การนำ“กากของเสีย”จากกระบวนการฆ่าสัตว์ไปใช้ประโยชน์
ลักษณะปริมาณกากของเสียจากโรงฆ่าสัตว์ของเทศบาลต่างๆ
จากการสำรวจ พบว่า สุกรเมื่อเข้าสู่กระบวนการฆ่าสัตว์จนได้ผลิตภัณฑ์ที่พร้อมนำไปจำหน่ายนั้นจะเกิดปริมาณของเสียประมาณ 2.8 - 4.3 กก./ตัว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิธีการเตรียมสุกรก่อนฆ่าและวิธีการฆ่าในแต่ละโรงฆ่าสัตว์ กากของเสียที่มีสัดส่วนปริมาณมากที่สุดคือ มูลจากลำไส้และเศษอาหารในกระเพาะ (ดังรูปที่ 1)

รูปที่ 1 แสดงลักษณะของกากของเสียที่เกิดขึ้นจากการฆ่าสุกร 1 ตัว
1. การนำกากของเสียจากโรงฆ่าสัตว์ไปใช้ประโยชน์ในการเลี้ยงปลา
1.1. การเตรียมบ่อเพื่อเลี้ยงปลา
- ชนิดของปลาที่เหมาะสมแก่การเลี้ยง ควรมีทั้งกลุ่มกินเศษอาหาร (ปลาหมอไทย ปลาดุก ปลานิล ปลาสวาย ฯลฯ) และกลุ่มกินแพลงค์ตอนพืชและแพลงค์ตอนสัตว์ (ปลาไน ปลายี่สกเทศ ปลาตะเพียนแดง ปลาซ่ง ปลานวลจันทร์ ปลาจีน ฯลฯ) ในอัตราส่วน 1:4 ตามลำดับ
- ควรมีการเตรียมบ่อก่อนทำการปล่อยลูกปลาประมาณ 7 - 10 วัน โดยหลังจากเตรียมบ่อด้วยการโรยปูนขาวและตากบ่อแล้ว ให้นำน้ำเข้าบ่อประมาณ 20 - 30 เซนติเมตร นำกากของเสียจากมูลสุกรมาหมักร่วมกับกองฟาง หรือหญ้าและปูนขาวในอัตราส่วน 8:8:0.2 โดยอาจทำเป็นคอกไว้ที่มุมบ่อ 2 ด้าน (รูปท ี่2) ทิ้งไว้ประมาณ 3 - 5 วัน หรือสีของน้ำเป็นสีชาหรือสีน้ำตาล ซึ่งเกิดจากการย่อยอินทรียสารของจุลินทรีย์ จึงเพิ่มระดับน้ำ เป็น 0.5 ม. ทิ้งไว้ประมาณ 5 - 7 วัน น้ำจะเปลี่ยนเป็นสีเขียว เพราะมีสาหร่ายเซลล์เดียวขนาดเล็ก เรียกว่า แพลงค์ตอนพืชซึ่งใช้เป็นอาหารของปลาได้ จึงนำลูกปลามาปล่อย ดังตารางที่ 1
ตารางที่ 1
พื้นที่บ่อ
(ไร่) |
จำนวนปลา
(ตัว/ไร่ ) |
ขนาดปลา
(ซม./กรัม) |
จำนวนปลา
(ตัว/บ่อ) |
กากของเสียสุกร
(กก./วัน ) |
ผลผลิต
(กก./ไร่ ) |
10 |
ตะเพียน |
20% |
3 - 5 ซม.
(3 - 5 กรัม) |
2000 |
2 กก.
ครั้งแรก
เพิ่มครั้งละ 2 กก.
