502 Bad Gateway


nginx
PCD : News
2009-12
2006-08
2003-05
2000-02
1997-99

สถานการณ์มลพิษประเทศไทย ปี 2559

News date 13-Jan-2017

ข่าวสารสิ่งแวดล้อม

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ฉบับที่ ๒/๒๕๖๐ วันที่ ๑๓ มกราคม๒๕๖๐

สถานการณ์มลพิษประเทศไทย ปี 2559

กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) สรุปสถานการณ์มลพิษประเทศไทย ในปี 2559 พบว่า สถานการณ์คุณภาพน้ำส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์พอใช้ คุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งอยู่ในเกณฑ์ดี คุณภาพอากาศในภาพรวม แนวโนมค่าเฉลี่ยฝุ่นละอองในช่วง 10 ปี ดีขึ้นและเริ่มอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ขณะที่สถานการณ์การจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย ขยะมูลฝอยชุมชนเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 190,000 ตัน

วันที่ 13 มกราคม 2560 นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยว่า สถานการณ์คุณภาพน้ำ แม่น้ำสายหลัก 59 สาย และแหล่งน้ำนิ่ง 6 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์พอใช้ ร้อยละ 43 อยู่ในเกณฑ์ดี ร้อยละ 34 เกณฑ์เสื่อมโทรม ร้อยละ 23 โดยไม่มีแหล่งน้ำที่อยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมมาก แนวโน้มสถานการณ์คุณภาพน้ำในรอบ 10 ปี (ปี 2550 - 2559) แหล่งน้ำที่อยู่ในเกณฑ์ดีขยับตัวเพิ่มขึ้นและที่อยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมลดน้อยลง และไม่พบแหล่งน้ำที่เสื่อมโทรมมากตั้งแต่ปี 2555 ตัวอย่างแหล่งน้ำคุณภาพดี ได้แก่ อูน แควน้อย ตาปีตอนบน สงคราม พังราดตอนล่าง ตรัง ปัตตานีตอนบน แควใหญ่ หนองหาร ท่าจีนตอนบน ลำชี แหล่งน้ำที่มีปัญหาคุณภาพน้ำ ได้แก่ เจ้าพระยาตอนล่าง พังราดตอนบน ลำตะคองตอนล่าง ลพบุรี ท่าจีนตอนล่าง ระยอง กวง บึงบอระเพ็ด สะแกกรัง กว๊านพะเยา

คุณภาพน้ำทะเลชายฝั่ง ตลอดความยาวของชายฝั่งทะเลอ่าวไทยตอนใน อ่าวไทยฝั่งตะวันออก อ่าวไทยฝั่งตะวันตก และชายฝั่งอันดามัน 2,800 กิโลเมตร ส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ดี ร้อยละ 59 เกณฑ์พอใช้ ร้อยละ 31 เกณฑ์เสื่อมโทรม ร้อยละ 7 เกณฑ์เสื่อมโทรมมาก ร้อยละ 2 และเริ่มพบคุณภาพน้ำเกณฑ์ดีมาก ร้อยละ 1 ซึ่งแนวโน้มคุณภาพน้ำในรอบ 10 ปี (ปี 2550 - 2559) ถือว่าเริ่มดีขึ้น ยกเว้นอ่าวไทยตอนในบริเวณปากแม่น้ำสายหลักยังคงเสื่อมโทรม ได้แก่ เจ้าพระยา ท่าจีน แม่กลอง ตัวอย่างชายหาดท่องเที่ยวคุณภาพดี ได้แก่ อ่าวท้องตาปาน เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี หาดสมิหลา จังหวัดสงขลา หาดยาว จังหวัดตรัง หาดนพรัตน์ธารา จังหวัดกระบี่ หาดกะรน หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต

ทั้งนี้ สาเหตุของปัญหามลพิษทางน้ำเกิดจากการระบายน้ำที่ไม่ได้รับการบำบัดลงสู่แหล่งน้ำ โดยน้ำเสียจากชุมชนมากกว่า 24 ล้านครัวเรือน หรือ 9.6 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ได้รับการบำบัดเพียงแค่ 1.4 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน จากระบบบำบัดน้ำเสียรวมที่มีอยู่ 101 แห่งทั่วประเทศ และใช้งานได้ 88 แห่ง เนื่องจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่มีงบประมาณในการลงทุนระบบและค่าบำรุงรักษาระบบ ส่วนแหล่งกำเนิดน้ำเสียอื่นและสถานประกอบการทั้งในชุมชน อุตสาหกรรม เกษตรกรรมหลายแห่ง ไม่บำบัดน้ำเสียของตนเองหรือปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ตัวอย่างเช่น แหล่งกำเนิดมลพิษที่ตั้งอยู่ริมคลองแสนแสบไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ร้อยละ 51 ลุ่มน้ำท่าจีน ร้อยละ 16

สำหรับการจัดการน้ำเสียในอนาคต จะเสนอให้มีการจัดเก็บเงินสำหรับการบำบัดน้ำเสียเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปทั้งระบบตามหลัก ผู้ใช้น้ำ เป็นผู้จ่าย ฟื้นฟูระบบบำบัดน้ำเสียรวมชุมชนที่มีอยู่และจัดสร้างเพิ่มเติมในพื้นที่วิกฤติ เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายกับแหล่งกำเนิดมลพิษ และจะมีการสื่อสารข้อมูลผลการตรวจสอบให้สาธารณชนทราบด้วย เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการเกิดความตระหนักและประชาชนเข้ามาร่วมเฝ้าระวังการระบายน้ำเสียออกสู่สิ่งแวดล้อม

สถานการณ์คุณภาพอากาศ คุณภาพอากาศในภาพรวมของประเทศไทยในปี 2559 ปัญหาหลัก คือ ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) จาก 31 จังหวัดที่มีสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ จังหวัดที่มีฝุ่นละออง (PM10) เกินค่ามาตรฐานในรอบปีมากกว่าร้อยละ 5 ได้แก่ สระบุรี เชียงราย แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ พะเยา น่าน ลำปาง แพร่ ทั้งนี้ แนวโน้มค่าเฉลี่ยฝุ่นละอองในรอบปีในช่วง 10 ปี (ปี 2550 - 2559) ดีขึ้นและเริ่มอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

พื้นที่วิกฤติคุณภาพอากาศ ปัจจุบันมี 3 พื้นที่ ได้แก่ 9 จังหวัดภาคเหนือ สถานการณ์หมอกควันช่วงต้นปี 2559 มีปริมาณฝุ่นละอองสูงสุด 317 ไมโครกรัมต่อ ลูกบาศก์เมตรที่จังหวัดเชียงราย โดยค่าที่ตรวจพบแต่ละสถานี และจำนวนจุดความร้อนลดลงกว่าปี 2558 แต่จำนวนวันที่คุณภาพอากาศเกินมาตรฐานมากขึ้น เนื่องจาก ปี 2559 เกิดภาวะแห้งแล้งยาวนาน

ตำบลหน้าพระลาน จังหวัดสระบุรี มีปริมาณฝุ่นละอองสูงสุด 267 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ค่าเฉลี่ยรายปีลดลงเป็น 96 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และจำนวนวันที่เกินค่ามาตรฐานก็ลดลงเช่นกันจาก 105 วัน เป็น 89 วัน

มาบตาพุด จังหวัดระยอง ปริมาณสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) สารเบนซีน และ 1,3-บิวทาไดอีน ไม่เปลี่ยนแปลงจาก ปี 2558 พบเกินค่ามาตรฐานหลายจุด แต่ 1,2-ไดคลอโรอีเทน มีแนวโน้มดีขึ้น แต่ยังมีค่าเกินมาตรฐานบริเวณใกล้กับนิคมอุตสาหกรรม

การจัดการในอนาคต เน้นการควบคุมมลพิษที่แหล่งกำเนิดประเภทยานพาหนะ โดยจะยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยให้ได้มาตรฐานไอเสียและมีการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่เทียบเท่า EURO 5/EURO 6 อยู่ในระดับสากล และแก้ไขปัญหาในพื้นที่วิกฤติ ได้แก่ 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบน โดยจะบูรณาการการดำเนินงานกับกระทรวงมหาดไทย ตามแผนการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ ตั้งเป้าหมายในปี 2560 ที่จะลดความรุนแรงของสถานการณ์ หมอกควันให้ได้ร้อยละ 20 เน้นมาตรการที่เข้มข้นและควบคุมมลพิษจากอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ปูนขาว โรงโม่ บดหิน ย่อยหิน เหมืองหิน การบรรทุกขนส่ง ในพื้นที่ตำบลหน้าพระลาน จังหวัดสระบุรี และแหล่งกำเนิดโรงงานอุตสาหกรรม และท่าเรือที่เกี่ยวข้องกับสารเบนซีน 1,3-บิวทาไดอีน และ 1,2-ไดคลอโรอีเทน ในพื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง

สถานการณ์การจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย ขยะมูลฝอยชุมชน ในปี 2559 เกิดขึ้นทั่วประเทศประมาณ 27.04 ล้านตัน (หรือประมาณ 74,073 ตันต่อวัน) เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ประมาณ 190,000 ตัน (ร้อยละ 0.7) เป็นขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร 4.20 ล้านตัน และใน 76 จังหวัด 22.84 ล้านตัน ปัจจุบันคนไทย 1 คน สร้างขยะโดยเฉลี่ย 1.14 กิโลกรัม ซึ่งเป็นอัตราที่เพิ่มขึ้น โดย 5 จังหวัดที่มีขยะมูลฝอยเกิดขึ้นต่อวันมากที่สุด คือ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี นครราชสีมา สมุทรปราการ ขอนแก่น การจัดการ ณ ปัจจุบัน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั่วประเทศ 7,777 แห่ง มี 4,545 แห่ง ให้บริการเก็บขนนำไปกำจัด 13.6 ล้านตัน (ร้อยละ 50 ของขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้น) ถูกกำจัดที่สถานที่กำจัดอย่างถูกต้อง 9.59 ล้านตัน หรือร้อยละ 36 ถูกกำจัดที่สถานที่กำจัดไม่ถูกต้อง (เผากลางแจ้ง เทกองทิ้งบ่อดินเก่า/พื้นที่รกร้าง) 11.69 ล้านตัน หรือร้อยละ 43 โดยมีการคัดแยกเพื่อนำไปใช้ประโยชน์เพียง 5.76 ล้านตันหรือร้อยละ 21

ของเสียอันตราย 3 ประเภท ได้แก่ ของเสียอันตรายชุมชน กากอุตสาหกรรม และมูลฝอยติดเชื้อ คาดประมาณการว่า จะมีของเสียอันตรายเกิดขึ้น 3,512,069 ตัน แยกเป็น

ของเสียอันตรายจากชุมชน 606,319 ตัน ส่วนใหญ่เป็นซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 393,070 ตัน (ร้อยละ 65) และที่เกิดขึ้นในครัวเรือน 213,249 ตัน (ร้อยละ 35) เช่น แบตเตอรี่ กระป๋องสเปรย์ ถ่านไฟฉาย การจัดการในปัจจุบันมีการรณรงค์ให้มีการคัดแยกของเสียอันตรายชุมชนออกจากขยะทั่วไปเพื่อรวบรวมไปกำจัดอย่างถูกต้อง

กากอุตสาหกรรมอันตราย 2,850,000 ตัน ได้รับการจัดการอย่างถูกต้องประมาณร้อยละ 35 โดยจะนำไปแปรรูปเป็นพลังงาน หรือผ่านกระบวนการเพื่อใช้ซ้ำ หรือส่งไปบำบัดหรือกำจัด

มูลฝอยติดเชื้อ 55,750 ตัน เกิดจากโรงพยาบาลของรัฐและเอกชน คลีนิก สถานพยาบาล สถานพยาบาลสัตว์ ห้องปฏิบัติการเชื้ออันตราย ได้รับการจัดการอย่างถูกต้องร้อยละ 75 โดยเตาเผามูลฝอยติดเชื้อ

การจัดการในอนาคต จะดำเนินการตามแผนแม่บทการบริหารจัดการขยะมูลฝอยของประเทศ พ.ศ. 2559 ? 2564 เพื่อขับเคลื่อนการจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตรายของประเทศที่ต้องให้ทุกภาคส่วนร่วมดำเนินการทั้งการลด การเกิด ณ แหล่งกำเนิด การคัดแยกขยะมูลฝอยและของเสียอันตรายชุมชน เพิ่มศักยภาพการเก็บขนและกำจัด จัดให้มีสถานที่รวบรวมและกำจัดของเสียอันตรายชุมชน วางระบบการเรียกคืนซากผลิตภัณฑ์เมื่อหมดอายุการใช้งาน สร้างความรับผิดชอบและความตระหนักของทุกภาคส่วน การออกกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เร่งรัดให้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ประสานกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงสาธารณสุขกำกับดูแลโรงงานอุตสาหกรรม โรงพยาบาล และสถานพยาบาลต่างๆ ในการกำจัดและบำบัดกากอุตสาหกรรมอันตรายและมูลฝอยติดเชื้อ

ในส่วนข้อมูลการร้องเรียนและเหตุฉุกเฉินและอุบัติภัยด้านสิ่งแวดล้อม สะท้อนให้เห็นว่าการบริหารจัดการ การกำกับดูแลด้านมลพิษยังคงต้องเพิ่มประสิทธิภาพให้เข้มงวดมากขึ้น พบว่าในปี 2559 มีข้อมูลการร้องเรียนปัญหามลพิษที่ผ่านช่องทางของกรมควบคุมมลพิษ ประมาณ 686 เรื่อง ปัญหาที่ร้องเรียนมากที่สุด คือ กลิ่นเหม็น เสียงรบกวน ฝุ่นละอองและเขม่าควัน น้ำเสีย และขยะ ตามลำดับ แหล่งกำเนิดมลพิษที่ถูกร้องเรียนจะเป็นโรงงานอุตสาหกรรม สถานประกอบการการเลี้ยงสัตว์ อาคาร/ที่พักอาศัย และมีเหตุฉุกเฉินและอุบัติภัยด้านมลพิษ เกิดขึ้นในรอบปี 2559 จำนวน 25 ครั้ง สาเหตุหลักมาจากเพลิงไหม้โรงงานมากที่สุด การขนส่งสารเคมี และการลักลอบทิ้งกากของเสีย และจังหวัดที่เกิดเหตุบ่อยที่สุด คือ จังหวัดระยอง กรุงเทพมหานคร และสมุทรปราการ และที่เป็นข่าวล่าสุด คือ เหตุการณ์ปลากระเบนราหูในแม่น้ำแม่กลองตาย ซึ่งเกิดจากการรั่วไหลของน้ำกากส่าจากโรงงานเอทานอลราชบุรี ทำให้ระดับความเข้มข้นของแอมโมเนียอิสระสูง

ฝ่ายเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมควบคุมมลพิษ
โทรศัพท์ ๐ ๒๒๙๘ ๒๐๖๕, ๐ ๒๒๙๘ ๒๐๖๙ โทรสาร ๐ ๒๒๙๘ ๕๓๗๔ www.pcd.go.th
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม www.mnre.go.th


Contact : นิชร คงเพชร (pubpcd@gmail(dot)com)




กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม