ปัญหาน้ำเสียจากการเกษตรกรรม
สถานการณ์น้ำเสียจากการเกษตรกรรม
แนวทางในการลดและแก้ไขปัญหามลพิษจากการเกษตร


ปัญหาน้ำเสียจาการเกษตรกรรม

กิจกรรมด้านการเกษตรกรรม ซึ่งประกอบด้วยการปศุสัตว์ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด การเพาะปลูก อาจทำให้เกิดน้ำทิ้งที่มีความสกปรกไม่สูงแต่มีปริมาณมาก เช่น น้ำเสียการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด และการเพาะปลูก หรืออาจทำให้น้ำทิ้งซึ่งมีความสกปรกสูง เช่น น้ำทิ้งจากการเลี้ยงสุกร น้ำทิ้งดังกล่าวทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้หลายรูปแบบ เช่น ทำให้คุณภาพน้ำของแหล่งรองรับน้ำทิ้งอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินลดลง หรืออาจทำให้เกิดการตกค้างของยาปราบศัตรูพืชในสิ่งแวดล้อมเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้ใช้และผู้บริโภค เกิดสภาพยูโทรฟิเคชั่น (Eutrophication) จากการเพิ่มขึ้นของสาหร่ายและพืชน้ำอย่างรวดเร็ว จากการที่แหล่งน้ำได้รับธาตุอาหารเพิ่มมากขึ้น

1. สถานการณ์น้ำเสียจาการเกษตรกรรม

    1.1 ด้านการปศุสัตว์
การผลิตปศุสัตว์หลักของประเทศจะเป็นการเลี้ยงสัตว์ปีก การเลี้ยงสุกร และโคเนื้อ ซึ่งมีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงดังแสดงในรูปที่ 1

ปริมาณการเลี้ยงปศุสัตว์ในช่วงปี 2541-2545

รูปที่ 1 ปริมาณการเลี้ยงปศุสัตว์ในช่วงปี 2541-2545

ที่มา : ปัญหาน้ำเสียจากการเกษตรกรรม โดยกรมควบคุมมลพิษ มิถุนายน 2547

จากโครงสร้างการผลิตภาคปศุสัตว์พบว่า การเลี้ยงสุกรทำให้เกิดน้ำเสียที่มีปริมาณความสกปรกสูงและระบายลงสู่แหล่งน้ำมากที่สุด จึงเป็นสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อแหล่งน้ำ สำหรับการเลี้ยง ปศุสัตว์อื่น ลักษณะการแพร่กระจายของมลพิษหรือของเสียลงสู่แหล่งน้ำจะเกิดขึ้นจากน้ำฝนที่ไหลชะพื้นที่ซึ่งไม่เกิดผลกระทบโดยตรงต่อแหล่งน้ำ ทั้งนี้ การศึกษาเกี่ยวกับการแพร่กระจายของความสกปรกที่เกิดขึ้นในลักษณะดังกล่าวยังไม่ชัดเจน ดังนั้น การประเมินปริมาณความสกปรกที่ระบายลงสู่แหล่งน้ำจึงคำนวณจากการเลี้ยงสุกรเป็นหลัก

ผลการศึกษาของกรมควบคุมมลพิษพบว่า การเลี้ยงสุกรจะทำให้เกิดปริมาณน้ำเสียเฉลี่ย 10 15 และ 20 ลิตร/ตัว/วัน สำหรับฟาร์มสุกรขนาดใหญ่ ขนาดกลางและขนาดเล็ก ส่วนปริมาณความสกปรกในรูปบีโอดีมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3,000 2,500 และ 1,500 มิลลิกรัม/ลิตร สำหรับฟาร์มสุกร แต่ละขนาดตามลำดับ (ตารางที่ 1) ซึ่งเมื่อประเมินเป็นปริมาณความสกปรกในรูปบีโอดีรวมที่เกิดขึ้นทั้งหมดพบว่า ภาคกลางที่มีปริมาณการเลี้ยงสุกรมากที่สุด รองลงมาเป็นภาคตะวันออก (ตารางที่ 2)


ตารางที่ 1 ปริมาณและลักษณะโดยเฉลี่ยของน้ำเสียจากฟาร์มสุกรจำแนกตามฟาร์ม
 ขนาดของฟาร์ม
 อัตราการเกิดน้ำเสีย (ลิตร/ตัว/วัน)
 ลักษณะของน้ำเสีย (มิลลิกรัม/ลิตร)
บีโอดี
ซีโอดี
สารแขวนลอย
ทีเคเอ็น
ฟอสฟอรัสทั้งหมด
ขนาดใหญ่
10
3,000
7,000
4,800
540
8.0
ขนาดกลาง
15
2,500
6,800
3,000
540
9.5
ขนาดเล็ก
20
1,500
4,000
2,000
400
17.0


ตารางที่ 2 ปริมาณความสกปรกในรูปบีโอดีจากฟาร์มสุกร ปี 2545 จำแนกตามขนาดฟาร์ม
ภาค
ปริมาณความสกปรกของน้ำทิ้งจากฟาร์มสุกร (กิโลกรัมบีโอดี/วัน)
ขนาดเล็ก
ขนาดกลาง
ขนาดใหญ่
รวมทุกขนาด
เหนือ
4,247
1,941
11,338
17,526
ตะวันออกเฉียงเหนือ
4,386
2,004
11,708
18,097
กลาง
9,707
4,437
25,914
40,059
ตะวันออก
5,571
2,546
14,871
22,988
ใต้
2,928
1,338
7,815
12,080
รวม
26,838
12,266
71,646
110,750

    1.2 ด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจะประกอบด้วยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด สัตว์น้ำกร่อยและสัตว์น้ำชายฝั่ง มีความแตกต่างกันตามลักษณะนิเวศวิทยาและพื้นที่ สำหรับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดประกอบด้วยการเพาะเลี้ยงปลากินพืช ปลากินเนื้อ กุ้งก้ามกรามและสัตว์น้ำอื่นๆ เช่น จระเข้ กบ ซึ่งส่วนใหญ่จะเลี้ยงในบ่อ

พื้นที่การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ระหว่างปี 2539-2544 ดังแสดงในรูปที่ 2 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเลี้ยงปลากินพืช รองลงมาเป็นปลากินเนื้อ และส่วนใหญ่เลี้ยงมากในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ โดยจังหวัดที่มีการเพาะเลี้ยงอันดับต้นของประเทศ ได้แก่ จังหวัดสมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรี นครพนมและนครปฐม

พื้นที่การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดในช่วงปี 2539 - 2544

รูปที่ 2 พื้นที่การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดในช่วงปี 2539 - 2544

จากการศึกษาของกรมควบคุมมลพิษในปี 2544 ประมาณปริมาณและคุณภาพน้ำทิ้งระหว่างการเลี้ยงและตะกอนของเสียที่เกิดขึ้นในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตดังแสดงในตารางที่ 3 และ 4


ตารางที่ 3 ปริมาณและลักษณะโดยเฉลี่ยของน้ำทิ้งจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจำแนกตามประเภทการเลี้ยง
ประเภทสัตว์น้ำ
จำนวนรอบการเลี้ยง
(รอบ/ปี)
ปริมาณและลักษณะน้ำทิ้ง
ปริมาณความสกปรก
(กก./ไร่/วัน)
ปริมาณเลน (ลบ.ม/ไร่/รอบการเลี้ยง)
ปริมาณน้ำทิ้ง
(ลบ.ม./ไร่/รอบการเลี้ยง)
ลักษณะน้ำทิ้ง
(BOD) (มก./ล.)
ระหว่างเลี้ยง
ขณะจับ
ระหว่างเลี้ยง
ขณะจับ

ปลากินเนื้อ

-ปลาช่อน

-ปลากินเนื้ออื่น

 

1.2

2.0

 

87,000

1,200

 

5,600

4,200

 

15

16

 

21

14

 

4.99

0.77

 

220

178

ปลากินพืช
1.0
300
2,500
13
21
0.24
91
กุ้งก้ามกราม
1.0
6,700
2,700
9
17
0.36
160


ตารางที่ 4 ปริมาณความสกปรกในรูปบีโอดีของน้ำทิ้งจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ปี 2544
ภาค
ปริมาณความสกปรกในรูปบีโอดีของน้ำทิ้งจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด
ปลากินเนื้อ
ปลากินพืช
กุ้งก้ามกราม
รวม
ภาคกลาง
18,102
26,084
6,751
50,937
ภาคตะวันออก
7,582
48,707
634
56,992
ตะวันออกเฉียงเหนือ
7,945
42,938
115
50,997
เหนือ
4,835
13,508
5
18,348
ใต้
6,122
2,149
0
8,270
รวม
44,585
133,385
7,505
185,475


    1.3 ด้านการเพาะปลูกพืช
จากพื้นที่ประเทศไทยทั้งประเทศ ประมาณ 320 ล้านไร่ โดยเป็นนเนื้อที่ทางการเกษตรประมาณ 130 ล้านไร่ แบ่งออกเป็นการใช้ที่ดินเพื่อการทำนา พืชไร่ ไม้ผล/ไม้ยืนต้น และสวนผัก/ไม้ดอก ดังแสดงในรูปที่ 3

พื้นที่การเพาะปลูกหลักของประเทศไทย ในช่วงปี 2540/41-2544/45


รูปที่ 3 พื้นที่การเพาะปลูกหลักของประเทศไทย ในช่วงปี 2540/41-2544/45

ที่มา : สำนักเศรษฐกิจการเกษตร
       *ไม่มีตัวเลขทางสถิติสำหรับ สวนผัก/ไม้ดอก ไม้ผล/ไม้ยืนต้น และพืชไร่ ในปี 42-45


จากโครงสร้างการเพาะปลูกพืชพบว่า ปัญหามลพิษที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อแหล่งน้ำมากที่สุด จะเกิดจากการทำนาเป็นหลัก เนื่องจากการทำนาข้าวมีการใช้น้ำ ปุ๋ย และสารเคมีจำนวนมาก รวมทั้งมีพื้นที่การปลูกมาก เกือบ 1 ใน 3 ของพื้นที่ประเทศและกระจายอยู่ทั่วทุกภาค ทั้งนี้ ลักษณะการแพร่กระจายของมลพิษจะเกิดมากในช่วงที่ต้องมีการระบายน้ำออกจากนา ภายหลังการปลูกข้าวและก่อนการเก็บเกี่ยว หรือจากน้ำฝนที่ไหลชะพื้นที่ ดังนั้น การประเมินปริมาณของพืชที่ระบายลงสู่แหล่งน้ำจึงจะคำนวณจากการทำนาเป็นหลัก


ผลการศึกษาของกรมควบคุมมลพิษพบว่า ปริมาณน้ำทิ้งที่ระบายออกจากนาข้าวในช่วงการทำนาปี และนาปรัง ดังแสดงในตารางที่ 5 ซึ่งเมื่อประเมินเป็นปริมาณความสกปรกรวมที่เกิดขึ้นทั้งหมดพบว่าภาคกลางมีปริมาณความสกปรกเกิดขึ้นมากที่สุด แม้ว่าจะมีพื้นที่ทำนาน้อยกว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากมีพื้นที่การทำนาปรังมากดังตารางที่ 6


ตารางที่ 5 ปริมาณและลักษณะโดยเฉลี่ยของน้ำทิ้งจากการทำนาข้าว
ประเภทการทำนา
ปริมาณและลักษณะน้ำทิ้ง
ปริมาณน้ำทิ้ง
(ลบ.ม./ไร่/ปี)
ลักษณะน้ำทิ้ง
(BOD)(มก.ล.)
ปริมาณความสกปรก
(กก./ไร่/วัน)
นาปี
820
2.4
0.005
นาปรัง
488
5.5
0.007


ตารางที่ 6 ปริมาณความสกปรกในรูปบีโอดีจากการทำนาข้าว ปี พ.ศ.2545 แยกเป็นรายภาค
ภาค
ปริมาณความสกปรกในรูปบีโอดี
(กก./วัน)
(กก./ไร่/วัน)
ภาคเหนือ
85,693.7
0.00559
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
178,123.0
0.00530
ภาคกลาง
72,392.3
0.00603
ภาคตะวันออก
16,301.1
0.00552
ภาคใต้
12578.4
0.00536
รวม
365,088.5
-




2. แนวทางในการลดและแก้ไขปัญหามลพิษจากการเกษตร

    2.1 การพัฒนาแนวทางหรือเกณฑ์ปฏิบัติที่เหมาะสมเพื่อให้เกษตรกรใช้เป็นแนวทางในการลดปัญหามลพิษที่แหล่งกำเนิด
ขณะนี้ ส่วนน้ำเสียเกษตรกรรมกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการดังต่อไปนี้
2.1.1 การพัฒนาต้นแบบการจัดการการเลี้ยงและการบำบัดของเสียและน้ำทิ้งจากบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้เป็นไปตามมาตรฐานน้ำทิ้งที่กำหนดและเป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับเกษตรกร
2.1.2 การพัฒนาวิธีการจัดการฟาร์มสุกรหรือเกณฑ์การปฏิบัติเพื่อควบคุมและลดการระบายกลิ่นออกสู่ภายนอกฟาร์ม เพื่อนำไปสู่การกำหนดมาตรฐานกลิ่นจากฟาร์มสุกรในอนาคต
2.1.3 การพัฒนาเกณฑ์การปฏิบัติที่ดีในการลดมลพิษในนาข้าว (BMPs) โดยเน้นที่มลพิษหลักทั้งมลพิษทางน้ำและอากาศ

    2.2 การบังคับใช้กฎหมาย ระเบียบ ด้านสิ่งแวดล้อม
2.2.1 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 55 และ 69 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มีการออกประกาศมาตรฐานเพื่อควบคุมการระบายน้ำเสียจากกิจกรรมการเกษตร คือประกาศกำหนดมาตรฐานเพื่อควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากฟาร์มสุกรและกำหนดให้การเลี้ยงสุกรขนาดกลางและขนาดใหญ่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่จะต้องถูกควบคุมการปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะหรือออกสู่สิ่งแวดล้อม




ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
สำนักจัดการคุณภาพน้ำ
โทรศัพท์ 0 2298 2192, 0 298 2221-4 โทรสาร 0 2298 2202
E-mail : sunee(dot)t(at)pcd(dot)go(dot)th

 

หน้าแรก | เกี่ยวกับคพ. | ข้อมูลและบริการ | ประชาสัมพันธ์ | ดาวน์โหลด | ติดต่อเรา | Site Map Switch to PCD English home page
Copyright © 2004 by Pollution Control Department. All rights Reserved.
เกิดจากชายฝั่ง เกิดในทะเล น้ำมันรั่ว น้ำเปลี่ยนสี ขุดร่องน้ำ แท่นขุดเจาะ เหมืองแร่ ชุมชน อุตสาหกรรม เกษตรกรรม ท่องเที่ยว ท่าเรือ แหล่งกำเนิดมลพิษ มลพิษจากชุมชน มลพิษจากเกษตรกรรม มลพิษจากท่าเรือและสะพานปลา มลพิษจากการท่องเที่ยว มลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม มลพิษจากการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ มลพิษจากการรั่วไหลของน้ำมัน มลพิษจากการขุดร่องน้ำ มลพิษจากการทำเหมืองแร่ในทะเล มลพิษจากปรากฎการณ์น้ำเปลี่ยนสีหรือขี้ปลาวาฬ