วันเว้นวัน |
5,000 - 7,000 |
| สวาย |
20% |
2000 |
| จีน (ลิ่นฮื้อ) |
40% |
4000 |
| ยี่สกเทศ |
10% |
1000 |
| นิล |
10% |
1000 |
| รวม |
100% |
10000 |
1.2. การให้อาหาร
1.2.1.) กากของเสียจากโรงฆ่าสัตว์
- - ปริมาณที่ให้อาหารวันแรก 2 กก. และเพิ่มทวีคูณวันละ 2 กก. วันเว้นวัน และควรทำที่ให้อาหาร เช่น ใส่กระบะอาหารคล้ายยอกุ้งแขวนหรือวางที่มุมบ่อ (รูปที่ 3)
1.2.2.) ปุ๋ยหมักกากของเสียเพื่อเพิ่มอาหารธรรมชาติในบ่อ
- - สามารถทำได้โดยสร้างคอกหมักกากของเสียเป็นการเฉพาะ วัสดุที่ใช้ในการหมัก ได้แก่ กากของเสียจากโรงฆ่าสัตว์ 8 ส่วน ฟาง/หญ้า 8 ส่วน และปูนขาว 0.2 ส่วน หมักทิ้งไว้ 3 - 5 วัน จึงนำไปใส่บ่อเลี้ยงปลา รายละเอียดดังตารางที่ 2
ตารางที่ 2
| วิธีการคำนวณ |
ปริมาณอาหารหมัก ที่ต้องใช้กรณีให้วันเว้นวัน1 (กก.) |
ปริมาณกากของเสีย (กก.) |
จำนวนสุกรที่เข้าโรงฆ่าสัตว์2 (ตัว) |
ฟาง/หญ้า (กก.) |
ปูนขาว (กก.) |
| ต่อวัน |
100 |
50 |
18 |
50 |
1.25 |
| ต่อสัปดาห์ |
700 |
350 |
123 |
350 |
8.75 |
| ต่อเดือน |
3,000 |
1,500 |
525 |
1,500 |
37.5 |
| ต่อปี |
365,000 |
182,500 |
63,875 |
182,500 |
4,562.5 |
หมายเหตุ
- 1พิจารณาขนาดพื้นที่บ่อ 10 ไร่ และปริมาณการให้อาหาร 20 กก./ไร่
- 2 สุกร 35 ตัว ก่อให้เกิดกากของเสียจากโรงฆ่าสัตว์ ประมาณ 100 กก.
รูปที่ 2 การแบ่งพื้นที่ให้อาหารของบ่อเลี้ยงปลา |
รูปที่ 3 แสดงที่ใส่กากของเสียจากสุกร |
1.3) การให้อาหารเสริม
- การปลูกแหน โดยทำกรอบไม้ไผ่ที่ขอบบ่อโดยกั้นเป็นช่องๆ ( รูปที่ 2 ) เพื่อป้องกันไม่ให้แหนเจริญเติบโตปิดพื้นที่ผิวน้ำ เช่น อาจทำช่องละ 1 X 3 ตารางเมตร
- การใส่มูลวัวหรือมูลไก่แห้ง สัปดาห์ละ 20 กก./ไร่
การสังเกตปริมาณแพลงค์ตอนพืชอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากหากแพลงค์ตอนพืชเกิดมากเกินไปจะดึงเอาออกซิเจนจากน้ำไปมากเกินทำให้ปลาตายได้ ทั้งนี้ปริมาณแพลงค์ตอนพืชที่เหมาะสมสังเกตได้จากสีของน้ำควรเป็นสีเขียวจาง (ในระดับที่มองไม่เห็นก้นบ่อ) หรือใช้เครื่องมือตรวจวัดที่เรียกว่า Sacchidisk เกษตรกรสามารถทำได้เองโดยใช้แผ่นไม้ตัดเป็นวงกลมแล้วทาสี ขาว - ดำ ตามแบบ

โดยใช้ด้านล่างถ่วงกับตะกั่ว ด้านบนใช้ไม้หรือเชือกทาสีเป็นระยะห่างกัน 10 เซนติเมตร เพื่อใช้วัดโดยปล่อยแผ่นไม้ลงในน้ำแล้วค่อยๆ ดึงเชือกหรือแท่งไม้ขึ้นมาและหยุดเมื่อมองเห็นสีขาวที่แผ่นวงกลมแล้วใช้มือจับระดับเชือกหรือไม้ที่ผิวน้ำจะทำให้ทราบความลึกของน้ำหรือความเข้มสีน้ำที่เหมาะสม คือ 30 - 40 เซนติเมตร ถ้าได้ค่า 20 เซนติเมตร หรือน้อยกว่านี้ แสดงว่าสีน้ำเข้มไปควรมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำ แต่ถ้าได้ 60 เซนติเมตร หรือความเข้มข้นสีน้ำจางแสดงว่ามีแพลงค์ตอนพืชน้อยอาจมีอาหารไม่เพียงพอสำหรับปลาควรเพิ่มปริมาณปุ๋ยหมัก ถ้าสีน้ำเป็นสีเขียวเข้มต้องถ่ายน้ำออกและเติมน้ำใหม่เข้ามาหรือช่วงเวลาหลังเที่ยงคืนถึงเช้ามืดปริมาณออกซิเจนในน้ำจะต่ำอาจใช้เครื่องเป่าลมเพิ่มออกซิเจนในน้ำ เป็นต้น
2. การนำของเสียจากโรงฆ่าสัตว์ไปใช้ประโยชน์ในการเพาะเลี้ยงไรแดง
ไรแดงเป็นสัตว์น้ำ จำพวก Crustacean ที่มีขนาดเล็ก พบอาศัยอยู่ทั่วไปในแหล่งน้ำธรรมชาติ และได้ถูกนำมาใช้เป็นอาหารสำหรับการเลี้ยงลูกปลาวัยอ่อน ไรแดงแต่ละตัวจะมีอายุประมาณ 4 - 6 วัน ไรแดง 1 แม่พันธุ์ สามารถให้ลูกได้ถึง 5 รุ่น หรือเฉลี่ย 15 ตัว/แม่พันธุ์ การเจริญเติบโตของไรแดงจากตัวอ่อนจนเป็นตัวเต็มวัยใช้เวลา 20 - 28 ชั่วโมง อาหารของไรแดงส่วนมากเป็นพวกบัคเตรี และแพลงค์ตอน
2.1.) ผลการศึกษาทางวิชาการเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงไรแดง
วิธีการเพาะเลี้ยงไรแดงในบ่อที่ได้ทดลองโดยนักวิชาการและประสบผลสำเร็จมาแล้วมีด้วยกันหลายวิธี เช่น การใช้ปุ๋ยมูลสัตว์ เลือดสัตว์ กากถั่ว และอาหารปลาอัดเม็ดสูตร สปช. ซึ่งแต่ละวัสดุที่ใช้มีวิธีการดำเนินการตามขึ้นตอนดังนี้
2.1.1.) การใช้ปุ๋ยมูลสัตว์ ปุ๋ยมูลสัตว์ที่นิยมใช้กันทั่วๆ ไป ได้แก่มูลไก่ มูลวัวและมูลสุกร แต่จากการทดลองเพาะไรแดงในถังซีเมนต์กลมโดยใช้มูลสัตว์ทั้ง 3 ชนิด ดังกล่าวปรากฏว่ามูลไก่ได้ผลดีที่สุด โดยมีวิธีดำเนินการดังนี้
- สูบน้ำจากบ่อลงในถังซีเมนต์กลมให้ระดับน้ำสูงจากพื้นบ่อประมาณ 40 เซนติเมตร
- เติมปุ๋ยมูลไก่แห้งลงในบ่อในอัตราส่วน 1.75 กรัม/ลิตร
- หลังจากเติมน้ำมูลไก่แห้งลงในบ่อแล้วประมาณ 2 - 3 วัน เติมเชื้อไรแดงลงในบ่อปริมาณ 5 กรัม/ตารางเมตร (น้ำหนักไรแดงเปียก)
- ไรแดงจะเริ่มมีปริมาณมากในวันที่ 3 - 4 หลังจากเติมเชื้อไรแดงลงในบ่อ
2.1.2.) การใช้อาหารเม็ดสูตร สปช.,วิรัตดา (2526) ได้ทดลองเพาะไรแดงในบ่อซีเมนต์ ขนาด 50 ตารางเมตร โดยใช้อาหารเม็ดสูตร สปช. ซึ่งมีส่วนประกอบของปลาป่น 16%, กากถั่วลิสงป่น 24%, กากถั่วเหลืองป่น 14%, รำละเอียด 30%, ปลายข้าว 15%, วิตามินแร่ธาตุ 1% โดยมีขั้นตอนในการดำเนินงานดังนี้
- เติมน้ำบาดาลลงในบ่อซีเมนต์ซึ่งวิดตากแห้งแล้ว 1 วันให้มีระดับน้ำสูงจากพื้นบ่อ 20 เซนติเมตร
- ใส่อาหารเม็ดสูตร สปช. 2 ลงในบ่อ (โรยอาหารเม็ดให้ทั่วพื้นบ่อ) ในอัตราส่วน 140 กรัม/ตารางเมตร ทิ้งไว้ 1 คืน
- ใส่ไรแดงลงในบ่อจำนวน 250 กรัม หรือ 5 กรัม/ตารางเมตร ทิ้งไว้ 1 คืน เติมน้ำเพิ่มสูงขึ้นอีก 20 เซนติเมตร
- หลักจากเพิ่มน้ำลงในบ่อแล้ว 3 วัน ไรแดงจะเริ่มมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น
2.1.3.) การใช้เลือดสัตว์, ผะอบ (2511) ได้ทดลองเพาะไรแดงโดยใช้เลือดสัตว์ ดินสวน และน้ำ ประกอบเป็น stock culture medium ในบ่อซีเมนต์ขนาด 4 - 5 ตารางเมตร โดยใช้เลือดสัตว์ 1 ลิตร + ดินสวน 910 กรัม + น้ำ 5 ลิตร เตรียมทิ้งไว้ 3 วัน นำมากรองและเติมน้ำบาดาลลงไปให้มีความเข้มข้น 1:20 (stock culture medium 1 ส่วน + น้ำบาดาล 20 ส่วน) และปล่อยไรแดงลงไปในบ่อๆ ละ 1,000 ตัว
2.1.4.) การเพิ่มผลผลิตไรแดงในบ่อซีเมนต์
ศึกษาการเพาะเลี้ยงไรแดงในบ่อซีเมนต์ขนาด 50 ตารางเมตร ระดับน้ำสูงจากพื้นก้นบ่อ 30 - 40 เซนติเมตร รักษาคุณภาพของน้ำให้เหมาะสม คือ อุณหภูมิ (Temperature) 25 - 30 องศาเซลเซียส, สีของน้ำ (Color) เป็นสีเขียวใส, ความโปร่งใส (Transparency) 15 - 20 เซนติเมตร, ค่าความเป็นกรด - ด่าง (pH) 8.5 - 9.5 มิลลิกรัมต่อลิตร มีปริมาณออกซิเจนละลายอยู่ในนั้น (DO) 2.0 - 3.0 มิลลิกรัมต่อลิตร และสุดท้ายความเค็ม (Salinity) ต้องไม่เกิน 1 ส่วนในพัน จากนั้น 3 - 5 วัน เก็บเกี่ยวผลผลิตไรแดง 50 เปอร์เซ็นต์ เติมอินทรีย์วัตถุ 50 เปอร์เซ็นต์ ของการเติมครั้งแรกทุก 4 วัน และถ่ายน้ำเข้าออก 10 เซนติเมตร ทุก 7 วัน
จากผลการศึกษา พบว่า การผลิตไรแดงให้ได้ปริมาณมากสามารถทำได้โดยใช้อินทรีย์วัตถุร่วมกับปุ๋ยอนินทรีย์ อินทรีย์วัตถุที่ใช้คือ ปลาป่น (1,000 กรัม) กากถั่วเหลือง/ถั่วลิสง (300 กรัม) และรำละเอียด (2,500 กรัม) สำหรับปุ๋ยอนินทรีย์ทั้งนี้ที่ใช้คือ ปุ๋ย NPK สูตร 15-15-15 (200 กรัม) และปุ๋ยยูเรีย สูตร 45-0-0 (70 กรัม) ทั้งนี้อินทรีย์วัตถุทั้ง 3 ชนิดต้องนำไปหมักในภาชนะเฉพาะนานประมาณ 24 - 50 ชั่วโมง และกระจายอินทรีย์วัตถุให้ทั่วบ่อทิ้งไว้ 8 ชั่วโมง ก่อนเติมเชื้อไรแดง (ประมาณ 250 กรัม)
2.2.) การประยุกต์นำกากของเสียจากโรงฆ่าสัตว์ไปเพาะเลี้ยงไรแดงในบ่อซีเมนต์
การนำกากของเสียจากโรงฆ่าสัตว์ไปเพาะเลี้ยงไรแดง สามารถดำเนินการเหมือนกับการเพาะเลี้ยงไรแดงทั่วไป โดยเพิ่มเติมการนำกากของเสียจากโรงฆ่าสัตว์ ได้แก่ มูลจากลำใส้/เศษอาหารในกระเพาะ น้ำเลือด เศษเครื่องในและพังผืด มาหมักเพื่อเป็นอาหารผสมในการเพาะเลี้ยงไรแดง และในการหมักต้องผสมกากของเสีย 11 ส่วน หญ้า/ฟาง 1 ส่วน:น้ำ 2 ส่วน:ปูนขาว 0.2 ส่วน หมักทิ้งไว้ประมาณ 2 - 3 วัน จะได้อาหารหมักสำหรับนำไปใช้เป็นอาหารแพลงค์ตอนพืช จากนั้นนำไปผสมกับปุ๋ยอนินทรีย์และเชื้อน้ำเขียวในบ่อเลี้ยงไรแดง ทิ้งไว้ 3 วัน ก่อนนำแม่พันธุ์ไรแดงลงไปเพาะเลี้ยง สำหรับวิธีการเพาะเลี้ยงไรแดงตามหลักวิชาการสามารถขอข้อมูลและคำปรึกษาเพิ่มเติมได้ที่ กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือประมงจังหวัดทุกแห่ง
3. การนำกากของเสียจากโรงฆ่าสัตว์ไปทำปุ๋ยหมักอินทรีย์
กากของเสียที่จะนำมาใช้ปุ๋ยหมักอินทรีย์ ได้แก่ มูลสัตว์จากคอกพัก เศษอาหารในกระเพาะและลำไส้ สำหรับการทำปุ๋ยหมักมีวิธีเหมือนกับการทำปุ๋ยหมักจากเศษพืช (เช่น ฟางข้าว เศษและซังข้าวโพด เศษต้นถั่ว เศษต้นอ้อย เป็นต้น) กับมูลสัตว์ทั่วไป ดังนี้ (รูปที่ 4)
- การเลือกสถานที่กองปุ๋ยหมัก ตั้งอยู่ใกล้แหล่งกำเนิดของเศษพืชและแหล่งน้ำ มีพื้นที่เพียงพอในการทำปุ๋ยหมัก และไม่ควรมีน้ำขัง
- ลักษณะกองปุ๋ยหมัก มีทั้งกองบนพื้นและกองในหลุม อาจกำหนดให้มีความกว้างประมาณ 3 เมตร สูงประมาณ 1 - 1.5 เมตร ความยาวให้พิจารณาตามความเหมาะสม การจัดแบ่งวัสดุหมัก จะจัดแบ่งเป็นชั้นๆ สลับไปมาระหว่างเศษพืชและกากของเสีย
- วัสดุที่ใช้ในการทำปุ๋ยหมัก หากใช้เศษพืชกับกากของเสีย ควรใช้อัตราส่วน เศษพืช 100 ส่วน ต่อกากของเสียประมาณ 20 ส่วน
- การดูแลกองปุ๋ยหมัก ควรกลับกองปุ๋ยหมักประมาณ 7 - 10 วันต่อครั้ง และรักษาความชื้อกองปุ๋ยหมักให้อยู่ในระดับ 50 - 70 เปอร์เซ็นต์ (สอดมือเข้าไปในกองปุ๋ยหมัก จะชื้นแต่ไม่แฉะ) โดยการรดน้ำอย่างสม่ำเสมอหรือใช้วัสดุบางประเภทปิดคลุ่มบนกองปุ๋ยหมัก เพื่อลดการระเหยของน้ำ เช่น แผ่นพลาสติก ใบทางมะพร้าวแห้ง เป็นต้น
- การพิจารณาปุ๋ยหมักที่เหมาะแก่การนำไปใช้ประโยชน์ ควรมีธาตุอาหารพืชพอสมควร และเมื่อใส่ลงดินแล้ว ไม่ทำให้พืชเป็นอันตราย โดยสังเกตว่าจะมีสีน้ำตาลเข้มจนถึงสีดำ อ่อนนุ่มและยุ่ยหรือขาดออกจากกันได้ง่าย กลิ่นจะไม่เหม็น อุณหภูมิในกองปุ๋ยใกล้เคียงกับอุณหภูมิภายนอก บางครั้งอาจสังเกตว่ามีพืชเจริญเติบโตในกองปุ๋ยได้ ในส่วนเกณฑ์เบื้องต้นในการพิจารณาคุณภาพปุ๋ยหมักมีดังนี้ คือ
- อัตราส่วนสารประกอบคาร์บอนต่อไนโตรเจน (C/N ratio) ไม่มากกว่า 20 : 1
- เกรดปุ๋ยไม่ควรต่ำกว่า 0.5 - 0.5 - 1.0 (% ของ N, P2 O5,K2O ตามลำดับ)
หมายเหตุ : ประมาณการจากข้อมูลทางวิชาการ หากนำไปใช้จริงสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม โดยสังเกตจากลักษณะสีของน้ำเขียวในบ่อเพาะเลี้ยงไรแดง
- ความชื้นของปุ๋ยหมักไม่ควรมากกว่า 35 - 40 % (โดยน้ำหนัก)
- ปริมาณอินทรีย์วัตถุประมาณ 25 - 50 % (โดยน้ำหนัก)
- ความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ประมาณ 6.0 - 7.5
- ไม่ควรมีวัสดุเจือปนอื่นๆ

รูปที่ 4 แสดงลักษณะเบื้องต้นกองปุ๋ยหมักกากของเสียจากโรงฆ่าสัตว์กับเศษพืช
เรียบเรียงโดย นายรังสรรค์ ปิ่นทอง ,
นางพิศมัย สมสืบและนายพีรพัฒน์ พรชนะรัตน์
|