2009-12
2006-08
2003-05
2000-02
1997-99

สรุปสถานการณ์มลพิษของประเทศไทย ปี 2552
For more detail :
click here

News date 28-Dec-2009

ข่าวสารสิ่งแวดล้อม
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ฉบับที่ 50/2552
วันที่ 28 ธันวาคม2552

สรุปสถานการณ์มลพิษของประเทศไทย ปี 2552
สถานการณ์คุณภาพน้ำ

คุณภาพน้ำผิวดิน อยู่ในเกณฑ์ดี พอใช้ และเสื่อมโทรม คิดเป็นร้อยละ 29 41 และ 30 ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบคุณภาพน้ำ 2 ปีย้อนหลัง พบว่าแหล่งน้ำที่มีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์ดีในปี 2551 ลดลงมาอยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมในปี 2552 ได้แก่ แควใหญ่ สำหรับแหล่งน้ำที่มีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์พอใช้ แต่ลดลงมาอยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรม ได้แก่ ป่าสัก เจ้าพระยาตอนกลาง อูน สงคราม เลย หนองหาน และปากพนัง สำหรับแหล่งน้ำที่มีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์พอใช้ แต่ปรับขึ้นมาอยู่ในเกณฑ์ดี ได้แก่ ปิง วัง กุยบุรี เสียว ชี พังราด และตาปีตอนล่าง และแหล่งน้ำที่มีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมแต่ปรับขึ้นมาอยู่ในเกณฑ์พอใช้ ได้แก่ สะแกกรัง ปัตตานีตอนบน ปัตตานีตอนล่าง และทะเลสาบสงขลา (ข้อมูลถึงเดือนกันยายน 2552)

คุณภาพน้ำทะเลชายฝั่ง อยู่ในเกณฑ์ดีมาก ดี พอใช้เสื่อมโทรม และเสื่อมโทรมมาก คิดเป็นร้อยละ 5 51 34 5 และ 5 ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบคุณภาพน้ำ 2 ปีย้อนหลัง (2551-2552) พบว่า บริเวณที่มีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์ดีมากแต่ลดลงมาอยู่ในเกณฑ์ดี ได้แก่ เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง เกาะสีชัง และช่องแสมสาร จังหวัดชลบุรี อ่าวสะพลี หาดทุ่งวัวแล่น หาดทรายรีตอนกลาง จังหวัดชุมพร เกาะสมุย และเกาะพงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี หาดหินงาม จังหวัดนครศรีธรรมราช หาดสมิหลา จังหวัดสงขลา บ้านบ่อม่วง จังหวัดตรัง บริเวณที่มีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์พอใช้แต่ลดลงมาอยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมมาก ได้แก่ ท่าเรือแหลมฉบัง (ตอนท้าย) จังหวัดชลบุรี และบริเวณที่มีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมแต่ลดลงมาอยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมมาก ได้แก่ ปากแม่น้ำบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ปากแม่น้ำแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม และปากแม่น้ำบ้านแหลมด้านกลาง จังหวัดเพชรบุรี คุณภาพน้ำบาดาล ส่วนใหญ่อยู๋ในเกณฑ์มาตรฐานน้ำบาดาล ดี ถึง พอใช้ โดยพบการปนเปื้อนจากเหล็ก แมงกานีส ฟลูออไรด์ที่เกินมาตรฐานน้ำดื่มบ้างในบางบริเวณของภาคเหนือ ภาคตะวันออก สำหรับปัญหาน้ำบาดาลเค็ม พบบางบริเวณของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณชายฝั่งทะเล และปากแม่น้ำ ปัญหาน้ำกระด้าง พบที่ชั้นน้ำบาดาลบริเวณชั้นหินปูน เช่น จังหวัดสระบุรี จังหวัดนครราชสีมา นอกจากนี้ยังพบการปนเปื้อนของสารเคมีจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การลักลอบทิ้งสารเคมีที่ตำบลกลางดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ตั้งแต่ปี 2547 ทำให้สารเคมีจากกากของเสียถูกชะลงใต้ดิน และไหลซึมผ่านหน้าดินลงสู่ชั้นน้ำบาดาลซึ่งเป็นหินแข็ง ปัจจุบันจากการเข้าไปตรวจสอบติดตามสารอินทรีย์ระเหยง่ายจากบ่อน้ำบาดาลในพื้นที่ลักลอบทิ้ง ปรากฏว่าพบสารอินทรีย์ระเหยง่ายที่มีค่าเกินมาตรฐานในน้ำใต้ดินอยู่ 3 ชนิด ได้แก่ สารไตรคลอไรเอทธิลีน เตตระคลอไรเออทธิลีน และ 1,1,1- ไตรคลอรีเทน ซึ่งจะได้มีการเฝ้าระวังติดตามตรวจสอบต่อไปในอนาคต สำหรับพื้นที่)

จังหวัดระยองและชลบุรี พบการปนเปื้อนของโลหะหนักและสารอินทรีย์ระเหยง่ายในน้ำบาดาลเกินมาตรฐาน ดังนั้น เพื่อให้เกิดการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรน้ำบาดาล จึงได้ดำเนินการติดตั้งบ่อสังเกตการณ์จำนวน 61 บ่อ เพื่อติดตามและเฝ้าระวังคุณภาพน้ำบาดาลต่อไป

สถานการณ์คุณภาพอากาศและระดับเสียง

คุณภาพอากาศในภาพรวมของประเทศไทยในปี 2552 (มกราคม ? พฤศจิกายน) มีแนวโน้มดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ปัญหาหลักยังคงเป็นฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) รองลงมาคือ ก๊าซโอโซน (O3) สำหรับฝุ่นรวม ตรวจพบเกินมาตรฐานเป็นครั้งคราวในพื้นที่ริมถนน ส่วนสารมลพิษชนิดอื่นยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน พื้นที่ที่พบปัญหาฝุ่นขนาดเล็กเกินมาตรฐานมากที่สุด ได้แก่ จังหวัดสระบุรี (ตำบลหน้าพระลาน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ) และพื้นที่ที่พบก๊าซโอโซนเกินมาตรฐานมากที่สุด ได้แก่ จังหวัดนนทบุรี

คุณภาพอากาศในกรุงเทพมหานคร : ฝุ่นขนาดเล็กยังคงเป็นปัญหาหลักในบริเวณริมถนน ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ตรวจวัดได้ในช่วง 15.5 ? 183.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) เกินมาตรฐานร้อยละ 3.5 (มาตรฐาน ไม่เกิน 120 มคก./ลบ.ม.) ซึ่งมีปริมาณลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา (ปี 2551 ตรวจวัดได้ 8.1 ? 205.4 มคก./ลบ.ม. เกินมาตรฐานคิดเป็นร้อยละ 4.1) แหล่งกำเนิดหลักมาจากยานพาหนะ พื้นที่ที่มีฝุ่นขนาดเล็กสูงเกินมาตรฐาน ได้แก่ ถนนพระราม 6 ถนนดินแดง ถนนพหลโยธิน และถนนพระราม 4 สำหรับถนนอินทรพิทักษ์ และถนนลาดพร้าว ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน สำหรับพื้นที่ทั่วไปที่เป็นที่อยู่อาศัยจะมีปัญหาก๊าซโอโซน ค่าเฉลี่ย 1 ชั่วโมง เกินมาตรฐานเป็นครั้งคราวในทุกพื้นที่ ตรวจวัดได้ในช่วง 0 ? 184 ส่วนในพันล้านส่วน (ppb) เกินมาตรฐานร้อยละ 0.2 (มาตรฐานไม่เกิน 100 ppb) ซึ่งลดลงเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา (ปี 2551 ตรวจวัดได้ในช่วง 0 ? 153 ppb เกินมาตรฐานร้อยละ 0.3 ) ส่วนสารมลพิษชนิดอื่นยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ยกเว้นการตรวจวัดสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ในบริเวณที่มีการจราจรหนาแน่น ซึ่งเกินมาตรฐานเป็นครั้งคราว

คุณภาพอากาศในเขตปริมณฑล : ในพื้นที่เขตปริมณฑล พบว่าในจังหวัดสมุทรปราการ ยังคงเป็นพื้นที่ที่พบปัญหาฝุ่นขนาดเล็กมากที่สุด โดยค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ตรวจวัดได้ในช่วง 10.6 ? 152.4 มคก./ลบ.ม. เกินมาตรฐานร้อยละ 1.5 ซึ่งมีปริมาณลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา (ปี 2551 ตรวจวัดได้ในช่วง 12.2 ? 249.5 มคก./ลบ.ม. เกินมาตรฐานร้อยละ 4.9) ส่วนในจังหวัดปทุมธานี สมุทรสาคร และนนทบุรี ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน สำหรับก๊าซโอโซนพบเกินมาตรฐานเป็นครั้งคราวในทุกพื้นที่ โดยพบมากที่สุดที่จังหวัดนนทบุรี เกินมาตรฐานร้อยละ 0.6 รองลงมาได้แก่ สมุทรปราการ สมุทรสาคร และ ปทุมธานี เกินมาตรฐานร้อยละ 0.4 0.3 และ 0.2 ตามลำดับ ส่วนสารมลพิษชนิดอื่นยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

คุณภาพอากาศในพื้นที่ต่างจังหวัด : ปัญหาหลักเกิดจากฝุ่นขนาดเล็ก และก๊าซโอโซน โดยพื้นที่ที่มีปัญหาฝุ่นขนาดเล็กมากที่สุด ได้แก่ ตำบลหน้าพระลาน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี ตรวจวัดได้อยู่ในช่วง 10.9 ? 225.5 มคก./ลบ.ม. เกินมาตรฐานร้อยละ 23.1 ซึ่งเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา (ปี 2551 ตรวจวัดได้ 15.0 ? 283.0 มคก./ลบ.ม. เกินมาตรฐานร้อยละ 16.3) สาเหตุหลักเกิดจากอุตสาหกรรมโม่ บด และย่อยหิน อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ และกิจกรรมการขนส่งและการจราจรในพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่มีปัญหาฝุ่นขนาดเล็ก ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงราย ลำปาง เชียงใหม่ พระนครศรีอยุธยา และระยอง ตามลำดับ ก๊าซโอโซนพบเกินมาตรฐานเป็นครั้งคราว ได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา พระนครศรีอยุธยา เชียงใหม่ สระบุรี ชลบุรี ลำปาง แม่ฮ่องสอน ราชบุรี ระยอง นครสวรรค์ และ เชียงราย เป็นต้น ส่วนสารมลพิษชนิดอื่นยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

สถานการณ์ระดับเสียง ระดับเสียงริมเส้นทางจราจรและพื้นที่ทั่วไปในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีแนวโน้มลดลงจากปีที่ผ่านมาเล็กน้อย โดยระดับเสียงริมถนนในกรุงเทพมหานครมีค่าอยู่ในช่วง 62.0 ? 78.9 เดซิเบลเอ (dBA) (ปี 2551 มีค่า 62.8 ? 85.5 เดซิเบลเอ (dBA)) บริเวณที่มีค่าเกินมาตรฐาน (70 dBA) ทุกวัน คือ ถนนตรีเพชร ถนนลาดพร้าว ส่วนพื้นที่ในต่างจังหวัดระดับเสียงริมถนนมีค่า 54.0 ? 76.6 เดซิเบลเอ (dBA) ซึ่งบริเวณที่มีปัญหามากที่สุด คือ จังหวัดสระบุรี เนื่องจากการจราจร

สถานการณ์กากของเสียและสารอันตราย

ขยะมูลฝอย ในปี 2552 คาดว่าทั่วประเทศมีขยะมูลฝอยเกิดขึ้นประมาณ 15 ล้านตันหรือวันละ 41,240 ตัน ซึ่งใกล้เคียงกับปี 2551 โดยเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) มีปริมาณขยะมูลฝอยประมาณวันละ 8,900 ตัน (ร้อยละ 21) (ประมาณการจากการเก็บขนของ กทม. เดือนมกราคม - กันยายน 2552) ในเขตเทศบาลเมืองและเมืองพัทยามีประมาณวันละ 15,560 ตัน (ร้อยละ 38) และในเขตองค์การบริหารส่วนตำบล ประมาณวันละ 16,780 ตัน (ร้อยละ 41) ขยะมูลฝอยทั่วประเทศได้รับการกำจัดอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการประมาณ 17,645 ตันต่อวัน หรือร้อยละ 43 ของปริมาณขยะมูลฝอยทั่วประเทศ

การใช้ประโยชน์ขยะมูลฝอย ในปี 2552 คาดว่าจะมีขยะมูลฝอยนำกลับมาใช้ประโยชน์ประมาณ 3.5 ล้านตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 23 ของปริมาณขยะมูลฝอยทั่วประเทศ (ประมาณการจากข้อมูลเดือนมกราคม ? กันยายน 2552) โดยร้อยละ 90 เป็นเศษแก้ว กระดาษ เหล็ก อลูมิเนียม ร้อยละ 7 เป็นการนำขยะอินทรีย์ และร้อยละ 3 เป็นการนำขยะมูลฝอยมาผลิตพลังงานไฟฟ้าและเชื้อเพลิงทดแทน ของเสียอันตราย ในปี 2552 คาดว่ามีของเสียอันตรายเกิดขึ้นประมาณ 3.1 ล้านตัน (เพิ่มขึ้นจากปี 2551 ประมาณ 20,000 ตัน) โดยมาจากภาคอุตสาหกรรม ประมาณ 2.4 ล้านตัน (ร้อยละ 77) และจากชุมชนประมาณ 0.7 ล้านตัน (ร้อยละ 23) (รวมซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และมูลฝอยติดเชื้อ) ทั้งนี้ของเสียอันตรายกว่าร้อยละ 70 ยังคงเกิดขึ้นในเขตกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และภาคตะวันออก

การจัดการของเสียอันตรายจากชุมชน กรณีเป็นมูลฝอยติดเชื้อ (ประมาณ 38,500 ตัน) นำไปกำจัดในเตาเผาของโรงพยาบาลที่เดินระบบอยู่ประมาณ 400 แห่ง เตาเผามูลฝอยติดเชื้อขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ 13 แห่ง และเตาเผาของเอกชน 2 แห่ง ส่วนของเสียอันตรายจากชุมชนอื่นๆ ส่วนใหญ่ถูกทิ้งปะปนกับขยะมูลฝอยทั่วไป ในปี 2552 กรมควบคุมมลพิษ ได้ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีศักยภาพ จัดให้มีระบบการคัดแยกของเสียอันตรายจากชุมชนและเก็บรวบรวมเพื่อส่งรีไซเคิลหรือกำจัดในศูนย์จัดการของเสียอันตรายที่ถูกหลักวิชาการ สำหรับการจัดการของเสียอันตรายจากอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมเป็นผู้ควบคุมการดำเนินการจัดการของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมและสถานประกอบการอุตสาหกรรมทั่วประเทศ

สารอันตรายในปี 2552 คาดว่ามีการใช้สารเคมีของประเทศประมาณ 29 ล้านตัน โดยเป็นการผลิตในประเทศประมาณ 24 ล้านตัน (ผลิตโดยผู้อนุญาตประกอบกิจการโรงงานประเภท 42 (1)) และนำเข้าจากต่างประเทศ 5 ล้านตัน ข้อมูลของกรมควบคุมโรค ณ วันที่ 5 ธันวาคม 2552 พบว่า ในปี 2552 มีผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากสารเคมีทั้งสิ้น 1,769 ราย เป็นผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากสารเคมีด้านอุตสาหกรรม ได้แก่ พิษจากโลหะหนัก พิษจากสารปิโตรเลียม (เช่น เบนซีน โทลูอีน และไซลีน) พิษจากแก๊สและไอระเหย รวม 249 ราย และผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์ 1,520 ราย

อุบัติภัยฉุกเฉินจากสารเคมี ปี 2552 (มกราคม 2552 ? 21 ธันวาคม 2552) เกิดอุบัติภัยจากสารเคมี (รวมการลักลอบทิ้งกากของเสีย) ทั้งสิ้น 47 ครั้ง โดยเป็นเหตุที่เกิดขึ้นจากโรงงานอุตสาหกรรมและโกดังเก็บสารเคมี 10 ครั้ง เกิดจากการขนส่งสารเคมี 15 ครั้ง และการลักลอบทิ้งสารเคมีและของเสียอันตราย 13 ครั้ง และอื่นๆ 9 ครั้ง มีผู้ได้รับผลกระทบ/บาดเจ็บ 891 ราย และเสียชีวิต 2 ราย

การร้องเรียนปัญหามลพิษ

ปี 2552 (ม.ค.- 21 ธ.ค. 52) จากสถิติการเรื่องร้องเรียนปัญหามลพิษมายังกรมควบคุมมลพิษ พบว่ามีจำนวนทั้งสิ้น 381 เรื่อง ซึ่งลดลงจากปี 2551 ในช่วงเวลาเดียวกัน จำนวน 125 เรื่อง โดยปัญหามลพิษที่ได้รับการร้องเรียนมากที่สุด ได้แก่ กลิ่นเหม็น (ร้อยละ 40) ฝุ่นละออง/เขม่าควัน (ร้อยละ 25) เสียงดัง/เสียงรบกวน (ร้อยละ 20) น้ำเสีย (ร้อยละ 10) ขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล (ร้อยละ 3) ของเสียอันตราย (ร้อยละ 1) และความสันสะเทือน (ร้อยละ 1) จังหวัดที่มีการร้องเรียนมากที่สุด คือ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ นครปฐม และ สมุทรสาคร ตามลำดับ

สถานการณ์มลพิษเชิงพื้นที่และกรณีเฉพาะ ในรอบปี 2552

ปัญหามลพิษในพื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง ผลจากการร้องเรียนปัญหาคุณภาพสิ่งแวดล้อมในพื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง ทำให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ มีมติประกาศให้พื้นที่มาบตาพุดและพื้นที่ใกล้เคียงเป็นเขตควบคุมมลพิษเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2552 ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 และให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษและกำหนดการพัฒนาในพื้นที่จังหวัดระยอง เพื่อให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ได้แก่ การสนับสนุนการจัดทำแผนปฏิบัติการลดและขจัดมลพิษในพื้นที่จังหวัดระยอง พ.ศ.2550-2554 โดยท้องถิ่น การประสานติดตามการดำเนินโครงการ และการประสานกับผู้ประกอบการให้ลดการปล่อยมลพิษ พร้อมทั้งประเมินผลการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง จากการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยภาพรวมพบว่าปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมที่ต้องเร่งรัดแก้ไข คือปัญหาการปนเปื้อนสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ในอากาศและน้ำใต้ดิน การปนเปื้อนตะกอนดินในคลองชากหมาก และการปนเปื้อนของน้ำเสียจากแหล่งชุมชน ซึ่งการดำเนินการได้มีการจัดประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้ประกอบการเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการการแก้ไขปัญหาการติดตามตรวจสอบ และประเมินผล การเสริมสร้างศักยภาพของชุมชน ในการมีส่วนร่วมการติดตามตรวจสอบ และร่วมแก้ไขปัญหาในพื้นที่

การแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน (ต่อจากปี 51)

สถานการณ์หมอกควันในปี 2552 ในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน (เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน พะเยา แพร่ และน่าน) มีระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2551 แต่ยังมีระดับความรุนแรงต่ำกว่าปี 2550 ผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศของในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน พบปริมาณฝุ่นละอองสูงเกินเกณฑ์มาตรฐานและอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนในทุกจังหวัดช่วงระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำปาง และเชียงใหม่ การดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหา ได้มีการจัดการรณรงค์ ?90 วันรวมพลังหยุดเผา บรรเทาโลกร้อน? ในระหว่างวันที่ 31 มกราคม -30 เมษายน 2552 ซึ่งจากการประเมินผลพบว่าประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการควบคุมและลดเผาในที่โล่งเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ได้มีการเตรียมความพร้อมของจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนในการดำเนินมาตรการควบคุมหมอกควันและไฟป่า ตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่าปี 2551-2554 เช่น การติดตาม เฝ้าระวัง และแจ้งเตือนสถานการณ์หมอกควัน การควบคุมฝุ่นในเขตเมือง การควบคุมการเผาภาคการเกษตร การศึกษาแนวทางการจัดระเบียบการเผาในพื้นที่การเกษตร การเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมไฟป่า ปฏิบัติการฝนหลวง เป็นต้น

สถานการณ์มลพิษกรณีเพลิงไหม้สารเคมีในตู้คอนเทนเนอร์บริเวณท่าเรือแหลมฉบัง

เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. วันที่ 25 พฤศจิกายน 2552 ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ ปรากฏกลุ่มควันสีขาวรั่วไหลออกจากตู้คอนเทนเนอร์บริเวณท่าเทียบเรือ B3 ภายในเขตท่าเรือแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยด้านข้างตู้คอนเทนเนอร์มีป้ายสัญลักษณ์แสดงสิ่งของภายในตู้เป็นสารออกซิไดซ์และสารกัดกร่อน กลุ่มควันสีขาวดังกล่าวส่งกลิ่นเหม็นอย่างรุนแรงต่อประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณท้ายลมภายในเขตการท่าเรือเป็นจำนวนมาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถระงับเหตุเพลิงไหม้ให้สงบลงได้ช่วงเช้ามืดวันที่ 26 พฤศจิกายน 2552 โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการ ณ ที่เกิดเหตุท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อรายงานสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อมให้ประชาชนทราบในกรณีที่คุณภาพอากาศไม่อยู่ในเกณฑ์ปกติจะได้วางแผนอพยพประชาชนอย่างทันท่วงที กรมควบคุมมลพิษและหน่วยงานภายใต้สังกัด ทส. ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ฯ พร้อมทั้งนำรถ Mobile ไปติดตั้งบริเวณวัดแหลมฉบังเก่า เพื่อตรวจวัดคุณภาพน้ำและอากาศในบริเวณท่าเรือแหลมฉบัง B3 และควบคุมการจัดการกากสารเคมีที่เหลือตกค้างจากไฟไหม้ ซึ่งผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำ คุณภาพอากาศ และสารปนเปื้อนในบรรยากาศบริเวณจุดเกิดเหตุ (ช่วงวันที่ 27 ? 30 พฤศจิกายน 52) พบว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ และไม่พบการตกค้างของก๊าซไฮโดนเจรซัลไฟด์ (H2S) และก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และกากของเสียทั้งภายในและภายนอกตู้คอนเทนเนอร์ พบว่าไม่เข้าข่ายเป็นของเสียอันตราย ซึ่งต่อมาของเสียที่ตกค้างบริเวณจุดเกิดเหตุได้ถูกนำไปกำจัด ณ สถานที่กำจัดกากของเสีย เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2552

กรณีอุบัติเหตุก๊าซรั่วในโรงงานไทยเรยอน จังหวัดสระบุรี

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2552 ได้เกิดอุบัติเหตุก๊าซรั่วภายในโรงงานของบริษัทไทยเรยอน จำกัด (มหาชน) จังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นโรงงานผลิตสารคาร์บอนไดซัลไฟด์ ผลการตรวจสอบสรุปว่า เมื่อเวลาประมาณ 19.30 น. ของวันที่ 18 ธันวาคม 2552 ได้มีสัญญาณจากห้องควบคุมการผลิตสารคาร์บอนไดซัลไฟด์ รายงานระดับของสารคาร์บอนไดซัลไฟด์ที่หอกลั่นว่ามีค่าต่ำกว่าความเป็นจริง โรงงานจึงได้ถ่ายเทสารคาร์บอนไดซัลไฟด์จากหอกลั่นไปเก็บไว้ในถังเก็บซึ่งมีน้ำบรรจุอยู่ ทำให้ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์แยกตัวออกจากสารคาร์บอนไดซัลไฟด์และระบายออกทางปากถัง บริษัทฯ จึงได้หยุดการถ่ายเทสารและให้พนักงานสวมใส่หน้ากากป้องกันสารเคมีชนิดตัวกรองเข้าตรวจสอบ แต่หน้ากากป้องกันสารเคมีไม่สามารถป้องกันอันตรายได้ เนื่องจากก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ที่รั่วไหลมีความเข้มข้นสูง ทำให้พนักงานทั้ง 5 ราย เกิดอาการหมดสติทันที ซึ่งภายหลังพบว่ามีผู้เสียชีวิต 1 ราย และต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล 2 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 21 ธันวาคม 2552) และจากการติดตามตรวจสอบการตกค้างของก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์และไอระเหยของสารคาร์บอนไดซัลไฟด์บริเวณชุมชนท้ายลมของโรงงาน ได้แก่ ชุมชนบ้านหนองปลากระดี่ ชุมชนหนองบอน และชุมชนหนองผักชีใต้ รวมทั้งภายในบริเวณโรงงาน ไม่พบการตกค้างของก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์และไอระเหยของสารคาร์บอนไดซัลไฟด์ กรมควบคุมมลพิษร่วมกับตัวแทนชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเสนอให้บริษัทฯ ติดตั้งเครื่องตรวจจับก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ จำนวน 3 เครื่อง ณ จุดที่ติดตั้งเครื่องตรวจวัดก๊าซไวไฟเดิม รวมทั้งให้มีระบบดักจับก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์บริเวณถังเก็บทั้ง 3 ถัง พร้อมทั้งให้ปรับปรุงสถานีเฝ้าระวังก๊าซมลพิษที่อยู่บริเวณริมรั้ว 2 สถานี เพื่อให้สามารถตรวจจับก๊าซพิษทั้งหมดที่เกิดจากกระบวนการผลิตของโรงงาน ขณะนี้สถานการณ์ได้กลับสู่ภาวะปกติแล้ว โดยจังหวัดสระบุรีได้มีคำสั่งให้บริษัทฯ หยุดประกอบการชั่วคราว พร้อมทั้งให้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับจากวันที่มีคำสั่งหยุดประกอบการชั่วคราว (สั่งปิดเมื่อ 19 ธ.ค. 2552) นอกจากนี้ กรมควบคุมมลพิษยังได้รายงานเรื่องดังกล่าวให้คณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติทราบแล้ว เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2552 และ 24 ธันวาคม 2552 ตามลำดับ


Contact : นายนิชร คงเพชร