นต่ำ เช่น พลาสติกต่างๆ แต่ไม่ได้ผลดีนักกับมูลฝอยที่มีความหนาแน่นสูง เช่น ชิ้นส่วนอวัยวะ ของเหลวต่างๆ

2) การบรรจุถุงและภาชนะรองรับมูลฝอย ชนิดและความหนาของถุงพลาสติกที่ใช้เป็นเรื่องสำคัญที่มักมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน ถุงพลาสติกที่ทนความร้อนได้รับการพิจารณาว่าไม่เหมาะสมที่จะใช้บรรจุมูลฝอยเข้าทำลายเชื้อด้วยไอน้ำ เพราะเหตุว่าไอน้ำและความร้อนจะไม่สามารถแทรกตัวเข้าสู่มูลฝอยภายในถุง ถุงพลาสติกที่เหมาะสมควรหลอมเหลวเมื่อได้รับความร้อน เพื่อให้มูลฝอยในถุงได้รับความร้อนอย่างทั่วถึง แต่การใช้ถุงประเภทนี้ จะต้องมีภาชนะรองรับที่แข็งแรง ทนทานต่อความร้อนได้ดี ซึ่งมีลักษณะที่เอื้ออำนวยให้ไอน้ำแทรกตัวเข้าในถังได้สะดวก เช่น ด้านบนเปิดกว้าง และไม่ลึกมากเกินไป นอกจากนี้ เพื่อให้ไอน้ำแทรกตัวเข้าได้ทั่วถึงอย่างแท้จริง ถึงและขวดต่างๆ ที่จะส่งเข้าทำลายเชื้อ ควรเปิดฝาเสียก่อน

3) ปริมาตรของมูลฝอยเนื่องด้วยการควบคุมอุณหภูมิให้กระจายทั่วถึงในมูลฝอยปริมาณมากๆ นั้นเป็นไปได้ยาก หากมีมูลฝอยปริมาณมาก ควรแบ่งเข้าเครื่องครั้งละน้อยๆ จะได้ผลดีกว่ามูลฝอยที่เป็นพิษหรือสารเคมีที่อาจแตกตัวรุนแรงเมื่อได้รับความรอ้น หรือมูลฝอยอันตรายไม่ควรนำเข้าทำลายเชื้อด้วยวิธีนี้เพราะจะเกิดอันตรายต่อบุคลากรที่ควบคุมเครื่อง บุคลากรเหล่านี้ควรได้รับการฝึกฝนเทคนิคในด้านความปลิดภัยจากสารเคมีหรือมูลฝอยอันตรายที่อาจปะปนมาในมูลฝอยติดเชื้อด้วย เช่น การใช้อุปกรณ์ป้องกันตัว การป้องกันการหกหล่นของมูลฝอยระหว่างป้อนเข้าเครื่อง การแก้ไขเมื่อเกิดการฟุ้งกระจายของสารเคมีต่างๆ เครื่องบันทึกอุณหภูมิ เป็นสิ่งจำเป็นในการควบคุมการทำงานของเครื่องทำลายเชื้อด้วยไอน้ำ เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ว่าเครื่องทำงานที่เหมาะสมเป็นระยะเวลาครบถ้วนตามต้องการ ขณะเดียวกันจะเป็นสิ่งเตือนเหตุบกพร่องของอุปกรณ์ต่างๆ ได้ด้วย หากไม่สามารถควบคุมได้ตามปกติ กระบวนการทำงานของเครื่องทำลายเชื้อด้วยไอน้ำ จำเป็นต้องมีการตรวจสอบและซ่อมบำรุงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าการทำลายเชื้อ ดำเนินการไปอย่างได้ผลตลอดเวลา นอกจากนี้ควรมีการประเมิณผลทางด้านชีวภาพด้วย โดยใช้ดัชนีที่เหมาะสมกับอุณหภูมิและระยะเวลาที่ออกแบบไว้ เช่น Bacillus Stearothemophilus

2.3 การทำลายเชื้อด้วยความร้อน (Thermal Inactivation)


คลิกที่นี่เพื่อขยายแผนผัง

การทำลายเชื้อด้วยความร้อน เป็นวิธีที่อาศัยหลักการถ่ายเทความร้อน ทำให้เกิดสภาวะที่เชื้อโรคไม่สามารถดำรงอยู่ได้ในมูลฝอย โดยทั่วไปวิธีนี้เหมาะที่จะใช้กับมูลฝอยติดเชื้อปริมาณมากๆ เช่น มูลฝอยที่เกิดจากอุตสาหกรรม

ก. การทำลายเชื้อด้วยความร้อนสำหรับมูลฝอยติดเชื้อในรูปของเหลว

ระบบนี้มีทั้งแบบทำงานไม่ต่อเนื่อง โดยใช้ถังบรรจุมูลฝอยเดี่ยว และแบบทำงานต่อเนื่องโดยใช้ถังบรรจุมูลฝอยคู่ก่อนขั้นตอนทำลายเชื้อ อาจจำเป็นต้องอุ่นมูลฝอยให้ได้อุณหภูมิระดับหนึ่ง และอาจต้องกวนผสมให้มูลฝอยคลุกเคล้าเป็นเนื้อเดียวกัน และให้ความร้อนกระจายทั่วถึงอุณหภูมิที่ใช้และระยะเวลาเก็บกัก ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อโรคที่คาดว่าจะพบในมูลฝอยติดเชื้อของแหล่งที่ต้องการกำจัด

หลังจากทำลายเชื้อแล้ว มูลฝอยที่อยู่ในรูปของเหลวนี้ สามารถทิ้งลงท่อระบายน้ำเพื่อไปบำบัด ณ ระบบบำบัดน้ำเสียต่อไป แต่ต้องคำนึงถึงมาตรฐานน้ำทิ้งของท้องถิ่นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องอุณหภูมิซึ่งมักจะสูงกว่ามาตรฐาน ดังนั้นจึงอาจจำเป็นต้องมีเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนเพื่อลดอุณหภูมิในมูลฝอยก่อนปล่อยทิ้ง

องค์ประกอบของระบบประกอบด้วย ถังเก็บกักมูลฝอย ถังป้อนมูลฝอย เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนโดยใช้ไอน้ำ (heat exchanger) ระบบท่อต่างๆ ระบบตรวจสอบและควบคุมระบบต่อเนื่องไม่จำเป็นต้องใช้ถังเก็บกักมูลฝอยขนาดใหญ่<

ขั้นตอนการทำงานของระบบต่อเนื่อง เริ่มด้วยถังป้อนมูลฝอย ทำหน้าที่รองรับมูลฝอยต่างๆ แล้วสูบจ่ายมูลฝอยผ่านเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนด้วยอัตราคงที่ จากนั้นหมุนเวียนกลับมาที่ถังป้อนมูลฝอยและส่วนอื่นๆ ของระบบจนกระทั่งได้อุณหภูมิตามต้องการ

ข) การทำลายเชื้อความร้อน สำหรับมูลฝอยติดเชื้อในรูปของแข็ง

ระบบนี้ใช้ เทคนิคของความรอ้นแห้งอ (Dry Heat) โดยมูลฝอยจะได้รับความร้อนจากเตาเผาไฟฟ้า เทคนิคนี้มีประสิทธิภาพต่ำกว่าระบบที่ใช้ไอน้ำ ดังนั้นจึงต้องใช้อุณหภูมิสูงกว่าและใช้ใช้เวลานากว่า โดยทั่วไปใช้อุณหภูมิ 160 องศาเซลเซียสถึง 170 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 2 - 4 ชั่วโมง

2.4 การทำลายเชื้อด้วยก๊าซ (Gas/Vapor Sterilization)

การทำลายเชื้อด้วยก๊าซเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่อาจนำมาใช้ทำลายเชื้อในมูลฝอยติดเชื้อเฉพาะอย่าง วิธีนี้ตัวทำลายเชื้อเป็นก๊าซหรือไอสารเคมี สารเคมีที่นิยมใช้ คือ เอทธีลีนออกไซด์ (ethylene oxide) และฟอมัลดีไฮด์ (formaldehyde) ซึ่งอาจเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ได้ การนำมาใช้จึงต้องมีมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด ดังนั้นหากจะพิจารณานำวิธีนี้มาใช้จะต้องเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียให้แน่ชัด ในระยะหลังเอทธีลีนออกไซด์ มักได้รับการแนะนำว่าไม่ควรใช้กับมูลฝอยติดเชื้อส่วนฟอมัลดีไฮด์ ควรใช้กับบุคลากรที่ได้รับการฝึกฝนในการใช้งานมาเป็นอย่างดี การทำลายเชื้อด้วยก๊าซเหล่านี้ มักจะมีก๊าซส่วนที่เหลือจากกระบวนการทำลายเชื้อสะสมอยู่ในมูลฝอย ซึ่งจะระเหยออกมาในภายหลังได้

2.5 การทำลายเชื้อด้วยสารเคมี (Chemical Disinfection)

การทำลายเชื้อด้วยสารเคมี ดังแสดงในรูปที่ 5-11 เป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับมูลฝอยที่เป็นของเหลวแต่ก็ใช้กับมูลฝอยที่เป็นของแข็งได้ด้วย การทำลายเชื้อด้วยสารเคมีให้ได้ผลดีต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ดังนี้

- ชนิดของเชื้อโรค
- ปริมาณเชื้อที่ปนเปื้อน
- ปริมาณวัสดุจำพวกโปรตีน
- ชนิดของสารฆ่าเชื้อโรค
- ความเข้มข้นและปริมาณสารฆ่าเชื้อโรค
- ระยะเวลาสัมผัส
- อื่นๆ เช่น อุณหภูมิ ค่าความเป็นกรดด่าง (pH) เป็นต้น

มูลฝอยที่ทำลายเชื้อด้วยวิธีนี้จะมีสารเคมีเจือปนอยู่ ดังนั้นการนำไปกำจัดต่อไป จะต้องคำนึงถึงกฎหมายของท้องถิ่นด้วย

2.6 การทำลายเชื้อด้วยรังสี (Sterrilization by Irradiation)

การทำลายเชื้อด้วยรังสีเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่พัฒนาขึ้นมาใช้ในระยะหลัง โดยอาศัยประสบการณ์จากการใช้รังสีให้กับเครื่องมือแพทย์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ อาหาร และสินค้า อุปโภคต่างๆ จึงมีการพัฒนาระบบนี้มาใช้กับมูลฝอยติดเชื้อ

ข้อดีของระบบนี้เมื่อเปรียบเทียบกับระบบอื่นๆ ที่ใช้ทำลายเชื้อ ได้แก่

- ใช้ไฟฟ้าน้อย
- ไม่ต้องใช้ไอน้ำ
- ไม่มีความร้อนตกค้างในมูลฝอย
- ประสิทธิภาพดี

ส่วนข้อด้อยขอระบบนี้ คือ

- ค่าใช้จ่ายสูงในการติดตั้งระบบ
- ต้องใช้บุคลากรที่มีความรู้สูง
- ต้องใช้พื้นที่มาก
- มีปัญหาในการกำจัดต้นกำเนิดรังสี

2.7 การทำลายเชื้อด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Microwave Treatment)

การทำลายเชื้อด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เป็นเทคโนโลียใหม่ที่เริ่มพัฒนาขึ้นมาใช้กับมูลฝอยติดเชื้อ เมื่อไม่นานมานี้ ประกอบด้วยส่วนตัดย่อยมูลฝอย (Shredder) และส่วนทำลายเชื้อ ระบบนี้ใช้ความร้อนเป็นตัวทำลายเชื้อ ความร้อนดังกล่าวนี้เกิดขึ้นโดยการฉีดละอองน้ำให้สัมผัสมูลฝอยอย่างทั่วถึง แล้วใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทำให้เกิดความร้อนแก่ละอองน้ำเหล่านั้น

องค์ประกอบสำคัญที่ต้องควบคุมเพื่อให้การทำลายเชื้อด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้ผลดี ได้แก่ การตัดย่อยมูลฝอย อุณหภูมิ และระยะเวลาในการให้ความร้อน การตัดย่อยมูลฝอยมีส่วนสำคัญมาก ซึ่งต้องตัดมูลฝอยให้ย่อยที่สุด และคลุกเคล้าให้ทั่วถึง เพื่อให้ละอองน้ำสัมผัสมูลฝอยได้ทุกจุดไม่เช่นนั้น จะเกิดจุดบอด ซึ่งมูลฝอยบริเวณที่ไม่มีความชื้น จะไม่ได้รับความร้อนเพียงพอ (Cold Spot) โดยทั่วไประบบนี้ควรควบคุมให้ทำงานที่อุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 95 องศาเซลเซียส เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 20 นาที


ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
สำนักจัดการกากของเสียและสารอันตราย
โทรศัพท์ 0 2298 2436 โทรสาร 0 2298 2425
E-mail : hazwaste(at)pcd(dot)go(dot)th




กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม