502 Bad Gateway


nginx
:เหตุการณ์ปลาตายในแม่น้ำเจ้าพระยา



เหตุการณ์ปลาตายในแม่น้ำเจ้าพระยา


เรือบรรทุกน้ำตาลก่อนล่มและหลังล่ม/ การกู้เรือ
ปริมาณออกซิเจนละลาย(DO)
Table 'wqm2015.location' doesn't exist
ปลาตาย
การประท้วง
การติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำ
การวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา
การฟื้นฟูคุณภาพน้ำ
สรุปค่าเสียหาย-ค่าใช้จ่าย และการชดเชยแก่เกษตรกร
นายกรัฐมนตรีเยี่ยมประชาชน
การดำเนินการด้านฟ้องร้องคดี
มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาในอนาคต
เอกสารที่เกี่ยวข้อง
   

เหตุการณ์ปลาตายในแม่น้ำเจ้าพระยาในพื้นที่จังหวัดอ่างทองและพระนครศรีอยุธยา
(11-12 มีนาคม 2550)


1. เรือบรรทุกน้ำตาลก่อนจม / เรือบรรทุกน้ำตาลล่ม/ การกู้เรือ

  • เรือ ยู.อี. 35 (UE35) บรรทุกน้ำตาลทรายดิบ (น้ำตาลทรายแดง) จำนวน 650 ตัน ซึ่งมีบริษัทเจ้าสมุทรการขนส่ง จำกัด เป็นผู้เช่าเรือและผู้ขนส่งสินค้า และบริษัทส่งออกน้ำตาลสยาม จำกัด เป็นเจ้าของสินค้า (น้ำตาลทราย)
  • จุดเรือล่มคือบริเวณท่ามิตรผล ตำบลโพสะ อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง (เยื้องวัดโพธิ์ทูล) โดยเรือได้จมลงในแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2550 เวลาประมาณบ่ายถึงกลางคืนต่อเนื่องกัน ซึ่งลักษณะการจมนั้นเรือได้ตะแคงกาบซ้ายก่อนจม เมื่อเรือจมลงทำให้น้ำหนักของเรือได้ดึงเสาเอียงตามไป (รูปเสาที่เห็นตะแคง)

  • เรือ ยู.อี. 35 บรรทุกน้ำตาลทรายดิบ (น้ำตาลทรายแดง) จำนวน 650 ตัน ได้จมลงในแม่น้ำเจ้าพระยา จนมิดน้ำ ซึ่งมองไม่เป็นเรือ
  • เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2550 มีบริษัทรับจ้างทำการกู้เรือตามขั้นตอนในการกู้เรือ ในระหว่างการตรวจสอบก่อนกู้เรือ พบว่ามีน้ำตาลทรายปนเลนเหลือกองอยู่ก้นเรือสูงประมาณ 40 เซนติเมตร โดยได้ดำเนินการกู้เรือ ในระหว่างวันที่ 10 -16 มีนาคม 2550 โดยใช้ถังอัดอากาศขนาด 200 ลิตร ขณะดำเนินการมีเจ้าหน้าที่ของกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี มาสังเกตการณ์ด้วย
  • ที่มา : กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี  

    2. ปลาตาย

  • ในช่วงวันที่ 11-12 มีนาคม 2550 พบปลากระชังตายเป็นจำนวนมาก บริเวณ ตำบลท่าเสด็จ และ ตำบลโผงเผง อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ซึ่งห่างจากจุดเรือล่มลงมาประมาณ 12 กิโลเมตร
  • ในช่วงวันที่ 13-15 มีนาคม 2550 พบว่าปลาเริ่มตายในบริเวณ อำเภอบางบาล อำเภอเสนา และ อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  • 3. การประท้วง

    เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2550 มีเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชังกว่า 200 ราย จาก อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ได้รวมตัวกันประท้วงที่หน้าโรงงานผลิตผงชูรส (บริษัท เค ที เอ็ม เอส จี) ซึ่งตั้งอยู่เขตหมู่ 4 ตำบลบางเสด็จ อำเภอป่าโมก โดยทำการเผาปลาทับทิมจำนวนมากที่ตายเพราะน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเน่าเสีย พร้อมทั้งปิดเส้นทางเข้าออกโรงงานทั้งหมด เนื่องจากชาวบ้านเชื่อว่าโรงงานดังกล่าวเป็นต้นเหตุทำให้ปลาตายในแม่น้ำเจ้าพระยา


    4. การติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำ

    กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 6 (สสภ.6) ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ทสจ. ) จังหวัดอ่างทอง และ ทสจ. จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ดำเนินการตรวจวัดคุณภาพน้ำตั้งแต่บริเวณเหนือจุดเรือล่ม อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ลงมาจนถึงบริเวณ ตำบลสำแล อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี เพื่อติดตามสถานการณ์ และแจ้งเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยส่งทีมตรวจสอบเก็บตัวอย่างน้ำทุกวัน จำนวน 20 สถานี จำนวน 2 ชุด และตั้งทีมสำรวจเฉพาะอีก 1 ชุด เพื่อติดตามการเคลื่อนตัวของมวลน้ำเสีย เพื่อติดตามการเคลื่อนตัวของมวลน้ำโดยเริ่มตั้งแต่บริเวณที่มีค่าออกซิเจนละลาย (DO) เป็น 0 คือ ที่อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลงมาทางท้ายน้ำเพื่อแจ้งเตือนล่วงหน้าต่อผู้เกี่ยวข้องและประชาชน โดยได้ติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่องทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2550

    4.1 คุณภาพน้ำช่วงปลาตาย ระหว่างวันที่ 12-15 มีนาคม 2550

    1. ผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ณ วันที่ 12 มีนาคม 2550
    พบว่ามวลน้ำเสียเคลื่อนตัวมาถึงบริเวณ อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมมาก โดยมีค่าออกซิเจนละลาย (DO) ต่ำสุดที่ 1.0 มิลลิกรัมต่อลิตร และมีความสอดคล้องกับผลการตรวจวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการ ซึ่งพบปริมาณความสกปรกในรูปสารอินทรีย์ (BOD) มีค่า 37.5 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งเป็นปริมาณที่สูงเกินมาตรฐานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน (DO ต้องมีค่าระหว่าง 4.0 - 6.0 มิลลิกรัมต่อลิตร และ BOD ต้องมีค่าไม่เกิน 1.5 มิลลิกรัมต่อลิตร ในบริเวณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถึงจังหวัดนครสวรรค์)




    2. ผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ณ วันที่ 13 มีนาคม 2550 พบว่า
    มวลน้ำเสียเคลื่อนตัวมาถึงบริเวณ อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมมาก โดยมีค่าออกซิเจนละลาย (DO) ต่ำสุดที่ 0.4 มิลลิกรัมต่อลิตร และมีความสอดคล้องกับผลการตรวจวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการ ซึ่งพบปริมาณความสกปรกในรูปสารอินทรีย์ (BOD) และค่า COD มีค่า 47 มิลลิกรัมต่อลิตร และ 56 มิลลิกรัมต่อลิตร ตามลำดับ ซึ่งเป็นปริมาณที่สูงเกินมาตรฐานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน (DO ต้องมีค่าระหว่าง 4.0 - 6.0 มิลลิกรัมต่อลิตร และ BOD ต้องมีค่าไม่เกิน 1.5 มิลลิกรัมต่อลิตร ในบริเวณจังหวัดพระนครศรีอยุธยาถึงจังหวัดนครสวรรค์)




    3. ผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ณ วันที่ 14 มีนาคม 2550 พบว่า
    มวลน้ำเสียเคลื่อนตัวมาถึงบริเวณ อำเภอเมือง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมมาก โดยมีค่าออกซิเจนละลาย (DO) ต่ำสุดที่ 0.9 มิลลิกรัมต่อลิตร และมีความสอดคล้องกับผลการตรวจวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการ ซึ่งพบปริมาณความสกปรกในรูปสารอินทรีย์ (BOD) และค่า COD มีค่า 2.58 มิลลิกรัมต่อลิตร และ 22 มิลลิกรัมต่อลิตร ตามลำดับ ซึ่งเป็นปริมาณที่สูงเกินมาตรฐานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน (DO ต้องมีค่าระหว่าง 4.0 - 6.0 มิลลิกรัมต่อลิตร และ BOD ต้องมีค่าไม่เกิน 1.5 มิลลิกรัมต่อลิตร ในบริเวณจังหวัดพระนครศรีอยุธยาถึงจังหวัดนครสวรรค์)




    4. ผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ณ วันที่ 15 มีนาคม 2550 บริเวณตั้งแต่อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ถึง อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง สรุปผลการตรวจวัดได้ ดังนี้
    4.1 ช่วงต้นน้ำ (ตั้งแต่ อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถึงท่าน้ำวัดราชปักษี เหนือจุดที่เรือบรรทุกน้ำตาลล่ม อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง) คุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์ดี (ออกซิเจนละลาย 6.1-7.0 มิลลิกรัมต่อลิตร) ซึ่งดีขึ้นกว่าในวันที่ 14 มีนาคม 2550 ที่มีค่าออกซิเจนละลายประมาณ 4.0-4.5 มิลลิกรัมต่อลิตร และพบว่าไม่มีเหตุการณ์ปลาตายในบริเวณนี้แล้ว
    4.2 ช่วงท้ายน้ำ (ตั้งแต่ ตำบลสำแล อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี ถึง ป้อมเพชร อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) คุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์พอใช้ถึงเสื่อมโทรม (ออกซิเจนละลาย 1.2 - 4.8 มิลลิกรัมต่อลิตร) โดยเฉพาะบริเวณ อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมมาก ซึ่งคาดว่าเป็นเพราะมวลน้ำเสียที่ไหลมาจากในเขตจังหวัดอ่างทองที่เกิดปัญหาปลาตายตั้งแต่วันที่ 11-12 มีนาคม 2550


    4.2 มวลน้ำเสีย

    มวลน้ำ หมายถึง น้ำเสียที่มีปริมาณออกซิเจนละลายน้ำต่ำกว่า 1.0 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งปลาหรือสิ่งมีชีวิตไม่สามารถอาศัยอยู่ได้) ที่ไหลมาจากจังหวัดอ่างทอง ได้เคลื่อนตัวมาถึงบริเวณอำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2550 โดยตรวจวัดปริมาณออกซิเจนละลายได้ต่ำสุดที่ 0.5 มิลลิกรัมต่อลิตร กลับฟื้นฟูคุณภาพดีขึ้นแล้ว และไม่มีผลกระทบต่อสัตว์น้ำ ทั้งนี้ ค่าที่ได้มีค่าไม่ต่างจากผลการตรวจวัดในรอบหลายปีที่ผ่านๆ มา อย่างไรก็ตาม การใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคจะต้องมีการปรับปรุงคุณภาพน้ำก่อนนำไปใช้


    คลิกที่นี่เพื่อขยายภาพ  
    ภาพการเคลื่อมวลน้ำเสีย  

    จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ดำเนินการเติมอากาศพร้อมกับเติมเชื้อจุลินทรีย์ลงในบริเวณที่มวลน้ำเสียเคลื่อนไปถึงโดยใช้เรือและปั้มอากาศในน้ำ โดยกรมควบคุมมลพิษ ได้ประสานกับจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยใช้เรือ 3 ลำ ทำการเติมอากาศตั้งแต่วัดเชิงเลน อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตั้งแต่เวลาประมาณ 08.00 น. ถึงบริเวณศูนย์ศิลปาชีพบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และทำการตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงปริมาณออกซิเจนละลายในน้ำ (DO) ควบคู่ไปด้วย ล่าสุดที่บริเวณ วัดเชิงเลน อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยในวันที่ 25 มีนาคม 2550 คุณภาพน้ำตรวจพบว่ามีค่าออกซิเจนละลายในน้ำประมาณ 3.5 - 3.9 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งคุณภาพน้ำได้กลับฟื้นฟูคุณภาพดีขึ้นแล้ว และไม่มีผลกระทบต่อสัตว์น้ำ ทั้งนี้ ค่าที่ได้มีค่าไม่ต่างจากผลการตรวจวัดในรอบหลายปีที่ผ่านๆ มา อย่างไรก็ตาม การใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคจะต้องมีการปรับปรุงคุณภาพน้ำก่อนนำไปใช้


    4.3 คุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาหลังเกิดเหตุกรณีปลาตาย

    จากการติดตามคุณภาพน้ำล่าสุด เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2550 จากการตรวจวัดคุณภาพน้ำตั้งแต่อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถึงอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี พบว่า คุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมถึงพอใช้ (ออกซิเจนละลายน้ำ 2.5 – 4.4 มิลลิกรัมต่อลิตร) โดยเฉพาะบริเวณศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ซึ่งทางจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้ดำเนินการเติมอากาศโดยเรือเติมอากาศจำนวน 3 ลำ ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2550 ทำให้มวลน้ำเสียที่ไหลมาจากจังหวัดอ่างทอง กลับฟื้นฟูคุณภาพดีขึ้นแล้ว และไม่มีผลกระทบต่อสัตว์น้ำ ทั้งนี้ ค่าที่ได้มีค่าไม่ต่างจากผลการตรวจวัดในรอบหลายปีที่ผ่านๆ มา อย่างไรก็ตาม การใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคจะต้องมีการปรับปรุงคุณภาพน้ำก่อนนำไปใช้
    คลิกที่นี่เพื่อขยายภาพ
    แผนที่แสดงจุดตรวจคุณภาพน้ำ

    4. การวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา

    1. ผลการวิเคราะห์คุณภาพน้ำโดยห้องปฏิบัติการของกรมควบคุมมลพิษ

    1.1 ปริมาณฟอสฟอรัสทั้งหมด (TP)
    จากผลการตรวจวิเคราะห์ปริมาณฟอสฟอรัสทั้งหมด (TP) ในวันที่ 14 – 21 มีนาคม 2550 ตั้งแต่บริเวณตำบลโพสะ อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ถึงตำบลสำแล อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี พบว่ามีค่า 0.06 – 0.11 มิลลิกรัมต่อลิตร โดยอยู่ในปริมาณที่ตรวจวัดได้ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติ


    1.2 ปริมาณสารประกอบไนโตรเจน
    จังหวัดอ่างทอง ถึงตำบลสำแล อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี พบว่าปริมาณสารประกอบไนไตรท์-ไนโตรเจน (NO2-N) มีค่าน้อยกว่า 0.01 – 0.07 มิลลิกรัมต่อลิตร ปริมาณสารประกอบไนเตรท-ไนโตรเจน (NO3-N) มีค่า 0.03 – 0.54 มิลลิกรัมต่อลิตร และปริมาณแอมโมเนีย-ไนโตรเจน (NH3-N) มีค่าน้อยกว่า 0.01 - 0.09 มิลลิกรัมต่อลิตร โดยอยู่ในปริมาณที่ตรวจวัดได้ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน (NO3-N ต้องมีค่าไม่เกิน 5 มิลลิกรัมต่อลิตร และ NH3-N ต้องมีค่าไม่เกิน 0.5 มิลลิกรัมต่อลิตร)


    1.3 ปริมาณของแข็ง (TS) ปริมาณสารที่ละลายได้ทั้งหมด (TDS) และปริมาณสารแขวนลอย (TSS)
    จากผลการตรวจวิเคราะห์ ในวันที่ 14 – 21 มีนาคม 2550 ตั้งแต่บริเวณตำบลโพสะ อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ถึงตำบลสำแล อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี พบว่าปริมาณของแข็ง (TS) มีค่าสูงสูด เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2550 ณ อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีค่า 500 มิลลิกรัมต่อลิตร และปริมาณสารแขวนลอย (SS) มีค่า 12 มิลลิกรัมต่อลิตร คิดเป็นปริมาณสารที่ละลายได้ทั้งหมด (TDS) มีค่า 488 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งเป็นบริเวณที่มวลน้ำเสียไหลผ่าน และสอดคล้องกับ ค่าความนำไฟฟ้า (Conductivity) ซึ่งตรวจวัดได้ในปริมาณที่สูงกว่าปกติ 250 ไมโครซีเมนต์ต่อเซนติเมตร ในขณะที่จุดตรวจวัดอื่นๆ พบปริมาณของแข็ง (TS) มีค่า 134 – 218 มิลลิกรัมต่อลิตร ปริมาณสารที่ละลายได้ทั้งหมด (TDS) มีค่า 63 - 199 มิลลิกรัมต่อลิตร และปริมาณสารแขวนลอย (TSS) มีค่า 10 - 40 มิลลิกรัมต่อลิตร โดยอยู่ในปริมาณที่ตรวจวัดได้ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติ


    1.4 ปริมาณแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมด (TCB) และปริมาณแบคทีเรียกลุ่มฟีคอลโคลิฟอร์ม (FCB)
    จากผลการตรวจวิเคราะห์ ในวันที่ 14 – 21 มีนาคม 2550 ตั้งแต่บริเวณตำบลโพสะ อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ถึงตำบลสำแล อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี พบว่า ปริมาณแบคทีเรียกลุ่มโคลฟอร์มทั้งหมด (TCB) มีค่า 1,100 ถึงเกินกว่า 160,000 หน่วย และแบคทีเรียชนิดฟีคอลโคลิฟอร์ม (FCB) มีค่า 340 – 4,600 หน่วย ตามลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริเวณป้อมเพชร อำเภอเมือง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทั้งนี้ เนื่องมาจากเป็นบริเวณที่มีชุมชนหนาแน่น จึงเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษจากชุมชนค่อนข้างสูงกว่าบริเวณอื่น อย่างไรก็ตาม จากผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ผ่านมาในบริเวณดังกล่าว พบว่าปริมาณแบคทีเรียกลุ่มโคลฟอร์มทั้งหมด (TCB) และแบคทีเรียชนิดฟีคอลโคลิฟอร์ม (FCB) มีค่าเกินสูงเกินมาตรฐานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดินมาโดยตลอด (TCB มีค่าเฉลี่ย 14,000 – 21,800 หน่วย และ FCB มีค่าเฉลี่ย 2,150 - 4,925 หน่วย)


    1.5 ปริมาณโลหะหนัก (Heavy Metal)
    กรมควบคุมมลพิษ ได้ทำการตรวจวิเคราะห์ปริมาณโลหะหนัก ซึ่งประกอบด้วย ทองแดง (Cu) แคดเมียม (Cd) โครเมียม (Cr) ตะกั่ว (Pb) แมงกานีส (Mn) นิกเกิล (Ni) สังกะสี (Zn) เหล็ก (Fe) และสารหนู (As) จากผลการตรวจวิเคราะห์ ในวันที่ 14 – 21 มีนาคม 2550 ตั้งแต่บริเวณตำบลโพสะ อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ถึงตำบลสำแล อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี พบว่าปริมาณโลหะหนักอยู่ในปริมาณที่ไม่เกินมาตรฐานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้


    1. ทองแดง มีค่าน้อยกว่า 2.0 ถึง 4.8 ไมโครกรัมต่อลิตร ซึ่งเป็นปริมาณที่ไม่เกินมาตรฐานกำหนด (ไม่เกิน 0.1 มิลลิกรัมต่อลิตร)

    2. แคดเมียม มีค่าน้อยกว่า 0.5 ถึง 0.56 ไมโครกรัมต่อลิตร ซึ่งเป็นปริมาณที่ไม่เกินมาตรฐานกำหนด (ไม่เกิน 0.005 มิลลิกรัมต่อลิตร สำหรับน้ำที่มีความกระด้างในรูปของ CaCO3 ไม่เกินกว่า 100 มิลลิกรัมต่อลิตร และไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัมต่อลิตร สำหรับน้ำที่มีความกระด้างในรูปของ CaCO3 เกินกว่า 100 มิลลิกรัมต่อลิตร)

    3. โครเมียม มีค่าน้อยกว่า 2.0 ถึง 4.1 ไมโครกรัมต่อลิตร ซึ่งเป็นปริมาณที่ไม่เกินมาตรฐานกำหนด (ไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัมต่อลิตร)

    4. ตะกั่ว มีค่าน้อยกว่า 5.0 ไมโครกรัมต่อลิตร ซึ่งเป็นปริมาณที่ไม่เกินมาตรฐานกำหนด (ไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัมต่อลิตร)

    5. แมงกานีส มีค่าน้อยกว่า 0.02 ถึง 0.19 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งเป็นปริมาณที่ไม่เกินมาตรฐานกำหนด (ไม่เกิน 1.0 มิลลิกรัมต่อลิตร)

    6. นิกเกิล มีค่าน้อยกว่า 5.0 ถึง 6.5 ไมโครกรัมต่อลิตร ซึ่งเป็นปริมาณที่ไม่เกินมาตรฐานกำหนด (ไม่เกิน 0.1 มิลลิกรัมต่อลิตร)

    7. สังกะสี มีค่าน้อยกว่า 0.02 มิลลิกรัมกรัมต่อลิตร ซึ่งเป็นปริมาณที่ไม่เกินมาตรฐานกำหนด (ไม่เกิน 1.0 มิลลิกรัมต่อลิตร)

    8. เหล็ก มีค่าน้อยกว่า 0.25 ถึง 1.8 มิลลิกรัมต่อลิตร โดยอยู่ในปริมาณที่ตรวจวัดได้ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติ

    9. สารหนู มีค่าน้อยกว่า 5.0 ไมโครกรัมต่อลิตร ซึ่งเป็นปริมาณที่ไม่เกินมาตรฐานกำหนด (ไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร)
    1.6 ปริมาณการปนเปื้อนของสารกำจัดศัตรูพืช (Pesticides)
    1.6.1 กรมควบคุมมลพิษ ได้ทำการตรวจวิเคราะห์ปริมาณการปนเปื้อนของสารกำจัดศัตรูพืช (Pesticides) อาทิเช่น สารฆ่าศัตรูพืชและสัตว์ชนิดที่มีคลอรีนทั้งหมด (Total Organochlorine Pesticides) ดีดีที (DDT) บีเอชซีชนิดแอลฟา เบต้า แกมมา และเดลต้า (A-, B-, G- และ D-BHC) ดิลดริน (Dieldrin) อัลดริน (Aldrin) เฮปตาคลอร์และเฮปตาคลอร์อีปอกไซด์ (Heptachlor & Heptachlor epoxide) เอนดริน (Endrin) และสารฆ่าศัตรูพืชและสัตว์ชนิดออร์แกนโนฟอสเฟต (Organophosphate Pesticides) เป็นต้น จากผลการตรวจวิเคราะห์ ไม่พบปริมาณการปนเปื้อนของสารกำจัดศัตรูพืช (Pesticides) ทุกชนิดที่เกินค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน


    1.6.2 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบหาสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชตกค้าง และโลหะหนัก เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2550 สรุปได้ว่า
    1. ตรวจไม่พบสารพิษที่มีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์โคลีนเอสเทอเรสในตัวอย่างปลาและน้ำ

    2. ตรวจไม่พบสารเคมีกำจัดศัตรูพืช กลุ่มออร์กาโนคลอรีน กลุ่มออร์กาโนฟอสฟอรัส กลุ่มคาร์บอเนต และกลุ่มสารสังเคราะห์ไพรีทรอยด์ ในตัวอย่างปลาและน้ำ

    3. สำหรับโลหะหนัก ประเภทตะกั่ว และแคดเมียม ตรวจไม่พบในตัวอย่างน้ำ และตรวจพบในปริมาณต่ำกว่ามาตรฐานในตัวอย่างปลา ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

    1.6.3 ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดสุพรรณบุรี ตรวจยาปฏิชีวนะตกค้างและสารเคมีในเนื้อปลาทับทิมที่เลี้ยงจากอำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2550 โดยตรวจวิเคราะห์ยาปฏิชีวนะและสารเคมี จำนวน 5 ชนิด คือ ยาออกซีเตต้าซัยคลิน ยาออกโซลินิคแอซิค ยาคลอแรมฟินิคอล ยาในกลุ่มไนโตรฟูแรนส์ และสารเคมีมาลาไคท์คลิน ผลปรากฎว่าไม่พบยาและสารเคมีดังกล่าวในระดับที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค


    1.7 ปริมาณโปแตสเซียม (Total K)
    จากการวิเคราะห์ปริมาณโปแตสเซียมในน้ำทิ้งโรงงานอุตสาหกรรม 4 แห่ง ที่ตั้งอยู่ในบริเวณเกิดเหตุ พบว่าน้ำทิ้งของโรงงานไทยเรยอน โรงงานไทยคาร์บอนแบล๊ค และบริษัทสุภัทร์ธนากร เปเปอร์มิล จำกัด มีปริมาณสาร โปแตสเซียมอยู่ในปริมาณน้อยที่ความเข้มข้น 6.3, 9.6 และ 4.4 มิลลิกรัมต่อลิตร ตามลำดับ สำหรับตัวอย่างน้ำของโรงงานผลิตผงชูรส บริษัท เค ที เอ็ม เอส จี จำกัด มีค่าโปแตสเซียม อยู่ในช่วง 13 - 10,646 มิลลิกรัมต่อลิตร


    จากผลการวิเคราะห์คุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณต่าง ๆ เป็นระยะเวลาต่อเนื่อง ในช่วงระหว่างวันที่ 12 มีนาคม 2550 พบการปนเปื้อนโปแตสเซียมในมวลน้ำเสียที่ความเข้มข้น 2.8 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งเมื่อพิจารณาผลการวิเคราะห์ปริมาณโปแตสเซียมของน้ำแม่น้ำในสภาวะปกติ (Background concentration) ณ วันที่ 29 มีนาคม 2550 พบว่ามีค่าอยู่ในช่วง 3.1-3.8 มิลลิกรัมต่อลิตร กล่าวได้ว่าปริมาณโปแตสเซียมในมวลน้ำเสียไม่มีความแตกต่างจากปริมาณโปแตสเซียมในน้ำธรรมชาติ จึงไม่น่าจะได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนจากน้ำเสียของโรงงานอุตสาหกรรม


    1.8 การคำนวณค่าไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโปแตสเซียม
    โรงงานผลิตผงชูรส บริษัท เค ที เอ็ม เอส จี จำกัด ที่ชาวบ้านมีข้อสงสัยว่ามีการปล่อยปุ๋ยน้ำ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดน้ำเน่าเสีย แต่จากการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้ผลคุณภาพน้ำในการวิเคราะห์พบค่าไนโตรเจน ค่าฟอสฟอรัส และค่าโปแตสเซียมของน้ำปุ๋ย มีค่าสูงเท่ากับ 46,137 มิลลิกรัมต่อลิตร 1,903 มิลลิกรัมต่อลิตร และ 6,738 มิลลิกรัมต่อลิตร ตามลำดับ


    1. เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2550 ที่ตรวจพบปริมาณไนโตรเจนในมวลน้ำเสียในแม่น้ำเจ้าพระยา ในระดับที่ต่ำมาก 0.07 มิลลิกรัมต่อลิตร และไม่ต่างจากคุณภาพน้ำในสภาวะปกติ เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2550 ที่พบในช่วง 0.07 – 0.14 มิลลิกรัมต่อลิตร

    2. เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2550 ที่ตรวจพบปริมาณฟอสฟอรัสในมวลน้ำเสียในแม่น้ำเจ้าพระยา ในระดับที่ต่ำมาก 0.08 มิลลิกรัมต่อลิตร และไม่ต่างจากคุณภาพน้ำในสภาวะปกติ เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2550 ที่พบในช่วง 0.07 – 0.13 มิลลิกรัมต่อลิตร

    3. ในกรณีของค่าโปแตสเซียมซึ่งพบสูงมากในน้ำปุ๋ยของโรงงานผงชูรสเท่ากับ 6,738 มิลลิกรัมต่อลิตร เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2550 ที่ตรวจพบปริมาณโปแตสเซียมในมวลน้ำเสียในแม่น้ำเจ้าพระยา ในระดับต่ำที่ 2.9 มิลลิกรัมต่อลิตร กล่าวได้ว่าไม่แตกต่างจากคุณภาพน้ำในสภาวะปกติ เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2550 ที่พบในช่วง 3.1 – 3.8 มิลลิกรัมต่อลิตร

    4. อัตราส่วนระหว่างไนโตรเจนต่อฟอสฟอรัสต่อโปแตสเซียม (N : P : K ratio)
    จากการคำนวณค่าอัตราส่วนระหว่างค่าไนโตรเจน ต่อ ฟอสฟอรัส ต่อ โปแตสเซียม (N : P : K ratio) ของน้ำปุ๋ยในบ่อเก็บกักปุ๋ยน้ำที่มีผ้าใบคลุมของโรงงานผงชูรส บริษัท เค ที เอ็ม เอส จี จำกัด เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2550 พบว่ามีค่าเท่ากับ 24 : 1 : 4 และในบ่อรวบรวมปุ๋ยน้ำ มีค่าเท่ากับ 206 : 1 : 36 ในขณะที่อัตราส่วนระหว่าง N : P : K ของมวลน้ำเสียบริเวณป้อมเพชร ตำบลสำเภาล่ม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2550 มีค่าเท่ากับ 1 : 1 : 36 ทั้งนี้ในสภาวะปกติของคุณภาพน้ำเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2550 บริเวณตำบลบางเสด็จ อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง พบว่ามีอัตราส่วนระหว่าง N : P : K มีค่าอยู่เท่ากับ 1 : 1 : 44 จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นความแตกต่างกันอย่างมากระหว่างอัตราส่วน N : P : K ของปุ๋ยน้ำของโรงงานผงชูรส บริษัท เค ที เอ็ม เอส จี จำกัด และมวลน้ำเสียในแม่น้ำเจ้าพระยา


    1.9 ปริมาณน้ำตาล
    จากผลการตรวจวิเคราะห์ เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2550 ตั้งแต่บริเวณ ตำบลโพสะ อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ถึง ตำบลสำแล อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี พบปริมาณน้ำตาลอยู่ระหว่าง 1.17 – 5.39 มิลลิกรัมต่อลิตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณ หมู่ 4 ตำบลโพสะ ท้ายจุดเรือล่ม 100 เมตร พบปริมาณน้ำตาลสูงสุด โดยมีค่า 5.39 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งคาดว่ามีการละลายของน้ำตาลจากการกู้เรือในวันดังกล่าว และบริเวณป้อมเพชร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นบริเวณที่มวลน้ำเสียเคลื่อนตัวมาถึง โดยตรวจพบว่ามีค่า 5.09 มิลลิกรัมต่อลิตร ผลจากการตรวจวัดแสดงว่ามีน้ำตาลในมวลน้ำเสียในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงกว่าในภาวะปกติ (ซึ่งมีค่าอยู่ในช่วงระหว่าง 1.1 – 2.5 มิลลิกรัมต่อลิตร)




    1.10 การตรวจวัดคุณภาพน้ำจากโรงงาน
    1. การตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรมบริเวณใกล้กับปลาในกระชังตาย พบว่ามีโรงงานอุตสาหกรรมตั้งอยู่ 4 โรงงาน ได้แก่ โรงงานผลิตกระดาษ (บริษัท สุภัทร์ธนากร เปเปอร์มิล จำกัด) โรงงานผลิตเส้นใยเรยอนจากเนื้อไม้ (บริษัท ไทยเรยอน จำกัด (มหาชน) โรงงานผลิตผงคอน (บริษัทไทยคาร์บอนแบล็ค จำกัด (มหาชน)) และโรงงานผลิตผงชูรส (บริษัท เค ที เอ็ม เอส จี จำกัด) โดยสรุปผลการตรวจสอบการบำบัดน้ำเสียของ 3 โรงงาน (รายละเอียดดังตาราง) พบว่า สามารถบำบัดน้ำเสียได้ตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด


    ชื่อโรงงาน
    ค่า BOD (มก./ล.)
    ปริมาณน้ำทิ้งสู่เจ้าพระยา (ลบ.ม./วัน)
    ชนิดของระบบบำบัดน้ำเสีย
    1. บริษัท สุภัทร์ธนากร เปเปอร์มิล จำกัด
    41*
    3,000
    ระบบตะกอนเร่ง
    2. บริษัท ไทยเรยอน จำกัด (มหาชน)
    9.6**
    34,200
    ระบบตะกอนเร่ง
    3. บริษัท ไทยคาร์บอนแบล็ค จำกัด (มหาชน)
    0.97**
    900
    ระบบตกตะกอน
    4. บริษัท เค ที เอ็ม เอส จี จำกัด
    9.6***
    -
    บ่อกึ่งหมัก 5 บ่อ และระบบตกตะกอนเร่ง
    หมายเหตุ : * ค่ามาตรฐานไม่เกิน 60 มก./ล.
    ** ค่ามาตรฐานไม่เกิน 20 มก./ล.*** กรมโรงงานอุตสาหกรรมไม่อนุญาตให้ระบายน้ำทิ้งออกนอกโรงงาน

    2. สำหรับโรงงานผลิตผงชูรส บริษัท เค ที เอ็ม เอส จี จำกัด ซึ่งไม่ได้รับการอนุญาตให้ระบายน้ำทิ้งออกสู่นอกโรงงาน โดยโรงงานได้มีระบบบำบัดน้ำเสีย พบว่า มีค่าความสกปรกในรูปสารอินทรีย์ (BOD) ในบ่อสุดท้ายเท่ากับ 9.6 มิลลิกรัมต่อลิตร (ซึ่งไม่เกินมาตรฐานที่กำหนด โดยทั่วไปที่ 20 มิลลิกรัมต่อลิตร) แต่จากการตรวจวัดน้ำในบ่อกักเก็บปุ๋ยน้ำ พบว่า มีค่าความสกปรกในรูปสารอินทรีย์ (BOD) 55,396 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งมีความสกปรกสูงมาก หากมีการระบายลงสู่แหล่งน้ำอาจทำให้เกิดปัญหาต่อคุณภาพน้ำได้


    2. การจำลองสถานการณ์ด้วยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์

    การใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ เพื่อประเมินคุณภาพน้ำในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ปลาตาย โดยการจำลองสภาพทางด้านภูมิศาสตร์ ชลศาสตร์และด้านคุณภาพน้ำ และใส่ข้อมูลน้ำเสียจากแหล่งกำเนิดต่างๆ ในบริเวณที่เกิดเหตุการณ์ปลาตาย ในภาวะต่างๆ หลายๆ กรณี เพื่อให้แบบจำลองฯ ทำนายผลคุณภาพน้ำในช่วงเวลาดังกล่าว สำหรับเป็นข้อมูลในการดำเนินการต่างๆ ต่อไป โดยจำลองเหตุการณ์เรือบรรทุกน้ำตาลจำนวน 650 ตัน ล่มในแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้เกิดความสกปรกในรูปสารอินทรีย์ (BOD) ประมาณ 440 ตัน โดยมีข้อสมมุติฐานว่า น้ำตาลละลายตั้งแต่วันที่เรือล่มจนถึงก่อนวันที่กู้เรือ 10 - 30% และละลายในวันกู้เรือช่วงที่สูบน้ำตาลออกจากเรือเป็นเวลา 6 ชั่วโมง 90 – 70% เนื่องจากในวันแรกๆ ที่เรือจมมวลน้ำตาลจะเกาะกันเป็นน้ำตาลเหนียวข้น ละลายได้น้อยและจะถูกเร่งให้ละลายอย่างรวดเร็วในวันที่มีการสูบน้ำตาลออกในวันที่กู้เรือ


    ผลที่ได้ คือ ค่า DO ต่ำสุด 0.80 - 0.90 มิลลิกรัมต่อลิตร บริเวณตำบลบางเสด็จ อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ระยะทางประมาณ 12 กิโลเมตรห่างจากจุดเรือล่ม ดังแสดงในรูป
      คลิกที่นี่เพื่อขยายภาพ
      รูปแสดงค่า DO ต่ำสุดที่ 0.9 มก./ล.

    3. การตรวจสอบท่อน้ำเสียภายในโรงงานผลิตผงชูรส

    3.1 การขุดท่อตั้งแต่บริเวณหน้าอาคารสำนักงานเรื่อยไปจนถึงประตูทางเข้าโรงงาน จนพบท่อเหล็ก (ท่อน้ำเสีย) ที่โรงงานอ้างว่าเป็นท่อเดิมที่มีปุ๋ยน้ำขังค้างอยู่ ไปเชื่อมต่อกับท่อพีวีซีสีดำ (ท่อน้ำดี) ขนาดประมาณ 8 – 10 นิ้ว ในลักษณะ 3 ทางรูปตัวที


    3.2 การขุดท่อได้ขยายพื้นที่ไปในบริเวณอาคารสูบน้ำของโรงงานริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยพบเส้นท่อพีวีซีแข็งสีดำ (ท่อน้ำดี) ส่วนในบริเวณโรงงานก็ขุดขยายบริเวณที่พบจุดเชื่อมต่อของท่อน้ำเสียและท่อน้ำดี และพบเป็นแนวเส้นท่อพีวีซีแข็งสีดำที่อาจลอดใต้ถนนเข้าโรงงาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง (นายสุเมธ แสงนิ่มนวล) จึงขอให้ระงับการขุดไว้ชั่วคราวก่อน เพราะอาจจะเกิดความเสียหายต่อโรงงานมาก


    3.3 คณะเจ้าหน้าที่จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (นายอดิสร นภาวรานนท์) พร้อมกับเจ้าหน้าที่ของกรมควบคุมมลพิษ ได้เข้าตรวจสอบโรงงาน โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของบริษัท เค ที เอ็ม เอส จี จำกัด พร้อมเจ้าหน้าที่ของโรงงานเข้าชี้แจงข้อมูลโดยขุดพบระบบเส้นท่อ (ท่อเหล็ก) บริเวณหน้าอาคารสำนักงานเป็นต้นไป คือ ท่อลำเลียงปุ๋ยน้ำ (By Product) เป็นท่อเหล็กที่ไปเชื่อมต่อกับท่อพีวีซีสีดำ เพื่อกระจายปุ๋ยน้ำลงสู่สวนเกษตร สำหรับใช้ในโครงการเกษตรในโรงงานที่จัดทำขึ้นบริเวณพื้นที่ด้านหน้าโรงงานและพื้นที่ฝั่งตรงข้ามโรงงานที่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา โครงการเริ่มเมื่อประมาณเดือนกรกฎาคม 2542 แต่ประชาชนโดยรอบไม่เข้าใจรายละเอียดของโครงการดังกล่าว และเกรงว่าจะมีการปล่อยน้ำเสียออกสู่ภายนอก โรงงานจึงได้ระงับการทำโครงการในปีเดียวกัน และยืนยันว่าได้ปิดท่อเหล็กในส่วนต้นและส่วนปลายที่เชื่อมต่อกับท่อพีวีซีสีดำหรือท่อน้ำดีในปัจจุบันแล้ว แต่อาจยังมีปุ๋ยน้ำเหลือตกค้างภายในเส้นท่ออยู่บ้าง


    3.4 การตรวจสอบของสำนักงานขนส่งทางน้ำที่ 2 สาขาอยุธยา กรมการขนส่งทางน้ำและพานิชยนาวี บริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาริมตลิ่งพื้นที่ของโรงงานผลิตผงชูรส ได้พบปลายท่อขนาด 10 นิ้ว ที่ยื่นเข้าไปในแม่น้ำเจ้าพระยา และริมตลิ่งจะมีปั๊มสูบแบบลอยน้ำ และบนบกใกล้กันมีโรงสูบ และพบวงจรควบคุมไฟฟ้า 3 เฟส คาดว่าจะมีกำลังมาก มีรอยตัดสายไฟ ร่องรอยที่ตัดยังใหม่อยู่ ในโรงสูบมีท่อขนาด 10 นิ้ว มีน้ำหยด มีฝาซีเมนต์ครอบอยู่อีกทีหนึ่ง ด้านนอกมีเสาไฟฟ้าและมิเตอร์แยกออกมา เชื่อได้ว่าใช้สำหรับมิเตอร์ตัวนี้ และคาดว่าจะใช้ได้ทั้งดูดเข้าและดูดออกทั้งสองทาง และได้ให้นักประดาน้ำเก็บดินเลนปลายท่อไว้แล้ว


    3.5 สรุปความเห็นจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ว.ส.ท.) ลงวันที่ 3 เมษายน 2550 ซึ่งได้ทำการวิเคราะห์การบำบัดน้ำเสียของโรงงาน เค ที เอ็ม เอส จี จำกัด โดยใช้ข้อมูลที่ได้รับจากบริษัท เค ที เอ็ม เอส จี จำกัด มีข้อสรุปดังนี้
    3.5.1 โรงงานมีพื้นที่พอเพียงสำหรับเก็บกักน้ำเสียที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิต โดยมีรายละเอียดดังนี้

    3.5.1.1 ปริมาณน้ำเสียที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตต่อวัน 40 – 200 ลูกบาศก์เมตร


    3.5.1.2 ความจุของบ่อเก็บกักน้ำเสียของโรงงาน 118,800 – 237,600 ลูกบาศก์เมตร
    ทั้งนี้ได้นำเอาข้อมูลการใช้ไฟฟ้าและการนำน้ำเสียออกจากโรงงานในรูปของการจำหน่ายเป็นปุ๋ยน้ำ ในช่วงระยะเวลาของการผลิต ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2549 จนถึงปัจจุบันมาประกอบการวิเคราะห์ด้วย


    ดังนั้น ปริมาณน้ำเสียสูงสุดที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตเฉลี่ยในระยะเวลา 6 เดือน มีจำนวนสะสมรวมทั้งสิ้น 21,600 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งมีปริมาณน้อยกว่าความจุของบ่อเก็บกัก และได้มีการจำหน่ายน้ำเสียในรูปของปุ๋ยน้ำออกจากโรงงานรวมประมาณ 1,000 ลูกบาศก์เมตร


    จึงสรุปได้ว่า โรงงานมีพื้นที่พอเพียงสำหรับเก็บกักน้ำเสียที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิต


    3.5.2 กรณีประชาชนผู้เลี้ยงปลามีความสงสัยว่า ได้มีการปล่อยน้ำเสียของโรงงานลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาจึงเป็นเหตุให้ปลาในกระชังตาย


    ผลการวิเคราะห์ปริมาณความสกปรกรวมในรูปสารอินทรีย์ (BOD) ที่เกิดจากกรณีเรือบรรทุกน้ำตาลล่ม พบว่า ปริมาณน้ำตาล 440,000 กิโลกรัม จะมีผลทำให้ออกซิเจนละลายในน้ำต่ำกว่า 1.0 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งเป็นเหตุให้ปลาในกระชังตายได้ หากเปรียบเทียบค่าดังกล่าวกับน้ำเสีย (น้ำปุ๋ยมีความเข้มข้นในรูปของ BOD ประมาณ 55,000 มิลลิกรัมต่อลิตร) ของโรงงาน พบว่า จะต้องมีอัตราการปล่อยน้ำเสียจากโรงงานลงสู่แม่น้ำไม่น้อยกว่า 8,000 ลูกบาศก์เมตร อย่างต่อเนื่อง ผ่านท่อขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 นิ้ว ระยะเวลานาน 15 ชั่วโมง จึงจะทำให้เกิดปลาตายได้เช่นเดียวกัน


    จึงสรุปได้ว่าน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาจะเกิดเป็นอันตรายเฉียบพลันต่อปลาได้ ต้องมีการปนเปื้อนจากน้ำเสียที่มีความเข้มข้นสูง และมีปริมาณมากพอในช่วงเวลาสั้น ๆ ตามการวิเคราะห์ข้างต้น

    4. ผลการวิเคราะห์สาเหตุ

    4.1 ชุมชน จากการตรวจสอบคุณภาพน้ำอื่นๆ พบว่า ค่าไนโตรเจน ฟอสฟอรัส แอมโมเนีย และปริมาณแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมด และแบคทีเรียชนิดฟีคอลโคลิฟอร์ม มีปริมาณต่ำและไม่เกินมาตรฐาน จึงสันนิษฐานว่าชุมชนไม่ใช่สาเหตุหลัก


    4.2 เกษตรกรรม จากการตรวจสอบคุณภาพน้ำ พบว่า ค่าไนโตรเจน และฟอสฟอรัสไม่เกินมาตรฐาน และตรวจไม่พบสารกำจัดศัตรูพืชทั้งในปลาและในน้ำ จึงสันนิษฐานว่าเกษตรกรรมไม่ใช่สาเหตุหลัก


    4.3 เรือบรรทุกน้ำตาล


    4.3.1 การพบน้ำตาลในน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา และในวันที่กู้เรือสูงกว่าสภาวะปกติ โดยพบปริมาณน้ำตาลบริเวณป้อมเพชร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นบริเวณที่มวลน้ำเสียเคลื่อนตัวมาถึง โดยตรวจพบว่ามีค่า 5.09 มิลลิกรัมต่อลิตร และพบที่บริเวณเรือล่ม โดยมีค่า 5.39 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งคาดว่ามีการละลายของน้ำตาลจากการกู้เรือในวันดังกล่าว (บริเวณเหนือเรือล่ม ตรวจพบว่ามีปริมาณน้ำตาลประมาณ 1.0 มิลลิกรัมต่อลิตร)


    4.3.2 ผลจากแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ เพื่อคำนวณหาปริมาณออกซิเจนละลายในน้ำ (DO) ซึ่งสันนิษฐานว่า ในวันที่กู้เรือมีน้ำตาลเหลืออยู่ 70% และน้ำตาลละลายในน้ำ ส่งผลให้ค่า DO ลดลงเหลือ 0.9 มิลลิกรัมต่อลิตร ในวันที่ 12 มีนาคม 2550 ซึ่งสอดคล้องกับค่าที่ตรวจวัดค่า DO ในมวลน้ำเสียเคลื่อนไปถึงตำบลท่าเสด็จ อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ซึ่งตรวจวัดได้ 0.9 มิลลิกรัมต่อลิตรเช่นกัน เนื่องจากการล่มของเรือบรรทุกน้ำตาลทรายดิบ (น้ำตาลทรายแดง) มีน้ำตาลจำนวน 650 ตัน ละลายในแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ประเมินค่าเทียบกับปริมาณความสกปรกในรูปสารอินทรีย์ (BOD) สูงถึง 440,000 กิโลกรัม (น้ำตาล 1 กรัม ทำให้เกิด BOD 0.68 กรัม ซึ่งใกล้เคียงกับผลการวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการกรมควบคุมมลพิษ พบว่า น้ำตาล 1 กรัม ทำให้เกิด BOD 0.72 กรัม) เมื่อจุลินทรีย์ในน้ำย่อยสลายสารอินทรีย์ (น้ำตาล) จำนวนมาก จะใช้ออกซิเจนในน้ำจำนวนมากด้วย
    4.4 โรงงานอุตสาหกรรม
    4.4.1 การตรวจสอบระบบท่อในโรงงานผลิตผงชูรส บริษัท เค ที เอ็ม เอส จี จำกัด
    เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2550 ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง (นายวิบูลย์ สงวนพงศ์) พร้อมด้วยคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง (รองผู้ว่าราชการจังหวัด นายสุเมธ แสงนิ่มนวล เป็นประธาน) และสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกันตรวจสอบในโรงงาน พร้อมกับผู้แทนชาวบ้าน และเกษตรกร โดยมีผู้บริหารระดับสูงของโรงงานร่วมด้วย ซึ่งผลการตรวจสอบเบื้องต้น ท่อระบายน้ำที่พบมีความเป็นไปได้ที่จะใช้ระบายทั้งน้ำดีและน้ำเสียในท่อเดียวกัน จึงมีข้อสรุปร่วมกัน ดังนี้

    4.4.1.1 ให้โรงงานทำการรื้อถอนท่อระบายน้ำขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 นิ้ว ที่อยู่ใต้ดินออกทั้งหมด และวางท่อระบายน้ำดีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 นิ้ว เพื่อใช้สูบน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาใหม่ภายในบริเวณที่ดินของโรงงาน เพื่อใช้งานชั่วคราวไปก่อน โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2550 เป็นต้นไป และแล้วเสร็จภายใน 1 เดือน โดยให้ดำเนินการดังนี้
    1. ช่วงจากฝั่งแม่น้ำขึ้นมาถึงแนวถนนหน้าโรงงาน ให้วางท่อน้ำลอยบนพื้นดิน ให้แล้วเสร็จภายใน 1 สัปดาห์
    2. ช่วงจากแนวถนนหน้าโรงงานเข้าไปภายในโรงงานให้วางท่อน้ำดีบนพื้นดิน พร้อมกับสร้างถังเก็บน้ำ ให้แล้วเสร็จภายใน 3 สัปดาห์
    3. การวางท่อน้ำดีอย่างถาวร ให้บริษัทฯ ดำเนินการติดตั้งท่อในลักษณะลอยบนดิน เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบการใช้น้ำของโรงงานได้อย่างสะดวกและชัดเจน
    4.4.1.2 ให้ทางโรงงานจัดหาข้อมูลส่งให้สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ภายในวันที่ 2 เมษายน 2550 และสมาคมฯ จะทำการวิเคราะห์ทางวิศวกรรมการจัดการน้ำเสีย ซึ่งข้อมูลดังกล่าว อาทิเช่น ข้อมูลด้านระบบบำบัดน้ำเสีย สถิติกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์ สถิติการใช้น้ำ และอื่น ๆ เป็นต้น โดยเป็นข้อมูลตั้งแต่ช่วงประมาณเดือนตุลาคม 2549 ถึงช่วงเกิดเหตุปลาตาย (วันที่ 11 มีนาคม 2550) เพื่อจะประเมินว่าน้ำเสียที่เกิดขึ้นมีโอกาสที่จะระบายลงแม่น้ำเจ้าพระยามากน้อยเพียงใด โดยจะให้คำตอบแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง ภายใน 2 วัน หลังจากได้รับข้อมูลแล้ว
    4.4.2 ผลการวิเคราะห์ด้านวิทยาศาสตร์
    4.4.2.1 โรงงานอุตสาหกรรมทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ โรงงานผลิตกระดาษ (บริษัท สุภัทร์ธนากร เปเปอร์มิล จำกัด) โรงงานผลิตเส้นใยเรยอนจากเนื้อไม้ (บริษัท ไทยเรยอน จำกัด (มหาชน) โรงงานผลิตผงคาร์บอน (บริษัทไทยคาร์บอนแบล็ค จำกัด (มหาชน)) และโรงงานผลิตผงชูรส (บริษัท เค ที เอ็ม เอส จี จำกัด) ไม่น่าเป็นสาเหตุของเหตุการณ์น้ำเน่าเสียในครั้งนี้ เนื่องจาก
    1. น้ำทิ้งของโรงงานทั้ง 3 แห่งแรก เป็นไปตามมาตรฐานน้ำทิ้งอุตสาหกรรม และไม่พบหลักฐานของการลักลอบปล่อยน้ำเสีย
    2. โรงงานผลิตผงชูรส บริษัท เค ที เอ็ม เอส จี จำกัด ที่ชาวบ้านมี ข้อสงสัยว่ามีการปล่อยน้ำเสีย ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดเหตุการณ์น้ำเน่าเสีย แต่จากการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้ผลคุณภาพน้ำในการวิเคราะห์ พบว่า


    2.1 ค่าโปแตสเซียมในตัวอย่างน้ำมีค่าสูงอยู่ในช่วง 13 - 10,646 มิลลิกรัมต่อลิตร (บ่อรวบรวมน้ำเสีย 13 มิลลิกรัมต่อลิตร, บ่อเก็บกักน้ำปุ๋ยที่มีผ้าใบคลุม 6,738 มิลลิกรัมต่อลิตร, บ่อรวบรวมน้ำปุ๋ย 6,238 มิลลิกรัมต่อลิตร, บ่อเลี้ยงปลา 85 มิลลิกรัมต่อลิตร, บ่อบำบัดน้ำเสียบ่อที่ห้า 441 มิลลิกรัมต่อลิตร, ท่อน้ำขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 18 นิ้ว 10,646 มิลลิกรัมต่อลิตร) แต่จากการวิเคราะห์ค่าโปแตสเซียมในมวลน้ำเสียในแม่น้ำเจ้าพระยา พบว่า มีค่าไม่สูง (อยู่ในช่วง 3.0 – 4.0 มิลลิกรัมต่อลิตร) และไม่แตกต่างจากสภาวะปกติในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณเหนือโรงงานผลิตผงชูรส (มีค่าประมาณ 3.1 มิลลิกรัมต่อลิตร)


    2.2 ปริมาณฟอสฟอรัสในปุ๋ยน้ำ มีค่าสูงถึง 1,903 มิลลิกรัมต่อลิตร และในบ่อรวบรวมปุ๋ยน้ำ 172 มิลลิกรัมต่อลิตร แต่จากการวิเคราะห์ปริมาณฟอสฟอรัสในมวลน้ำเสีย ณ วันที่ 14 มีนาคม 2550 พบว่ามีปริมาณต่ำมากอยู่ในช่วง 0.08 – 0.1 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งไม่แตกต่างจากคุณภาพน้ำในสภาวะปกติ (เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2550) ซึ่งพบอยู่ในช่วง 0.07 – 0.13 มิลลิกรัมต่อลิตร

    5. การประชุมผู้เชี่ยวชาญ

    กรมควบคุมมลพิษได้เชิญผู้เชี่ยวชาญหารือเกี่ยวกับการวิเคราะห์สาเหตุกรณีปลาตายในแม่น้ำเจ้าพระยาในวันที่ 5 และ 9 เมษายน 2550 ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ได้แก่
    • ดร.มั่นสิน ตัณฑุลเวศน์
    • นายไสว อมรวงศ์
    • ดร.มั่นรักษ์ ตัณฑุลเวศน์
    • นายชุมพล ชีวะประภานันท์
    • นางสาวพะเยาว์ คำมุข
    • นายยุทธนา มหัจฉริยะวงศ์
    • ดร.ศรัณย์ เตชะเสน
    โดยในที่ประชุมมีความคิดเห็นสอดคล้องกัน กล่าวคือ เมื่อวิเคราะห์ข้อมูล ข้อเท็จจริงเชิงวิทยาศาสตร์แล้วสรุปได้ว่า เรือบรรทุกน้ำตาลเป็นสาเหตุหลักทำให้เกิดเหตุการณ์ปลาตาย เนื่องจากตรวจพบปริมาณน้ำตาลในมวลน้ำเสียในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงกว่าในสภาวะปกติ และผลจากการคาดการณ์โดยใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ พบว่าเมื่อมีน้ำตาลละลายในน้ำเป็นจำนวนมาก ทำให้ค่าออกซิเจนละลายในน้ำลดลงต่ำสุด ในบริเวณที่เกิดเหตุการณ์ปลาตายพอดี ส่วนกรณีโรงงานผลิตผงชูรส ไม่พบความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ปลาตายที่เกิดขึ้น เนื่องจากพบค่าโปแตสเซียมสูงในบ่อเก็บกักน้ำปุ๋ยที่มีผ้าใบคลุม และบ่อรวบรวมน้ำปุ๋ย และพบค่าฟอสฟอรัสสูงในบ่อเก็บกักน้ำปุ๋ยที่มีผ้าใบคลุมและบ่อรวบรวมน้ำปุ๋ย แต่จากการวิเคราะห์ค่าโปแตสเซียมในมวลน้ำเสียในแม่น้ำเจ้าพระยา พบว่า มีค่าไม่สูง (อยู่ในช่วง 3.0 – 4.0 มิลลิกรัมต่อลิตร) และไม่แตกต่างจากสภาวะปกติในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณเหนือโรงงานผลิตผงชูรส (มีค่าประมาณ 3.1 มิลลิกรัมต่อลิตร)


    6. ข้อสันนิษฐานสาเหตุของปลาตาย

    6.1 เรือบรรทุกน้ำตาลล่ม เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ปลาในกระชังตาย เนื่องจาก
    6.1.1 ตรวจพบน้ำตาลปนเปื้อนในแม่น้ำ โดยตรวจพบน้ำตาลในมวลน้ำเสียในแม่น้ำเจ้าพระยา ในปริมาณที่สูงกว่าในสภาวะปกติ (สภาวะปกติ พบน้ำตาลประมาณ 1.1 – 2.5 มิลลิกรัมต่อลิตร ภายหลังเกิดเหตุพบน้ำตาลสูงขึ้นประมาณ 5 มิลลิกรัมต่อลิตร)


    6.1.2 ผลการทำแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ สามารถบ่งบอกถึงการละลายของน้ำตาลในแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ออกซิเจนละลายในน้ำลดต่ำลง ตามลำดับ และลดลงต่ำสุดบริเวณเกิดเหตุปลาตาย คือ ที่ระยะทางห่างจากจุดเกิดเรือล่ม ประมาณ 12 กิโลเมตร สอดคล้องกับข้อมูลการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำในช่วงที่เกิดเหตุปลาตาย
    6.2 โรงงานผลิตผงชูรส บริษัท เค ที เอ็ม เอส จี จำกัด ไม่พบความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ปลาในกระชังตายในช่วงเวลาดังกล่าว เนื่องจาก
    6.2.1 เนื่องจากตรวจพบค่าโปแตสเซียมสูง ในบ่อเก็บกักน้ำปุ๋ยที่มีผ้าใบคลุม 6,738 มิลลิกรัมต่อลิตร, บ่อรวบรวมน้ำปุ๋ย 6,238 มิลลิกรัมต่อลิตร, บ่อบำบัดน้ำเสียบ่อที่ห้า 441 มิลลิกรัมต่อลิตร และท่อน้ำขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 18 นิ้ว 10,646 มิลลิกรัมต่อลิตร และตรวจพบ ฟอสฟอรัสในปุ๋ยน้ำสูง 1,903 มิลลิกรัมต่อลิตร และในบ่อรวบรวมปุ๋ยน้ำ 172 มิลลิกรัมต่อลิตร


    6.2.2 ตรวจพบค่าโปแตสเซียม (K) ในมวลน้ำเสียในแม่น้ำเจ้าพระยาในระดับที่ต่ำประมาณ 2.8 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งไม่แตกต่างจากคุณภาพน้ำในแม่น้ำในสภาวะปกติ ที่พบในช่วง 3.1 - 3.8 มิลลิกรัมต่อลิตร


    6.2.3 ตรวจพบค่าฟอสฟอรัส (P) ในมวลน้ำเสียในแม่น้ำเจ้าพระยา ในระดับที่ต่ำประมาณ 0.08 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งไม่แตกต่างจากคุณภาพน้ำ ในแม่น้ำในสภาวะปกติที่พบในช่วง 0.07 – 0.13 มิลลิกรัมต่อลิตร


    6.2.4 ในการตรวจสอบข้อมูลของสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2550 มีข้อสรุปว่า โรงงานผลิตผงชูรส บริษัท เค ที เอ็ม เอส จี จำกัด มีน้ำปุ๋ยเกิดขึ้นในช่วง 6 เดือนย้อนหลัง ประมาณ 21,600 ลูกบาศก์เมตร และขายไป 1,000 ลูกบาศก์เมตร และบ่อเก็บกักปุ๋ยน้ำมีขนาดประมาณ 118,800 – 237,600 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งสมาคมฯ สรุปว่ามีพื้นที่เพียงพอที่จะเก็บกักน้ำปุ๋ยเอาไว้


    7. การฟื้นฟูคุณภาพน้ำ

    7.1 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงพระราชทานพระราชานุญาตนำ “เครื่องกลเติมอากาศ” มาช่วยในการปรับปรุงคุณภาพน้ำ


    7.2 จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเติมอากาศลงในแม่น้ำเจ้าพระยา
    จังหวัดพระนครศรีอยุธยาดำเนินการเติมอากาศลงในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณที่มีมวลน้ำเสียไหลผ่านบริเวณอำเภอบางปะอิน และต่อเนื่องถึงอำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนในน้ำโดยการใช้เรือขนาด 100 แรงม้า จำนวน 3 ลำ เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2550


    วันที่ 21 มีนาคม 2550 คุณภาพน้ำบริเวณที่มวลน้ำเสียเคลื่อนมาถึงบริเวณระหว่างวัดเชิงเลน อำเภอบางไทร และศูนย์ศิลปาชีพบางไทร โดยมีความยาวของมวลน้ำเสียประมาณ 3 กิโลเมตร และจากการตรวจวัดคุณภาพน้ำพบว่ามีค่าออกซิเจนละลายในน้ำประมาณ 2.5 มิลลิกรัมต่อลิตร (อยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรม) ทั้งนี้มีศูนย์กลางของมวลน้ำเสียอยู่ที่หน้าศูนย์ศิลปาชีพบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทั้งนี้ คุณภาพน้ำโดยทั่วไปในบริเวณนี้ ในช่วงปีที่ผ่านมามีค่าออกซิเจนละลายในน้ำประมาณ 4.0 มิลลิกรัมต่อลิตร




    7.3 กรมชลประทานเติมอากาศลงในแม่น้ำเจ้าพระยา
    กรมชลประทานระดมนำเครื่องอัดอากาศกว่า 100 เครื่อง มาคิดตั้งใน 4 จังหวัด ได้แก่ อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานีและนนทบุรี โดยเฉพาะหน้าวัดที่มีการอนุรักษ์พันธุ์ปลา
    7.4 กรุงเทพมหานครเติมอากาศลงในแม่น้ำเจ้าพระยา
    กรุงเทพมหานครติดตั้งเครื่องเติมอากาศ จำนวน 16 เครื่อง บริเวณปลายคลองสำคัญๆ ที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยา เช่น คลองผดุงกรุงเกษม คลองบางซื่อและคลองแสนแสบ เป็นต้น และจะใช้วิธีปิดประตูระบายน้ำที่คลองต่างๆ เพื่อลดปริมาณน้ำเสียที่จะระบายลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา
    7.5 กรมชลประทานเร่งระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา
    กรมชลประทานได้การระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ลงมาช่วยเจือจางน้ำเสีย โดยระบายเพิ่มขึ้นจาก 60 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 80 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2550 และในวันที่ 15 มีนาคม 2550 ได้มีการระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ผ่านเขื่อนพระรามหก มาร่วมกับการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา มาช่วยเจือจางน้ำเสีย เพิ่มขึ้นอีก 10 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และมีการระบายน้ำจากแม่น้ำน้อยอีก 10 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้ปริมาณน้ำที่ใช้ในการเจือจางน้ำเสียในแม่น้ำเจ้าพระยารวมเป็น 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

    8. สรุปค่าเสียหาย-ค่าใช้จ่าย และการชดเชยแก่เกษตรกร

    • ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบและฟื้นฟู
    1. การดำเนินการฟ้องคดีเรียกค่าใช้จ่าย ตามมาตรา 96 พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535


    1.1 หน่วยงานต่างๆ รวมทั้งจังหวัดอ่างทองและจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้แจ้งค่าใช้จ่ายในเบื้องต้นมายังกรมควบคุมมลพิษแล้ว รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 21,423,798.67 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเกี่ยวกับกรณีปลาตายในแม่น้ำเจ้าพระยาในพื้นที่จังหวัดอ่างทองและจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทั้งนี้ ในส่วนของรายละเอียดรายการค่าใช้จ่ายและเอกสารหลักฐานต่าง ๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการจัดทำและจะส่งให้กรมควบคุมมลพิษในภายหลัง เพื่อรวบรวมส่งให้สำนักงานอัยการสูงสุดต่อไป โดยมีรายละเอียดค่าใช้จ่ายดังนี้

     


    1.1.1 ค่าใช้จ่ายของกรมควบคุมมลพิษ ดังนี้ (บาท)
    1. สำนักจัดการคุณภาพน้ำ
    1,241,722
    2. ฝ่ายตรวจและบังคับการ
    74,803
    3. ฝ่ายคุณภาพสิ่งแวดล้อมและห้องปฏิบัติการ
    625,500
    รวมเงินจำนวน
    1,942,025
    1.1.2 ค่าใชจ่ายของสำนักปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังนี้ (บาท)
    1. สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 6 นนทบุรี
    58,340
    2. ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดอ่างทอง
    625,250.65
    รวมเงินจำนวน
    683,590.65
    1.1.3 ค่าใช้จ่ายหน่วยงานอื่น ดังนี้ (บาท)
    1. จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
    18,768,015.67
    2. กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี
    30,167.35
    รวมเงินจำนวน
    18,798,183.02
    รวมเงินจำนวน
    21,423,798.67


    1.2 การฟ้องร้องค่าเสียหายของเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชังที่ได้รับผลกระทบกรมควบคุมมลพิษ ได้แนะนำให้ผู้ได้รับความเสียหายให้ดำเนินการฟ้องร้องโดยอาจจะขอความช่วยเหลือจากสภาทนายความในการจัดหาทนายความอาสา เพื่อดำเนินการทางคดีต่อไป
    2. การดำเนินการตามมาตรา 97 พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ผู้ใดกระทำหรือละเว้นการกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการทำลายหรือทำให้สูญหายหรือเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเป็นของรัฐ หรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้แก่รัฐตามมูลค่าทั้งหมดของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลาย สูญหาย หรือเสียหายไปนั้น ประมงจังหวัดอ่างทองได้ประสานให้กรมประมงเพื่อดำเนินการดังกล่าว ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการ ทั้งนี้ หากแล้วเสร็จจะรายงานให้ทราบต่อไป


    • ค่าชดเชยแก่เกษตรกร
    วันอาทิตย์ที่ 25 มีนาคม 2550 ผลการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ได้ดำเนินการช่วยเหลือ จำนวน 90 ราย 587 กระชัง พื้นที่ 6,647 ตารางเมตร เป็นเงิน 1,708,279 บาท เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2550 แยกเป็น ตำบลบางปลากด พื้นที่ 80 ตารางเมตร เป็นเงิน 20,560 บาท จำนวน 1 ราย ตำบลบางเสด็จ พื้นที่ 5,689 ตารางเมตร เป็นเงิน 1,462,073 บาท จำนวน 77 ราย ตำบลโผงเผง พื้นที่ 878 ตารางเมตร เป็นเงิน 225,646 บาท จำนวน 12 ราย


    9. นายกรัฐมนตรีเยี่ยมประชาชน

    กรมควบคุมมลพิษ ได้ส่งผู้แทนร่วมต้อนรับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี นายอารีย์ วงศ์อารยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2550 เมื่อเวลา 14.00 น. ที่วัดท่าสุทธาวาส ตำบลบางเสด็จ อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง เพื่อมอบเงินช่วยเหลือแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชังในจังหวัดอ่างทอง และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยจังหวัดอ่างทองได้รับความเสียหายจำนวน 90 ราย 587 กระชัง มูลค่าความเสียหาย 14,940,750 บาท จังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้รับความเสียหายจำนวน 108 ราย 481 กระชัง มูลค่าความเสียหาย 12,377,750 บาท




    10. การดำเนินการด้านฟ้องร้องคดี

  • พ.ร.บ.การเดินเรือ พ.ศ. 2456

  • - การดำเนินการกรณีเรือล่มและการกู้เรือ
  • พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535


  • จังหวัดโดยทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดในฐานะเจ้าพนักงานควบคุมมลพิษตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและ รักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอป่าโมก เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2550 เพื่อให้พนักงานสอบสวนติดตามหาสาเหตุการที่ปลาทับทิม นกระชังของชาวบ้านตายในครั้งนี้ในฐานความผิดทำให้เสียทรัพย์ ทำลาย หรือทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์สินหรือมีไว้เพื่อสาธารณะประโยชน์


  • ขั้นตอนการดำเนินคดี
  • 1. ค่าใช้จ่ายในการจัดการมลพิษให้หน่วยงานราชการต่างๆ รวบรวมเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ส่งให้สำนักงานอัยการเป็นผู้รวบรวมและส่งฟ้องศาลต่อไป ตามมาตรา 96 พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535


    2. ค่าเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติ (ปลาและสัตว์น้ำอื่นๆ) ซึ่งเป็นของรัฐหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน (ตามมาตรา 97 พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535) ให้ส่วนราชการที่มีอำนาจหน้าที่ดูแล ควบคุม หรือรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ดังกล่าว คือ กรมประมง เป็น ผู้รวบรวมเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ส่งให้สำนักงานอัยการ เป็นผู้รวบรวมและส่งฟ้องศาลต่อไป


    3. ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางในการดำเนินคดี
    3.1 กรณีการดำเนินคดี ตามมาตรา 96 ของ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เพื่อฟ้องร้องค่าใช้จ่ายในการจัดการมลพิษ เช่น ค่าใช้จ่ายของทางราชการที่ต้องรับภาระจ่ายจริงในการขจัดมลพิษครั้งนี้ มีข้อเสนอแนะในการดำเนินคดีใน 2 แนวทาง ดังนี้
    3.1.1 แนวทางที่ 1 กรมควบคุมมลพิษ เป็นผู้รวบรวมเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่หน่วยงานราชการต่างๆ ต้องรับภาระจ่ายจริงในการดำเนินการขจัดมลพิษ และ/หรือดำเนินการเพื่อพิสูจน์หาสาเหตุ เพื่อจัดส่งให้สำนักงานอัยการ ดำเนินการส่งฟ้องศาลต่อไป หรือ


    3.1.2 แนวทางที่ 2 ให้แต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและต้องรับภาระจ่ายจริงในการดำเนินการขจัดมลพิษ และ/หรือดำเนินการเพื่อพิสูจน์หาสาเหตุ เป็นผู้รวบรวมเอกสารหลักฐานค่าใช้จ่าย ส่งให้สำนักงานอัยการโดยตรง เพื่อสำนักงานอัยการจะได้ส่งฟ้องศาลต่อไป
    3.2 กรณีดำเนินการตามมาตรา 97 ของ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เพื่อฟ้องร้องค่าใช้จ่ายและค่าเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นของรัฐหรือสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เช่น ปลาหรือสัตว์น้ำอื่นๆ ในแม่น้ำ ให้กรมประมง เป็นผู้รวบรวมเอกสารหลักฐานค่าใช้จ่าย ส่งให้สำนักงานอัยการโดยตรง เพื่อสำนักงานอัยการจะได้ส่งฟ้องศาลต่อไป


    3.3 กรมควบคุมมลพิษ จะประสานกับสำนักงานอัยการ เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางในการดำเนินคดีต่อไป
    คลิกที่นี่เพื่อขยายภาพ คลิกที่นี่เพื่อขยายภาพ
    ขั้นตอนการดำเนินคดี แนวทางการดำเนินคดี

  • พ.ร.บ.ภัยพิบัติ พ.ศ. 2545


  • จังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้ประกาศให้บริเวณที่น้ำเสียไหลผ่านในแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเขตภัยพิบัติ ใน 5 อำเภอ ได้แก่ บางบาล พระนครศรีอยุธยา บางประอิน บางไทรและเสนา


  • จังหวัดอ่างทอง ได้ประกาศยุติสถานการณ์ เนื่องจากค่าออกซิเจนละลายในน้ำ หรือค่า DO อยู่ในภาวะปกติ จึงได้มีการประกาศยุติสถานการณ์ภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน จากมลภาวะสิ่งแวดล้อมทางน้ำในพื้นที่อำเภอป่าโมก และอำเภอเมืองอ่างทอง ในวันที่ 23 มีนาคม 2550


  • 11. มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาในอนาคต

    เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2550 จังหวัดอ่างทองได้เชิญประชุมเพื่อกำหนดมาตรการป้องกันกรณีเหตุปลาตายในแม่น้ำเจ้าพระยา ณ ห้องประชุม 2 ศาลากลางจังหวัดอ่างทอง โดยสรุปการประชุมได้เสนอให้มีการกำหนดมาตรการในการป้องกันกรณีปลาตายในแม่น้ำเจ้าพระยาในระยะยาว ดังนี้


    1. กรณีโรงงานอุตสาหกรรม ให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ดำเนินการดังนี้


    1. ขอความร่วมมือจากโรงงานทุกแห่งไม่ให้ปล่อยน้ำทิ้งที่ผ่านระบบบำบัดแล้วลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาโดยตรง ขอให้ปล่อยลงบ่อพักและให้เลี้ยงปลาพื้นเมืองในบ่อพักนี้เพื่อ เป็นตัวชี้วัดคุณภาพน้ำก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ


    2. ปลายท่อของบ่อพักที่เลี้ยงปลาที่ปล่อยลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ ให้สามารถมองเห็นและตรวจสอบได้
    2. กรณีแหล่งน้ำ แม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำน้อย ให้มีการบริหารจัดการเพื่อการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพในระยะต่อไป ให้มีการดำเนินการดังนี้


    1. จัดตั้งเครือข่ายภาคประชาชนเฝ้าระวังแจ้งเตือนคุณภาพน้ำและให้ความรู้แก่ประชาชนที่เกี่ยวข้องกับการประกอบอาชีพทางน้ำอย่างยั่งยืน โดยให้กรมควบคุมมลพิษ สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 6 นนทบุรี และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเป็นหน่วยงานหลัก


    2. มีการตรวจสอบระบบบำบัดน้ำเสียของโรงงานอุตสาหกรรมโดยผู้เชี่ยวชาญจากส่วนกลางร่วมกับจังหวัดและตัวแทนภาคประชาชนในท้องถิ่นเป็นระยะๆ


    3. ให้ความสำคัญและส่งเสริมแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำเสียในระบบลุ่มน้ำอย่างจริงจัง ปรับปรุงและบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน


    4. ให้กระจายอำนาจโดยเฉพาะในเรื่องการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและการแก้ไขปัญหามลพิษจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่น การซักซ้อมในเรื่องความรู้ รายละเอียดและขั้นตอนการดำเนินงานระหว่างหน่วยงาน โดยกรมควบคุมมลพิษได้มีการประสานงานกับหน่วยในท้องถิ่นในการดำเนินงานดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยมีการประชุม สัมมนาและการอบรม รวมทั้งจัดทำเอกสารเผยแพร่ข้อมูลวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้หน่วงงานในท้องถิ่นใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน
    3. การดำเนินงานมาตรการเชิงรุก ในการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ให้มีการดำเนินการดังนี้


    3.1 การติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำอัตโนมัติ โดยกรมควบคุมมลพิษได้ดำเนินการติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำอัตโนมัติ เพื่อการเตือนภัยวิกฤตคุณภาพน้ำ เพื่อแจ้งเตือนภัยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนทราบล่วงหน้า เมื่อตรวจสอบพบว่าคุณภาพน้ำผิดปกติในแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาได้มีการติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำอัตโนมัติ จำนวน 4 สถานี ได้แก่ สถานีจังหวัดนครสวรรค์ สถานีบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สถานีสำแล จังหวัดปทุมธานี และสถานีสะพานกรุงเทพ จังหวัดกรุงเทพมหานคร และในช่วงปี 2550 ได้ดำเนินการติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำอัตโนมัติเพิ่มอีกจำนวน 4 สถานี คือ สถานีจังหวัดชัยนาท สถานีจังหวัดสิงห์บุรี สถานีอำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง และสถานีอำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา


    3.2 การจัดฝึกอบรมในการจัดตั้งเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อเตือนภัยและให้ความรู้เกี่ยวกับคุณภาพน้ำ ในการเลี้ยงปลาในกระชังแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงปลา ในกระชังและประชาชนในการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ โดยให้กรมควบคุมมลพิษ


    3.3 มีระบบการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องในการเผยแพร่แก่ประชาชน โดยดำเนินการเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนต่างๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหาคุณภาพน้ำและ ให้มีส่วนร่วมในการปองกันและแก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมของแม่น้ำ และลำคลองต่างๆ


    3.4 การเฝ้าระวังและป้องกันภัยพิบัติ กรมควบคุมมลพิษได้มีการจัดตั้งคณะทำงานกรณีฉุกเฉินด้านมลพิษทางน้ำ เพื่อดำเนินการสำรวจตรวจสอบกรณีอุบัติภัยมลพิษทางน้ำ และรณรงค์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติภัยมลพิษทางน้ำในระยะยาว โดยพิจารณาถึงความสามารถในการรองรับของเสียของแหล่งน้ำ และมีการเตรียมความพร้อมทั้งในช่วงฤดูแล้งและฤดูฝน


    3.5 ให้กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี กระทรวงคมนาคม จัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังและป้องกันภัยพิบัติจากการขนส่งทางน้ำ โดยประสานหน่วยงานราชการส่วนกลางที่เกี่ยวข้องของแต่ละจังหวัดและท้องถิ่น และการสร้างระบบเตือนภัย แผนอุบัติภัยทางน้ำ รวมทั้งระบบการเก็บรวบรวมข้อมูลและการรายงานผลระบบการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วน



    ที่มา : สำนักจัดการคุณภาพน้ำ กรมควบคุมมลพิษ (22 มีนาคม 2550)

    12. เอกสารที่เกี่ยวข้อง


    ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

    ส่วนแหล่งน้ำจืด
    สำนักจัดการคุณภาพน้ำ
    กรมควบคุมมลพิษ
    โทรศัพท์ 0 2298 2256 โทรสาร 0 2298 2255
    ข้อมูลเพิ่มเติม : โทร 02 298 2260 หรือ 089 172 5948
    E-mail : chao(dot)n(at)pcd(dot)go(dot)th





    กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม