2009-12
2006-08
2003-05
2000-02
1997-99

ทส.จับมือ สาธารณสุข ฟันธง แผนยุทธศาสตร์อนามัยและสิ่งแวดล้อมชาติ 4 ปี กู้วิกฤติสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
For more detail :
click here

News date 12-Mar-2009

ข่าวสารสิ่งแวดล้อม
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ฉบับที่ 9/2552
11 มีนาคม 2552

ทส.จับมือ สาธารณสุข ฟันธง แผนยุทธศาสตร์อนามัยและสิ่งแวดล้อมชาติ 4 ปี
กู้วิกฤติสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดมเห็นต่อแผนยุทธศาสตร์อนามัยและสิ่งแวดล้อมแห่ง ชาติ ฉบับที่ 1 พ.ศ.2551 - 2554 ตามกฎบัตรความร่วมมือด้านอนามัยและสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้และเอเชียตะวันออก ครอบคลุม 6 เรื่องสามัญ

วันนี้ (11 มีนาคม 2552) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและสิ่งแวดล้อม โดย ดร.ศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุข โดย นายแพทย์ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา อธิบดีกรมอนามัย เปิดการสัมมนาระดมเห็นต่อแผนยุทธศาสตร์อนามัยและสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร ว่า

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การเติบโตของเมือง การเพิ่มขึ้นของประชากร และกระแสบริโภคนิยม ได้ก่อให้เกิดปัญหาอนามัยและสิ่งแวดล้อม เช่น ปัญหามลพิษทางน้ำ ปัญหาผลกระทบจากการใช้สารเคมี ปัญหาคุณภาพน้ำอุปโภค บริโภค ปัญหาสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม และสุขาภิบาลอาหาร ซึ่งจากข้อมูลการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมของกรมควบคุมมลพิษ ในปี 2549 พบว่า ปัญหาคุณภาพอากาศ ยังคงเป็นเรื่องฝุ่นละอองที่มีปัญหามากในบริเวณเขตที่มีการจราจรคับคั่งและ เขตอุตสาหกรรม เช่น กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ และสระบุรี ส่วนปัญหาขยะมูลฝอยชุมชนและของเสียอันตรายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังขาดระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพเพียงพออีกด้วย

ดร.ศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวเสริมว่า แผนยุทธศาสตร์อนามัยและสิ่งแวดล้อม ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2551 - 2554) จะเป็นกลไกในการประสานงานระหว่างภาคส่วนต่างๆ รวมทั้งเป็นการระดมผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์ต่างๆ ทั้งด้านสาธารณสุข ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านวิทยาศาสตร์ ด้านการศึกษา ด้านการปกครอง ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านอื่นๆ มาร่วมกันสร้างกระบวนการในการดำเนินการแก้ไขปัญหาอนามัยสิ่งแวดล้อมของ ประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพ สร้างความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับด้านสิ่งแวด ล้อมและด้านสุขภาพ เพื่อนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถของประเทศไทย การกำหนดกรอบนโยบายในระดับประเทศ รวมทั้งการส่งเสริมการปฏิบัติตามยุทธศาสตร์และมาตรการดำเนินงานด้านอนามัย และสิ่งแวดล้อมอย่างบูรณาการ
"ทั้งนี้ แผนยุทธศาสตร์ฯ จะทำให้เกิดการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี ลดการเกิดมลพิษ นำไปสู่การมีสุขภาพอนามัยที่ดีเพื่อการมีสุขภาพดี และยังเป็นเครื่องมือในการประสานความร่วมมือการดำเนินงานระหว่างประเทศใน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก ส่งเสริมความร่วมมือในระดับภูมิภาค รวมทั้งเป็นหลักประกันความสำเร็จในการดำเนินนโยบายและแผนงานในระดับประเทศ ตลอดจนนำผลการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ฯ ใช้เป็นข้อมูล ความรู้ และประสบการณ์ในการดำเนินงานของประเทศไทยที่จะแลกเปลี่ยนในการประชุม รัฐมนตรีด้านอนามัยและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกฉียง ใต้และเอเชียตะวันออกครั้งที่ 2 ณ สาธารณรัฐเกาหลี ปี 2553 ต่อไป" ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าว

นายแพทย์ณรงค์ศักดิ์ กล่าวต่อไป สถานการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพอนามัยตามมา เช่น โรคระบบทางเดินอาหาร โรคระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะในประชาชนกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ และประชาชนในพื้นที่ห่างไกล นอกจากนี้ การเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นผลให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมและวิถีชีวิต ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดเชื้อที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคมะเร็ง และโรคหัวใจ รวมถึงกลุ่มอาการป่วยเหตุจากอาคาร (Sick building Syndrome) ที่มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน และเมื่อวิเคราะห์สาเหตุการตายเฉลี่ยทุกกลุ่มอายุ พบว่า สาเหตุการตายอันดับ 1 คือ โรคมะเร็ง และอันดับ 2 คือ อุบัติเหตุและการเป็นพิษ ที่มีสาเหตุจากปัยจัยสิ่งแวดล้อม รวมทั้งปัญหาอนามัยสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน ได้แก่ ปัญหามลพิษอากาศจากหมอกควันที่เกิดจากไฟไหม้ป่าจากประเทศใกล้เคียง ปัญหาการระบาดของโรคติดต่ออุบัติใหม่ ซึ่งอาจจะกลายเป็นโรคประจำถิ่น เช่น โรคซาร์ ไข้หวัดนก และไข้หวัดใหญ่
"การแก้ไขปัญหาที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ร่วมมือกับ 13 ประเทศ ประกอบด้วย เนการูไนดารุสซาลาม ราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐอินโนนีเชีย ประเทศญี่ปุ่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประเทศมาเลเซีย ประเทศมองโกเลีย สหภาพพม่า สาธารณรัฐเกาหลี สาธารณรัฐสิงคโปร์ ราชอาณาจักรไทย และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม จัดทำกฎบัตรความร่วมมือด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้และเอเชียตะวันออก (Charter of the Regional Forum on Environment and Health Southeast and Asian Countries-Framework for Cooperation) ที่ได้รับรองจากการประชุมรัฐมนตรีด้านสิ่งแวดล้อมครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2550 ณ กรุงเทพมหานคร อีกทั้งได้มีการประกาศปฏิญญากรุงเทพฯ ว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Bangkok Declaration on Environment and Health) ที่จะร่วมกันส่งเสริมการดำเนินงานด้านอนามัยและสิ่งแวดล้อมของภูมิภาคให้ดี ขึ้น โดยกำหนดให้ประเทศสมาชิกดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการอนามัยและสิ่งแวดล้อม แห่งชาติ (National Environment Health Action Plan) ใน 6 สาขา ได้แก่
  • 1. คุณภาพอากาศ
  • 2. น้ำ สุขอนามัย และการสุขาภิบาล
  • 3. ขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย
  • 4. สารเคมีเป็นพิษและสารอันตราย
  • 5. การเปลี่ยนแปลงภาวะอากาศโลก การลดลงของชั้นโอโซนและการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศน์ และ
  • 6. การวางแผนการเตรียมการ และการปฏิบัติการในภาวะฉุกเฉินด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม"
นายแพทย์ณรงค์ศักดิ์ กล่าว

อธิบดีกรมอนามัย กล่าวต่อว่า ประเทศไทยในฐานะหนึ่งในประเทศสมาชิกของภูมิภาคนี้ จึงได้ดำเนินงานเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมตามแนวทาง 6 สาขาข้างต้น โดยเป็นความร่วมมือกันระหว่าง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน สถาบันการศึกษา และประชาชน จัดทำแผนยุทธศาสตร์อนามัยและสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 พ.ศ.2551 - 2554 ขึ้น เพื่อใช้เป็นแผนแม่บทในการดำเนินงานอนามัยสิ่งแวดล้อมของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางตามกรอบบัตรความร่วมร่วมมือฯ โดยพิจารณาจากประเด็นปัญหาที่สำคัญของประเทศในด้านอนามัยและสิ่งแวดล้อม ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อสุขภาพประชาชน การปรับปรุงการดำเนินงานด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม การพัฒนาคุณภาพชีวิตควบคู่กับการพัฒนาที่ยั่งยืน


Contact : คุณนิชร คงเพชร (pr(at)pcd(dot)go(dot)th)