ทะเลไทยกับการใช้ประโยชน์

ทะเลไทย มีเนื้อที่ 378,000 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 23 จังหวัด ตามแนวชายฝั่ง ที่ยาวถึง 2,815 กิโลเมตร ทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน ทะเลไทยแม้จะมีพื้นที่ไม่กว้างใหญ่นัก แต่ก็เคยเป็นที่ยอมรับจากนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกว่า มีความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลมากที่สุดแห่งหนึ่ง และมีความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งทรัพยากรทางทะเลอย่างมากมายการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรก็ย่อมมีมาก ด้วยเช่นกัน ซึ่งก็แน่นอนที่สุดย่อมก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ดังที่ปรากฏอยู่ในหลายพื้นที่ชายฝั่งทะเล

การกำหนดค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลฝั่งทั้ง 7 ประเภท ตามลักษณะการใช้ประโยชน์ของแหล่งน้ำ โดยกรมควบคุมมลพิษ เป็นแนวทางในการนำหลักการ การจัดการ และวิธีการมาควบคุมดูแลให้น้ำทะเลชายฝั่งสามารถเอื้ออำนวยประโยชน์ต่อระบบนิเวศน์ให้คงสภาพตามธรรมชาติ ตลอดจนให้มีการใช้ทรัพยากรทางทะเลอย่างเหมาะสม ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ตลอดไป

มาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่ง แบ่งตามลักษณะการใช้ประโยชน์ 7 ประเภทมีดังนี้

ประเภทที่ 1 เพื่อการสงวนรักษาธรรมชาติ (Environmental Preservation) ..................................... Environmental Preservation
ประเภทที่ 2 เพื่อการอนุรักษ์แหล่งปะการัง (Coral conservation) .................................................. Our Coral Reef
ประเภทที่ 3 เพื่อการอนุรักษ์แหล่งธรรมชาติอื่น ๆ (Conservation of Natural Resource) ...............Life
ประเภทที่ 4 เพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง (Aquaculture) ........................................................ Aquaculture
ประเภทที่ 5 เพื่อการว่ายน้ำ (Water Contact Sport) .....................................................................Swimming
ประเภทที่ 6 เพื่อการกีฬาทางน้ำอื่น ๆ (Water Proximity Sport) ..................................................... Vacation
ประเภทที่ 7 บริเวณแหล่งอุตสาหกรรม (Industrial Zone) ..............................................................Enterprise & Industries

จากมาตรฐานทั้ง 7 ประเภทข้างต้น พื้นที่บริเวณหนึ่ง ๆ อาจมีการใช้ประโยชน์ได้หลายกิจกรรม เช่น ชายฝั่งทะเลบริเวณหาดป่าตอง จ. ภูเก็ต ใช้ประโยชน์เพื่อการท่องเที่ยว ว่ายน้ำ นอกจากนี้ยังสามารถใช้ประโยชน์ในแง่ของการกีฬาทางน้ำอย่างอื่น และการอนุรักษ์แหล่งประการังด้วย แต่ทั้งนี้ การใช้มาตรฐานจะกำหนดตามกิจกรรมการใช้ประโยชน์ของแต่ละพื้นที่ชายฝั่ง
(ค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำสามารถดูได้จากประกาศ "มาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งประเทศไทย")



ประเภทที่ 1 การใช้ประโยชน์เพื่อการสงวนรักษาธรรมชาติ (Environmental Preservation)

หมายถึงบริเวณที่มีลักษณะทางกายภาพ และชีวภาพที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากธรรมชาติ เช่น อุทยานแห่งชาติ โดยมีการใช้ประโยชน์ในแง่ของ

ก) การศึกษาวิจัย และ/หรือ การสาธิตทางด้านวิทยาศาสตร์ ประเภทที่ไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง สภาพแวดล้อม เช่น การสังเกตการณ์ การติดตามตรวจสอบ เป็นต้น
ข) กิจกรรมที่ใช้ประโยชน์จากทัศนียภาพ ความงามตามธรรมชาติ
ค) กิจกรรมที่เกี่ยวกับการจัดการ และการอนุรักษ์ ที่ไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม



ค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่ง ประเภทที่ 1

ต้องเป็นไปตามธรรมชาติที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของมนุษย์

ตัวอย่างพื้นที่ที่มีการใช้ประโยชน์เพื่อการสงวนรักษาธรรมชาติ

จังหวัดภูเก็ต เป็นจังหวัดเดียวที่มีพื้นที่เป็นเกาะ ลักษณะเรียวยาวจากเหนือไปใต้พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สูง ๆ ต่ำ ๆ มีที่ราบเป็นตอน ๆ ประกอบด้วยเกาะประมาณ 39 เกาะ มีพื้นที่ประมาณ 543 ตารางกิโลเมตร มีความยาวชายฝั่ง 224 กิโลเมตร บริเวณที่เคยมีการใช้ประโยชน์เพื่อการสงวนรักษาธรรมชาติ ของจังหวัดภูเก็ต เช่น

อุทยานแห่งชาติสิรินาถ (หาดไนยาง) ครอบคลุมพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 90 ตารางกิโลเมตร หรือ 56,250 ไร่ มีหาดทรายที่ต่อเนื่องเป็นระยะทางยาว ได้แก่ หาดไนทอน หาดไนยาง หาดไม้ขาว และหาดทรายแก้ว หาดเหล่านี้มีทรายละเอียด และไม้สนทะเลขึ้นอยู่ทั่วไป ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ จะมีเต่าทะเลขึ้นมาวางไข่เป็นประจำทุกปี และเป็นหาดเดียวซึ่งมีจั๊กจั่นทะเลอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก

แต่สถานการณ์คุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งของประเทศไทยในปัจจุบัน พบว่า มีการปนเปื้อนมลพิษต่าง ๆ จากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น จากอาคาร ร้านค้า โรงแรม บ้านเรือน เป็นต้น ทำให้คุณภาพน้ำทะเลเปลี่ยนแปลงไปจากการใช้ประโยชน์เพื่อการสงวนรักษาธรรมชาติ ทำให้ไม่มีบริเวณใดที่มีความเหมาะสมในการกำหนดให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำประเภทนี้ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องกำหนดมาตรการ หรือการจัดการที่ชัดเจน เช่น กำหนดพื้นที่ใช้ประโยชน์ให้ชัดเจน หรือ ให้มีการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ขึ้น เป็นต้น


ค่ารวมของแบคทีเรียชนิดโคลิฟอร์มรวม บริเวณหาดไนยาง อุทยานแห่งชาติสิรินาถ จ. ภูเก็ต
(ที่มา : กรมควบคุมมลพิษ, 2538-2539 และ 2541)


ประเภทที่ 2 การใช้ประโยชน์เพื่อการอนุรักษ์แหล่งประการัง (Coral conservation)

หมายถึงบริเวณที่มีแหล่งปะการังสมบูรณ์ หรือปะการังที่เสื่อมโทรม แต่มีแนวโน้มที่จะพื้นคืนสภาพได้
เช่น แนวปะการังในบริเวณอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะพีพี เกาะสิมิลัน เกาะช้าง เป็นต้น

โดยมีมาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งประเภทที่ 2 เป็นตัวควบคุมคุณภาพน้ำทะเล ให้มีความเหมาะสม
ที่จะใช้เป็นพื้นที่อนุรักษ์แหล่งปะการัง



ค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่ง ประเภทที่ 2 ที่สำคัญ

  • อุณหภูมิ (Water Temperature) ไม่มากกว่า 33 องศาเซลเซียส
  • ออกซิเจนละลายในน้ำ (Dissolved Oxygen : DO) ไม่น้อยกว่า 4 มิลลิกรัม/ลิตร
  • ความโปร่งใส (Transparency) ต้องมีค่าเปลี่ยนแปลงจากธรรมชาติได้ไม่เกินร้อยละ 10
  • ความเค็ม (Salinity) ต้องมีค่าระหว่าง 29 - 35 ส่วนในพันส่วน

ตัวอย่างบริเวณที่มีการใช้ประโยชน์เพื่อการอนุรักษ์แหล่งประการัง

จังหวัดกระบี่ มีเนื้อที่ 4,708.5 ตารางกิโลเมตร มีชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกยาวประมาณ 160 กิโลเมตร ประกอบด้วยเกาะต่าง ๆ ประมาณ 130 เกาะ สภาพของพื้นที่โดยทั่วไปเป็นที่ราบและเนินสูงต่ำ มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 13 เกาะ เกาะที่สำคัญ ได้แก่ เกาะลันตาใหญ่ และหมู่เกาะพีพี บริเวณที่มีการใช้ประโยชน์เพื่ออนุรักษ์ปะการังของจังหวัดกระบี่ เช่น

อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะพีพี

เป็นหมู่เกาะกลางทะเล ประกอบด้วยเกาะใหญ่ 2 เกาะ คือ เกาะพีพีดอน มีเนื้อที่ 11.2 ตารางกิโลเมตร และเกาะพีพีเล มีเนื้อที่ 6.6 ตารางกิโลเมตร กับเกาะบริวารอีก 3 - 4 เกาะ คือ เกาะบิด๊ะนอก เกาะบิด๊ะนอก เกาะบิด๊ะใน เกาะไผ่ และเกาะยุงนั้น ในอดีตนับได้ว่าเป็นหมู่เกาะที่จัดได้ว่างดงามที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย เช่น เกาะไผ่ ซึ่งเป็นแหล่งดำน้ำดูปะการังน้ำลึก หรือที่หินบิดะ ซึ่งเป็นเกาะหินเล็ก ๆ มีสิ่งที่เด่นที่สะดุดตาที่สุด ก็คือปะการังอ่อน ซึ่งขึ้นเบียดเสียดกันอย่างหนาแน่น มีทั้งสีแดง ชมพูอ่อน สีเหลือง สีขาว ตามลานปะการังอ่อนจะแซมด้วยกัลปังหาหลากสีหลายแบบ หรือที่เกาะพีพีเล มีกองหินใต้น้ำ ซึ่งทั้งก้อนหินขนาดใหญ่จะเกาะพราวไปด้วยดอกไม้ทะเลหลากสี และปะการังอ่อนพันธ์เล็กสีเหลืองอ่อน หรือ ที่บริเวณเกาะพีพีดอน จะมีแนวปะการังน้ำลึกปานกลาง โดยแนวประการังจะก่อตัวได้ดีตลอดแนวชายฝั่งตะวันออก ชนิดของปะการังมีรายงานว่าพบมากกว่า 200 ชนิด

คุณภาพน้ำบริเวณหมู่เกาะพีพี อยู่ในเกณฑ์ดีตามมาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่ง ประเภทที่ 2 เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์เพื่อการอนุรักษ์แหล่งปะการัง


ค่าความโปร่งใส บริเวณอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะพีพี จ. กระบี่
(ที่มา : กรมควบคุมมลพิษ, 2539-2541)


ประเภทที่ 3 เพื่อการอนุรักษ์แหล่งธรรมชาติอื่น ๆ (Conservation of Natural Resource)

หมายถึงแหล่งอนุรักษ์ป่าชายเลน แหล่งอาศัย แหล่งเพาะพันธุ์ และอนุบาลตัวอ่อนของสัตว์น้ำ เป็นต้น
ซึ่งมีลักษณะทางกายภาพไม่เปลี่ยนไปจากธรรมชาติมากนัก โดยมีมาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งประเภทที่ 3 เป็นตัวควบคุมให้คุณภาพน้ำทะเล มีความเหมาะสมที่จะใช้เป็นพื้นที่อนุรักษ์แหล่งทรัพยากรธรรมชาติ



ค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่ง ประเภทที่ 3 ที่สำคัญ

  • ความเป็นกรดและด่าง (pH) ต้องมีค่าระหว่าง 7.0 - 8.5
  • ความเค็มของน้ำ (Salinity) ต้องมีค่าเปลี่ยนแปลงจากสภาพธรรมชาติได้ไม่เกินร้อยละ 10
  • อุณหภูมิ (Temperature) ต้องไม่สูงกว่า 33 องศาเซลเซียส
  • ออกซิเจนละลาย (Dissolved Oxygen) ต้องมีค่าไม่น้อยกว่า 4 มิลลิกรัม/ลิตร
  • ความโปร่งใส (Transparency) ต้องมีค่าเปลี่ยนแปลงจากธรรมชาติได้ไม่เกินร้อยละ 10

ตัวอย่างพื้นที่ที่มีการใช้ประโยชน์เพื่อการอนุรักษ์แหล่งธรรมชาติอื่น ๆ

จังหวัดเพชรบุรี ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของอ่าวไทยตอนบน มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 6,225.14 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 3,890,712 ไร่ มีพื้นที่แนวชายฝั่งยาวประมาณ 90.6 กิโลเมตร

บริเวณที่มีการใช้ประโยชน์เพื่อการอนุรักษ์แหล่งธรรมชาติอื่นๆ ของจังหวัดเพชรบุรี ได้แก่

ปากคลองบ้านบางตะบูน

ซึ่งสภาพปัจจุบันมีชุมชนตั้งอยู่ริมสองฝั่ง บริเวณที่ติดกับชายทะเลนั้น เป็นป่าชายเลนตลอดแนวชายฝั่ง โดยป่าชายเลนด้านใต้ยาวจรดบ้านแหลม บริเวณปากคลองเป็นสันดอนขนาดใหญ่ ซึ่งเกิดจากการทับถมของตะกอน นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งอาหารของนกทะเลที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว

ปากคลองบ้านแหลม

มีชุมชนบ้านแหลมอาศัยอยู่สองฝั่งคลองอย่างหนาแน่น และมีสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำลงไปในแม่น้ำ บริเวณที่ติดกับชายทะเลนั้นเป็นป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์

คุณภาพน้ำทั้ง 2 บริเวณ อยู่ในเกณฑ์พอใช้ถึงค่อนข้างเสื่อมโทรมเนื่องจากบริเวณปากคลองทั้ง 2 แห่ง มีชุมชนหนาแน่นทั้ง 2 ฝั่ง ทำให้มีการถ่ายเทของเสียลงสู่แม่น้ำและระบายลงสู่ทะเล


ค่าความเค็ม บริเวณพื้นที่เพื่อการอนุรักษ์แหล่งธรรมชาติอื่น ๆ จ. เพชรบุรี
(ที่มา : กรมควบคุมมลพิษ, 2539 - 2541)


ประเภทที่ 4 เพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง (Aquaculture)

หมายถึงบริเวณที่มีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งตามธรรมชาติ เช่น การเลี้ยงหอยแมลงภู่ หอยนางรม กุ้ง การเลี้ยงปลาในกระชัง เป็นต้น ซึ่งสถานที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง จะต้องมีลักษณะทางกายภาพที่เหมาะสม เช่น บริเวณปากแม่น้ำ หรือบริเวณที่เป็นน้ำกร่อย เป็นแหล่งที่มีสารอาหารอุดมสมบูรณ์ โดยมีมาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่ง ประเภทที่ 4 เป็นตัวควบคุมให้คุณภาพน้ำทะเลเหมาะสมสำหรับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ



ค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่ง ประเภทที่ 4 ที่สำคัญ

  • สีและกลิ่นของน้ำต้องไม่เป็นที่น่ารังเกียจ
  • ความเป็นกรดและด่าง (pH) ต้องมีค่าระหว่าง 7.0 - 8.5
  • ความเค็มของน้ำ (Salinity) ต้องมีค่าเปลี่ยนแปลงจากสภาพธรรมชาติไม่เกินร้อยละ 10
  • ค่ารวมของแบคทีเรียชนิดโคลิฟอร์ม (Total Coliform Bacteria: TCB) ในน้ำต้องมีค่าไม่เกิน 1,000 เอ็มพีเอ็นต่อ 100 มิลลิลิตร
  • ออกซิเจนละลาย (Dissolved Oxygen) ต้องมีค่าไม่น้อยกว่า 4 มิลลิกรัมต่อลิตร

ตัวอย่างพื้นที่ที่มีการใช้ประโยชน์เพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง

จังหวัดนครศรีธรรมราช มีพื้นที่มากเป็นอันดับสองของภาคใต้ คือ ประมาณ 10,211.49 ตารางกิโลเมตร โดยเป็นพื้นที่ชายทะเลประมาณ 3,004.43 ตารางกิโลเมตร

บริเวณที่มีการใช้ประโยชน์เพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งของจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้แก่

ปากแม่น้ำปากพนัง

ซึ่งมีสภาพทั่วไปเป็นป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ตลอดแนวแม่น้ำมีชุมชน ตั้งบ้านเรือนอยู่อย่างหนาแน่น มีการใช้ประโยชน์พื้นที่เพื่อการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำ และปลากระพง

ปากคลองท่าสูง

คุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งอยู่ในเกณฑ์พอใช้ถึงค่อนข้างเสื่อมโทรม ซึ่งค่าคุณภาพน้ำที่พบส่วนใหญ่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำเพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ทั้งนี้เนื่องจากคลองและแม่น้ำได้รับน้ำเสียจากแหล่งชุมชนต่าง ๆ และระบายลงสู่ทะเลโดยตรง


ค่าความเค็ม บริเวณพื้นที่เพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ จ. นครศรีธรรมราช
(ที่มา : กรมควบคุมมลพิษ, 2539 - 2541)


ประเภทที่ 5 เพื่อการว่ายน้ำ (Water Contact Sport)

หมายถึงบริเวณที่คนนิยมไปว่ายน้ำ และท่องเที่ยวทางทะเล ซึ่งสถานที่เหล่านี้ จะต้องมีลักษณะทางกายภาพที่สวยงาม มีหาดทราย น้ำทะเลใสสะอาด ปราศจากการปนเปื้อนจากมลพิษทางน้ำ โดยใช้มาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งประเภทที่ 5 เป็นตัวควบคุมคุณภาพน้ำทะเลให้เหมาะสมกับกิจกรรมการว่ายน้ำ



ค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่ง ประเภทที่ 5 ที่สำคัญ

  • ต้องไม่มีวัตถุที่น่ารังเกียจลอยอยู่บนผิวน้ำ
  • ต้องไม่มีน้ำมันหรือไขมันที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าลอยอยู่บนผิวน้ำ
  • ความโปร่งใส (Transparency) ต้องมีค่าเปลี่ยนแปลงจากสภาพธรรมชาติไม่เกินร้อยละ 10
  • สีและกลิ่นของน้ำ ต้องไม่เป็นที่น่ารังเกียจ
  • ค่ารวมของแบคทีเรียชนิดโคลิฟอร์ม (Total Coliform Bacteria : TCB) ในน้ำ ต้องมีค่า ไม่เกิน 1,000 เอ็มพีเอ็นต่อ 100 มิลลิลิตร

ตัวอย่างพื้นที่ที่มีการใช้ประโยชน์เพื่อการว่ายน้ำ

จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของอ่าวไทยตอนบนมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 6,357.62 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 3,973,512.12 ไร่ มีพื้นที่แนวชายฝั่งยาวประมาณ 224 กิโลเมตร มีเกาะอยู่ในความปกครอง 17 เกาะ โดยภูมิประเทศมีลักษณะพื้นที่แคบเป็นคาบสมุทรยาวลงไปทางใต้ โดยมีส่วนที่แคบที่สุดจากเขตแดนพม่าไทย จนถึงฝั่งทะเลเป็นระยะทางยาว 10.96 กิโลเมตร บริเวณที่มีการใช้ประโยชน์เพื่อการว่ายน้ำ ได้แก่

หาดหัวหิน เป็นหาดทรายขาวละเอียด มีความลาดชันของชายหาดน้อยเหมาะแก่การเล่นน้ำ บริเวณด้านเหนือของหาดมีโขดหินที่สวยงาม ด้านในของชายหาดเป็นสถานที่ตากอากาศ โรงแรมและชุมชนเมือง บริเวณชายหาดมีร้านค้าตลอดแนว

อ่าวมะนาว ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมือง อยู่ในเขตพื้นที่กองบิน 54 มีหาดทรายยาวประมาณ 3 กิโลเมตร มีเกาะขนาดเล็กตั้งบังกระแสคลื่นอยู่ตอนกลางอ่าว

หาดวนกร เป็นชายหาดที่สวยงาม ชายหาดเป็นป่าสนตลอดแนว

ส่วนคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่ง ในบริเวณอ่าวมะนาวคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์ดี ส่วนในบริเวณหาดวนกร คุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์พอใช้ถึงค่อนข้างเสื่อมโทรม และบริเวณหาดหัวหิน คุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์พอใช้ ตามมาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งประเภทที่ 5 เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์เพื่อการว่ายน้ำ


ค่ารวมของแบคทีเรียโคลิฟอร์รวม บริเวณพื้นที่เพื่อการว่ายน้ำ จ. ประจวบคึรีขันธ์
(ที่มา : กรมควบคุมมลพิษ, 2538-2539 และ 2541)


ประเภทที่ 6 เพื่อการกีฬาทางน้ำอื่น ๆ (Water Proximity Sport)

หมายถึงบริเวณที่มีลักษณะทางธรรมชาติเอื้ออำนวยต่อการใช้ประโยชน์ทางด้านการกีฬาทางน้ำ เช่น การเล่นเรือใบ หรือ สกีน้ำ เป็นต้น



ค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่ง ประเภทที่ 6 ที่สำคัญ

  • ต้องไม่มีวัตถุที่น่ารังเกียจลอยอยู่บนผิวน้ำ
  • ต้องไม่มีน้ำมันหรือไขมันที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าลอยอยู่บนผิวน้ำ
  • สีและกลิ่นของน้ำ ต้องไม่เป็นที่น่ารังเกียจ

ตัวอย่างพื้นที่ที่มีการใช้ประโยชน์เพื่อการกีฬาทางน้ำอื่น ๆ

จังหวัดชลบุรี ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกของประเทศไทย มีชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 156 กิโลเมตร คิดเป็นพื้นที่ชายทะเลทั้งสิ้น 244.46 ตารางกิโลเมตร

บริเวณที่มีการใช้ประโยชน์เพื่อการกีฬาทางน้ำอื่นๆ เช่น

พัทยา เป็นเมืองท่องเที่ยวชายทะเลที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย มีแหล่งท่องเที่ยวทั้งทางบกและทางน้ำ มีชายหาดที่เหมาะกับการเล่นกีฬาทางน้ำ เช่น การเล่นเรือใบ เจตสกี บานานาโบ๊ต สกีน้ำ และอื่น ๆ อีกมากมาย โดยมีร้านค้าบริการเกี่ยวกับกับกีฬาทางน้ำอยู่ทั่วไปตามริมชายหาด

บางแสน เป็นชายหาดที่มีชื่อเสียงมาช้านานของจังหวัดชลบุรี อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ และตัวเมืองชลบุรีเท่าใดนัก จึงมีผู้นิยมเดินทางมาพักตากอากาศเป็นจำนวนมาก บริเวณชายหาดมีเครื่องเล่นกีฬาทางน้ำให้เช่าหลายชนิดรวมทั้งเรือใบให้เช่า เป็นต้น

คุณภาพน้ำทะเลทั้ง 2 แห่ง มีคุณภาพดีตามมาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่ง ประเภทที่ 6 เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์เพื่อการกีฬาทางน้ำ




ประเภทที่ 7 บริเวณแหล่งอุตสาหกรรม (Industrial Zone)

เป็นบริเวณรองรับน้ำทิ้งจากแหล่งอุตสาหกรรมโดยที่คุณภาพน้ำบริเวณนี้ต้องไม่ต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ เป็นบริเวณที่มีความเหมาะสมในแง่ของการลงทุน เพื่อจัดทำเป็นแหล่งอุตสาหกรรมประเภทต่าง ๆ เช่น นิคมอุตสาหกรรม เป็นต้น



ค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่ง ประเภทที่ 7 ที่สำคัญ

  • ต้องไม่มีวัตถุที่น่ารังเกียจลอยอยู่บนผิวน้ำ
  • ต้องไม่มีน้ำมันหรือไขมันที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าลอยอยู่บนผิวน้ำ
  • สีและกลิ่นของน้ำ ต้องไม่เป็นที่น่ารังเกียจ
  • ค่ารวมของปรอท (Total Mercury) ในน้ำต้องมีค่าไม่เกิน 0.0001 มิลลิกรัมต่อลิตร
  • แคดเมียม (Cadmium) ในน้ำ ต้องมีค่าไม่เกิน 0.005 มิลลิกรัมต่อลิตร
  • โครเมียม (Chromium) ,เหล็ก (Iron) , ทองแดง (Copper) , สังกะสี (Zinc) จะกำหนดตามความจำเป็น

ตัวอย่างพื้นที่ชายฝั่งที่เป็นแหล่งอุตสาหกรรม

จังหวัดระยอง ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกของประเทศไทย มีชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 100 กิโลเมตร

บริเวณที่มีการใช้ประโยชน์เพื่อการอุตสาหกรรม เช่น

นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด มีพื้นที่ 8,000 ไร่ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ พื้นที่ชุมชน 2,000 ไร่ ประกอบด้วย สถานที่ราชการ เช่น โรงพยาบาล สถานีตำรวจ สถานีอนามัย และบ้านเรือน และพื้นที่อุตสาหกรรม 6,000 ไร่ ประกอบด้วย โรงงาน 46 แห่ง เช่น โรงกลั่นน้ำมัน โรงงานปิโตรเคมี โรงงานพลาสติก โรงงานผลิตยางรถยนต์ โรงงานผลิตเครื่องไฟฟ้า โรงงานปุ๋ย โรงงานผลิตเหล็ก เป็นต้น

คุณภาพน้ำบริเวณนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ซึ่งเป็นบริเวณแหล่งอุตสาหกรรม เริ่มตั้งแต่บ้านหนองแฟบ จนถึงปากแม่น้ำระยอง มีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์ดีตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำทะเล ประเภทที่ 7 เหมาะสม กับการใช้ประโยชน์ในด้านอุตสาหกรรม


ค่ารวมของปริมาณแคดเมียม (Cd), เหล็ก (Fe), ทองแดง (Cu) และสังกะสี (Zn)
บริเวณนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และพื้นที่ใกล้เคียง จ. ระยอง
(ที่มา : กรมควบคุมมลพิษ, 2541)
ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
มาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งประเทศไทย
เกร็ดความรู้มลพิษทางทะเล

 


กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม